Is owner
View only
Upload & Edit
Download
Share
Add to my account

คำอธิบายรายวิชาว40223 เคมี 3


ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 80 ชั่วโมง จำนวน 2 หน่วยกิต


ศึกษาความหมายของอัตราการเกิดปฏิกิริยา แนวคิดเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี

พลังงานกับการดำเนินไปของปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิบัติเคมี ศึกษาการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้ การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดภาวะสมดุล ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของสารต่างๆ ณ ภาวะสมดุล ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสมดุล หลักของเลอชาเตอริเอสมดุลเคมีในสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ศึกษาสารอิเล็กโทรไลต์และนอนสารอิเล็กโทรไลต์ สารละลายกรดและสารละลายเบส ทฤษฎีกรด – เบส คู่กรด – เบส การแตกตัวของกรดและเบส การแตกตัวเป็นไอออนของน้ำ pH ของสารละลาย อินดิเคเตอร์สำหรับกรด – เบส สารละลายกรด – เบส

ในชีวิตประจำวันและในสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาของกรดและเบส การไทเทรตของกรดเบส และสารบัฟเฟอร์ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบค้นข้อมูล การอภิปราย การวิเคราะห์ การเปรียบเทียบ การสำรวจตรวจสอบ การทำนายและการทดลอง เพื่อให้เกิดความรู้ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามรถในการตัดสินใจนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรมและค่านิยมที่เหมาะสม















ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

วิชา ว40223 เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2


1. สำรวจผลตรวจสอบ อภิปราย เปรียบเทียบและคำนวณหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีจากผลการทดลองของปฏิกิริยาตัวอย่าง

2. สืบค้นข้อมูล นำเสนอ อภิปราย อธิบายแนวคิดเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี และพลังงานกับการดำเนินไปของปฏิกิริยา

3. สำรวจตรวจสอบ อภิปราย อธิบาย เปรียบเทียบและทดลองเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาได้แก่ความเข้มข้น พื้นที่ผิว อุณหภูมิและตัวเร่งปฏิกิริยา

4. สืบค้นข้อมูล สำรวจตรวจสอบ อภิปราย เปรียบเทียบและทดลองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้ การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดภาวะสมดุล

5. สืบค้นข้อมูล นำเสนอ อภิปราย เปรียบเทียบและคำนวณหาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของสารต่างๆ ณ ภาวะสมดุล

6. สำรวจตรวจสอบ อภิปราย เปรียบเทียบ ทำนายและทดลองเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อภาวะสมดุลได้แก่ความเข้มข้น ความดันและอุณหภูมิ และหลักของเลอชาเตอริเอ

7. อภิปราย นำเสนอ อภิปราย อธิบาย เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของสมดุลเคมีในสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

8. สืบค้นข้อมูล นำเสนอ อภิปราย อธิบาย เปรียบเทียบและทดลองเกี่ยวกับสารละลายอิเล็กโทรไลต์และนอนอิเล็กโทรไลต์ สารละลายกรดและสารละลายเบส

9. สำรวจตรวจสอบ อภิปราย นำเสนอ อธิบาย เปรียบเทียบทฤษฎีกรด – เบส และคู่กรดเบส

10. สืบค้นข้อมูล ปฏิบัติ นำเสนอ อธิบาย เปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างการแตกตัวเป็นไอออนกรด – เบส และการแตกตัวเป็นไอออนของน้ำ

11. สำรวจตรวจสอบ อภิปราย อธิบาย เปรียบเทียบและคำนวณหา pH ของสารละลาย ทำนายการใช้อินดิเคเตอร์สำหรับกรด – เบส และสารละลายกรดเบสในชีวิตประจำวัน

12. สืบค้นข้อมูล นำเสนอ อภิปราย อธิบาย ทำนายและคำนวณผลของปฏิกิริยากรด – เบส และปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส

13. สำรวจตรวจสอบ ปฏิบัติ อภิปราย อธิบาย และทำนายผลของการไทเทรตกรด – เบส อินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมกับจุดสมมูล และpH ของสารละลายหลังการไทเทรต

14. สืบค้นข้อมูล อภิปราย อธิบาย เปรียบเทียบ ทำนาย และคำนวณหา pH ของสารละลายบัฟเฟอร์ก่อนและหลังถูกรบกวนด้วยกรดแก่เพียงเล็กน้อย

หน่วยการเรียนรู้

รายวิชา ว40223 เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

ภาคเรียนที่ 2 เวลา 80 ชั่วโมง จำนวน 2 หน่วยกิต


หน่วยที่

หน่วยการเรียนรู้

เวลาชั่วโมง)

1

อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

    1. ความหมายของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

    2. แนวคิดเกี่ยวกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

    3. พลังงานกับการดำเนินไปของปฏิกิริยาเคมี

    4. ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

( ความเข้มข้น พื้นที่ผิว อุณหภูมิ และตัวเร่งปฏิกิริยา)

18






2

สมดุลเคมี

    1. การเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้

    2. การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดภาวะสมดุล

    3. ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของสารต่างๆณ ภาวะสมดุล

    4. ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสมดุล (ความเข้มข้น อุณหภูมิ ความดัน)

    5. หลักของเลอซาเตอริเอ

    6. สมดุลเคมีในสิ่งมีชีวิตสิ่งแวดล้อม

24







3

กรด – เบส

    1. สารละลายอิเล็กโทรไลต์และนอนอิเล็กโทรไลต์

    2. สารละลายกรดและสารละลายเบส

    3. ทฤษฎีกรด – เบส

    4. คู่กรด – เบส

    5. การแตกตัวของกรดและเบส

    6. การแตกตัวเป็นไอออนของน้ำ

    7. pH ของสารละลาย

    8. อินดิเคเตอร์สำหรับกรด – เบส

    9. ปฏิกิริยาของกรด – เบส

    10. การไทเทรตกรด – เบส

    11. สารละลายบัฟเฟอร์

38

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง ปฐมนิเทศ เวลา 2 ชั่วโมง


มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระสำคัญ

การเรียนวิชาเคมี การวัดผลและประเมินผล เนื้อหาที่จะเรียน และการใช้ห้องปฏิบัติการที่ถูกต้อง


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนวิชาเคมี การวัดผลและประเมินผล เนื้อหาที่จะเรียน และการใช้ห้องปฏิบัติการที่ถูกต้อง


จุดประสงค์การเรียนรู้

1. เข้าใจวิธีการเรียน การวัดและประเมินผลวิชาเคมีพื้นฐาน

2. รู้ขอบเขตเนื้อหาวิชาเคมีเพิ่มเติม 3

3. ใช้ห้องปฏิบัติการได้ถูกต้องและปลอดภัย

4. ทราบความรู้พื้นฐานของนักเรียน

5. บอกได้ว่าในการเรียนรู้นักเรียนต้องเข้าร่วมกิจกรรม อภิปราย ทำการทดลอง สรุปผลและทำกิจกรรมกลุ่ม

6. บอกเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินผลการเรียนได้

7. บอกวิธีใช้ห้องปฏิบัติการได้ถูกต้อง

สาระการเรียนรู้

1. วิธีการเรียนรู้

2. วิธีวัดและประเมินผล

3. เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้

4. ทดสอบความรู้พื้นฐาน


กิจกรรมการเรียนการสอน

1. อภิปรายเพื่อแนะนำวิธีการเรียนวิชาเคมีเพิ่มเติม 3 40223 ดังนี้

2. นักเรียนต้องมีส่วนร่วมในการอภิปราย ซักถาม ทำกิจกรรมกลุ่ม ทำการทดลองด้วย

ความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้

3. นักเรียนต้องลงมือปฏิบัติกิจกรรมการทดลองเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน โดยครูเป็นผู้

จัดสมาชิกกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน โดยครูเป็นผู้จัดสมาชิกกลุ่มต้องร่วมมือกันวางแผน

และทำงานร่วมกันจนสำเร็จ

4. เมื่อทำกิจกรรมการทดลองเสร็จแล้วต้องช่วยกันเขียนรายงานการทดลองส่ง

  1. การวัดและประเมินผลวิชาเคมีพื้นฐาน มีรายละเอียดดังนี้

6. สอบปลายภาค

รวม คะแนนระหว่างภาค + ปลายภาค = 100 คะแนน

7. เกณฑ์การตัดสินใจให้ระดับคะแนน

ระดับคะแนน ความหมาย ช่วงคะแนน

4 ดีเยี่ยม 80 ขึ้นไป

3.5 ดีมาก 75 – 79

3 ดี 70 – 74

2.5 ค่อนข้างดี 65 - 69

2 น่าพอใจ 60 - 64

1.5 พอใช้ 55 – 59

1 ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ 50 – 54

0 ต่ำกว่าเกณฑ์ 0 – 49

8. เข้าเรียนต่ำกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียน หมดสิทธิ์สอบ (มส) ส่งงานไม่ครบ

จะต้องรอการตัดสิน ()

9. คะแนนสอบรายจุดประสงค์ประเมินจากการสอบปลายภาค

10. คะแนนภาคปฏิบัติได้จาก 2 ส่วน คือ

- จากการสังเกตพฤติกรรมด้านทักษะปฏิบัติขณะนักเรียนทำการทดลอง

- คะแนนจากการเขียนรายงานการทดลอง

11. คะแนนการสื่อสารการประเมินจากสมุดจดบันทึก ความถูกต้องของการทำ

แบบฝึกหัดและการแก้ไข การอภิปรายหน้าชั้นเรียน การอภิปรายภายในกลุ่ม การ

ตอบคำถาม

12. ครูนำอภิปรายเกี่ยวกับเนื้อหารายวิชาเคมีเพิ่มเติมซึ่งมี 3 หน่วยการเรียนรู้ดังนี้

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 สมดุลเคมี

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 กรด – เบส

13. ครูนำอภิปรายข้อปฏิบัติในการใช้ห้องปฏิบัติการ

  1. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มเรียงตามลำดับเลขที่ กลุ่มละ 4-5 คน จำนวน 10 กลุ่ม

  2. ให้นักเรียนทดสอบก่อนเรียน 10 ข้อ 20 นาที

  3. นักเรียนสรุปความรู้ความเข้าใจตามจุดประสงค์นำทางได้ครบถ้วน


การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

  1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

  2. การนำเสนอผลงาน

  3. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

  4. การส่งงาน

5. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

  1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

  2. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

  3. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

  4. แบบบันทึกการส่งงาน

  5. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

1. บอกรายละเอียดของสมาชิกภายในกลุ่มได้ถูกต้อง 3 คนใน 5 คนถือว่าผ่าน

  1. ตอบคำถามได้ถูกต้อง 4 ข้อใน 5 ข้อถือว่าผ่าน

  2. ทำงานได้ถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

  3. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน


แหล่งค้นคว้าข้อมูล

1. ห้องสมุด

2. หนังสือเรียนเคมี เล่ม 3 ของสสวท.

  1. อินเตอร์เน็ต

  2. ห้องปฏิบัติการทดลอง






บันทึกหลังการสอน


1. ผลการสอน.....................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................


2. ปัญหาและอุปสรรค.......................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................


3. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข..............................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................





( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน


หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง ความหมายของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี เวลา 4 ชั่วโมง


มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระสำคัญ

อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี หมายถึง ปริมาณสารตั้งต้น (Reactant) ที่ลดลงหรือปริมาณสารผลิตภัณฑ์ (Product) ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาในหนึ่งหน่วยเวลา (วินาที, นาที หรือ ชั่วโมง) เป็นส่วนระหว่างปริมาณของสารต่อเวลาในการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารแต่ละชนิดในปฏิกิริยาหนึ่งๆ ณ อุณหภูมิหนึ่งๆ จะมีค่าเท่ากันเสมอ


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

สำรวจตรวจสอบ อภิปราย อธิบาย เปรียบเทียบ และคำนวณหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีจากผลการการทดลองของปฏิกิริยาตัวอย่าง


จุดประสงค์การเรียนรู้

1. บอกความหมายและคำนวณหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของแก๊สไฮโดรเจนในปฏิกิริยาระหว่างลวดแมกนีเซียมกับสารละลายกรดไฮโดรคลอริก

  1. บอกความหมายของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

  2. บอกวิธีการคำนวณหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีจากสารชนิดใดชนิดหนึ่งในปฏิกิริยา

  3. ทดลองปฏิกิริยาระหว่างลวด Mg กับสารละลายกรด HCI เพื่อเก็บแก๊สไฮโดรเจนจำนวน 10 cm3

  4. คำนวณหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเฉลี่ย และการเกิดปฏิกิริยา ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งหรือ ณ วินาทีหนึ่งๆ


สาระการเรียนรู้

  1. ความหมายและวิธีคำนวณหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

  2. ทดลองเก็บแก๊สไฮโดรเจนและคำนวณหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

  3. การคำนวณหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีจากสารชนิดใดชนิดหนึ่งในปฏิกิริยา และอัตราการเกิดปฏิกิริยาเฉลี่ย


กิจกรรมการเรียนการสอน

1. อภิปรายทบทวนความรู้เกี่ยวกับความเข้มข้นของสารละลายในหน่วย mol/dm3

และการเกิดปฏิกิริยาเคมี

2. นักเรียนศึกษาข้อมูลจากหนังสือเคมีเล่ม 3 ของสสวท. หน้า 1-2 แล้วอภิปราย

สรุปผลร่วมกันเกี่ยวกับความหมายของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยการตอบคำ

ถามต่อไปนี้

- ในการเกิดปฏิกิริยาเคมีแต่ละครั้ง สิ่งที่นักเรียนสังเกตเห็นมีอะไรบ้าง (ปริมาณสาร

ลดลง, มีสีจางลง)

- สิ่งที่นักเรียนสังเกตนั้น ถ้านักเรียนต้องการทราบว่าปริมาณสารที่ลดลงนั้น ลดลง

มากน้อยเท่าไหร่เมื่อเวลาผ่านไปจะต้องทำอย่างไร (ใช้เวลาเปรียบเทียบกับสิ่งที่

ลดลง โดยใช้หน่วยของเวลาเดียวกัน)

  1. ศึกษาวิธีการทดลองที่ 6.1 เรื่อง ปฏิกิริยาระหว่างโลหะแมกนีเซียมกับกรด

ไฮโดรคลอริกในหนังสือเคมี เล่ม 3 สสวท.หน้า 3

  1. นักเรียนทุกคนรับรายงานการทดลองที่ 6.1 ศึกษาจุดประสงค์การทดลองและร่วมกันรวบรวมรายการอุปกรณ์สารเคมีจากการวิเคราะห์วิธีการทดลอง

  2. อภิปรายวิธีการทดลองร่วมกันเพื่อตรวจสอบความเข้าใจที่ถูกต้อง

  3. แนะนำเทคนิคการทดลองเช่น

- การขัดลวดแมกนีเซียมด้วยกระดาษทรายต้องขัดสะอาด ล้างออกให้แห้ง

- เริ่มจับเวลาเมื่อปริมาตรของสารละลายในกระบอกตวงลดมาอยู่ที่ขีดแรก

ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น

- ขณะอานปริมาตรสายตาต้องอยู่ระดับเดียวกับขีดที่อ่าน จับเวลาต่อเนื่องจนถึง

ขีดก่อน Mg โผล่พ้นสารละลายกรด

แห้ง

  1. นักเรียนแต่ละกลุ่มรับอุปกรณ์ สารเคมีการทดลอง

  2. ครูสังเกตการทำการทดลองของนักเรียนแต่ละกลุ่ม แลให้คำปรึกษา

  3. นักเรียนทุกคนในแต่ละกลุ่มบันทึกผลการทดลองในแบบรายงานการทดลอง นำข้อมูลมาเขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรของแก๊สไฮโดรเจนกับเวลาในการเกิดแก๊สไฮโดรเจน วิเคราะห์ผลการทดลองตามแนวความคำถามในแบบรายงานการทดลอง

  4. แต่ละกลุ่มช่วยกันหาข้อสรุปของการทดลอง ล้างเก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย

  5. สุ่มเลือกตัวแทนกลุ่ม นำเสนอผลงานทดลอง วิเคราะห์ผลการทดลอง และสรุปผลการทดลอง

  6. นักเรียนกลุ่มต่างๆ ช่วยกันพิจารณาความถูกต้อง แสดงความคิดเห็น จนได้ข้อสรุปที่ถูกต้องที่สุด ครูใช้คำถามตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนทั้งชั้นอีกครั้ง

  7. นักเรียนแต่ละคนทำรายงานการทดลองที่ 6.1 ส่งให้ครูประเมินผล

  8. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาข้อมูลในหนังสือเคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 4 – 13

นักเรียนอภิปรายภายในกลุ่มตามหัวข้อต่อไปนี้

อย่างไร ยกตัวอย่างประกอบ

  1. สุ่มตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ มาอภิปราย และตอบข้อซักถามเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในแต่ละหัวข้อ

  2. ครูและนักเรียนอภิปรายทบทวนเพื่อตรวจสอบความเข้าใจ

  3. นักเรียนแต่ละคนทำแบบฝึกหัดที่ 6.1

  4. เฉลยแบบฝึกหัดร่วมกัน นักเรียนแลกเปลี่ยนกันตรวจ ส่งให้ครูตรวจสอบบันทึกประเมินผล


การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

  1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

  2. การนำเสนอผลงาน

  3. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

  4. การส่งงาน

5. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

  1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

  2. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

  3. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

  4. แบบบันทึกการส่งงาน

  5. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

  1. ทำงานไดถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

  2. นำเสนอผลงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินการนำเสนอผลงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

  3. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน


สื่อการเรียนรู้

  1. หนังสือเคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 1 – 18

  2. แบบรายงานการทดลองที่ 6.1ปฏิกิริยาระหว่างโลหะแมกนีเซียมกับกรด

ไฮโดรคลอริก

  1. ชุดอุปกรณ์และสารเคมีสำหรับการทดลอง 6.1 ปฏิกิริยาระหว่างโลหะแมกนีเซียมกับกรดไฮโดรคลอริก

  2. แบบฝึกหัดที่ 6.1 เรื่องความหมายของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

  3. ใบความรู้


แหล่งการเรียนรู้

  1. ห้องสมุด

  2. หนังสือ Entrance เคมี

  3. อินเตอร์เน็ต



















ใบความรู้

เรื่อง ความหมายของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี


อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี (Reaction Rate) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของสารใน

หนึ่งหน่วยเวลา ซึ่งโดยทั่วไปจะระบุในเทอมของการเปลี่ยนแปลงปริมาณของสารตั้งต้นที่ลดลงในหนึ่งหน่วยเวลาหรือปริมาณของสารผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นในหนึ่งหน่วยเวลา

อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี = ปริมาณของสารตั้งต้นที่ลดลง/ เวลา
=
ปริมาณของสารผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้น /เวลา

อัตราการเกิดปฏิกิริยา ณ ขณะหนึ่ง

= ปริมาณสารผลิตภัณฑ์ ณ เวลาใดๆ / เวลา ณ เวลาใดๆ

อัตราการเกิดปฏิกิริยาเฉลี่ย = ปริมาณของสารผลิตภัณฑ์สุดท้าย / เวลาสุดท้าย

พิจารณาจากปฏิกิริยาต่อไปนี้

A + 2B— C ……………….(1)
ในขณะที่ปฏิกิริยาดำเนินไป สาร A และ สาร B เป็นสารตั้งต้นถูกใช้ไปดังนั้นความเข้มข้น

ของสาร A และ B จะลดลง ส่วนความเข้มข้นของสาร C ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จะเพิ่มขึ้น จากปฏิกิริยา(1) จะพบว่าอัตราการลดลงของสาร A เป็นครึ่งหนึ่งของการลดลงของสาร Bดังนั้นเมื่อเขียนความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเกิดปฏิกิริยาในรูปของสารต่างๆจะต้องคิดต่อ 1 โมลของสารนั้น ซึ่งสามารถเขียนได้ดังนี้

R = - d[A ]/dt=- 1/2 d[B ]/dt = + d[C ] /dt

ชนิดของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

  1. อัตราการเกิดปฏิกิริยาเฉลี่ย(Average rate) หมายถึง ปริมาณของสารตั้งต้นที่ลดลงหรือปริมาณสารผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดการเกิดปฏิกิริยาในหนึ่งหน่วยเวลาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเฉลี่ย= ปริมาณของสารตั้งต้นที่ลดลงทั้งหมด /เวลาที่ใช้ทั้งหมด หรือ = ปริมาณของสารผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด /เวลาที่ใช้ทั้งหมด

  2. อัตราการเกิดปฏิกิริยาขณะใดขณะหนึ่ง(Instantaneous Rate)หมายถึงปริมาณ
    ของสารที่เกิดขึ้นขณะใดขณะหนึ่งในหนึ่งหน่วยเวลาของช่วงนั้นอัตราการเกิดปฏิกิริยาขณะใดขณะหนึ่ง = ปริมาณของสารที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น/ เวลาในช่วงนั้นการหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาขณะใดขณะหนึ่งจากกราฟ มีวีธีการดังนี้

1.เขียนกราฟระหว่างความเข้มข้นของสารกับเวลา
2.
ลากเส้นสัมผัสกราฟที่เวลาตามที่ต้องการหาอัตราการเกิดปฏิกิริยา
3.
สร้างสามเหลี่ยมมุมฉากโดยให้เส้นสัมผัสในข้อ2 เป็นด้านตรงข้ามมุมฉาก
4.
หาอัตราการเกิดปฏิกิริยา จาก r x   =   delta y/delta x

หน่วยวัดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี คือหน่วยของปริมาณสารที่เกิดขึ้นต่อเวลาถ้าเป็นของแข็งใช้ gs-1 ถ้าเป็นสารละลายใช้ mol dm- 3s-1 ถ้าเป็นก๊าซใช้ ls-1 หรือ dm3s-1

การวัดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

ในการวัดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี สามารถหาได้จากสารทุกตัวในปฏิกิริยาเคมีแต่นิยมวัดตัวที่หาง่ายและสะดวก ด้วยวิธี เช่น วัดจากปริมาณก๊าซที่เกิดขึ้น ,วัดตะกอนที่เกิดขึ้น วัดการนำไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป ,วัดความเข้มข้นที่เปลี่ยนแปลงไป วัดความเป็นกรด-เบสของสารละลาย ,วัดปริมาณสารที่เปลี่ยนแปลงไป วัดความดันที่เปลี่ยนแปลงไป ,วัดตะกอนที่เกิดขึ้น


















แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน

คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว

เรื่อง  อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี    จำนวน 10 ข้อ

1. ข้อใดต่อไปนี้ เป็นข้อความที่ไม่ถูกต้อง   

ส่วนบนของฟอร์ม

.  ในการเกิดปฏิกิริยาเคมีโมเลกุลของสารตั้งต้นต้องชนกันให้ถูกทิศทาง
.  โมเลกุลที่จะมาชนกันแล้วเกิดปฏิกิริยาคือโมเลกุลที่มีพลังงานต่ำ ๆ
.  ปฏิกิริยาที่มีพลังงานกระตุ้นต่ำจะมีอัตราเร็วสูงกว่าปฎิกิริยาที่มีพลังงานกระตุ้นสูง
.  พลังงานกระตุ้นเป็นค่าเฉพาะของปฏิกิริยาหนึ่ง ๆ

ส่วนล่างของฟอร์ม

2. ปฏิกิริยา มีพลังงานก่อกัมมันต์ไปข้างหน้า 140.5 kJ  และมีพลังงานก่อกัมมันต์ย้อนกลับ 85.0 kJ  ข้อความใดถูกต้อง  

.  ปฏิกิริยานี้คายพลังงาน 55.5 kJ
.  ปฏิกิริยานี้ดูดพลังงานมากกว่า 55.5 kJ 
.   สารที่เป็นสารผลิตภัณฑ์มีพลังงานสูงหว่าสารที่เป็นสารตั้งต้น
.    ปฏิกิริยานี ผันกลับไม่ได้ ์

3.  ข้อใดเป็นเหตุผลที่อธิบายว่า "เมื่อเพิ่มความเข้มข้นของสารตั้งต้นอัตราการเกิดปฏิกิริยา เพิ่มขึ้น

. จำนวนอนุภาคของสารตั้งต้นเพิ่มมากขึ้น เป็นการลดพลังงานกระตุ้น
. จำนวนอนุภาคของสารตั้งต้นเพิ่มมากขึ้น เป็นการบังคับให้อนุภาคชนกันทุกทิศทาง
. จำนวนอนุภาคของสารตั้งต้นเพิ่มมากขึ้น เป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวของสารตั้งต้น
.  จำนวนอนุภาคของสารตั้งต้นเพิ่มมากขึ้น โอกาสที่อนุภาคจะชนกันมีมากขึ้นทำให้

อนุภาคที่มีพลังงานสูงมีจำนวนมากขึ้น

4.  กลไกของปฏิกิริยาออกซิเดชันจาก   ไปเป็น   มี 2 ขั้นตอน ดังนี้
              
             
     
ตัวเร่งของปฏิกิริยาคือตัวใด

.  
.  
.  
.  

5. การเพิ่มอุณหภูมิมีผลทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเร็วขึ้นเพราะเหตุใด
              1.
ทำให้อนุภาคของสารตั้งต้นชนกันบ่อยครั้งขึ้น
              2.
ทำให้พลังงานก่อกัมมันต์ของสารตั้งต้นลดลง
              3.
ทำให้อนุภาคที่มีพลังงานสูงเพิ่มขึ้น

. 1  เท่านั้น
. 3 เท่านั้น
. 1 และ 2
.  1 และ 3

6. จงพิจารณาข้อความเกี่ยวกับตัวหน่วงปฏิกิริยาดังนี้
              1.
ตัวหน่วงปฏิกิริยาทำให้พลังงานก่อกัมมันต์ของปฏิกิริยานั้นสูงขึ้น
              2.
ไม่ว่าจะเติมตัวหน่วงปฏิกิริยาหรือไม่ ผลิตภัณฑ์ของระบบก็ยังคงเดิม คุณภาพและปริมาณเท่าเดิม
              3.
ขณะที่เกิดปฏิกิริยาตัวหน่วงปฏิกิริยาจะเข้าทำปฏิกิริยากับสารตั้งต้นด้วย โดยเปลี่ยนไปเป็นโมเลกุลชั่วคราว
             
ข้อความใดถูกต้อง

.  1 และ 2
. 1 และ 3
. 2 และ 3
.  1,2 และ 3

7. จากปฏิกิริยา  อยากทราบว่าถ้าเพิ่มความดันของก๊าช เป็น 2 เท่า
         1.
ความเข้มข้นของ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า 
         2.
อัตราการเกิดสารผลิตภัณฑ์จะเพิ่มขึ้น
        3.
อัตราการลดลงของ CO จะลดลง
       4.
ปริมาณสารผลิตภัณฑ์จะเพิ่มขึ้น
               
ข้อใดต่อไปนี้ ถูกต้อง

. 1 ,2 และ 3
. 1 และ 2
.1,2,และ 4
.  1,2,3 และ 4

8. ปฏิกิริยาต่อไปนี้   เมื่อทำการเปลี่ยนแปลงข้อใดต่อไปนี้ ไม่ทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเพิ่มขึ้น

.  เพิ่มปริมาตรสารตั้งต้น
. เพิ่มความดันของสารตั้งต้น
. เพิ่มอุณหภูมิของระบบ
. ใส่ตัวเร่งปฏิกิริยา

9. การเติมตัวเร่งปฏิกิริยาจะมีผลต่อข้อใดดังต่อไปนี้

. พลังงานของปฏิกิริยา
. ปริมาณผลิตภัณฑ์
. พลังงานก่อกัมมันต์ของปฏิกิริยา
. ค่าคงที่สมดุล

10. พลังงานก่อกัมมันต์ของปฏิกิริยา  เท่ากับ 200    และพลังงานก่อกัมมันต์ของ ปฏิกิริยา        เท่ากับ  260 ข้อใดถูกต้อง

.  ปฏิกิริยาดูดพลังงาน 60  
.  ปฏิกิริยาคายพลังงาน 60
.  ปฏิกิริยาดูดพลังงาน  260
.   ปฏิกิริยาคายพลังงาน  260









บันทึกหลังการสอน


1. ผลการสอน......................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................


2. ปัญหาและอุปสรรค..........................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................


3. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข...............................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................





( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง แนวคิดเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี และพลังงานกับการดำเนินไปของปฏิกิริยา

เวลา 4 ชั่วโมง


มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระสำคัญ

องค์ประกอบของการเกิดปฏิกิริยาจะต้องมีการชนกันของอนุภาค และชนกันในทิศทางที่เหมาะสม มีพลังงานก่อกัมมันต์ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นมี 2 แบบคือแบบดูดความร้อน และแบบ

คายความร้อนปฏิกิริยาจะเกิดเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับพลังงานก่อกัมมันต์ ปฏิกิริยาหนึ่งๆ จะมีกี่

ขั้นตอนก็ตามผลของปฏิกิริยาจะมี 2 แบบคือดูดและคายพลังงาน


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

สืบค้นข้อมูล นำเสนอ อภิปราย อธิบาย แนวคิดเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี และ

พลังงานกับการดำเนินไปของปฏิกิริยา


จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายปัจจัยที่มีผลในการเกิดปฏิกิริยาเคมี ชนิดของปฏิกิริยาเคมี และพลังงาน

ก่อกัมมันต์กับปฏิกิริยาเคมี

2. อธิบายทฤษฎีจลน์ของแก๊สและทฤษฎีการชนกันของอนุภาค

3. อธิบายปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบในการเกิดปฏิกิริยาเคมี

4. เขียนกราฟแสดงปฏิกิริยาแบบคายและดูดความร้อน

5. อธิบายและเยนกราฟแสดงพลังงานก่อกัมมันต์ของปฏิกิริยาผันกลับได้ และปฏิกิริยาเกิดเร็วหรือช้า

  1. สรุปความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดปฏิกิริยา ความเร็วช้าของปฏิกิริยา ความเร็วช้า

ของปฏิกิริยาและพลังงานก่อกัมมันต์


สาระการเรียนรู้

1. การใช้ทฤษฎีจลน์และทฤษฎีการชนกันของอนุภาคอธิบายการเกิดปฏิกิริยา

2. ความสัมพันธ์ระหว่างชนิดของปฏิกิริยาและพลังงานก่อกัมมันต์


กิจกรรมการเรียนการสอน

1. อภิปรายทบทวนทฤษฎีจลน์ของแก๊ส

2. ศึกษาทฤษฏีการชนกันอนุภาค ศึกษาความหมายของพลังงานก่อกัมมันต์ สาร

เชิงซ้อนก่อกัมมันต์ พลังงานกับการดำเนินไปของปฏิกิริยาในหนังสือแบบเรียนเคมี

เล่ม 3 ของ สสวท. หน้า 19- 25 และใบความรู้ที่แจกให้

3. สุ่มนักเรียนแต่ละกลุ่มอภิปรายแต่ละเรื่องที่ศึกษา

4. อภิปรายร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปแนวคิดเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี

5. สุ่มนักเรียน 5 กลุ่มเขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดำเนินไป

ของปฏิกิริยาทั้ง 2 แบบ และให้ตัวแทนจากอีก 5 กลุ่มที่เหลือเติมรายละเอียด

6. ช่วยกันวิเคราะห์กราฟแต่ละรูปว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงพลังงานแบบใด และเปรียบ

เทียบแบบใดเกิดเร็ว ช้า

  1. นักเรียนทุกคนฝึกเขียนกราฟแสดงปฏิกิริยาแบบคายความร้อนและแบบดูดความร้อน

กราฟแต่ละแบบแสดงค่าพลังงานรวม 4 ค่าคือ Er พลังงานของสารตั้งต้น Ep พลัง

านของสารผลิตภัณฑ์ E พลังงานของปฏิกิริยา Ea พลังงานก่อกัมมันต์

  1. อภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับกราฟที่มีการเปลี่ยนแปลงพลังงานแบบคาย และแบบดูด

ความร้อน และแสดงความหมายของปฏิกิริยาที่ผันกลับได้ด้วยค่าพลังงานทั้ง 4 ค่า อธิบายชี้แนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิกิริยาที่มีหลายขั้นตอน มีพลังงานก่อกัมมันต์แตกต่างกันผลของปฏิกิริยารวมจะเป็นแบบดูดหรือคายความร้อน

  1. สรุปร่วมกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดปฏิกิริยาเร็วช้า ผลของปฏิกิริยา และพลังงาน ก่อกัมมันต์อีกครั้ง

การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. การนำเสนอผลงาน

  1. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

  2. การส่งงาน

5. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

  1. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

  2. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

  3. แบบบันทึกการส่งงาน

  4. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

  1. ทำงานไดถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

  2. นำเสนอผลงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินการนำเสนอผลงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

  3. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน


สื่อการเรียนรู้

1. หนังสือเรียนเคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 19- 25

2. ใบความรู้

แหล่งการเรียนรู้

1. ห้องสมุด

2. หนังสือ Entrance เคมี

3. อินเตอร์เน็ต




ใบความรู้

เรื่อง แนวคิดเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี และพลังงานกับการดำเนินไปของปฏิกิริยา


แนวคิดเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี
ในการเกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถใช้ทฤษฎีอธิบายได้ 2 ทฤษฎี คือ

ทฤษฎีการชน (The Collision Theory) ในการเกิดปฏิกิริยาเคมีอนุภาคของสารตั้งต้น(โมเลกุล อะตอม หรือ ไอออน )ต้องมีการชนกัน แต่การชนทุกครั้งไม่ได้ทำให้เกิดปฏิกิริยาเสมอไป และพบว่าการชนในลักษณะที่เหมาะสมและพลังงานการชนที่มีค่าสูงกว่าค่าหนึ่งเสมอที่เรียกว่า พลังงานก่อกัมมันต์(Activation Energy)หรือ Ea จึงจะเป็นการชนที่มีประสิทธิภาพ

ทฤษฎีแอกติเวเตด-คอมเพลกซ์(The Activated Complex Theory)หรือทฤษฏีสภาวะทรานซิชัน(The Transition State Theory) เป็นผลงานของเฮนรี ไอย์ริง( Henry Eyring) ได้กล่าวถึงการเข้าชนอย่างมีประสิทธิภาพของสารตั้งต้นในลักษณะที่เหมาะสมเกิดเป็นสารประกอบใหม่ที่เกิดขึ้นชั่วคราว เรียกว่า สารเชิงซ้อนถูกกระตุ้น(Activated Complex) แล้วจึงสลายตัวให้ผลิตภัณฑ์ต่อไป

ในระหว่างการเกิดสารเชิงซ้อนถูกกระตุ้นนี้ พันธะเคมีของสารเริ่มต้นจะเริ่มคลายออกจากกันและเริ่มมีพันธะเคมีอย่างอ่อนๆ ระหว่างอะตอมคู่ที่เหมาะสม จนเมื่อสารเชิงซ้อนถูกกระตุ้นสลายตัวให้ผลิตภัณฑ์พันธะเดิมจะถูกทำลายในขณะที่พันธะใหม่ถูกสร้างขึ้น โดยสารเชิงซ้อนถูกกระตุ้นจะอยู่ในสภาวะที่ไม่เสถียรและมีพลังงานสูงมาก เรียกว่าสภาวะทรานซิชัน(Transition State)ดังนั้นอนุภาคของสารตั้งต้นจะเกิดปฏิกิริยาได้ก็ต้องมีพลังงานอย่างน้อยเท่ากับพลังงานกระตุ้น จึงกล่าวได้ว่าพลังงานของสภาวะทรานวิชันเมื่อเปรียบเทียบกับพลังงานของสารตั้งต้นจะมีค่าประมาณ Ea นั่นเอง

หมายเหตุ สารเชิงซ้อนถูกกระตุ้น เป็นแบบจำลองของทฤษฎี และไม่มีเกิดขึ้นจริงในธรรมชาติจึงไม่สามารถตรวจสอบได้

พลังงานกับการดำเนินไปของปฏิกิริยา

กรณีที่ปฏิกิริยามีเพียงขั้นตอนเดียว จะมี 2 ประเภท

ปฏิกิริยาดูดพลังงาน (Endothermic Reaction) เป็นปฏิกิริยาที่มีการถ่ายเทพลังงานจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบ ดังนั้นสารผลิตภัณฑ์จะมีพลังงานสูงกว่าสารตั้งต้น

ปฏิกิริยาคายพลังงาน(Exothermic Reaction)เป็นปฏิกิริยาที่มีการถ่ายเทพลังงานจากระบบไปสู่สิ่งแวดล้อม ดังนั้นสารตั้งต้นจะมีพลังงานสูงกว่าสารผลิตภัณฑ์ สารผลิตภัณฑ์ที่ได้จะเสถียรเพราะมีพลังงานต่ำ

กรณีปฏิกิริยาเคมีมีหลายขั้นตอน

ปฏิกิริยาที่มีหลายขั้นตอนแสดงว่ามีกลไก(mechanism)ของปฏิกิริยาหรือวิธีทางของการเกิดปฏิกิริยามี Ea ได้หลายค่า โดยขั้นที่มีค่า Ea มากที่สุด(ขั้นที่เกิดได้ช้าที่สุด)เป็นขั้นกำหนดอัตรา

ตัวอย่าง สมมติ
ปฏิกิริยามี 3 ขั้นตอน : II (Ea2) > I(Ea1) > III(Ea3)
ขั้นที่ I เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน (A— B)
ขั้นที่ II เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน ( B— C)
ขั้นที่ III เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน (C— D)
ขั้นที่ II จัดเป็นขั้นกำหนดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเพราะเกิดช้าที่สุดถ้าปฏิกิริยา (A —D)

เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน E > 0

สาร B และ C จัดเป็นสารผลิตภัณฑ์ชั่วคราว เรียก อินเตอร์มิเดียต(Intermediates)ซึ่งจะแตกต่างจากสารเชิงซ้อนถูกกระตุ้นเพราะสารอินเตอร์มิเดียตเกิดขึ้นจริงๆและสามารถตรวจสอบได้แม้ว่าในบางกรณีอาจจะยากเนื่องจากเมื่อเกิดขึ้นแล้วถูกใช้ไปรวดเร็วมาก















บันทึกหลังการสอน


1. ผลการสอน......................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................


2. ปัญหาและอุปสรรค.........................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................


3. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข...............................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................





( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี เวลา 8 ชั่วโมง


มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระสำคัญ

องค์ประกอบของการเกิดปฏิกิริยาที่สำคัญคือจำนวนอนุภาค และพลังงานก่อกัมมันต์ดังนั้นปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาจึงมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบทั้งทั้งสอง ได้แก่ความเข้มข้นของสารตั้งต้น พื้นที่ผิวของสารตั้งต้น อุณหภูมิของปฏิกิริยา ตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวยับยั้งปฏิกิริยา


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

สำรวจตรวจสอบ อภิปราย อธิบาย เปรียบเทียบและทดลองเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้แก่ ความร้อนเข้มข้น พื้นที่ผิว อุณหภูมิของปฏิกิริยา ตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวยับยั้งปฏิกิริยา


จุดประสงค์การเรียนรู้

1. ทดลอง อธิบายและสรุปปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

2. ทดลอง อธิบายและสรุปเกี่ยวกับความเข้มข้นของสารตั้งต้นที่มีต่ออัตราการเกิด

ปฏิกิริยาเคมี

3. ทดลอง อธิบายและสรุปเกี่ยวกับพื้นที่ผิวของสารตั้งต้นที่มีต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา

เคมี

  1. ทดลอง อธิบายและสรุปเกี่ยวกับอุณหภูมิของปฏิกิริยาที่มีต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

  2. ทดลอง อธิบายและสรุปเกี่ยวกับตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี


สาระการเรียนรู้

        1. การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารตั้งต้น

        2. การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ผิวของสารตั้งต้น

3. การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของปฏิกิริยา

4. การเติมตัวเร่งปฏิกิริยาหรือตัวหน่วงปฏิกิริยา


กิจกรรมการเรียนการสอน

1. ทบทวนความหมายของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี วิธีหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

2. ศึกษาความเข้มข้นของสารกับอัตราการเกิดปฏิกิริยา โดยทำการทดลอง 6.2 ศึกษา

วิธีทดลองในหนังสือเคมี เล่ม 3 หน้า 26 – 27

3. วิเคราะห์หารอุปกรณ์และสารเคมีที่จะต้องใช้ในการทดลอง เขียนรายการลงในแบบ

รายงานการทดลอง

4. อภิปรายวิธีการทดลองร่วมกันอีกครั้ง ครูแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทดลองเช่น

- ใช้หลอดทดลองแห้งและสะอาด

- สังเกตการเปลี่ยนแปลงและจับเวลาอย่างละเอียด

- ควบคุมตัวแปรให้เหมือนกันทุกครั้งตลอดการทดลอง

- ขณะทดลองมีแก๊ส SO2 เกิดขึ้นซึ่งเป็นพิษจึงควรหลีกเลี่ยงการสูดดม

- ให้เริ่มจับเวลาตั้งแต่เทสารผสมกันจนมองไม่เห็นเครื่องหมายกากบาท

- ถ้าปฏิกิริยาเกิดเร็วจับเวลาไม่ทันให้บันทึกว่าเกิดเร็วหรือเกิดทันที

5. นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนรับอุปกรณ์ สารเคมี และทำการทดลอง บันทึกผล

6. ทบทวนความรู้เกี่ยวกับวิธีคำนวณหาความเข้มข้นของสารละลาย แล้วให้นักเรียนแต่

ละกลุ่มช่วยกันทำคำนวณหาความเข้มของสารละลายโซเดียมไทโอซัลเฟตและสาร

ละลายกรดไฮโดรคลอริกที่ใช้ในการทดลอง

7. อภิปรายร่วมกันถึงวิธีการควบคุมตัวแปรต่าง ๆ ในการทดลองและวิธีวัดอัตราการเกิด

ปฏิกิริยาเคมี

8. วิเคราะห์ผลการทดลองโดยอภิปรายกลุ่มโดยใช้ข้อมูลจากการทดลองและแนวคำถาม

ท้ายการทดลอง

9. นำผลการอภิปรายสรุปร่วมกันอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าอัตราการเกิดปฏิกิริยาขึ้นกับ

ความเข้มข้นของสารละลายโซเดียมไทโอซัลเฟต และสารละลายกรดไฮโดรคลอริก

และอธิบายกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของสารละลายกับเวลาที่ใช้

ในการเกิดปฏิกิริยายาได้ว่าเมื่อความเข้มข้นของสารตั้งต้นลดลงอัตราการเกิดปฏิกิริยา

จะลดลง

10. นักเรียนแต่ละกลุ่มล้างและเก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย เขียนรายงานการทดลองส่งให้

ครูประเมินเป็นรายบุคคล

11. ศึกษาวิธีการทดลอง 6.3 พื้นที่ผิวของสารกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ในหนังสือ

เคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 32

12.อภิปรายกลุ่มเพื่อเขียนรายการอุปกรณ์สารเคมี ตัวแทนนักเรียนบรรยายขั้นตอนการ

ทดลองอีกครั้ง

13. แนะนำเพิ่มเติมให้จับเวลาในการเก็บแก๊สปริมาตร 5 cm3 โดยจุดเริ่มต้นของการ

ทดลองทั้ง 2 ตอนอยู่ในระดับเดียวกัน ทำการทดลองร่วมกันกับกลุ่มอื่นโดยแบ่ง

หน้าที่ กลุ่มหนึ่งทำการทดลองตอนที่ 1 อีกกลุ่มทำการทดลองและบันทึกผลการ

ทดลอง

14. ตัวแทนแต่ละกลุ่มรับสารเคมีและอุปกรณ์ ทำการทดลองและบันทึกผลการทดลอง

15. อภิปรายกลุ่มเพื่อวิเคราะห์ผลการทดลองตามแนวคำถามหลังการทดลอง

16. สุ่มตัวแทนกลุ่มเพื่อวิเคราะห์ผลการทดลองหน้าชั้น หาข้อสรุปผลการทดลองร่วมกัน

และได้ข้อสรุปว่าสารตั้งต้นที่มีพื้นที่ผิวสัมผัสมากกว่า อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

สูงกว่า

17. อภิปรายต่อไปเกี่ยวกับผลของพื้นที่ผิวของสารตั้งต้นต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า การที่สารตั้งต้นที่มีพื้นที่สัมผัสมากมีอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

สูง เนื่องจากอนุภาคของสารมีโอกาสชนกันได้มากขึ้น จึงเกิดปฏิกิริยาได้เร็วขึ้น นัก

เรียนเขียนรายงานการทดลองส่งเป็นรายบุคคล

18. ทบทวนปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาซึ่งได้แก่ความเข้มข้นและพื้นที่ผิวให้นัก

เรียนช่วยกันคิดว่ามีปัจจัยใดบ้าง โดยให้นักเรียนอภิปรายทบทวนปฏิกิริยาระหว่างลวด กับน้ำที่มีอุณหภูมิห้อง Mg และลวด Mg กับน้ำร้อนที่เคยทำการทดลองมา

19. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาวิธีการทดลอง 6.4 อัตราการเกิดปฏิกิริยาระหว่างกรดออก

ซาลิกกับโพแทสเซียมเปอร์มังกานเนตที่อุณหภูมิต่างๆ ในหนังสือแบบเรียนเคมี

เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 33 – 34

  1. นักเรียนรับแบบรายงานการทดลอง 6.4 อัตราวิธีรายการบันทึกรายการสารเคมีและ

อุปกรณ์ ซักถาม

  1. ครูแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทดลองดังนี้ ให้ทารทดลองที่อุณหภูมิสูงก่อนถ้า

ต้องการทดลองที่อุณหภูมิห้องให้ใช้น้ำแข็งผสมน้ำเย็นลงไป สำหรับการทดลองที่อุณหภูมิที่ต่ำกว่าอุณหภูมิห้องให้ใช้น้ำแข็งผสมน้ำ แช่สารละลายที่ผสมกันในน้ำที่มีอุณหภูมินั้นเพื่อปรับอุณหภูมิ แล้วจึงเทผสมกัน

22. นักเรียนรับสารเคมีและอุปกรณ์ ทำการทดลอง บันทึกผลการทดลอง

23. นักเรียนอภิปรายกลุ่มตามแนวคำถามท้ายการทดลอง แล้วนำข้อสรุปมาอภิปราย

ร่วมกันอีกครั้ง ควรได้ข้อสรุปว่าที่อุณหภูมิต่ำ ปฏิกิริยาระหว่างกรดออกซาลิก

กับโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตเกิดขึ้นช้ากว่าที่อุณหภูมิสูง สรุปได้ว่าอุณหภูมิมีผล

ต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา

  1. อภิปรายร่วมกันถึงผลของอุณหภูมิที่มีต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยใช้ทฤษฏี

จลน์และการชนกันขออนุภาคตามรายละเอียดในบทเรียน เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าเมื่อ

อุณหภูมิสูงขึ้น โมเลกุลที่มีพลังงานสูงและเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วมีจำนวนเพิ่มขึ้น จึง

มีโอกาสชนกันได้มากขึ้นและเมื่อชนกันแล้วทำให้จำนวนโมเลกุลที่มีพลังงานสูงเทา

เทียมหรือมากกว่าพลังงานก่อกัมมันต์มีมากขึ้นอัตราการเกิดปฏิกิริยาจึงมีค่าสูงขึ้น

นักเรียนเขียนรายงานการทดลองส่งเป็นรายบุคคล

  1. ทบทวนเกี่ยวกับพื้นที่ผิวของสาร และอุณหภูมิของสารที่มีผลต่ออัตราการเกิด

ปฏิกิริยาเคมี แล้วอภิปรายต่อไปว่าถ้าเติมอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ในหนังสือเคมี

แล้วอภิปรายต่อไปว่าถ้าเติมสารบางชนิดลงไปในปฏิกิริยาจะมีผลต่ออัตราการเกิด

ปฏิกิริยาหรือไม่

  1. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาวิธีการทดลอง 6.5 ผลของสารบางชนิดต่ออัตราการเกิด

ปฏิกิริยาเคมี ในหนังสือเคมีเล่ม 3 ของสสวท. หน้า 37 – 38 รับแบบรายงานการ

ทดลอง ซักถามข้อสงสัย

  1. ตัวแทนแต่ละกลุ่มรับสารเคมีและอุปกรณ์ ทำการทดลอง บันทึกผล และวิเคราะห์

ผลการทดลองตามแนวคำถาม นำข้อสรุปมาอภิปรายร่วมกันดังนี้

ตอนที่ 1 ปฏิกิริยาในหลอดที่ 2 เกิดเร็วกว่าหลอดที่ 1 เป็นผลจากการเติม

MnSO4

ตอนที่ 2 ปฏิกิริยาในหลอดที่ 2 เกิดช้ากว่าหลอดที่ 1 เป็นผลจากการเติม

โซเดียมฟลูออไรด์ สรุปได้ว่า MnSO4 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ส่วนโซเดียมฟลูออไรด์

เป็นตังหน่วงปฏิกิริยา

28. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาการทดทลอง 6.6 สมบัติของตัวเร่งปฏิกิริยาในหนังสือเคมี

เล่ม 3 ของสสวท. รับแบบรายงานการทดลอง ซักถามข้อสงสัยรับสารเคมี

  1. แนะแนวเกี่ยวกับการทดลองดังนี้ ไห้สังเกตการทดลองอย่างละเอียดตลอดเวลา ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ด้วยความระมัดระวัง ถ้าถูกผิวหนังให้ล้างด้วยน้ำมากๆ

30. ตัวแทนแต่ละกลุ่มรับสารเคมีและอุปกรณ์ ทำการทดลอง บันทึกผลการทดลอง

อภิปรายกลุ่ม วิเคราะห์ผลการทดลองตามแนวความคำถามท้ายการทดลอง นำข้อ

สรุปของกลุ่มมาอภิปรายร่วมกันอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปดังนี้

ปฏิกิริยาในหลอดที่ 1 เกิดเร็วกว่าหลอดที่ 2 มากเพราะมี CoCI2 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา สารละลาย CoCI2 เปลี่ยนเป็นสีเขียวขณะที่ปฏิกิริยาดำเนินไปเมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดจะกลับมาเป็นสีชมพูตามเดิม แสดงว่าขณะที่ปฏิกิริยาดำเนินไป ตัวเร่งปฏิกิริยาจะเข้าไปมีส่วนร่วมในปฏิกิริยาด้วย เมื่อสิ้นสุดปฏิกิริยาจะกลับมาเป็นสารเดิมความเข้มข้นเท่าเดิม

31. นักเรียนแต่ละคนเขียนรายงานการทดลองส่ง

32. อภิปรายร่มกันถึงประโยชน์ของตัวเร่งและตัวหน่วงของปฏิกิริยา

  1. ทำแบบฝึกหัดที่ 6.2 อภิปรายเฉลยร่วมกัน แลกเปลี่ยนกันตรวจ และส่งให้ครู

ประเมินอีกครั้ง


การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. การนำเสนอผลงาน

3. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

4. การส่งงาน

5. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

3. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

4. แบบบันทึกการส่งงาน

5. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

1. ทำงานไดถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

2. นำเสนอผลงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินการนำเสนอผลงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

3. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน


สื่อการเรียนรู้

1. หนังสือเคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 19 – 25

2. สารเคมีและอุปกรณ์การทดลอง 6.3, 6.4, 6.5 และ 6.6

3. แบบรายงานการทดลอง 6.3, 6.4, 6.5 และ 6.6

4. แบบฝึกหัดที่ 6.2

5. หนังสือคู่มือการใช้ห้องปฏิบัติการทดลอง

6. ใบความรู้


แหล่งการเรียนรู้

1. ห้องสมุด

2. ห้องปฏิบัติการเคมี

3. หนังสือการใช้เครื่องมือในห้องปฏิบัติการ

4. อินเตอร์เน็ต










ใบความรู้

เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี


ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ได้แก่
-
ธรรมชาติของสารตั้งต้น
-
ความเข้มข้นของสารตั้งต้น
-
พื้นที่ผิว
-
อุณหภูมิ
-
ตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวยับยั้งปฏิกิริยา

ธรรมชาติของสารตั้งต้น : สารตั้งต้นบางชนิดทำปฏิกิริยาได้เร็วแต่บางชนิดทำปฏิกิริยาได้ช้า เช่น แผ่นโลหะทองแดง หรือแผ่นโลหะเงินจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ช้ามาก แม้ว่าจะใช้เปลวไฟช่วยก็ไม่สามารถทำให้ปฏิกิริยาเกิดเร็วได้ ส่วนแผ่นโลหะแมกนีเซียมสามารถติดไฟได้เร็วมาก หรือฟอสฟอรัสขาวสามารถติดไฟได้เลยในอากาศ เป็นต้น

ความเข้มข้นของสารตั้งต้น(หรือความดันในกรณีของก๊าซ)การศึกษาผลของความเข้มข้นของสารตั้งต้นที่มีต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาต่างๆทำได้โดยการทดลองวัดอัตราการเกิดปฏิกิริยาที่เวลาเริ่มต้น เรียกว่า อัตราเริ่มต้น (Initial Rate) ในทางปฏิบัติสามารถติดตามความเข้มข้นของสารตั้งต้นของสารตั้งต้นหรือผลิตภัณฑ์ที่เวลาต่างๆแล้วนำมาเขียนกราฟระหว่างความเข้มข้นกับเวลา ในการทดลองเป็นชุดๆโดยแปรผันความเข้มข้นของสารตั้งต้นตัวใดตัวหนึ่ง ขณะที่ความเข้มข้นของสารอื่นๆและสภาวะต่างๆคงที่ ก็สามารถศึกษาความเข้มข้นเริ่มต้นของสารนั้นที่มีต่ออัตราเริ่มต้นได้

พื้นที่ผิว (ขนาดของอนุภาคของแข็ง) ในปฏิกิริยาวิวิธพันธ์ (Heterogeneous Reaction)
ในปฏิกิริยาวิวิธพันธ์ที่ของแข็งทำปฏิกิริยากับก๊าซหรือสารละลายนอกจากปัจจัยอื่นๆมีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาแล้ว อัตราการเกิดปฏิกิริยายังเป็นสัดส่วนโดยตรงกับพื้นที่ผิวด้วย เนื่องจาก ปฏิกิริยาชนิดนี้เกิดเฉพาะที่ผิวของวัฏภาคเท่านั้น กล่าวคือถ้าเพิ่มพื้นที่ผิวให้มากขึ้น (ทำให้ขนาดของสารเล็กลงมากๆ)อัตราการเกิดปฏิกิริยาจะเพิ่มสูงขึ้นเช่น เมื่อนำลวดแมกนีเซียมซึ่งเป็นของแข็งทำปฏิกิริยากับสารละลายกรดไฮโดรคลอริกจะเกิดปฏิกิริยาดังสมการ

M
g(s) +2HCl MgCl2(aq) + H2(g)
จากปฏิกิริยาถ้าเพิ่มพื้นที่ผิวให้กับลวดแมกนีเซียม(มวลคงที่) เช่น ตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆหรือ

บดให้เป็นผงละเอียดจะมีผลทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเพิ่มขึ้น

อุณหภูมิ(Temperature) จากการทดลองพบว่าปฎิกิริยาเคมีจำนวนมากมีอัตราการเกิดปฏิกิริยาต่ำที่อุณหภูมิปกติ แต่เมื่อเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นอัตราการเกิดปฏิกิริยาจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งอาจเกิดการระเบิดได้โดยทั่วไปแล้วค่าคงที่อัตราจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 10 0c จากปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้จะใช้ทฤษฎีการชนเพียงอย่างเดียวมาอธิบายไม่ได้จะต้องใช้ความรู้เรื่องการกระจายพลังงานจลน์ของก๊าซที่อุณหภูมิต่างๆมาอธิบายด้วยกล่าวคือ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นจะทำให้จำนวนโมเลกุลของก๊าซที่มีพลังงานจลน์สูงพอที่จะทำให้การชนกันนั้นได้พลังงานสูงเท่ากับหรือมากกว่าพลังงานก่อกัมมันต์เพิ่มมากขึ้น เมื่อจำนวนโมเลกุลที่มีพลังงานมากพอมีจำนวนมากขึ้น การชนกันของโมเลกุลที่เป็นผลสำเร็จก็มีมากขึ้นหรืออัตราการเกิดปฏิกิริยาสูงขึ้นนั่นเอง

ตัวเร่งและตัวยับยั้งปฏิกิริยาเคมี(Catalyst and Inhibitor) ตัวเร่งปฏิกิริยา(catalyst)คือเป็นสารที่ช่วยเร่งให้ปฏิกิริยาเกิดได้เร็วขึ้นโดยมีส่วนร่วมในการเกิดปฏิกิริยาเคมีด้วยสมอ แต่เมื่อสิ้นสุดปฏิกิริยาหรือสารตั้งต้นเปลี่ยนไปเป็นผลิตภัณฑ์แล้วก็จะได้ตัวเร่งปฏิกิริยากลับคืนมาเท่าเดิม ตัวยับยั้งปฏิกิริยา(Inhibitor) คือสารที่เมื่อเติมลงไปในปฏิกิริยาแล้วมีผลทำให้เกิดปฏิกิริยาได้ช้าลง หรือหยุดยั้งปฏิกิริยาได้อย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังพบว่าตัวยับยั้งปฏิกิริยาไม่เพียงแต่สามารถเปลี่ยนแปลงอัตราการเกิดปฏิกิริยาเท่านั้น แต่ยังสามารถเปลี่ยนองค์ประกอบสมดุลเทอร์โมไดนามิกส์ของระบบได้ด้วย แสดงว่าตัวยับยั้งเองถูกเปลี่ยนแปลงในปฏิกิริยาสุทธิ จึงไม่จัดตัวยับยั้งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาแบบลบ(NegativeCatalyst)

กฎอัตราและอันดับปฏิกิริยา

.. 1864 Cato Gulberg และ Peter Waag ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของสารตั้งต้น กับ อัตราการเกิดปฏิกิริยา ซึ่งได้สรุปเป็นกฎอัตรา(Law of mass action) โดยกล่าวว่า "อัตราการเกิดปฎิกิริยาเคมีเป็นสัดส่วนกับผลคูณของความเข้มข้นของสารตั้งต้นซึ่งยกกำลังด้วยเลขต่างๆที่ขึ้นกับปฏิกิริยานั้นๆ"








บันทึกหลังการสอน


1. ผลการสอน.....................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................


2. ปัญหาและอุปสรรค.........................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................


3. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข..............................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................





( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 สมดุลเคมี


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง การเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้และการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดภาวะสมดุลได้

เวลา 8 ชั่วโมง

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระสำคัญ

ทิศทางของปฏิกิริยามี 2 ทิศทางคือปฏิกิริยาไปข้างหน้าและปฏิกิริยาย้อนกลับ ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นได้ทั้ง 2 ทิศทางนี้ เรียกว่าปฏิกิริยาที่ผันกลับได้ ซึ่งเมื่ออัตราเร็วของปฏิกิริยาทั้ง 2 ทิศทางเท่ากัน จะเกิดภาวะสมดุลไดนามิก


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

สืบค้นข้อมูล สำรวจตรวจสอบ อภิปรายเปรียบเทียบและทดลองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้ และการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดภาวะสมดุล


จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบาย ระบุ ทดลองและสรุปปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้ภาวะสมดุลไดนามิก

2. อธิบายการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้ในการเปลี่ยนสถานะ และการละลายในตัว

ทำละลาย

3. ทดลองและอธิบายการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้ในการเกิดปฏิกิริยาเคมี

4. อธิบายการเกิดภาวะสมดุลในการเปลี่ยนสถานะและการละลายในตัวทำละลาย

5. ทดลองการเกิดภาวะสมดุลในปฏิกิริยาระหว่าง Fe3+ และ I-

6. สรุปปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดการเปลี่ยนแปลงผันกลับได้และการเกิดภาวะสมดุล


สาระการเรียนรู้

1. การเปลี่ยนแปลงของสสารทั้ง 3 ประเภท คือการเปลี่ยนสถานะ การละลายในตัวทำละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี

2. การเปลี่ยนแปลงผันกลับได้ของสสารทั้ง 3 ประเภท

3. การเกิดภาวะสมดุลของสสารทั้ง 3 ประเภท


กิจกรรมการเรียนการสอน

1. ทบทวนความรู้โดยอภิปรายเกี่ยวกับการเปลี่ยนสถานะของน้ำในธรรมชาติ การ

ละลายและการตกผลึก

2. นักเรียนศึกษาการทดลอง 7.1 ปฏิกิริยาระหว่างสารละลายและสารละลาย ใน

หนังสือเคมีเล่ม 3 ของสสวท. หน้า 46

3. รับแบบรายงานการทดลอง 7.1 เขียนรายงายสารเคมีและอุปกรณ์ ซักถามข้อสงสัย

4. ครูแนะนำเกี่ยวกับการสังเกตการเปลี่ยนสีของสารละลายในหลอดที่ 2 เมื่อเติม และ

เติมน้ำอาจไม่ชัดจน ดังนั้นจึงต้องเปรียบเทียบกับสีของสารละลาย ในน้ำจากหลอดที่

1 ทุกครั้ง

5. ตัวแทนกลุ่มรับสารเคมีและอุปกรณ์ ทำการทดลอง บันทึกผล อภิปรายกลุ่ม

วิเคราะห์ผลการทดลองตามแนวคำถามท้ายการทดลอง นำข้อสรุปที่ได้มาอภิปราย

ร่วมกันจนได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง

6. เขียนรายงานการทดลองส่งเป็นรายบุคคล

7. อภิปรายพร้อมยกตัวอย่างเกี่ยวกับภาวะสมดุล การเกิดสมดุลระหว่างสถานะสมดุลใน

สารละลายอิ่มตัว และสมดุลไดนามิกตามรายละเอียดในบทเรียนหน้า 49- 51 ศึกษา

สมดุลในปฏิกิริยาเคมีจากการทดลอง 7.2 และ 7.3

8. นักเรียนศึกษาวิธีการทดลอง 7.2 การทดสอบ และ ในหนังสือเคมีเล่ม 3

ของสสวท. หน้า 52

9. รับแบบรายงานการทดลอง 7.2 เขียนรายการสารเคมีและอุปกรณ์

10. อภิปรายทบทวนขั้นตอนการทดลองอีกครั้ง พร้อมให้ความรู้ว่าสารละลาย (No3)3 มี

Fe+3 และ No3 ละลายอยู่ และไอออนที่ต้องการทดสอบคือ Fe3+ ส่วนสารละลาย

(NH4)2 Fe(SO4)2 มี NH4+ FE2+ และ SO42- ละลายอยู่และไอออนที่ต้องการทดสอบ

คือ FE2+ ให้สังเกตสีของสารละลายไอร์ออน(III)ไนเตรตแอมโมเนียมไอร์ออน(II)

ซัลเฟต และสารละลายไอโอดีนก่นทำการปฏิกิริยาเพื่อเปรียบเทียบกับสีของสารหลัง

การปฏิกิริยา

11. ตัวแทนกลุ่มรับสารเคมีและอุปกรณ์ ทดลองบันทึกผลการทดลอง แต่ละกลุ่ม

อภิปรายวิเคราะห์ผลการทดลองตามแนวคำถามท้ายการทดลอง และนำข้อสรปุของ

กลุ่มนำมาเสนอเพื่ออภิปรายร่วมกันอีกครั้ง โดยครูให้คำแนะนำเกี่ยวกับการ

พิจารณาเลือกสารที่จะใช้ทอสอบว่าควรเลือกสารที่ให้ผลกรทดลองที่ชัดเจน ซึ่งได้ข้อ

สรุปดังนี้

- ใช้ NH4SCN ทดสอบ Fe3+ ได้สารสีแดงสด

- ใช้ k3[Fe(CN)6] ทดสอบ Fe2+ ได้สารสีน้ำเงินเข้ม

- ใช้น้ำแป้งทดสอบ I2 ได้สารสีน้ำเงินเข้ม

12. เขียนรายงานการทดลองส่งเป็นรายบุคคล

  1. นักเรียนศึกษาวิธีการทดลอง 7.3 การทดสอบภาวะสมดุลระหว่าง Fe2+ และ Fe2+

ในหนังสือเคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 55 – 56

14. รับแบบรายงานการทดลอง 7.3 เขียนรายการสารเคมีและอุปกรณ์

15. อภิปรายลำดับขั้นตอนการทดลองครั้ง ครูเตือนนักเรียนให้ใช้สารตามปริมาณที่

กำหนด เนื่องจากปริมาณสารตั้งต้นในการทดลองนี้จะมีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยน

แปลงที่เกิดขึ้น

  1. ตัวแทนกลุ่มรับสารเคมีและอุปกรณ์ ทดลองและบันทึกผลการทดลอง แต่ละกลุ่ม

อภิปรายวิเคราะห์ผลการทดลองตามแนวคำถามท้ายการทดลอง แล้วนำข้อสรุปของ

กลุ่มมาเสนอเพื่ออภิปรายร่วมกันอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่ามีสมดุลไดนามิกใน

ปฏิกิริยาร่วมกันอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่ามีสมดุลนามิกในปฏิกิริยาระหว่าง Fe2+

และ Fe2+

  1. อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเกิดภาวะสมดุลในปฏิกิริยาระหว่างไอน้ำกับแก๊ส

คาร์บอนมอนอกไซด์ตามรายละเอียดในบทเรียน

  1. อภิปรายร่วมกันถึงการเกิดภาวะระหว่างสถานะ สมดุลในสารละลายอิ่มตัวและสม

ดุลในปฏิกิริยาเคมี เพื่อให้ได้ข้อสรุปสมบัติของระบบที่อยู่ในภาวะสมดุล

19. ทำแบบฝึกหัดที่ 7.1 อภิปรายเฉลยคำตอบร่วมกัน นักเรียนแลกเปลี่ยนกันตรวจ

แล้วส่งแบบฝึกหัดให้ครูประเมินอีครั้ง


การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. การนำเสนอผลงาน

3. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

4. การส่งงาน

5. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

3. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

4. แบบบันทึกการส่งงาน

5. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

1. ทำงานไดถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

2. นำเสนอผลงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินการนำเสนอผลงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

3. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน


สื่อการเรียนรู้

1. หนังสือเคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 45 – 61

2. สารเคมีและอุปกรณ์การทดลอง 7.1, 7.2 และ 7.3

3. แบบรายงานการทดลอง 7.1, 7.2 และ 7.3

4. แบบฝึกหัดที่ 7.1

5. ใบความรู้


แหล่งการเรียนรู้

1. ห้องสมุด

2. หนังสือเรียนวิชาเคมี

3. อินเตอร์เน็ต





























ใบความรู้

เรื่อง การเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้และการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดภาวะสมดุลได้


ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงของระบบ ค่าตัวแปรต่างๆของระบบจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาที่เปลี่ยนไป จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่ค่าตัวแปรต่าง ๆไม่เปลี่ยนแปลงจุดนี้เองเรียกว่า ระบบอยู่ในสถานะสมดุลดังนั้นระบบที่อยู่ในสถานะสมดุลจะต้องมีค่าของตัวแปรต่าง ๆ คงตัวสามารถวัดค่าตัวแปรเหล่านี้ได้ เช่น ความดันไอ ความเข้มข้น พลังงานค่าความร้อนเป็นต้น ปฏิกิริยาเคมีก็เช่นกันเมื่อระบบเกิดการเปลี่ยนจนถึงสถานะสมดุลเรียกว่าสมดุลเคมี (chemical equilibrium)สมดุลเคมีเป็นสมดุลเชิงพลวัตที่ค่าตัวแปรต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่การเปลี่ยนแปลงสุทธิเป็นศูนย์ เช่น ปฏิกิริยาเคมี

ปฏิกิริยาผันกลับได้ หมายถึง ปฏิกิริยาที่สารตั้งต้นทำปฏิกริยากันเป็นสารผลิตภัณฑ์แล้วสารผลิตภัณฑ์สามารถทำปฏิกิริยากันกลับไปเป็นสารตั้งต้นได้อีก หรือหมายถึงปฏิกิริยาที่มีทั้งปฏิกิริยาไปข้างหน้า (Forward reaction) และปฏิกิริยาย้อนกลับ (Reverse reaction) ปฏิกิริยาที่เกิดก่อนเรียก ปฏิกิริยาไปข้างหน้า ส่วนปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทีหลังเรียกว่า ปฏิกิริยาย้อนกลับ

ภาวะสมดุล หมายถึง ภาวะที่ระบบมีสมบัติคงที่ หรือภาวะที่สารตั้งต้นและสารผลิตภัณฑ์ทุกชนิดมีปริมาณหรือความเข้มข้นคงที่ หรือภาวะที่อัตราการเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าเท่ากับอัตราการเปลี่ยนแปลงย้อนกลับ

ที่สถานะสมดุลนั้นอัตราการเกิดปฏิกิริยาของAเกิดเป็นBจะเท่ากับอัตราการเกิดปฏิกิริยา
ของ B เกิดเป็น A เพราะฉะนั้นที่สถานะสมดุลความเข้มข้นของA และ B จึงคงตัว

.. 2407กุลด์เบิร์ก(Cato Guldberg)และเวจ(Peter Waage)ได้ทำการศึกษาและวัด
ความเข้มข้นของสารต่าง ๆ ที่สมดุลของปฏิกิริยา









แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน


ส่วนบนของฟอร์ม

1. ปฏิกิริยานี้เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน ถ้าต้องการเพิ่มผลิตภัณฑ์ ควรทำอย่างไร

  1. เพิ่มอุณหภูมิให้แก่ระบบ

  2. ลดอุณหภูมิของระบบ

  3. เพิ่มความดันให้แก่ระบบ

  4. ลดอุณหภูมิแต่เพิ่มความดันให้แก่ระบบ

2. เมื่อผสมสารละลายไอร์ออน (II) คลอไรด์ กับสารละลายซิลเวอร์ไนเตรด จะมีตะกอนของเงินเกิดขึ้นเขียนสมการที่ภาวะสมดุลได้ดังนี้

เมื่อเติมสารละลายชนิดต่อไปนี้ จะทำให้ปริมาณของตะกอนของเงินลดลง

  1. โซเดียมคลอไรด์

  2. ไอร์ออน(II) คลอไรด์

  3. ซิลเวอร์ไนเตรด

  4. ไอร์ออน(III)คลอไรด์

3.ณ ภาวะสมดุลของปฎิกิริยาต่อไปนี้ ซึ่งสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์อยู่ในสถานะก๊าซ 

การเพิ่มความดันจะไม่มีผลต่อภาวะสมดุลของปฏิกิริยาใด

. H2O + CO H2+CO2

  1. 2SO2 +O2 2 SO3

  2. 4HCI + O2 2 H2O + 2 CI2

  3. NH3 + HCl NH4Cl

ใช้ข้อมูลนี้ตอบข้อ 4-5 

เมื่อสาร A ทำปฏิกิริยากับสาร B ได้สาร C และสาร D เป็นผลิตภัณฑ์ดังนี้   

ระบบอยู่ในภาวะสมดุลที่อุณหภูมิ 25oC ปฏิกิริยานี้เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน

4. ถ้ารบกวนสมดุลโดยให้ความร้อนแก่ระบบ เพื่อให้ระบบเข้าสู่ภาวะสมดุลใหม่ที่อุณหภูมิ 50oC ให้พิจารณาว่า ข้อสรุปต่อไปนี้ ข้อใดถูกต้อง

  1. ตะกอนของสาร C จะมากขึ้น และค่าคงตัวของสมดุลก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

  2. ตะกอนของสาร C จะมากขึ้น แต่ค่าคงตัวของสมดุลจะยังคงเท่าเดิม

  3. ตะกอนของสาร C จะลดลง และค่าคงตัวของสมดุลก็จะลดลงด้วย

  4. ตะกอนของสาร C จะลดลง แต่ค่าคงตัวของสมดุลก็จะเพิ่มขึ้น

5. ถ้าในการทดลองนี้ใช้สาร A ที่มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นเท่าตัว นอกนั้นคงไว้เหมือนเดิม ให้พิจารณาว่า

ข้อสรุปต่อไปนี้ข้อใดถูกต้อง

  1. จะเกิดตะกอนของสาร C มากขึ้น และค่าคงตัวของสมดุลก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

  2. จะเกิดตะกอนของสาร C มากขึ้น และค่าคงตัวของสมดุลกยังคงเท่าเดิม

  3. จะเกิดตะกอนของสาร C น้อยลง และค่าคงตัวของสมดุลก็จะลดลงด้วย

  4. จะเกิดตะกอนของสาร C น้อยลง แต่ค่าคงตัวของสมดุลก็จะยังคงเท่าเดิม

6. ค่าคงตัวของสมดุล (K) ของปฏิกิริยาใดๆ จะเปลี่ยนแปลงเมื่อ

  1. เปลี่ยนความเข้มข้นของสารตั้งต้น

  2. เปลี่ยนความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์

  3. ข้อ ก และ ข

  4. เปลี่ยนอุณหภูมิ

7. สมดุลไดนามิกหมายความว่า ณ ภาวะสมดุล

  1. การเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าและย้อนกลับยังคงดำเนินต่อไป

  2. ระบบยังมีทั้งสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์

  3. ความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์และสารตั้งต้นมีค่าคงที่

  4. ความเข้มข้นของสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์มีค่าเท่ากัน

8. เมื่อความร้อนกับเหล็กและไอน้ำในภาชนะปิด ที่อุณหภูมิ 700oC ปฏิกิริยาที่ภาวะสมดุลคือ

ซึ่งเมื่อเหล็กทำปฏิกิริยากับไอน้ำ จะเกิดความร้อน ดังนั้นถ้าจะให้ปริมาณของไฮโดรเจนมากๆ ทำได้โดยวิธีต่อไปนี้

  1. เพิ่มความดัน

  2. ลดความดัน

  3. ลดอุณหภูมิ

  4. ทั้ง ก และ ค

9. จากปฏิกิริยา  ซึ่งอยู่ที่ภาวะสมดุล ค่าคงที่ของสมดุล (K) ค่าใดให้ผลผลิต AB มากที่สุด

. 3.5 x 10-3

  1. 4.3 x 10-7

  2. 9.1 x 10-10

  3. 4.7 x 10-12

10. .ในภาวะสมดุลของปฏิกิริยา ความเข้มข้นของ A- จะเพิ่มมากขึ้น

โดยการเติมสารในข้อใด

  1. H2CO3

  2. Na2SO4

  3. NaHO

  4. NH4Cl




















บันทึกหลังการสอน


1. ผลการสอน......................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................


2. ปัญหาและอุปสรรค.........................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................


3. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข...............................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................





( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง แนวความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของสารต่างๆ ณ ภาวะสมดุล

เวลา 8 ชั่วโมง

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระสำคัญ

เมื่อสารทำปฏิกิริยากันอยู่ในภาวะสมดุลแล้วความเข้มข้นของสารใหม่ยกกำลังกันกับค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยาดังนี้ อัตราส่วนระหว่างผลคูณของความเข้มข้นของสารใหม่ยกกำลังด้วยเลขสัมประสิทธ์จากสารเคมี จะได้ค่าคงที่ของสมดุลของปฏิกิริยาในทิศทางนั้นๆเสมอ และค่าคงที่สมดุลจะเปลี่ยนแปลงเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเท่านั้น


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

สืบค้นข้อมูล นำเสนอ อภิปราย อธิบายเปรียบเทียบและคำนวณหาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของสารต่างๆ ณ ภาวะสมดุล


จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายและคำนวณหาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของสารต่างๆ ณ ในทิศทาง

ของปฏิกิริยากับค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยานั้นๆ

2. อธิบายอัตราส่วนระหว่างความเข้มข้นของสารต่างๆ ณ ภาวะสมดุลกับค่าคงที่สมดุล

ปฏิกิริยา

3. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยากับสมการเคมีของปฏิกิริยา

นั้นๆ

4. คำนวณเกี่ยวกับค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยา


สาระการเรียนรู้

1. ความหมายของค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยา

2. ความสัมพันธ์ระหว่างค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยากับสมการเคมีของปฏิกิริยาที่ภาวะ

สมดุล

3. การคำนวณเกี่ยวกับค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยา


กิจกรรมการเรียนการสอน

1. ให้นักเรียนศึกษาความเข้มข้นของสารที่ภาวะเริ่มต้นและที่ภาวะสมดุลจากการทดลอง

ที่ 1 – 4 และ 5 – 6 ในตะราง 7.1 ในหนังสือเคมี เล่ม 3 หน้า 62 – 82 อภิปรายร่วม

กันในกลุ่มและระหว่างกลุ่มตามรายละเอียดในบทเรียนเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าความ

สัมพันธ์ระหว่างจำนวนโมลของแก๊สทั้ง 3 ชนิดทั้งปฏิกิริยาไปข้างหน้าและปฏิกิริยา

ย้อนกลับไปตามปริมาณสัมพันธ์ของสมการ

2. นักเรียนแต่ละกลุ่มใช้ความเข้มข้นของสาร ณ ภาวะสมดุลจากตาราง 7.1 คำนวณ

หาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์กับสารตั้งต้นที่ภาวะสมดุลในแบบ

ต่างๆ เพื่อนำไปสู่ค่าคงที่สมดุล (K)

3. ให้ความรู้เกี่ยวกับการหาค่าคงที่สมดุลในปฏิกิริยาที่สารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์อยู่ใน

วัฎภาคเดียวกันแตกต่างกัน รวมทั้งหน่วยของค่าคงที่สมดุล

4. อภิปรายเกี่ยวกับค่าคงที่สมดุลที่ได้จากสมการเคมีต่างๆ พร้อมทั้งแสดงตัวอย่างการ

คำนวณ ตลอดจนการแปลความหมายขอค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยา เพื่อบอกให้

ทราบทิศทางของการเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าและย้อนกลับตามรายละเอียดในบท

เรียนหน้า 70 – 77 อภิปรายร่วมกันจนได้ข้อสรุปเกี่ยวกับค่าคงที่สมดุลดังนี้

    1. ค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยาย้อนกลับ เป็นส่วนกับค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยาไป

ข้างหน้า

    1. ค่าคงที่สมดุลของปฏิบัติกิริยาเดียวกันอาจแตกต่างกันได้ ถ้าตัวเลขที่ใช้ในการ

สมดุลการเคมีแตกต่างกันได้ ถ้าตัวเลขที่ใช้ในการสมดุลการเคมีแตกต่างกัน

4.3 ค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยารวมเท่ากับผลคูณค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยาย่อย

4.4 ค่าคงที่บอกทิศทางการเกิดปฏิกิริยาถ้ามากกว่า 1 ณ ภาวะสมดุลเกิดปฏิกิริยา

ไปข้างหน้ามากกว่า เกิดผลิตภัณฑ์มาก ถ้าน้อยกว่า 1 ณ ภาวะสมดุล

ปฏิกิริยาย้อนกลับมากกว่า มีผลิตภัณฑ์เกิดขึ้นน้อย

5. ทบทวนเรื่องค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยาและความสัมพันธ์ระหว่างค่าคงที่ของสมดุลกับ

สมการเคมี

6. อธิบายการคำนวณค่าคงที่สมดุลเมื่อทราบความเข้มข้นของสารต่างๆ ณ ภาวะทราบ

ค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยา

7. ทำแบบฝึกหัด 7.2 อภิปรายเฉลยร่วมกัน นักเรียนแลกเปลี่ยนกันตรวจ และส่งให้ครู

ประเมินอีกครั้ง


การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. การนำเสนอผลงาน

3. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

  1. การส่งงาน

  2. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

3. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

4. แบบบันทึกการส่งงาน

5. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

1. ทำงานไดถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

2. นำเสนอผลงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินการนำเสนอผลงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

3. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน




สื่อการเรียนรู้

1. หนังสือเคมี เล่ม 3 ของ สสวท. หน้า 62 – 82

2. แบบฝึกหัดที่ 7.2


แหล่งการเรียนรู้

1. ห้องสมุด

2. อินเตอรเน็ต

3. หนังสือ Entrance เคมี























บันทึกหลังการสอน


1. ผลการสอน…..................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


2. ปัญหาและอุปสรรค…......................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


3. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข…............................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................




( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสมดุลและหลักของเลอชาเตอริเอ เวลา 6 ชั่วโมง


มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระสำคัญ

ปฏิกิริยาทีอยู่ในภาวะสมดุล จะมีภาวะสมดุลไดนามิกและสมบัติต่างๆ และความเข้มข้นของระบบคงที่ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงภาวะสมดุลโดยการรบกวนด้วยความเข้มข้นความดัน และอุณหภูมิของระบบ ระบบจะเสียสมดุลและระบบจะพยายามลดผลการรบกวนนี้โดยการปรับตัว จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะสมดุลอีครั้งตามหลักของเลอซาเตอริเอ


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

สำรวจตรวจสอบ อภิปราย เปรียบเทียบ ทำนายและทดลองเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อภาวะสมดุลได้แก่ความเข้มข้น ความดันและอุณหภูมิ และหลักของเลอซาเตอริเอ


จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายและระบุปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภาวะสมดุล หลักของเลอซาเตอริเอ

และผลที่มีต่อค่าคงที่สมดุล

2. อธิบายและทดลองการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารที่มีต่อภาวะสมดุล และที่มี

ผลต่อค่าคงที่สมดุล

3. อธิบายและทดลองการเปลี่ยนแปลงความดันและอุณหภูมิของระบบที่มีผลต่อภาวะ

สมดุล และค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยา

4. อธิบายและสรุปผลการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารและเวลากราฟแสดงการ

เปลี่ยนแปลงค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยากับอุณหภูมิเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยทั้ง

สาม


สาระการเรียนรู้

1. การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารต่อภาวะสมดุล

2. การเปลี่ยนแปลงความดันและปริมาณที่มีผลต่อภาวะสมดุล

3. อุณหภูมินของระบบที่มีผลต่อภาวะสมดุล


กิจกรรมการเรียนการสอน

1. ทบทวนสมบัติต่างๆ ของระบบ ณ ภาวะสมดุล เช่นมีความเข้มของสีคงที่ หรือมีความ

เข้มข้นขอสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ในระบบคงที่

2. อภิปรายร่วมกันว่าปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสมดุลของระบบมีอะไรบ้าง

3. ครูนำอภิปรายเพื่อให้นักเรียนช่วยกันคิดว่าถ้าทำให้ความเข้มข้นของสารในระบบที่อยู่

ในภาวะสมดุลเปลี่ยนแปลงจะมีผลต่อภาวะสมดุลของระบบหรือไม่ อย่างไรแล้วให้คำ

ตอบจากการทดลอง 7.4

4. นักเรียนศึกษาวิธีการทลอง 7.4 การเปลี่ยนความเข้มข้นกับภาวะสมดุล ในหนังสือ

เคมี เล่ม 3 หน้า 85 – 89 รับแบบรายงานการทดลอง 7.4 อภิปรายร่วมกันเพื่อ

เขียนรายการสารเคมีและอุปกรณ์ในแบบรายงาน และทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอน

การทดลอง แบ่งหน้าที่ในการทำการทดลอง

5. ครูถามตรวจสอบความเข้าใจอีกครั้ง นักเรียนตัวแทนกลุ่มรับสารเคมีและอุปกรณ์ทำ

การทดลอง บันทึกข้อมูล และอภิปรายผลการทดลองตามแนวคำถามท้ายการทดลอง

อภิปรายในกลุ่มก่อน แล้วนำผลที่ได้มาอภิปรายร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องทุก

กลุ่มดังนี้ การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารตั้งต้นทำให้ภาวะสมดุลเปลี่ยนไป เมื่อ

ระบบเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง ความเข้มข้นของสารต่างๆ ณ ภาวะสมดุลจะแตกต่าง

จากความเข้มข้นที่ภาวะสมดุลเดิม

6. นักเรียนทุกคนเขียนรายงานการทดลอง 7.4 ส่งให้ครูประเมิน

7. ร่วมกันพิจารณาข้อมูลในตาราง 7.5 ในหนังสือเคมี ล่ม 3 ของสสวท. หน้า 88เกี่ยว

กับการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารที่มีระบบอยู่ในภาวะสมดุล ว่ามีผลต่อภาวะ

สมดุลหรือไม่ อย่างไร อภิปรายจนได้ข้อสรุปว่าความเข้มข้นมีผลต่อภาวะสมดุลของ

ระบบแต่ไม่มีผลต่อค่าคงที่สมดุลของระบบ

8. ทบทวนเรื่องการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นที่มีผลต่อภาวะสมดุล แล้วนำอภิปรายว่า

ถ้าเปลี่ยนแปลงความดันและอุณหภูมิจะมีผลต่อภาวะสมดุลและค่าค่าคงที่สมดุลหรือ

ไม่

  1. ศึกษาวิธีการทดลอง 7.5 การศึกษาของความดันและอุณหภูมิต่อภาวะสมดุลใน

หนังสือเคมี เล่ม 3 หน้า 89 – 91 นักเรียนรับแบบรายงานการทดลอง 7.5

อภิปรายกลุ่ม เขียนรายงานการสารเคมีและอุปกรณ์

  1. ครูตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับการทดลองอีกครั้งโดยการใช้คำถาม ตัวแทนกลุ่ม

รับสารเคมีและอุปกรณ์ ทำการทดลอง บันทึกผลการทดลอง และอภิปรายภายใน

กลุ่มเพื่อวิเคราะห์ผลการทดลองตามแนวคิดถามหลักการทดลอง บันทึกผลการ

ทดลอง และอภิปรายภายในกลุ่มเพื่อวิเคราะห์ผลการทดลองตามแนวคำถามหลัก

การทดลอง นำผลสรุปที่ได้มาอภิปรายร่วมกันจนได้ข้อสรุปดังนี้

- ตอนที่ 1 ในระบบมีภาวะสมดุลระหว่างแก๊ส กับ

- ตอนที่ 2 การเปลี่ยนแปลงความดันของระบบ ทำให้สมดุลของระบบถูกรบกวน

และในที่สุดระบบก็จะปรับตัวเพื่อเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง

- ตอนที่ 3 ปฏิกิริยาที่เกิดได้ดีที่อุณหภูมิเป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน ในทางกลับกัน

ปฏิกิริยาคายความร้อนจะเกิดได้ดีที่อุณหภูมิต่ำ

จากการทดลองตอนที่ 3 เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงทำให้ภาวะสมดุลของระบบเปลี่ยนแปลงและข้าสู่สมดุลอีกครั้ง สรุปได้ว่าอุณหภูมิมีผลตอภาวะสมดุล

  1. ศึกษาข้อมูลจากตาราง 7.6 และ อภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับค่าที่สมดุลของปฏิกิริยาที่

อุณหภูมิต่างๆ ทั้งที่เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อนและปฏิกิริยาคายความร้อน พร้อม

พิจารณากราฟรูป 7.13 และ 7.14 ในหนังสือเคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 97 หา

ข้อสรุปร่วมกันและควรได้ข้อสรุปดังนี้

- การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของระบบใดๆ ณ ภาวะสมดุลทำให้ค่าคงที่สมดุลเปลี่ยน

แปลง

- ค่าคงที่ของสมดุลจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับชนิดของปฏิกิริยาว่าเป็นปฏิกิริยา

ดูดหรือคายความร้อน

- ถ้าเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน การลดอุณหภูมิจะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์มากขึ้น ค่า

คงที่สมดุลจะสูงขึ้น แต่ถ้าเป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน การลดอุณหภูมิจะทำให้ได้

ผลิตน้อยลง ค่าคงที่จะลดลง

  1. อธิบายหลักของเลอซาเตอริเอโดยนำผลการทดลอง 7.4 และ 7.5 มาอธิบายอีก

ครั้งตามรายละเอียดในบทเรียน เพื่อนำไปสู่การอธิบายการเปลี่ยนแปลงภาวะสมดุล

ตามหลักของเลอซาเตอริเอ

  1. ทำแบบฝึกหัด 7.3 ร่วมกันอภิปรายเฉลย แลกเปลี่ยนกันตรวจแบบฝึกหัด และส่ง

ให้ครูประเมินอีกครั้ง


การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. การนำเสนอผลงาน

        1. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

        2. การส่งงาน

        3. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

  1. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

  2. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

  3. แบบบันทึกการส่งงาน

  4. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

        1. ทำงานไดถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

        2. นำเสนอผลงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินการนำเสนอผลงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

        3. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน


สื่อการเรียนรู้

1. หนังสือเคมี เล่ม 3 ของ สสวท. หน้า 85 – 106

  1. แบบฝึกหัดที่ 7.4 และ 7.5

  2. แบบฝึกหัดที่ 7.3

  3. ใบความรู้


แหล่งการเรียนรู้

        1. ห้องสมุด

        2. ห้องปฏิบัติการเคมี

        3. อินเตอร์เน็ต























ใบความรู้

เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสมดุลและหลักของเลอชาเตอริเอ


ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสมดุล


การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้น

การเปลี่ยนความเข้มข้นของสารทำได้โดยเพิ่ม เติม สารใดสารหนึ่งลงไปในระบบอรก หรือ

เอาสารนั้นออกจากระบบ อาจเป็นการเอาออกโดยตรงหรือเติมสารอีกชนิดหนึ่งเข้าไปทำปฏิกิริยากับสารในระบบ

การอธิบายผลของการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารต่อภาวะสมดุล ตามหลักของเลอ

ชาเตอลิเอ สรุปได้ดังนี้

ถ้าเพิ่มความเข้มข้นของสารใดในระบบ ณ ภาวะสมดุล ระบบจะพยายามปรับตัวไปใน

ทิศทางที่จะลดความเข้มข้นของสารที่เติมลงไป

ถ้าลดความเข้มข้นของสารใดในระบบ ณ ภาวะสมดุล ระบบจะพยายามปรับตัวไปใน

ทิศทางที่จะเพิ่มความเข้มข้นของสารที่เติมลงไป

เมื่อระบบปรับตัวเรียบร้อยแล้ว ระบบจะเข้าสู่สมดุลใหม่อีกครั้ง ซึ่งมีจำนวนโมลของสาร

ตั้งต้น และผลิตภัณฑ์ต่างไปจากสมดุลเดิม สมบัติจะต่างไปจากเดิม

Fe3+(aq) + SCN-(aq) ====== FeSCN2+(aq)

สีเหลือง ไม่มีสี สีแดง

ที่ภาวะสมดุลใหม่ เพิ่ม ลด ไปข้างหน้า เพิ่ม

การเปลี่ยนแปลงความดันของระบบ

ระบบจะเปลี่ยนถาวะสมดุลไปเมื่อเพิ่มหรือลดความดันได้นั้น สารในระบบนั้นต้องอยู่ใน

ภาวะก๊าซ หรือมีก๊าซอยู่ในระบบอย่างน้อย 1 สาร ถ้าระบบนั้นไม่มีก๊าซอยู่ในปฏิกิริยา การเพิ่มหรือลดความดันจะไม่มีผลต่อภาวะสมดุล

การอธิบายผลของการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารต่อภาวะสมดุล ตามหลักของเลอ

ชาเตอลิเอ สรุปได้ดังนี

เมื่อเพิ่มความดัน หรือลดปริมาตร ระบบจะปรับตัวไปในทิศทางที่มีจำนวนโมลก๊าซน้อย

กว่า

เมื่อลดความดัน ภาวะสมดุลของระบบจะเปลี่ยนจากด้านที่มีจำนวนโมลก๊าซน้อยกว่า

ไปทางจำนวนโมลก๊าซมากกว่า

ถ้าจำนวนโมลของก๊าซสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์เท่ากัน การเพิ่มหรือลดความดันจะไม่มี

ผลต่อภาวะสมดุล

SO2(g) + O2(g) ====== 2SO3(g)

เพิ่มความดัน (3โมล) เปลี่ยนไปข้างหน้า (2โมล)

2HI(g) ======= H2(g) + I2(g)

เพิ่มหรือลดความดัน (2โมล) (2โมล) สมดุลไม่เปลี่ยน

SO2(g) + O2(g) ====== 2SO3(g)

ลดความดัน (3โมล) เปลี่ยนไปข้างหน้า (2โมล)

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของระบบ

ระบบที่อยู่ในภาวะสมดุลเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไปภาวะสมดุลจะเปลี่ยนไป และมีผลทำให้

ค่าคงที่สมดุล (K) เปลี่ยนไปด้วย อธิบายการปรับตัวตามหลักของเลอชาเตอลิเอได้ดังนี้

ปฏิกิริยาดูดความร้อน จะเกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้าได้ดีเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อ

เพิ่มอุณหภูมิสมดุลจะเลือนไปข้างหน้ามากขึ้น ผลิตภัณฑ์มากขึ้น ค่า K มากขึ้นด้วย เมื่อลดอุณหภูมิจะเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ ผลิตภัณฑ์ลด ค่า K ลดลง

ปฏิกิริยาคายความร้อน จะเกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้าได้ดีเมื่ออุณหภูมิลดลง ดังนั้นเมื่อลดอุณหภูมิ สมดุลจะเลื่อนไปทางขวา เกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้า ผลิตภัณฑ์มากขึ้น ค่า K เพิ่มขึ้นด้วย










บันทึกหลังการสอน


1. ผลการสอน…..................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


  1. ปัญหาและอุปสรรค….....................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


  1. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข…...........................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................





( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง สมดุลเคมีในสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เวลา 2 ชั่วโมง


มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระสำคัญ

การดำรงชีวิตของมนุษย์จะเกี่ยวข้องกับกระบวนการปฏิกิริยาต่างๆ ภายในร่างกายจะเกิดขึ้นในลักษณะของสมดุลไดนามิก เช่น กระบวนการหายใจ การแลกเปลี่ยนแก๊สในระบบหมุนเวียนเลือด นอกจากนี้สมดุลเคมียังเกิดกับปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติอีกด้วย เช่นวัฏจักรคาร์บอนและการเกิดหินงอกหินย้อย หรือการตกผลึกของหินปูน


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

อภิปราย นำเสนอความสัมพันธ์ของสมดุลเคมีในสิ่งมีชีวิตสิ่งแวดล้อม


จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายสมดุลเคมีในกระบวนการหายใจ การแลกเปลี่ยนแก๊สในระบบสมดุลเลือด

วัฏจักรคาร์บอนและการเกิดหินงอกหินย้อย

2. อธิบายกระบวนการปฏิกิริยาต่างๆ ซึ่งเป็นสมดุลไดนามิกของกระบวนการหายใจ และการแลกเปลี่ยนแก๊สในระบบหมุนเวียนเลือด

3. อธิบายกระบวนการและปฏิกิริยาต่างๆ ซึ่งเป็นสมดลไดนามิกของวัฏจักรคาร์บอน และการเกิดหินงอกหินย้อย

4. อธิบายกระบวนการและสมดุลของแคลเซียมในร่างกาย ความสัมพันธ์ระหว่างแคลเซียมกับพาราไทรอยด์ฮอร์โมน


สาระการเรียนรู้

        1. สมดุลเคมีในกระบวนการหายใจ

        2. สมดุลเคมีในการแลกเปลี่ยนแก๊สในระบบหมุนเวียนเลือด

        3. สมดุลเคมีในวัฏจักรคาร์บอน

        4. สมดุลเคมีในการเกิดหินงอกหินย้อย

        5. สมดุลเคมีของแคลเซียมในร่างกาย


กิจกรรมการเรียนการสอน

  1. 1. ศึกษาข้อมูลจากหนังสือเคมี เล่ม 3 หน้า 107 – 114 อภิปรายร่วมกันในกลุ่มเพื่อการ

  2. นำเสนอ สมดุลเคมีภายในสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 5 เรื่องคือการหายใจการแลก

  3. เปลี่ยนแก๊สในระบบเลือด วัฏจักรคาร์บอน การเกิดหินงอกหินย้อยและการดูดซึมแคลเซียม

  1. กลุ่มรับผิดชอบนำเสนอและร่วมอภิปราย แสดงความคิดเห็น ถาม – ตอบ ร่วมกัน

ระหว่างกลุ่มต่างๆ ในชั้นเรียนตามลำดับสมดุลเคมีภายในสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมดัง

นี้

3. กระบวนการหายใจ

  1. 4. การแลกเปลี่ยนแก๊สในระบบการหมุนเวียนเลือด

- วัฏจักรคาร์บอน

- การเกิดหินงอกหินย้อย

- ร่วมกันศึกษาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเม็ดเลือดแดง การขนส่งแก๊สออกซิเจน และแก๊ส

5. คาร์บอนไดออกไซด์ ภายในร่างกาย การแพร่ผ่านระหว่างถุงลมกับเส้นเลือดฝอยของ

6. O2 และ CO2 พาราทอร์โมนหรือพาราไทรอยด์ฮอร์โมน และมวลชีวภาพ

  1. - ร่วมกันสรุปความคิดรวบยอด และอธิบายการนำไปใช้ประโยชน์จากสมดุลเคมี




การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

        1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

        2. การนำเสนอผลงาน

  1. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

  2. การส่งงาน

  3. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

        1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

        2. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

        3. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

        4. แบบบันทึกการส่งงาน

        5. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

1. ทำงานไดถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

  1. นำเสนอผลงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินการนำเสนอผลงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

  2. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน


สื่อการเรียนรู้

        1. หนังสือเคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 107 – 114

        2. แผนภาพหรือการขนส่งแก๊ส O2 และแก๊ส CO2 ภายในร่างกายเม็ดเลือดแดง และหินงอกหินย้อย

        3. ใบความรู้

แหล่งการเรียนรู้

1. ห้องสมุด

2. อินเตอรเน็ต

3. ห้องปฏิบัติการ


ใบความรู้

เรื่อง การแลกเปลี่ยนก๊าซในกระบวนการหายใจ และ วัฏจักรคาร์บอน


การหายใจแบบใช้ออกซิเจน

เป็นกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตเปลี่ยนพลังงานที่สะสมภายใน cell เป็นพลังงานความร้อน ซึ่งใช้ O2 ในปฏิกิริยาและให้ CO2 ดังนั้น ปฏิกิริยาการหายใจจึงเป็นปฏิกิริยาผันกลับของปฏิกิริยาการสังเคราะห์ด้วยแสง


ัฏจักรคาร์บอน

คาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลักของสารอินทรีย์ทั้งหมด ดังนั้นวัฏจักรคาร์บอนจึงเกิดควบคู่กับวัฏจักรพลังงานในระบบนิเวศ

การสังเคราะห์ด้วยแสงโดยพืช สาหร่าย แพลงก์ตอนพืชและแบคทีเรีย ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และให้ผลผลิตเป็นคาร์โบไฮเดรตในรูปน้ำตาลและเมื่อมีการหายใจ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปลดปล่อยออกสู่บรรยากาศอีกครั้ง แม้ว่าในบรรยากาศจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 0.03% แต่การสังเคราะห์ด้วยแสงใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศไปถึง 1 ใน 7 ในขณะเดียวกันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจก็ชดเชยส่วนที่หายไปคืนสู่บรรยากาศ ทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศคงที่ตลอดเวลา
ในแต่ละฤดูกาล ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีความเข้มข้นต่ำที่สุดในช่วงฤดูร้อนในซีกโลกเหนือและสูงสุดในช่วงฤดูหนาว ทั้งนี้เนื่องจากในซีกโลกเหนือมีแผ่นดินซึ่งมีพืชพรรณ และมีอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงเพิ่มสูงในฤดูร้อน และมีอัตราการหายใจเพิ่มในฤดูหนาวนั่นเอง

นอกจากนั้น คาร์บอนยังอยู่ในรูปของสารอินทรีย์ในสิ่งมีชีวิต เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน กรดนิวคลีอิก ฯลฯ ปริมาณคาร์บอนส่วนนี้หมุนเวียนในระบบนิเวศผ่านห่วงโซ่อาหาร จากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคระดับต่างๆ เมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงผู้ย่อยสลาย เช่น ราและแบคทีเรียจะย่อยสลายคาร์บอนเหล่านี้ ให้กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อัตราความเร็วในการหมุนเวียนในวัฏจักรของคาร์บอนแตกต่างกันไปตามชนิดของสารอินทรีย์ เช่นคาร์บอนในเนื้อสัตว์สามารถถูกกินและส่วนที่เหลือถูกย่อยสลายกลับสู่ระบบนิเวศ ได้เร็วกว่าคาร์บอนที่อยู่ในเนื้อไม้ซึ่งมีความคงทนภายใต้สภาวะพิเศษบางอย่างสารอินทรีย์ที่คงอยู่ในซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกันเป็นเวลานานๆ อาจกลายเป็นถ่านหินหรือปิโตรเลียม ซึ่งจะคงอยู่ในสภาพนั้นใต้ผิวโลกเป็นเวลาหลายล้านปี จนกว่าจะมีการขุดเจาะนำขึ้นมา


วัฏจักรคาร์บอน

การเผาไหม้ (combusion) สารอินทรีย์ เช่น ไม้ ถ่านหินและปิโตรเลียมเปลี่ยนคาร์บอนให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศได้อย่างรวดเร็วมาก ก๊าซคาร์ไดออกไซด์จากการเผาไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรมและจากรถยนต์อาจทำให้ปริมาณก๊าซชนิดนี้ในบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้น ปริมาณก๊าซซึ่งรักษาระดับคงที่มาเป็นเวลาหลายพันล้านปีอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปี และทำให้วัฏจักรคาร์บอนในระบบนิเวศไม่สมดุลอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยังมีคาร์บอนปริมาณมากอีกส่วนหนึ่งสะสมไว้ในน้ำ เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศละลายน้ำหรือถูกชะล้างด้วยฝน และกลายเป็นกรดคาร์บอนิก (carbonic acid หรือ H2CO3) กรดนี้สามารถทำปฏิกิริยากับแร่หินปูนหรือแคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate หรือ CaCO3) ซึ่งมีมากมายในน้ำโดยเฉพาะในมหาสมุทรเกิดเป็นไบคาร์บอเนต (bicarbonate หรือ HCO3 - ) และคาร์บอเนต (carbonate หรือ CO3 2- ) แพลงก์ตอนพืชในทะเล สามารถใช้ไบคาร์บอเนตได้โดยตรงและเปลี่ยนคาร์บอนกลับเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ด้วยการหายใจอย่างช้าๆ กระนั้นก็ตามมหาสมุทรก็มีคาร์บอนสะสมไว้มากถึง 50 เท่าของคาร์บอนในบรรยากาศและยังสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศไว้ในรูปของไบคาร์บอเนตได้อีกบางส่วน มหาสมุทรจึงช่วยรักษาสมดุลของวัฏจักรคาร์บอนได้ในระดับหนึ่ง


บันทึกหลังการสอน


1. ผลการสอน…..................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


2. ปัญหาและอุปสรรค…......................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


3. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข…...........................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................





( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 กรด – เบส


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง สารละลายอิเล็กโทรไลต์ สารละลายนอนอิเล็กโทรไลต์และสารละลายกรด – เบส

เวลา 6 ชั่วโมง


มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระสำคัญ

สารละลายบางชนิดละลายน้ำ เมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าลงไป สารละลายนี้นำไฟฟ้าได้ดีเราเรียกสารละลายนี้ว่าสารละลายอิเล็กโทรไลต์ เรียกว่าสารที่แตกตัวเป็นไอออนและนำไฟฟ้าได้ว่าสารอิเล็กโทรไลต์ ถ้าสารละลายนั้นไม่นำไฟฟ้าเราเรียกว่าสารนอนอิเล็กโทรไลต์ซึ่งไม่แตกตัวเป็นไอออน สารละลายกรดและสารละลายเบสจัดเป็นสารอิเล็กโทรไลต์


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

สืบค้นข้อมูล นำเสนอ อภิปราย อธิบาย เปรียบเทียบ ทดลองสารละลายเล็กโทรไลด์ สารละลายนอนเล็กโทรไลต์และสารละลายกรดและสารละลายเบส


จุดประสงค์การเรียนรู้

1. ทดลองอธิบายสารละลายเล็กโทรไลต์ และนอนเล็กโทรไลต์สารละลายกรดและเบส

  1. 2. ทดลองสมบัติการนำไฟฟ้าและสมบัติความเป็นกรดและเบสของสารละลายบางชนิด

3. อธิบายการแตกตัวเป็นไอออนของสารบางชนิดในน้ำ

  1. 4. อธิบายไอออนที่แสดงสมบัติความเป็นกรดและไอออนที่แสดงสมบัติความเป็นเบส

สาระการเรียนรู้

        1. สารละลายอิเล็กโทรไลต์ และนอนอิเล็กโทรไลต์

        2. สารละลายกรดและสารละลายเบส


กิจกรรมการเรียนการสอน

1. ทบทวนความรู้เรื่องการแตกตัวเป็นไอออนและการนำไฟฟ้าของสารละลายที่มีสาร

ประกอบไอออนิกสารโคเวเลนต์เป็นตัวทำลาย เพื่อนนำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับสาร

อิเล็กโทรไลต์ และนอนอิเล็กโทรไลต์

2. นักเรียนศึกษาการทดลองที่ 8.1 สมบัติบางประการของสารละลาย รับแบบรายงาน

การทดลอง ช่วยกันภายในกลุ่มเขียนรายการสารเคมีและอุปกรณ์ทีต้องการใช้ในการ

ทดลอง

3. ครูแนะนำเทคนิคการทดลองบางอย่างเช่น

  1. - หลอดทดลองที่ใช้ต้องสะอาดและขนาดเท่ากันทุกหลอด

- การทดสอบความเป็นกรด – เบสของสารละลายให้ใช้แท่งแก้วคนจุ่มสาร ละลาย

แล้วนำมาแตะกับกระดาษลิตมัสทั้งสองสี และก่อนนำแท่งแก้วไปจุ่มสารละลายใน

หลอดต่อไป ต้องล้างและเช็ดให้แห้ง

- การทดสอบการนำไฟฟ้าของสารละลาย ให้จุ่มลวดตัวนำลงในสารละลายให้ลึกเท่า

กันและก่อนนำไปทดสอบกับสารอื่นต้องล้างให้สะอาดและเช็ดให้แห้งเสมอ

- ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มรับสารเคมีและอุปกรณ์ ทำการทดลอง บันทึกผลการ

4. ทดลอง และวิเคราะห์การทดลองตามแนวคำถามหลังการทดลอง แล้วนำเสนอเพื่อ

อภิปรายร่วมกันอีกครั้งจนได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง

  1. 5. ทำแบบฝึกหัดที่ 8.1 อภิปรายเฉลยร่วมกันตรวจคำตอบ แล่ะส่งให้ครูประเมินผล

6. ทบทวนการทดลองที่ 8.1 และนำอภิปรายต่อไปในประเด็นที่ว่า เพราะเหตุใดสาร

ละลายกรดและสารละลายเบสต่างก็นำไฟฟ้าได้ แต่ให้ผลการเปลี่ยนกระดาษลิตมัส

ต่างกัน ไอออนที่ต่างชนิดกันหรือไม่

7. ให้ความรู้เกี่ยวกับสมบัติของสารละลายกรดตามรายละเอียดในบทเรียนหนังสือเคมี

เล่ม 3 ของ สสวท. หน้า 123 – 124 หาข้อสรุปร่วมกัน และควรได้ข้อสรุปว่า

สารละลายกรดทุกชนิดมี H3 O+ เหมือนกัน และเป็นไอออนที่แสดงความเป็นกรด

ทำให้กระดาษลิตมัสเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีแดง

  1. ให้ความรู้ตามรายละเอียดในบทเรียนเกี่ยวกับสมบัติของสารละลายเบส ร่วมกัน

อภิปรายจนได้ข้อสรุปว่า สารละลายเบสทุกชนิดมีไอออนที่เหมือนกันคือ OH

ไอออนนี้แสดงความเป็นเบส ทำให้สารละลายเบสเปลี่ยนกระดาษลิตมัสจากสีแดง

เป็นสีน้ำเงิน


การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

        1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

        2. การนำเสนอผลงาน

        3. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

        4. การส่งงาน

        5. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

  1. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

  2. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

4. แบบบันทึกการส่งงาน

5. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

        1. ทำงานไดถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

        2. นำเสนอผลงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินการนำเสนอผลงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

        3. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน


สื่อการเรียนรู้

1. หนังสือเคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 120 – 125

2. สารเคมีและอุปกรณ์การทดลองที่ 8.1 สมบัติบางประการของสารละลาย

3. แบบฝึกหัด 8.1

4. ใบความรู้



แหล่งการเรียนรู้

1. ห้องสมุด

2. หนังสือ Entrance เคมี

3. อินเตอร์เน็ต

























ใบความรู้

เรื่อง สารละลายอิเล็กโทรไลต์ สารละลายนอนอิเล็กโทรไลต์ และสารละลายกรด – เบส

สมบัติของกรด

สมบัติของเบส

1. มีรสเปรี้ยว
2.
มีธาตุไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ
3.
ทำปฏิกิริยากับโลหะได้แก๊สไฮโดรเจน
4.
ทำปฏิกิริยากับหินปูนทำให้หินปูนกร่อน และเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
5.
เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน
6.
นำไฟฟ้าได้

1. เปลี่ยนสีลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน
2.
ทำปฏิกิริยากับน้ำมันพืชหรือไขมันได้สบู่
3.
ทำปฏิกิริยากับ AI, Zn ได้ H2
4.
มีสมบัติลื่นมือคล้ายสบู่
5.
เปลี่ยนสีของฟินอล์ฟทาลีนจากสีขาวเป็นสีชมพู
6.
นำไฟฟ้าได้ สมบัติ


สารละลายอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte) หมายถึง สารที่เมื่อละลายน้ำจะนำไฟฟ้าได้ เนื่องจากมีไอออนซึ่งอาจจะเป็นไอออนบวกหรือไอออนลบเคลื่อนที่อยู่ในสารละลาย สารละลาย

อิเล็กโทรไลต์นี้อาจเป็นสารละลายกรด เบส หรือเกลือก็ได้

สารละลายนอนอิเล็กโทรไลต์ นอนอิเล็กโทรไลต์ (Non – Electrolyte) ได้แก่ สารที่ไม่สามารถนำไฟฟ้าได้ ทั้งนี้เนื่องจากไม่สามารถแตกตัวเป็นไอออนได้ เช่น น้ำบริสุทธิ์จะไม่แตกตัวเป็นไอออน

ประเภทของสารละลายอิเล็กโทรไลต์

สารละลายอิเล็กโทรไลต์ต่างๆ นำไฟฟ้าได้ไม่เท่ากัน เนื่องจากการแตกตัวเป็นไอออนของอิเล็กโทรไลต์ไม่เท่ากัน อิเล็กโทรไลต์จึงแบ่งได้ 2 ประเภทดังนี้

1. อิเล็กโทรไลต์แก่ (Strong electrolyte) หมายถึง สารที่ละลายน้ำแล้วแตกตัวเป็นไอออนได้มาก อาจจะแตกตัวได้ถึง 100% ได้แก่ กรดแก่ เบสแก่ เกลือ

โดยถือว่าแตกตัวได้หมด 100% มี Ka สูงมากจนวัดไม่ได้ ได้แก่ HCl , HBr , HI , HNO3 ,HclO4 , H2SO4

- เบสแก่(Strong Base) หมายถึงเบสที่เมื่อละลายน้ำแล้วแตกตัวให้ OH- มากโดยถือว่าแตกตัวได้ 100% มี Kb สูงมากจนวัดไม่ได้ ได้แก่ NaOH , KOH , LiOH , Mg(OH)2 , Ca(OH)2 เป็นต้น

2. อิเล็กโทรไลต์อ่อน (Weak electrolyte ) หมายถึง สารที่ละลายน้ำแล้วแตกตัวเป็นบางส่วน

- กรดอ่อน (Weak Acid) หมายถึงกรดที่เมื่อละลายน้ำแตกตัวให้ H+ ได้เพียงบางส่วนไม่ถึง 100 %

- เบสอ่อน (Weak Base) หมายถึงเบสที่ละลายน้ำแล้วแตกตัวให้ OH- ได้เพียงบางส่วนไม่ถึง 100%

สารละลายกรด – เบส

ในสารละลายกรดและสารละลายเบส ต่างก็นำไฟฟ้าได้ แต่ให้ผลการเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสต่างกัน ไอออนที่แสดงสมบัติของกรดและเบสน่าจะเป็นไอออนต่างชนิดกัน คือ

ไอออนในสารละลายกรดทุกชนิดมีไอออนที่เหมือนกันคือ H3O+ ซึ่งเป็นไอออนที่แสดงสมบัติของกรดทำให้สารละลายกรดเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีน้ำเงินเป็นสีแดง

ไอออนในสารละลายเบสทุกชนิดมีไอออนที่เหมือนกันคือ OH- ซึ่งเป็นไอออนที่แสดงสมบัติของเบสทำให้สารละลายกรดเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน


















บันทึกหลังการสอน


1. ผลการสอน…..................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


2. ปัญหาและอุปสรรค…......................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


3. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข…............................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................




( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง ทฤษฎีกรด – เบส และคู่กรด – เบส เวลา 4 ชั่วโมง


มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระสำคัญ

ทฤษฎีกรด – เบสที่สำคัญแก่ทฤษฎีของอาร์เรเนียส ทฤษฎีกรด – เบสของเบรินสเตด – ลาวรี่ และทฤษฎีกรด – เบสของเบรินสเตด – ลาวรี่นั้นเป็นคู่กรด – เบสจากการถ่ายเทโปรตอนจะเป็นเบส


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

สำรวจ ตรวจสอบ อภิปราย นำเสนอ เปรียบเทียบทฤษฏีกรด – เบสและคู่กรด – เบส


จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายและเขียนสมกา

5. อธิบายและแสดงคู่กรด – เบสแต่ละสมการที่แสดงการแตกตัวเป็นไอออนของกรดและเบส


สาระการเรียนรู้

1. ทฤษฎีกรด – เบสของอาร์เรเนียส เบรินสเตด – ลาวรี่และลิวอิส

  1. คู่กรด – เบสตามทฤษฎีกรด – เบสของเบรินสเตด – ลาวรี่



กิจกรรมการเรียนการสอน

        1. ให้ความรู้ตามรายละเอียดเกี่ยวกับทฤษฎีกรด – เบสในบทเรียนหนังสือเคมี เล่ม 3

ของ สสวท. หน้า 126 – 129 อภิปรายร่วมกันจนได้ข้อสรุปของทฤษฎีกรด – เบสของ

อาร์เรเนียส ทฤษฎีกรด – เบสของเบรินสเตด – ลาวรี่และทฤษฎีรด – เบสของลิวอิส

        1. อภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับการให้และรับโปรตรอนของ H2O ในปฏิกิริยาระหว่าง

NH4CI กับ H2O และ CH3COOH กับ H2O ตามทฤษฎีกรด – เบสของเบรินสเตด –

ลาวรี่ เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า H2O สามารถให้และรับโปรตรอนได้ดี จึงแสดงสมบัติได้

ทั้งกรดหรือเบสต้องพิจารณาจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น นำอภิปรายว่านอกจากน้ำยายังมี

สารอื่นอีกหรือไม่ที่เป็นได้ทั้งกรดและเบส

        1. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาการทดลองที่ 8.2 ปฏิกิริยการให้รับโปรตรอนของไฮโดรเจน

คาร์บอเนตไอออน ในหนังสือเคมีเล่ม 3 ของสสวท. หน้า 129 – 130 รับแบบราย

งานการทดลอง 8.2 ช่วยกันเขียนรายงานการสารเคมีและอุปกรณ์ที่ต้องใช้

        1. ครูแนะนำนักเรียนให้สังเกตการเปลี่ยนแปลงขณะทำการทดลองอย่างละเอียดที่ต้องใช้

สารละลายตามปริมาณที่กำหนด เพื่อให้ได้ผลการทดลองที่ถูกต้อง

        1. ตัวแทนกลุ่มรับสารเคมีและอุปกรณ์ ทำการทดลอง บันทึกผล วิเคราะห์ผลการ

ทดลองตามแนวคำถามหลังการทดลอง นำผลการอภิปรายที่ได้นำมาเสนออภิปราย

หาข้อสรุปร่วมกันจนได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง

        1. ทบทวนทฤษฎีกรด – เบสของเบรินสเตด – ลาวรี่พร้อมทั้งยกตัวอย่างและเขียนสมการ

แสดงปฏิกิริยา

        1. ให้ความรู้เกี่ยวกับการพิจารณาคู่กรด – เบสในปฏิกิริยา ยกตัวอย่างคู่กรด – เบสจน

นักเรียนสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างคู่เบสของกรดและคู่กรดของเบส

        1. ทำแบบฝึกหัดที่ 8.2 อภิปรายเฉลยร่วมกัน แลกเปลี่ยนกันตรวจ และส่งครูประเมิน

ผล


การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. การนำเสนอผลงาน

  1. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

  2. การส่งงาน

  3. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

        1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

        2. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

        3. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

        4. แบบบันทึกการส่งงาน

        5. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

1. ทำงานไดถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

  1. นำเสนอผลงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินการนำเสนอผลงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

  2. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน


สื่อการเรียนรู้

        1. หนังสือเคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 126 – 135

        2. สารเคมีและอุปกรณ์การทดลองที่ 8.2 ปฏิกิริยาการให้และรับโปรตรอนของไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน

        3. แบบฝึกหัด 8.2

        4. ใบความรู้


แหล่งการเรียนรู้

1. ห้องสมุดกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

2. หนังสือ Entrance เคมี

3. อินเตอร์เน็ต






ใบความรู้

เรื่อง ทฤษฎีกรด – เบส และคู่กรด – เบส


Arrhenius Concept

กรด คือ สารประกอบที่มี H และเมื่อละลายน้ำจะแตกตัวให้ H+ หรือ H3O+

เบส คือ สารประกอบที่มี OH และเมื่อละลายน้ำจะแตกตัวให้ OH-

ข้อจำกัดของทฤษฎีนี้คือ สารประกอบต้องละลายได้ในน้ำ และไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมสารประกอบบางชนิดเช่น NH3 จึงเป็นเบส

Bronsted-Lowry Concept

กรด คือ สารที่สามารถให้โปรตอน (proton donor) แก่สารอื่น

เบส คือ สารที่สามารถรับโปรตอน (proton acceptor) จากสารอื่น

ปฏิกิริยาระหว่างกรดกับเบสจึงเป็นการถ่ายเทโปรตอนจากกรดไปยังเบสเช่นแอมโมเนียละลายในน้ำ

NH3(aq) + H2O(1) = NH4+ (aq) + OH- (aq)

base 2 acid 1 acid 2 base 1

ในปฏิกิริยาไปข้างหน้า NH3 จะเป็นฝ่ายรับโปรตอนจาก H2O ดังนั้น NH3 จึงเป็นเบสและ H2O เป็นกรด แต่ในปฏิกิริยาย้อนกลับ NH4+ จะเป็นฝ่ายให้โปรตอนแก่ OH- ดังนั้น NH4+ จึงเป็นกรดและ OH- เป็นเบส อาจสรุปได้ว่าทิศทางของปฏิกิริยาจะขึ้นอยู่กับความแรงของเบส

Lewis Concept

กรด คือ สารที่สามารถรับอิเลคตรอนคู่โดดเดี่ยว (electron pair acceptor) จากสารอื่น

เบส คือ สารที่สามารถให้อิเลคตรอนคู่โดดเดี่ยว (electron pair donor) แก่สารอื่น

ทฤษฎีนี้ใช้อธิบาย กรด เบส ตาม concept ของ Arrhenius และ Bronsted-Lowry ได้ และมีข้อได้เปรียบคือสามารถอธิบาย กรด เบส ในกรณีที่เกิดปฏิกิริยาระหว่างกัน และได้สารประกอบที่มีพันธะโควาเลนซ์ เช่น

OH (aq) + CO2 (aq) HCO3- (aq)

BF3 + NH3 BF3-NH3

คู่กรดเบส

สารที่เป็นคู่กรด-เบสกัน H+ ต่างกัน 1 ตัว โดยที่ คู่กรดจะมี H+ มากกว่าคู่ เบส 1 ตัว

ในปฏิกิริยาที่ผันกลับได้จะมีปฏิกิริยาย่อย 2 ชนิด คือ ปฏิกิริยาไปข้างหน้าและปฏิกิริยาย้อนกลับซึ่งในสารละลายกรดและสารละลายเบสจะมีสารที่เรียกว่าคู่กรด-เบสเสมอไม่ว่าจะเป็นปฏิกิริยาใดโดยพิจารณาจากทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี เช่น

H
2O
เป็นคู่กรดของเบสOH-

N
H
3
เป็นคู่เบสของกรด NH4+

CH3COOH เป็นคู่กรดของเบสCH3COO-

H2O เป็นคู่เบสของกรด H3O+






















บันทึกหลังการสอน


1. ผลการสอน…..................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


2. ปัญหาและอุปสรรค…......................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


3. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข…...........................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................





( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง การแตกตัวเป็นไอออนของกรด – เบส และการแตกตัวเป็นไอออนของน้ำ

เวลา 6 ชั่วโมง


มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระสำคัญ

สารละลายกรดแก่เป็นสารละลายอิเล็กโทรไลต์แก่แตกตัวได้มาก จึงเกิดปฏิกิริยาเพียงทิศทางเดียว แต่ละสารละลายกรดอ่อนและเบสอ่อนเป็นสารละลายอิเล้กโทรไลต์อ่อนแตกตัวได้น้อย จึงเกิดปฏิกิริยาผันกลับได้และเกิดภาวะสมดุล มีค่าคงที่สมดุลของการแตกตัวเป็นไอออนต่างกันไปตามชนิดของกรดอ่อนและเบสอ่อนนั้นๆ และขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารละลายและอุณหภูมิของสารละลาย สำหรับน้ำบริสุทธิ์แตกตัวเป็นไอออนได้น้อยมากมีค่าคงที่ของสมดุลเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิเช่นเดียวกัน


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

สืบค้นข้อมูล ปฏิบัติ นำเสนอ เปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างการแตกตัวเป็นไอออนของกรด – เบส และแตกตัวเป็นไอออนของน้ำ


จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายและคำนวณเกี่ยวกับค่า Ka , Kb , Kw , [H3O+] , [OH] ของสารละลายกรด สารละลายเบส

2. อธิบายและคำนวณหาค่า [H3O+] , [OH] ของสารละลายกรดแก่และสารละลายเบสแก่

3. อธิบายและคำนวณหาค่า [H3O+] , [OH] ของสารละลายกรดอ่อนและสารละลายเบสอ่อน

4. อธิบายและคำนวณหาความสัมพันธ์ระหว่าง [H3O+] และ [OH] ในสารละลายกรดและสารละลายเบสจากค่า Kw = [H3O+] [OH] ของน้ำบริสุทธิ์

5. สรุปความสัมพันธ์เกี่ยวกับค่า Ka , Kb , Kw , [H3O+] และ [OH]


สาระการเรียนรู้

1. การแตกตัวเป็นไอออนของกรดแก่และกรดอ่อน

2. การแตกตัวเป็นไอออนของเบสแก่และเบสอ่อน

3. การแตกตัวเป็นไอออนของน้ำ และความสัมพันธ์ระหว่าง [H3O+] และ [OH] ใน

สารละลายกรดและสารละลายเบส


กิจกรรมการเรียนการสอน

1. ทบทวนสมบัติของสารละลายอิเล็กโทร์ไลต์

2. ร่วมกันอภิปรายตามรายละเอียดในบทเรียนในหนังสือเคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า

136 – 138 เกี่ยวกับการแตกตัวเป็นไอออนของกรดแก่และเบสแก่เมื่อละลายในน้ำ

ควรได้ข้อสรุปว่ากรดแก่และเบสแก่แตกตัวได้หมด จัดเป็นอิเล็กโทรไลต์แก่

3. อธิบายการคำนวณหาความเข้มข้นของไอออนในสารละลายกรดแก่และเบสแก่พร้อม

ยกตัวอย่างหลายตัวอย่างจนนักเรียนเข้าใจ

4. อภิปรายเกี่ยวกับการแตกตัวของกรดอ่อนในน้ำเปรียบเทียบกับการแตกตัวของกรดแก่

5. อธิบายเกี่ยวกับการบอกปริมาณการแตกตัวเป็นไอออนของกรดอ่อน รวมทั้งตัวอย่าง

คำนวณ

6. อธิบายร่วมกันเกี่ยวกับการแตกตัวของกรดอ่อน การแปลความหมายของค่า Ka การ

เปรียบเทียบค่า Ka ขั้นต่างๆ และหาข้อสรุปกันเป็นข้อๆ ควรได้ข้อสรุปดังนี้

    1. กรดอ่อนแตกตัวเป็นไอออนได้น้อย และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้

ในสารละลายจึงมีทั้งโมเลกุลและไอออนของกรดอ่อน

    1. ความสามารถในการแตกตัวของกรดอ่อน อาจบอกเป็นร้อยละ หรือบอก

เป็นค่าคงที่ของกรดแตกตัวของกรด Ka

    1. กรดมอนอโปรติกแตกตัวขั้นเดียว มี Ka ค่าเดียว กรดไดโปรติกแตกตัวได้ 5 ขั้น มีค่า Ka ได้ 2 ค่า ส่วนกรดพอลิโปรติกแตกได้หลายขั้นมีค่า Ka ได้

หลายค่าตามจำนวนขั้นที่แตกตัว

    1. ค่าคงที่การแตกตัวของกรดขั้นแรกจะมีค่าสูงกว่าค่าคงที่การแตกตัวในขั้นต่อ

ไป

    1. ในการเปรียบเทียบปริมาณการแตกตัวเป็นไอออนของกรด ถ้า Ka1 สูงกว่า

Ka2 มาก ประมาณ 103 เท่า อนุโลมให้ใช้ค่า Ka1 เพียงค่าเดียว กรดที่มีค่า Ka

สูง เป็นกรดแก่กว่าที่มีค่า Ka ต่ำ

7. อธิบายถึงการแตกตัวของเบสอ่อนเปรียบเทียบกับเบสแก่ ความสามารในการแตกตัว

ของเบสอ่อน พร้อมทั้งยกตัวอย่างการคำนวณหลายตัวอย่างการคำนวณหลายตัวอย่างจน

นักเรียนเข้าใจร่วมกันอภิปรายจนได้ข้อสรุปดังนี้

    1. เบสอ่อนแตกตัวได้ไม่หมด มีการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้ ในสารละลาย

เบสจึงมีทั้งโมเลกุลและไอออนของเบส

    1. ความสามารถในการแตกตัวของเบสอ่อนอาจบอกเป็นร้อยละหรือบอกเป็น

ค่าคงที่การแตกตัวของเบส (kb) เบสมีค่า (kb) สูงเป็นแก่กว่าเบสที่มีค่า (kb) ต่ำ

  1. นำรูป 8.2 และข้อมูลในตารางในหนังสือเคมี เล่ม 3 หน้า 152 มาอภิปรายร่วมกัน

เพื่อให้ความเข้าใจว่าการแตกตัวของกรดและเบสนอกจากจะขึ้นอยู่กับชนิดของกรด

หรือเบสยังขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของอุณหภูมิ

- ทำแบบฝึกหัด 8.3 อภิปรายเฉลยร่วมกัน แลกเปลี่ยนกันตรวจ และส่งให้ครูประเมิน

- ทบทวนสมบัติของน้ำเกี่ยวกับโครงสร้างโมเลกุลของน้ำ การเป็นตัวทำลาย เพื่อนำ

ไปสู่เรื่องสมบัติการนำไฟฟ้าของน้ำ

  1. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาการทดลอง 8.3 การนำไฟฟ้าของน้ำ รับแบบรายงานการ

ทดลอง อุปกณ์และสารเคมี ครูแนะนำให้สังเกตความสว่างของหลอกไฟ และอ่าน

ค่ากระแสไฟฟ้าในขณะที่มีค่าสูงสุดจากเข็มบนหน้าปัด

  1. แต่ละกลุ่มทำการทดลอง บันทึกผลการทดลอง วิเคราะห์ผลการทดลองตามแนวคำ

ถามหลังการทดลอง แล้วนำเสนอข้อสรุปของกลุ่มเพื่ออภิปรายร่วมกันอีกครั้งไห้ได้

ข้อสรุปดังนี้ น้ำกลั่นนำไฟฟ้าได้น้อยมากแลนำไฟฟ้าได้มากขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

  1. ให้ความรู้เกี่ยวกับสมดุลเกี่ยวกับสมดุลการแตกตัวของน้ำ และการหาค่าที่การแตก

ตัวของน้ำ

  1. ทบทวนเกี่ยวกับค่าคงที่การแตกตัวของน้ำ ความเข้มข้นของ H3O+ และ OH ในน้ำ

ที่ 25 oC หลักของเลอซาเตอริเอ

- อภิปรายเกี่ยวกับสมดุลการแตกตัวของน้ำ และการหาค่าคงที่การแตกตัวของน้ำ

  1. ทำแบบฝึกหัดที่ 8.4 อภิปรายเฉลยร่วมกัน นักเรียนแลกเปลี่ยนกันตรวจ ส่งแบบ

ฝึกหัดเปลี่ยนไป


การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

        1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

        2. การนำเสนอผลงาน

        3. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

        4. การส่งงาน

        5. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

  1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

  2. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

  3. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

  4. แบบบันทึกการส่งงาน

  5. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

        1. ทำงานไดถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

        2. นำเสนอผลงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินการนำเสนอผลงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

        3. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน


สื่อการเรียนรู้

  1. หนังสือเคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 136 – 160

  2. สารเคมีและอุปกรณ์การทดลองที่ 8.3 การนำไฟฟ้าของน้ำ

  3. แบบฝึกหัด 8.4

  4. ใบความรู้

แหล่งการเรียนรู้

        1. ห้องสมุด

        2. หนังสือ Entrance เคมี

        3. อินเตอร์เน็ต


























ใบความรู้

เรื่อง การแตกตัวเป็นไอออนของกรด – เบส และการแตกตัวเป็นไอออนของน้ำ


การแตกตัวของกรด-เบส และน้ำ
การแตกตัวของกรดแก่-เบสแก่

กรดแก่-เบสแก่จะมีความสามารถในการละลายน้ำให้สารละลายที่มีไอออนได้มากซึ่ง

แสดงว่ามีความแรงของกรดหรือเบสสูง ในทางการคำนวณถือว่ากรดแก่และเบสแก่แตกตัวได้ร้อย
เปอร์เซ็นต์ดังนั้นในการแตกตัวของกรดแก่และเบสแก่มีแต่เฉพาะปฏิกิริยาไปข้างหน้าจึงไม่เกิด

สมดุลขึ้น เช่น

H



Cl H
+ + Cl-
HNO3 H
+ +NO3-
NaOH Na
+ + OH-
KOH K
+ + OH-
การแตกตัวของกรดอ่อน-เบสอ่อน
กรดอ่อน-เบสอ่อนเมื่อละลายน้ำจะมีการละลายแตกตัวให้ไอออนในสารละลายได้น้อยลง

เหลือโมเลกุลของกรดอ่อนหรือเบสอ่อนอยู่มาก เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้ คือเกิดสมดุลขึ้นจึงสามารถหาค่าคงที่สมดุลของกรดอ่อน(Ka)หรือค่าคงที่สมดุลของเบสอ่อน(Kb)ได้นอกจากนี้ค่าคงที่ดังกล่าวยังสามารถบอกความแรงของกรดหรือเบสได้อีกด้วย

- ถ้า Ka ,Kb มากแสดงว่ากรดอ่อนหรือเบสอ่อนนั้นมีความแรงมาก
ถ้าKa ,Kb น้อยแสดงว่ากรดอ่อนหรือเบสอ่อนนั้นมีความแรงน้อย

HA +H2O =H+ + A-
Ka = [ H+][ A-]/[ HA]
BOH + H2O= B+ + OH-
Kb = [ B+][ OH-]/[ BOH]

ในกรณี Monoprotic Acid (HA)

HA + H2O =H3O+ +A-
Ka = [ H3O+][ A-]/[ HA]

การแตกตัวของน้ำ
น้ำกลั่น(distilled water)จัดเป็นอิเล็กโทรไลต์ที่อ่อนมากจึงแตกตัวออกเป็นไอออน
ได้น้อยดังสมการ

2H2O = H3O+ + OH-
K = [ H
3O+ ][ OH-]/[ H2O]2
เนื่องจากน้ำแตกตัวได้น้อยมาก ดังนั้นความเข้มข้นของน้ำไม่เปลี่ยนแปลงโดย

[ H2O] บริสุทธิ์ = 55.56 mol/dm3

จาก K[ H2O]2 = [ H3O+ ][ OH-]
จะได้ kw =[ H3O+ ][ OH-]
ที่อุณหภูมิ 25 c kw = 1.0x10-14
จากสมการแสดงการแตกตัวของน้ำ พบว่า[ H3O+]และ[ OH-]ที่เกิดขึ้นเท่ากัน

ดังนั้น [ H3O+ ] = [ OH-]

kw=[ H3O+ ]2 = [ OH-]2
[ H
3O+ ] = [ OH-]

kw =(1.0x10-14) power1/2
ดังนั้น [ H3O+ ] = [ OH-] =1.0x10-7 mol/dm3
สารที่เติมในน้ำ [H3O+] mol/dm3 [OH-] mol/dm3
กรด – เบส >1.0x10-7<1.0x10-7 <1.0x10-7>1.0x10-7











บันทึกหลังการสอน


1. ผลการสอน…..................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


2. ปัญหาและอุปสรรค….......................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


3. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข…............................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................




( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง pH ของสารละลาย อินดิเคเตอร์สำหรับกรด – เบส และสารละลายกรด – เบสในชีวิตประจำวัน เวลา 6 ชั่วโมง


มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระสำคัญ

ในสารละลายกรดหรือเบสจะทั้ง [H3O+] และ [OH] อยู่ในปริมาณที่แตกต่างกัน จึงบอกความเป็นกรด – เบสของสารละลายได้ เมื่อเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นโดยการหาค่า - log[H3O+] จะได้ค่าที่เรียกว่า pH ของ [H3O+] และ [OH] ของสารละลายจะมีค่าอยู่ระหว่าง 1 – 14 คือ pH 1 – 6 เป็นกรด pH 7 เป็นกลาง และ pH 8 – 14 เป็นเบส ถ้ากรดแก่หรือเบสแก่ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 1 mol/dm3 จะมีค่า pH น้อยกว่า 1 หรือ มากกว่า 14 ตามลำดับ เครื่องมือที่ใช้ทดสอบความเป็นกรด – เบส หรือค่า pH ของสารละลายกรด – เบสทั้งในห้องปฏิบัติการหรือในชีวิตประจำวันและในสิ่งมีชีวิตเรียกว่าอินดิเคเตอร์สำหรับกรด – เบสทั้งในห้องปฏิบัติการหรือในชีวิตประจำวันและในสิ่งมีชีวิตเรียกวาอินดิเคเตอร์สำหรับกรด – เบส ในรูปของกระดาษ pH หรือ pH มอนิเตอร์ หรือยูนิเวอร์แซลอินดิเคเตอร์เดี่ยวๆ


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

สำรวจตรวจสอบ อภิปราย อธิบาย เปรียบเทียบและคำนวณหา pH ของสารละลายทำนายการใช้อินดิเคเตอร์สำหรับกรด – เบส และสารละลายกรด – เบสในชีวิตประจำวัน


จุดประสงค์การเรียนรู้

  1. อธิบายและคำนวณค่าเกี่ยวกับ pH ของสารละลายกรด – เบส การเปลี่ยนสีรูปกรดและรูปเบสของอินดิเคเตอร์ และความเป็นกรด – เบสของสารละลายในชีวิตประจำวันและสิ่งมีชีวิต

  2. อธิบายการเปลี่ยนสมดุลของการแตกตัวเป็นไอออนของน้ำ เทื่อเติมกรดและเบสลงในน้ำบริสุทธิ์

  3. อธิบายการเปลี่ยนค่า [H3O+] ในสารละลายกรด และ[OH] ในสาละลายเบส เป็นค่า pH และสรุปความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น

  4. คำนวณค่า pH ของสารละลายกรดและเบส

5. ระบุการใช้อินดิเคเตอร์แต่ละชนิด และบอกสีรูปกรดและรูปเบสของ อินดิเคเตอร์

6. อธิบายความเป็นกรด – เบสของสารละลายในชีวิตประจำวันและในสิ่งมีชีวิต


สาระสำคัญ

        1. การเปลี่ยนค่า [H3O+] และ [OH] เป็นค่า pH

        2. การคำนวณเกี่ยวกับ pH ของสารละลายกรด – เบส

        3. สมบัติและการใช้อินดิเคเตอร์แต่ละชนิด

        4. ความเป็นกรด – เบสของสารละลายในชีวิตประจำวันและในสิ่งมีชีวิต


กิจกรรมการเรียนการสอน

  1. ทบทวนความรู้เกี่ยวกับ [H3O+] และ[OH] ในสารละลายกรดและสารละลายเบส

  2. ให้ความรู้เกี่ยวกับการบอกความเป็นกรด – เบสของสารละลายด้วยค่า pH ซึ่งหาได้

จากความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออน

3. อธิบายการคำนวณหา pH ของสารละลายต่างๆ และร่วมกันอภิปรายถึงความสัมพันธ์

ระหว่าง pH กับ [H3O+] และ[OH] ในตาราง 8.7 ในหนังสือเคมีเล่ม 3 สสวท.

หน้า 167

4. ทำแบบฝึกหัด 8.5 อภิปรายเฉลยร่วมกัน แลกเปลี่ยนกันตรวจ ส่งให้ครูประเมินอีก

ครั้ง

5. ให้ความรู้เกี่ยวกับการบอกค่า pH ของสารละลายโดยใช้อินดิเคเตอร์สำหรับกรดเบส

6. ใช้กระดาษ pH และการใช้ pH มิเตอร์พิจารณาช่วง pH ที่เปลี่ยนสีอินดิเคเตอร์ใน

ตาราง 8.7 แล้วตอบคำถามในบทเรียน

7. อภิปรายเกี่ยวกับการใช้อินดิเคเตอร์ชนิดเดียวกันซึ่งบอกค่า pH ในช่วงกว้าง การนำ

อินดิเคเตอร์หลายชนิดมาผสมกัน จะบอก pH ได้ละเอียดและถูต้องยิ่งขึ้น

8. อภิปรายเกี่ยวกับยูนิเวอร์แซลอินดิเคเตอร์

  1. อภิปรายร่วมกันโดยยกตัวอย่างสารที่มีสมบัติเป็นกรดหรือเบสที่พบในชีวิตประจำวัน

และในสิ่งมีชีวิต ซึ่งถ้า pH ของสารละลายเปลี่ยนแปลง จะมีผลต่อสภาพแวดล้อม

สิ่งก่อสร้าง และสุขภาพร่างกาย ตลอดจนการเพาะปลูกพืช

  1. อภิปรายหาข้อสรุปการแก้ปัญหาดินมีความเป็นกรดสูง ควรได้ข้อสรุปว่าปูนขาว ฃ

(Ca(OH2) หรือขี้เถ้าซึ่งมี K2CO3 เป็นส่วนประกอบ เมื่อสารทั้งสองละลายน้ำจะให้

ซึ่งมี เป็นสาวนประกอบเมื่อสารทั้งสองละลายน้ำจะให้ OH ซึ่งทำปฏิกิริยากับ H3O+

ในดินทำให้ความเป็นกรดของดินลดลง


การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

        1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

        2. การนำเสนอผลงาน

        3. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

        4. การส่งงาน

        5. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

3. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

4. แบบบันทึกการส่งงาน

5. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

1. ทำงานไดถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

2. นำเสนอผลงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินการนำเสนอผลงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

3. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน


สื่อการเรียนรู้

1. หนังสือเคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 161 – 172

2. ตัวอย่างอินดิเคเตอร์ชนิดต่างๆ กระดาษ pH และ pH มิเตอร์

3. แบบฝึกหัด 8.5

4. ใบความรู้

5. หนังสือการใช้เครื่องมือในห้องปฏิบัติการเคมี


แหล่งการเรียนรู้

1. ห้องสมุด

2. หนังสือ Entrance เคมี

3. อินเตอร์เน็ต



















ใบความรู้

เรื่อง pH ของสารละลาย อินดิเคเตอร์สำหรับ กรด – เบส

และสารละลายกรด – เบสในชีวิตประจำวัน


PHของสารละลาย

เนื่องจากความเข้มข้นของ H+ และ OH- ในสารละลายในน้ำมีค่าต่ำมาก ไม่สะดวกต่อการนำมาใช้ในการคำนวณดังนั้นใน ปี ค..1909 ซอเรน ปีเตอร์ ลอริตช์ ซอเรนเซนS.P.L.Sorensen) จึงเสนอวิธีการวัดความเข้มข้นด้วย pH ขึ้นโดยให้นิยามว่า pH คือค่าลบของลอการิทึมของความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน(ในหน่วยmol/dm3)หรือ

PH = -log [ H3O+]……………….(1)

การพิจารณาค่า PH ของสารละลายที่ 25oC มีหลักการดังนี้

สารละลายกรด [ H3O+]>1.0x10-7M ; PH <7.00
สารละลายเบส[ H3O+]<1.0x10-7M ; PH >7.00
สารละลายที่เป็นกลาง[ H3O+] = 1.0x10-7M ; PH =7.00

นอกจากนี้ยังสามารถสร้างมาตราส่วน POHได้เช่นกันคือ

POH = -log[ OH-]…………………..(2)
และในสารละลายเบสก็สามารถคำนวณหา PH ได้เช่นกัน

จาก kw =[ H3O+ ][ OH-]
[ H
3O+ ][ OH-] = 1.0x10-14
เมื่อใส่ –log ทั้งสองข้างจะได้-log[ H3O+ ][ OH-] =-log(1.0x10-14)
–log[ H
3O+ ] –log [ OH-] = 14
จะได้ PH + POH = 14………………………(3)
อินดิเคเตอร์

อินดิเคเตอร์(Indicator) คือสารที่ใช้ในการทดสอบความเป็นกรด-เบสของสารละลายโดย

ส่วนใหญ่จะเป็นสารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนมีสมบัติเป็นกรดอ่อนหรือเบสอ่อน แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นกรดอ่อนมากกว่า

สมบัติของอินดิเคเตอร์

1.อินดิเคเตอร์แต่ละชนิดมีช่วง PH ของการเปลี่ยนสีจำกัด
ตัวอย่างอินดิเคเตอร์

Indicator

ช่วง PH

สีที่เปลี่ยน

methyl orange

3.1-4.4

แดง-เหลือง

bromothymolblue

6.0-7.1

เหลือง-น้ำเงิน

phynopthalene

8.3-10.4

ไม่มีสี-แดง

2. เนื่องจากอินดิเคเตอร์แต่ละชนิดเปลี่ยนสีในช่วง PH จำกัดทำให้การตรวจหาค่า PH

ของสารละลายไม่สะดวก จึงได้ทำอินดิเคเตอร์หลายชนิดที่มีช่วง PH เปลี่ยนสีต่อเนื่องมาผสมกันในอัตราส่วนพอเหมาะโดยสามารถเปลี่ยนสีในช่วง PH ของสารละลายได้อย่างกว้างขวาง เรียกว่า ยูนิเวอร์ซัล อินดิเคเตอร์ (universal indicator)

3.สีของอินดิเคเตอร์เปลี่ยนไปเมื่อค่า PH ของสารละลายเปลี่ยนไปค่า pH ของสารสามารถตรวจสอบได้โดยใช้อินดิเคเตอร์ (Indicator) ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่เปลี่ยนสีในสารละลายที่มีค่า pH ต่าง ๆ หรือเมื่อระดับความเป็นกรด – เบสเปลี่ยนแปลง อินดิเคเตอร์ที่ใช้บอกค่า pH ได้ดี คือ สารละลายยูนิเวอร์แซลอินดิเคเตอร์ ถ้านำมาทำเป็นกระดาษ เรียกว่า กระดาษ pH เพื่อความสะดวกในการใช้ ซึ่งจะเปลี่ยนสีในสารละลายที่มีค่า pH ต่าง ๆ ดังนี้

สารที่ใช้บอกความเป็นกรด-เบสของสารละลาย เรียกว่า อินดิเคเตอร ์สำหรับกรด – เบส ได้แก่ กระดาษ ลิตมัส ซึ่งมี 2 สี คือสีแดงและสีน้ำเงิน เมื่อต้องการทดสอบให้ใช้กระดาษทั้ง 2 สีจุ่มในสารละลาย ถ้ากระดาษเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน แสดงว่าสารละลายนั้นมีสมบัติเป็นเบส แต่ถ้าเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีน้ำเงินเป็นสีแดง แสดงว่ามีสมบัติเป็นกรด

4
. สารละลายฟีนอลฟ์ทาลีนเป็นสารละลายไม่มีสีเมื่อหยดสารละลายฟีนอล์ฟทาลีนลงในสารละลายที่ต้องการทดสอบความเป็นกรด-เบส สังเกตสีของสารละลายดังนี้ สารละลายกรด เมื่อหยดฟีนอล์ฟทาลีนลงไป จะไม่มีสี สารละลายเบส เมื่อหยดฟีนอล์ฟทาลีนลงไป จะมีสีชมพู

กรดและเบสในชีวิตประจำวัน

กรดอินทรีย์

กรดอินทรีย์เป็นกรดที่ได้จากสิ่งมีชีวิต เช่น พืชและจุลินทรีย์ หรือจากการสังเคราะห์ รับประทานได้ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เมื่อนำไปทดสอบกับเจนเชียนไวโอเลตจะไม่เกิดการเปลี่ยแปลง ได้แก่

แอซิติก( Acetic acid) หรือกรดน้ำส้มได้จากกการหมักแป้งหรือน้ำตาล โดยใช้จุลทรีย์ นิยมใช้เป็นการผลิตน้ำส้มสายชู

กรดซิตริก (Citric acid) หรือกรดมะนาวเป็นกรดที่อยู่ในน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว

กรดอะมิโน (Amino acid ) เป็นกรดที่ใช้สร้างสารประเภทโปรตีน พบมีอยู่ใน เนื้อสัตว์ ผลไม้เปลือกแข็ง หรือในพืชตระกูลถั่ว

กรดแอสคอร์บิก(Ascorbic acid) หรือวิตามิน ซี มีในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว

กรดอนินทรีย์(กรดแร่)

กรดอนินทรีย์(กรดแร่) เป็นกรดที่เกิดจากการสังเคราะห์จากแร่ธาตุไม่สามารถรับประทานได้ มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงเปลี่ยนสีเจนเชียนไวโอเลตจากสีม่วงเป็นสีเขียว ได้แก่

กรดกำมะถัน หรือกรดซัลฟิวริก( Sulphuric acid)

กรดเกลือ หรือ กรดไฮโดรคลอริก (Hydrochloric acid)














บันทึกหลังการสอน


1. ผลการสอน…..................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


2. ปัญหาและอุปสรรค….......................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


3. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข…….........................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................




( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง ปฏิกิริยาของกรดกับเบสและปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส เวลา 6 ชั่วโมง


มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระสำคัญ

จากทฤษฏีกรด – เบสของเบรินสเตรด – ลาวารี่ เมื่อสารละลายกรดและสารละลายเบสทำปฏิกิริยากัน หรือมีการถ่ายโอนโปรตรอนระหว่างกัน ผลที่เกิดขึ้นจะได้เกลือกับน้ำ นอกจากนี้สารละลายกรดหรือเบสยังทำปฏิกิริยากับสารละลายเกลือ ซึ่งมีสมบัติเป็นกรด, กลางหรืเบสได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เนื่องจากเกลือที่ละลายนำแล้วมีสมบัติเป็นกรดหรือเบสเนื่องจากเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส หรือการถ่ายเทโปรตรอนระหว่างไอออนของเกลือกับน้ำ


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

สืบค้นข้อมูล นำเสนอ อภิปราย ทำนาย และคำนวณผลของปฏิกิริยากรด – เบส และปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส


จุดประสงค์การเรียนรู้

  1. อธิบาย ทดลอง เขียนสมการและคำนวณหา [H3O+] และ[OH] หรือค่า pH จาก

ปฏิกิริยาระหว่างสารละลายกรดและสารละลายเบส และจากปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส

ระหว่างเกลือกับน้ำ

2. ทดลองและอธิบายปฏิกิริยาสะเทินระหว่างสารละลายกรดและสารละลายเบาแก่

3. ทดลอง อธิบายและเขียนสมการแสดงปฏิกิริยาระหว่างสารละลายกรดและสารละลาย

เบสบางชนิด

4. คำนวณหาความเข้มข้นของสารละลายหลังปฏิกิริยาระหว่างสารละลายกรดสารละลาย

เบส

5. คำนวณหา [H3O+] , [OH] และ pH ของสารละลายเกลือจากปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส

ระหว่างเกลือกับน้ำ


สาระการเรียนรู้

1. ทดสอบปฏิกิริยาระหว่างสารละลายกรดและสารละลายเบส

2. คำนวณหาค่า [H3O+] , [OH] และ pH ของสารละลายหลังปฏิกิริยาในข้อ 4.1

3. คำนวณหา [H3O+] , [OH] และ pH ของสารละลายเกลือจากปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส


กิจกรรมการเรียนการสอน

1. ทบทวนความรู้เกี่ยวกับไอออนที่แสดงสมบัติของกรดและเบส ซึ่งได้แก่ไฮโดรเนียม

ไอออนและไฮดรอกไซด์ไอออนตามลำดับ

2. ทบทวนเกี่ยวกับ การแตกตัวเป็นไอออนของกรดและเบสตามทฤษฏีกรด – เบส อารี-เนียส และการถ่ายโอนโปรตอนระหว่างกรดกับเบสตามทฤษฏีกรด – เบส

เบรินสเตด – ลาวรี อภิปรายเกี่ยวกับปฏิกิริยาที่ควรเกิดขึ้นเมื่อนำสารละลายกรดและ

สารละลายเบสผสมกัน

3. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาการทดลง 8.4 ปฏิกิริยาระหว่างสารละลายเบส รับรายงาน

การทดลอง อุปกรณ์และสารเคมี ทำการทดลองบันทึกผล วิเคราะห์การทดลองตาม

แนวคำถามท้ายการทดลอง และตามรายละเอียดในบทเรียน หนังสือเคมีเล่ม 3

ของ สสวท. หน้า 173 นำผลที่ได้มาอภิปรายหาข้อสรุปร่วมกันอีกครั้ง

4. ให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิกิริยากรดกับเบสได้เกลือกับน้ำ ซึ่งเรียกว่าปฏิกิริยา

สะเทิน

5. นำปฏิกิริยาให้นักเรียนช่วยกันคิดว่าเกลืออาจเกิดจากสารละลายกรดหรือเบสทำ

ปฏิกิริยากับสารอื่นได้หรือไม่

6. ทบทวนความรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างสารละลายกรดกับเบสได้ผลิตภัณฑ์คือเกลือ

7. นำอภิปรายให้นักเรียนคิดว่าถ้าให้สารละลายกรดหรือเบสทำปฏิกิริยากับสารอื่นจะได้

ผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันหรือต่างกัน

8. นักเรียนศึกษาวิธีการทดลอง 8.5 ปฏิกิริยาระหว่างกรดหรือเบสบางชนิดรับสารเคมี

และอุปกรณ์ ทำการทดลอง บันทึกข้อมูล อภิปรายกลุ่มเพื่อวิเคราะห์ผลการทดลอง

และนำข้อสรุปที่ได้มานำเสนอเพื่ออภิปรายสรุปร่วมกัน ส่งรายงานการททดลองให้ครู

ประเมิน

9. อภิปรายร่วมกันและเขียนสมการแสดงปฏิกิริยาระหว่างกรดหรือเบสกับสารอื่นๆ แล้ว

ได้เกลือเกิดขึ้น

10. ทำแบบฝึกหัดที่ 8.6 อภิปรายเฉลยร่วมกัน แลกเปลี่ยนกันตรวจ ส่งให้ครูประเมินอีก

ครั้ง

  1. ให้นักเรียนยกตัวอย่างเกลือที่ละลายน้ำและเกลือที่ไม่ละลายน้ำ

  2. นำอภิปรายเกี่ยวกีบสมบัติความเป้นกรด – เบส ของเกลือที่ละลายในน้ำ

  3. นักเรียนทำการทดลอง 8.6 การงัด pH ของสารละลายเกลือโดยใช้ยูนิเวอร์แซล อิน

ดิเคเตอร์ บันทึกข้อมูล และอภิปรายกลุ่มเพื่อวิเคราะห์ผลการทดลองตามแนวคำ

ถามท้ายการทดลอง นำเสนอและอภิปรายร่วมกันทั้งชั้นอีกครั้งจนได้ข้อสรุปที่ถูก

ต้อง

  1. ครูนำอภิปรายเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า เกลือที่เกิดจากไอออนของกรดกับไอออนของเบส

แก่จะไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำ จึงไม่เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซีส ส่วนเกลือที่เกิดจากไอออน

ของกรดหรือเบสอ่อนทำปฏิกิริยากับน้ำจึงเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซีสได้

  1. ทำแบบฝึกหัดที่ 8.7 อภิปรายร่วมกัน แลกเปลี่ยนกันตรวจ และส่งให้ครูประเมินอีก

ครั้ง


การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. การนำเสนอผลงาน

3. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

4. การส่งงาน

5. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

3. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

4. แบบบันทึกการส่งงาน

5. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

1. ทำงานไดถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

2. นำเสนอผลงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินการนำเสนอผลงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

3. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน


สื่อการเรียนรู้

1. หนังสือเคมี เล่ม 3 ของ สสวท. หน้า 172 – 185

2. สารเคมีและอุปกรณ์การทดลองที่ 8.4, 8.5 และ 8.6

3. แบบฝึกหัด 8.5, 8.6 และ 8.7

4. ใบความรู้


แหล่งการเรียนรู้

1. ห้องสมุด

2. หนังสือ Entrance เคมี

3. Internet






ใบความรู้

เรื่อง ปฏิกิริยาของกรดกับเบสและปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส


ปฏิกิริยาของกรด เบส

ปฏิกิริยาของกรด เบส แบ่งได้เป็น 4 ชนิดคือ

1.ปฏิกิริยาระหว่างกรด-เบสเรียกว่าปฏิกิริยาการสะเทิน(Neutralization Reaction)จะเกิดขึ้นโดยไอออนบวก (M+) จากเบสทำปฏิกิริยากับไอออนลบ (x-) จากกรดแล้วเกิดเป็นสารประกอบประเภทเกลือ(salt)ดังสมการ

M+(aq) + X-(aq) =MX(s)

สำหรับไอออนบวก(H3O+)จากกรดจะทำปฏิกิริยากับไอออนลบ(OH-)จากเบสแล้ว
เกิดเป็นน้ำดังสมการ

H3O+(aq) + OH-(aq)= 2H2O(l)
ในกรณีเกลือที่เกิดจากปฏิกิริยาไม่ละลายน้ำสามารถตรวจสอบการนำไฟฟ้าเพื่อหาจุดยุติได้

ในกรณีเกลือที่ได้จากปฏิกิริยาละลายน้ำได้ จะต้องมใช้วิธีการไทเทรต(titration) โดยอาศัยการเปลี่ยนสีของอินดิเคเตอร์เป็นเกณฑ์ในการบอกจุติ

2.ปฏิกิริยาระหว่างกรด-เบสกับสารบางชนิด

นอกจากกรดและเบสสามารถทำปฏิกิริยากันโดยตรงได้เกลือกับน้ำหรือเกลือเพียงอย่างเดียวแล้วกรดและเบสยังสามารถทำปฏิกิริยากับสารอื่นได้เกลือเกิดขึ้นได้เช่นกัน และถ้าเกลือนั้นละลายน้ำได้ สารละลายเกลือเหล่านั้นอาจจะแสดงสมบัติเป็นกรดหรือเบสได้

ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส

ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส(Salt hydrolysis)เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างเกลือกับน้ำแล้วทำให้ได้สารละลายที่มีสมบัติเป็นกรด ,เบส หรือกลาง
ในกรณีนี้ H3O+ >OH- ,PH <7 สารละลายที่ได้มีสมบัติเป็นกรด

ในกรณีนี้ OH- > H3O+ ,PH > 7 สาระลายที่ได้มีสมบัติเป็นเบส

ในกรณีนี้ NO3- เป็นคู่เบสของกรดแก่ไม่สามารถรับ H+ได้ เช่นเดียวกับ Na+ สารละลายที่ได้จึงมีสมบัติเป็นกลาง

เกลือ

เกลือ(salt)เป็นสารประกอบที่เกิดจากการรวมกันระหว่างอนุมูลเบสและอนุมูลกรด
อนุมูลเบส + อนุมูลเบส เกลือ
Cation Anion Salt

ชนิดของเกลือแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1.เกลือที่มีสมบัติเป็นกรด PH < 7 [H3O+] = รากที่ 2 ของ Kw/Kb).Csไอออนที่มีสมบัติเป็นกรดจะให้ H+ กับ H2O เช่น NH4Cl , NH4Br,NH4NO3,NaHSO4

2.เกลือที่มีสมบัติเป็นเบส (PH>7) [OH-] = รากที่ 2 ของ (Kw/Ka).Cs ไอออนที่มีสมบัติเป็นเบสจะรับ H+ จาก H2O เช่น CH3COONa, KCN, NaH2PO4,Na3PO4

3.เกลือที่ประกอบด้วยไอออนที่เป็นกรดและเป็นเบสอาจมีPH= 7 , PH>7,PH<7
เช่น NH4NO2, (NH4)3PO4 ,NH4HSO4 ทั้งไอออนบวกและไอออนลบจะทำปฏิกิริยากับน้ำ

















บันทึกหลังการสอน

1. ผลการสอน…..................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


2.ปัญหาและอุปสรรค….........................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


3. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข…............................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................





( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง การไทเทรตสารละลายกรดและเบส เวลา 6 ชั่วโมง


มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระสำคัญ

ปฏิกิริยาระหว่างกรดและเบสที่มีความแรงเท่ากันหรือต่างกัน เราเรียกการทำปฏิกิริยาที่พอดีว่าจุดสมดุล ดังนั้นการไทเทรตระหว่างกรดกับเบส อินดิเคเตอร์ที่เลือกใช้จะมีการเปลี่ยนสีซึงเรียกว่าจุดยุติเป็นจุดที่ใกล้เคียงกับจุสมมูลหรือมี pH ใกล้เคียงกันมากที่สุด ซึ่งสรุปได้ว่ามี 4 ชนิดคือโบรไทมอลบลู(ระหว่างกรดแก่กับเบสแก่) เมทิลออเรนจ์หรือเมทิลเรด (ระหว่างกรดอ่อนกับเบสอ่อน) ฟีนอลฟทาลีน (ระหว่างกรดอ่อนกับเบสแก่) เราสามารถนำวิธีการไทเทรตมาใช้หาปริมาณของสารต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้เช่นหาปริมาณของสารลดกรดในยาลดกรดเป็นต้น และอินดิเคเตอร์ที่นำมาใช้ไทเทรตสามารถเปลี่ยนสีได้ทุก pH ของสารละลายคือยูนิเวอร์แซล อินดิเคเตอร์

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

1. สำรวจตรวจสอบ ทดลอง อภิปราย อธิบาย และทำนายผลการไทเทรตกรดและเบส

อินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมกับจุดสมมูลและ pH ของสารละลายหลังการไทเทรต

2. ทดลองอธิบายและคำนวณหาความเข้มข้นของสารละลายหรือปริมาณสารจากการ

ไทเทรตระหว่างกรดและสารละลายเบส

3. ทดลองเปรียบเทียบการไทเทรตระหว่างสารละลายกรดแก่และเบสแก่ เมื่อใช้ฟีนอลทา

ลีนและยูนิเวอร์แซลอินดิเคเตอร์

4. ทดลองเปรียบเทียบการไทเทรตระหว่างสารละลายกรดอ่อนและเบสอ่อน เมื่อใช้ฟีนอล

ทาลีนและเมทิลออเรนจ์เป็นอินดิเคเตอร์

5. คำนวณหาความเข้มข้นของสารละลายกรดหรือสารละลายเบสที่ใช้ในการไทเทรต

6. คำนวณหาค่า [H3O+] , [OH] และ pH ภายหลังการไทเทรต

7. ทดลองการนำการไทเทรตไปใช้ในชีวิตประจำวันกับยาลดกรดประเภทแคลเซียม -

คาร์บอเนต


สาระการเรียนรู้

1. ตัวอย่างการไทเทรตกรดแก่กับเบสแก่ และกรดอ่อนกับเบสแก่โดยใช้อินดิเคเตอร์

เปรียบเทียบ

2. การคำนวณหาหาความเข้มข้นหรือปริมาณของสาละลายกรดหรือสารละลายเบสที่ใช้

ในการไทเทรตและหาค่า [H3O+] , [OH] , pH ของสารละลายหลังการไทเทรตแล้ว

3. การทดสอบหาปริมาณยาดกรดที่ใช้ในชีวิตประจำวันประเภทคาร์บอเนต (CaCO3


กิจกรรมการเรียนการสอน

1. ทบทวนปฏิกิริยาระหว่างกรดซัลฟิวริกกับแบเรียมไฮดรอกไซด์ และกรดซัลฟิวริกกับ

โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์จากการทดลอง 8.4 ซึ่งใช้วิธีการตรวจการนำไฟฟ้าและการ

เปลี่ยนสีของอินดิเคเตอร์บอกจุดยุติ

2. นำเข้าสู่การหาจุดยุติของปฏิกิริยาระหว่างกรดไฮโดรคลอริกกับโซเดียมไฮดรอกไซด์

ด้วยการไทเทรต

3. นักเรียนศึกษาการทดลง 8.7 การไทเทรตหาจุดยุติของปฏิกิริยาระหว่างกรดแก่กับ

เบสแก่

4. ครูแนะแนวเกี่ยงกับการฝึกใช้ปิเปต การใช้กรวยช่วยในการบรรจุสารละลายใน

บิวเรตต์ ในการทดลองหาจุดยุติครั้งแรก จะทราบปริมาตรโดยปริมาณของสารละลาย

NaOH ที่ทำปฏิกิริยาพอดีกับสารละลาย HCI ณ จุดยุติ ซึ่งใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการ

ไทเทรตครั้งต่อไปเพื่อให้ได้จุดยุติที่ถูกต้องมากขึ้น ควรทำการทดลองอย่างน้อย 3 ครั้ง

นำปริมาตร NaOH ที่ใช้หาค่าเฉลี่ย

5. รับแบบรายงานการทดลอง สารเคมีและอุปกรณ์ ทำการทดลอง บันทึกผลการทดลอง

แต่ละกลุ่มวิเคราะห์ผลการทดลองและคำนวณหาความเข้มข้นของสารละลาย HCI

รวมทั้งพิจารณา pH ที่วัดได้ อภิปรายร่วมกันตามแนวคำถามท้ายการทดลอง

6. นำข้อสรุปมาอภิปรายร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง

7. ให้ความรู้เกี่ยวกับความหมายของการไทเทรต สารละลายมาตรฐาน และจุดสมมูล

8. ศึกษาการทดลอง 8.8 การไทเทรตหาจุสมมูลของปฏิกิริยาระหว่างกรดกับเบสแก่

9. ครูแนะนำเรื่องต่อไปนี้

- ทุกครั้งที่เติมสารละลาย NaOH ลงไป ให้นำสารละลายไปเปรียบเทียบสีกับ ยู

นิเวอร์แซลอินดิเคเตอร์ในสารละลายที่มี pH ต่างๆกัน เพื่อประมาณค่า pH

ของสารละลาย

- การเขียนกราฟของการไทเทรตเพื่อหาจุดสมมูล ให้แกน X เป็นปริมาตรของ

สารละลาย NaOH ที่เติมลงไป แกน Y เป็นค่า pH

10. ตัวแทนกลุ่มรับสารเคมี อุปกรณ์ แบบรายงบานการทดลอง ทำการทดลอง บันทึก

ข้อมูล นำข้อมูลมาเขียนกราฟ อภิปรายโดยใช้กราฟของการไทเทรตจากทุกกลุ่มซึ่ง

ควรมีลักษณะเหมือนกัน

  1. อธิบายวิธีหาจุดสมมูลจากกราฟของการไทเทรต

  2. สรุปผลการทดลอง เขียนรายงานการทดลองส่งให้ครูประเมิน

  3. อภิปรายเกี่ยวกับรูปร่างของกราฟการไทเทรตระหว่างสารละลายกรดอ่อนกับสาร

ละลายเบสแก่ สารนละลายเบสอ่อนกับสารละลายกรดแก่ และสารละลายกรอ่อน

กับสารละลายเบสอ่อน

14. นำเข้าสู่บทเรียนเรื่องอินดิเคเตอร์กับการไทเทรตกรด – เบส โดยการตั้งคำถามให้นัก

เรียนคิดว่าในการไทเทรตสารละลายเบสอ่อนกับสารละลาย CH3OOOH กับสาร

ละลาย NaOH ถ้าใช้อินดิเคเตอร์ตางชนิดกันจะให้ผลต่างกันหรือไม่

15. นักเรียนศึกษาการทดลง 8.9 การเลือกอินดิเคเตอร์สำหรับการไทเทรตกรด – เบส

  1. ครูแนะนำเรื่องต่อไปนี้

- ทำการทดลองอย่างน้อย 2 ครั้งต่อการใช้อินดิเคเตอร์หนึ่งชนิด เพื่อนำผลที่ ได้มาหาปริมาตรเฉลี่ยของาสารละลาย NaOH ที่ใช้ในการไทเทรต

- ให้สังเกตว่าเมื่อใช้ CH3OOOH ปริมาตรเท่ากัน แต่ใช้อินดิเคเตอร์ต่างชนิดกัน อินดิเคเตอร์เปลี่ยนสีเมื่อใช้สารละลาย NaOH ปริมาตรต่างกันหรือไม่

- การเปลี่ยนสีของเมทิลออเรนจ์ค่อนข้างสังเกตได้ยาก จึงควรเตรียมสารละลายกรดที่หยดเมทิลออเรนจ์ไปแล้วไว้สำหรับเปรียบเทียบสี

17. รับแบบรายงานการทดลอง สารเคมี ทำการทดลอง 8.9 บันทึกผลการทดลอง แต่

ละกลุ่มวิเคราะห์ผลการทดลองร่วมกันเพื่อสรุปและตอบคำถามท้ายการทดลอง แล้ว

นำเสนอเพื่ออภิปรายร่วมมันอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อสรุปการเลือกอินดิเคเตอร์ที่เหมาะสม

ในการไทเทรตกรด – เบส

18. ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักการเลือกอินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมในการไทเทรต

19. ร่วมกันพิจารณากราฟรูป 8.13 , 8.14 ในหนังสือเคมีเล่ม 3 สสวท. หน้า 199 ซึ่ง

เป็นกราฟของการไทเทรตสารละลาย CH3OOOH ด้วยสารละลาย NAOH เพื่อ

ตอบคำถามในบทเรียน

20. อภิปรายการนำวิธีการไทเทรตมาใช้ในชีวิตประจำ เช่น การหาปริมาณกรดแอซิติก

ในน้ำส้มสายชู หรือการหาปริมาตรสารลดกรดในยาลดกรดชนิดต่างๆ

  1. แต่ละกลุ่มศึกษาการทดลอง 8.10 หรือการหาปริมาณสารลดกรดในยาลดกรดชนิด

ที่มีแคลเซียมคาร์บอเนต รับแบบรายงานการทดลอง สารเคมีและอุปกรณ์ ทำการ

ทดลอง วิเคราะห์ผลการทดลองตามแนวคำถามท้ายการทดลอง สารเคมีและ

อุปกรณ์ ทำการทดลอง วิเคราะห์ผลการทดลองตามแนวคำถมท้ายการทดลอง นำ

เสนอเพื่อข้อสรุปร่วมกัน

  1. เขียนรายงายารทดลองส่ง รับแบบฝึกหัดที่ 8.8 อภิปรายเฉลยร่วมกัน แลกเปลี่ยน

กันตรวจแบบฝึกหัด และส่งแบบฝึกหัดให้ครูประเมิน


การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. การนำเสนอผลงาน

3. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

4. การส่งงาน

5. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

3. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

4. แบบบันทึกการส่งงาน

5. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

1. ทำงานไดถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

2. นำเสนอผลงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินการนำเสนอผลงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

3. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน


สื่อการเรียนรู้

1. หนังสือเคมี เล่ม 3 ของสสวท. หน้า 186 – 203

2. สารเคมีและอุปกรณ์การทดลองที่ 8.7, 8.8, 8.9 และ 8.10

3. แบบฝึกหัด 8.8

4. หนังคู่มือการใช้ห้องปฏิบัติการเคมี

5. ใบความรู้


แหล่งการเรียนรู้

1. ห้องสมุด

2. หนังสือ Entrance เคมี

3. Internet












ใบความรู้

เรื่อง การไทเทรตสารละลายกรดและเบส

การไทเทรต กรด – เบส

เป็นกระบวนการวิเคราะห์หาปริมาณอย่างหนึ่งที่ทราบความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐาน ถูกใช้ในการหาความเข้มข้นของสารละลายอีกชนิดหนึ่ง โดยให้สารเหล่านั้นทำปฏิกิริยาพอดีกัน เช่น การไทเทรต กรด-เบส การไทเทรตรีดอกซ์

การไทเทรต กรด-เบส (Acid-Base Titration)

เป็นกระบวนการวิเคราะห์หาปริมาณของกรดหรือเบส โดยให้สารละลายกรดหรือเบสทำปฏิกิริยาพอดีกับสารละลายมาตรฐาน เบสหรือกรดซึ่งทราบความเข้มข้นที่แน่นอน และใช้อินดิเคเตอร์เป็นสารที่บอกจุดยุติ ด้วยการสังเกตจากสีที่เปลี่ยน ขณะไทเทรต pH จะเปลี่ยนไป ถ้าเลือกใช้อินดิเคเตอร์เหมาะสม จะบอกจุดยุติใกล้เคียงกับจุดสมมูล

จุดสมมูล (จุดสะเทิน = Equivalence point)

คือจุดที่กรดและเบสทำปฏิกิริยาพอดีกัน จุดสมมูลจะมี pH เป็นอย่างไร< wbr>นั้นขึ้นอยู่กับชนิดของกรดและเบสที่นำมาไทเทรตกัน และขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของกรดและเบส

จุดยุติ (End point)

คือจุดที่อินดิเคเตอร์เปลี่ยนสี ขณะไทเทรตกรด-เบสอยู่ จุดยุติจะใกล้เคียงกับจุดสมมูลได้นั้น จะ ต้องเลือกอินดิเคเตอร์เหมาะสม ในทางปฏิบัติถือว่าจุดยุติ เป็นจุดเดียวกับจุดสมมูล

ประโยชน์ที่ได้จากกราฟไทเทรต กรด-เบส

สามารถหาจุดสมมูลของการไทเทรต กรด-เบสได้

สามารถใช้เลือกอินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมในการไทเทรต เพื่อบอกจุดยุติได้ตรงกับจุดสมมูล หรือใกล้เคียงกับจุดสมมูลได้

เทคนิคการไทเทรต กรด – เบส

ปัจจุบันเทคโนโลยีทันสมัย การไทเทรต กรด-เบส ใช้เครื่องมือทันสมัยโดยต่อเครื่องพีเอสมิเตอร์เข้ากับเครื่องบันทึกข้อมูล แล้วใช้เครื่องพีเอสมิเตอร์อ่านค่า pH ขณะไทเทรต กรด-เบส

วิธีการไทเทรต กรด-เบส ด้วยเครื่องมือทันสมัย จะจัดอุปกรณ์การไทเทรต ดังนี้

ตวงสารละลายกรดหรือเบสที่ทราบปริมาตร ลงในบีกเกอร์ และใส่สารละลายมาตรฐานเบสหรือกรดในบิวเรตต์จุ่มขั้วอิเล็กโตรดจากเครื่องพีเอสมิเตอร์ลงในบีกเกอร์ แล้วต่อขั้วอิเล็กโตรดเข้ากับเครื่องพีเอสมิเตอร์ และต่อเครื่องพีเอสมิเตอร์เข้ากับเครื่องบันทึกข้อมูล จากนั้นก็หยดสารละลายม าตรฐานจากบิวเรตต์ลงไปในไทเทรตกับสารละลายกรดหรือเบส ในบีกเกอร์ เครื่องบันทึกข้อมูลโดยผ่านเครื่องพีเอสมิเตอร์ จะบันทึกค่า pH ที่เปลี่ยนแปลงไปกับปริมาตรของสารละลายมาตรฐานจากบิวเรตต์ที่เติมลงไปในบีกเกอร์นั้น บันทึกโดยเขียนออกมาในรูปกราฟไทเทรต กรด-เบส



เครื่องบันทึกข้อมูลค่า pH ที่เปลี่ยนแปลงไปของสารละลายขณะไทเทรตกับปริมาตรของ

สารละลายกรดหรือเบสที่เติมลงไปไทเทรต



การจัดอุปกรณ์การไทเทรต กรด-เบส










บันทึกหลังการสอน

1. ผลการสอน…..................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


2. ปัญหาและอุปสรรค….......................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................


3. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข…...........................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................

........................................................................................................................................





( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15

รายวิชา ว40223 เคมี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

เรื่อง สารละลายบัฟเฟอร์ เวลา 4 ชั่วโมง


มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


สาระการเรียนรู้

สารละลายบัฟเฟอร์เป็นสารละลานผสมระหว่างกรดอ่อนกับเกลือของกรดอ่อน หรือเบสอ่อนกับแกลือของเบสอ่อนนั้น มีสมบัติในการรักษาระดับ pH ไว้ได้แม้ว่าจะเติมกรดแก่หรือเบสแก่ลงไปเพียงเล็กน้อยก็ตาม สารละลายบัฟเฟอร์ที่สำคัญที่พบในสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้แก่ระบบเลือด(พลาสมาในเลือด) น้ำทะเล ซึ่งเป็นสารละลายบัฟเฟอร์เดียวกันคือ H2CO3 / HCO3- สำหรับการทำงานของไตจะเป็นระบบบัฟเฟอร์อีกพวกเดียวกันคือ H2PO4- / HPO42- นอกจากนี้ในน้ำทะเลยังมีระบบบัฟเฟอร์อื่นๆ เช่น H3BO 3 / H2BO 3- เป็นต้น


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

สืบค้นข้อมูล อภิปราย อธิบาย เปรียบเทียบ ทำนายและคำนวณหาค่า pH ของสารละลายบัฟเฟอร์ก่อนและหลังการถูกรบกวนด้วยกรดแก่เบสแก่เพียงเล็กน้อย


จุดประสงค์การเรียนรู้

  1. อธิบายองค์ประกอบ สมบัติ และปฏิกิริยาของสารละลายบัฟเฟอร์

  2. ทดสอบการเปลี่ยนแปลง pH ของสารละลายบางชนิด

  3. อธิบายและระบุองค์ประกอบของสารละลายบัฟเฟอร์

  4. อธิบายเขียนสมการแสดงการเปลี่ยนแปลง และการรักษาระดับ pH ของสารละลายบัฟเฟอร์เมื่อถูกรบกวนด้วยกรดแก่และเบสแก่เล็กน้อย

  5. คำนวณหา pH ของสารละลายบัฟเฟอร์ก่อนและหลังการรบกวนด้วยกรดแก่หรือเบสแก่เล็กน้อย เปรียบเทียบและสรุปผลรบกวน


สาระการเรียนรู้

  1. องค์ประกอบของสารละลายบัฟเฟอร์

  2. การรักษาระดับ pH ของสารละลายบัฟเฟอร์ เมื่อถูกรบกวนด้วยการเติมกรดแก่หรือ เบสแก่เล็กน้อย

  3. สารละลายบัฟเฟอร์ในชีวิตประจำวันและสิ่งมีชีวิต


กิจกรรมการเรียนการสอน

  1. ทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับการหยอดกรดหรือเบสลงในสารละลาย จะทำให้ pH ของสาร ละลาย เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากความเข้มข้นของ H3O+ และ OH- เปลี่ยนแปลง

  2. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาการทดลอง 8.11 การเปลี่ยนแปลง pH ของสารละลาย บางชนิด ทำการทดลอง วิเคราะห์ผลการทดลอง นำผลสรุปที่ได้มานำเสนอเพื่อให้ได้ ข้อสรุปว่าน้ำมะพร้าวสดสามารถควบคุม pH ได้เช่นเดียวกับสารละลายผสมระหว่าง กรดแอซิติกกับโซเดียม อะซิเตต เรียกสารละลายผสมระหว่างกรดอะซิเตต เรียกสาร ละลายนี้ว่าบัฟเฟอร์

  3. เขียนรายงานการทดลองส่ง

4. ให้ความรู้เกี่ยวกับการอธิบายเหตุผลที่สารละลายผสมระหว่างกรด CH3OOOH กับ

CH3OOOHa และสารละลายผสมระหว่าง NH3 กับ NH4CIในน้ำสามารถควบคุม

pH ไว้ได้ เมือเติมกรดหรือเบสลงไปเล็กน้อย ยกตัวอย่างสารละลายบัฟเฟอร์คู่อื่นๆ

อธิบายเน้นว่าสารละลายบัฟเฟอร์เป็นสารละลายที่ประกอบด้วยสารหรือไอออนที่เป็น

คู่กรด – เบสกัน การควบคุมปริมาณ H3O+ และ OH ในสารละลายได้นั้นก็เนื่องมา

จากปฏิกิริยาของคู่กรด – เบสในสารละลายนั้นเอง

5. อธิบายระบบบัฟเฟอร์ในธรรมชาติ เช่นระบบบัฟเฟอร์ในน้ำทะเล และระบบบัฟเฟอร์

ในร่างกายมนุษย์

  1. ทำแบบฝึกหัดท้ายบท อภิปรายร่วมกัน แลกเปลี่ยนกันตรวจแบบฝึกหัด ส่งให้ครู ประเมิน


การประเมินผลการเรียนรู้

วิธีการวัด

1. การสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. การนำเสนอผลงาน

3. ตรวจผลการปฏิบัติงาน

4. การส่งงาน

5. การถามตอบหลังการนำเสนอ

เครื่องมือที่ใช้วัด

1. แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม

2. แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

3. แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

4. แบบบันทึกการส่งงาน

5. แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน

เกณฑ์การวัด

1. ทำงานไดถูกต้องตามเกณฑ์ร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

2. นำเสนอผลงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินการนำเสนอผลงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน

3. ปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร้อยละ 60 ถือว่าผ่าน


สื่อการเรียนรู้

1. หนังสือเคมี เล่ม 3 ของ สสวท. หน้า 205 – 214

2. สารเคมีและอุปกรณ์การทดลองที่ 8.11

3. แบบฝึกหัดท้ายบท

4. ใบความรู้


แหล่งการเรียนรู้

1. ห้องสมุด

2. หนังสือ Entrance เคมี

3. Internet

ใบความรู้

เรื่อง สารละลายบัฟเฟอร์


สารละลายบัฟเฟอร์คืออะไร

คือ สารละลายที่สามารถต้านทานการเปลี่ยนแปลงค่า pH ของสารละลายได้

คือ สารละลายที่ค่า pH จะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อนำไปทำให้เจือจางหรือเข้มข้นขึ้น

คือ สารละลายที่ประกอบไปด้วยกรดอ่อนกับเกลือของกรดอ่อนหรือเบสอ่อนกับเกลือของเบสอ่อน และสารในระบบจะไม่ทำปฏิกิริยากัน โดยที่กรดในระบบจะคอยทำปฏิกิริยากับเบสที่เติมลงไป และเบสในระบบจะคอยทำปฏิกิริยากับกรดที่เติมลงไป

สารละลายบัฟเฟอร์(buffer solution) หมายถึงสารละลายของกรดอ่อนกับเกลือของกรดอ่อนหรือคู่เบสของกรดอ่อน หรือหมายถึงสารละลายของเบสอ่อนกับเกลือของเบสอ่อนหรือคู่กรดของเบสอ่อนนั้น สมบัติของสารละลายบัฟเฟอร์ คือ รักษาสภาพ PH ของสารละลายเอาไว้โดยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่อเติมกรดแก่หรือเบสแก่ จำนวนเล็กน้อยลงไปการเตรียม ทำได้โดยการเติมกรดอ่อนลงในสารละลายเกลือของกรดอ่อน หรือการเติมเบสอ่อนลงในสารละลายเกลือของเบสอ่อน

ตัวอย่างสารละลายบัฟเฟอร์ เช่น

1.บัฟเฟอร์ของกรดอ่อนกับคู่เบสของกรดอ่อน(เกลือ) เช่น CH3COOH/CH3COONa มี PH <7

2.บัฟเฟอร์ของเบสอ่อนกับคู่กรดของเบสอ่อน(เกลือ) เช่น NH3OH/NH4Cl มี PH >7

การคำนวณเกี่ยวกับบัฟเฟอร์

กรด PH = Pka + log [salt]/[Acid]

เบส POH=PKb +log[salt]/[Base]






แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน


ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกที่สุด เพียง 1 ข้อ

1. ข้อใดไม่ใช่สมบัติของกรด

  1. มีรสฝาด

  2. ทำปฏิกิริยากับโลหะได้แก๊สไฮโดรเจน

  3. ทำปฏิกิริยากับไขมันได้สบู่

  4. เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีน้ำเงินเป็นสีแดง

2. สารในข้อใดจัดเป็นเบส

  1. โซดาซักผ้า

  2. น้ำยาล้างห้องน้ำ

  3. ผงฟู

  4. น้ำอัดลม

3. อินดิเคเตอร์ชนิดใดสามารถนำมาตรวจสอบความเป็นเบสได้

  1. กระดาษลิตมัส

  2. กระดาษขมิ้น

  3. ดอกอัญชัน

  4. สารละลายฟีนอล์ฟทาลีน

4. ถ้าต้องการทำสบู่ควรใช้น้ำมันพืชรวมกับสารใด

  1. โซเดียมไฮดรอกไซด์

  2. ไฮโดรคลอริก

  3. โพแทสเซยมเปอร์แมงกาเนต

  4. ซัลฟิวริก

5. น้ำยาล้างห้องน้ำมีสมบัติอย่างไร

  1. เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน

  2. ทำปฏิกิริยากับหินปูนได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

  3. เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีน้ำเงินเป็นสีแดง

  4. ทำปฏิกริยากับแอมโมเนียมไนเตรดจะได้กลิ่นฉุนของแอมโมเนีย

6. โลหะที่ใส่ลงในสารละลายเบสแล้วได้แก๊สไฮโดรเจนคือ

  1. แมกนีเซียม

  2. สังกะสี

  3. ไอโอดีน

  4. โพแทสเซียม

7. ค่า pH เท่าใดที่บ่งบอกว่าสารนั้นมีความเป็นเบส

  1. ค่า pH มากกว่า 1

  2. ค่า pH มากกว่า 7

  3. ค่า pH น้อยกว่า 1

  4. ค่า pH น้อยกว่า 7


























บันทึกหลังการสอน


1. ผลการสอน......................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................


2. ปัญหาและอุปสรรค.........................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................


3. ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข...............................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................

...........................................................................................................................................




( นางสาวเนาว์รัก พรมนาค)

ครูพิเศษ

โรงเรียนสว่างแดนดิน















ภาคผนวก

















แบบประเมินพฤติกรรมนักเรียนระหว่างการเรียนการสอน


พฤติกรรมที่สังเกตและประเมิน

ระดับคะแนน

4

3

2

1

มีความตั้งใจและมุ่งมั่นในการเรียนสม่ำเสมอตลอดชั่วโมงการเรียน

ตอบคำถามได้อย่างถูกต้องและชัดเจน

มีการปรึกษาหารือและทำงานร่วมกันกับเพื่อนในชั้นเรียน

มาเข้าเรียนทันเวลาสม่ำเสมอ

มีความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนอย่างถูกต้องและนำไปใช้แก้โจทย์ปัญหาได้








คะแนน 20-17 = ดีมาก

16-13 = ดี

12-10 = พอใช้

9-5 = ควรปรับปรุง












แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม


พฤติกรรม

การวางแผน

ความร่วมมือ

รับฟังและแสดงความคิดเห็น

บรรยากาศในการทำงาน

การติดตามและปรับปรุงงานกลุ่ม

หมาย

เหตุ

เกณฑ์คะแนน

1

2

3

4

1

2

3

4

1

2

3

4

1

2

3

4


ชื่อกลุ่ม









































































































































































































ลงชื่อ.........................................................ผู้ประเมิน


เกณฑ์การให้คะแนน

4 หมายถึง ดีมาก

3 หมายถึง ดี

2 หมายถึง พอใช้

1 หมายถึง ปรับปรุง




แบบประเมินผลการนำเสนอผลงาน




พฤติกรรม


การวางแผนความร่วมมือ

รับฟังและแสดงความคิดเห็น

การปฏิบัติงาน

ผลของงาน

หมายเหตุ

1

2

3

4

1

2

3

4

1

2

3

4

1

2

3

4


ชื่อกลุ่ม


















1


















2


















3


















4


















5


















6


















7


















8


















9


















10





















ลงชื่อ.......................................หัวหน้ากลุ่ม

เกณฑ์การให้คะแนน

4 หมายถึง ดีมาก

3 หมายถึง ดี

2 หมายถึง พอใช้

1 หมายถึง ปรับปรุง


แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน




พฤติกรรม


ความถูกต้องของเนื้อหาของงาน

เนื้อหางานครบถ้วน

การถามและตอบคำถาม

การสรุปใจความสำคัญ


หมายเหตุ


1

2

3

4

1

2

3

4

1

2

3

4

1

2

3

4


ชื่อสมาชิกกลุ่ม


















1


















2


















3


















4


















5


















6


















7


















8


















9


















10





















ลงชื่อ.......................................ผู้ประเมิน


เกณฑ์การให้คะแนน

4 หมายถึง ดีมาก

3 หมายถึง ดี

2 หมายถึง พอใช้

1 หมายถึง ปรับปรุง


คำนำ


ข้าพเจ้านางสาวเนาว์รัก พรมนาค ครูอัตราจ้าง โรงเรียนสว่างแดนดิน ได้จัดทำกำหนดการสอนและกำหนดการเรียนรู้ รายวิชา ว40223 เคมี 3 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2550 ขึ้นตามหลักสูตร และแบบเรียนเคมี เพื่อใช้เป็นคู่มือในการสอนซึ่งจะช่วยให้การสอนในรายวิชานี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุตามความมุ่งหมาย

ข้าพเจ้าหวังว่า แผนการเรียนรู้รายวิชา ว40223 เคมี 3 เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นอย่างดี




นางสาวเนาว์รัก พรมนาค

ครูอัตราจ้าง โรงเรียนสว่างแดนดิน
















แผนการจัดการเรียนรู้


รายวิชา ว 40223 เคมี 3

ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5










ผู้จัดทำ

นางสาวเนาว์รัก พรมนาค








โรงเรียนสว่างแดนดิน

อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต2


คำนำ


ข้าพเจ้านางสาเนาว์รัก พรมนาค ครูพิเศษ ได้จัดทำกำหนดการสอนและกำหนดการเรียนรู้ รายวิชาเคมี ( 40223 ) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2550 ขึ้นตามหลักสูตร และแบบเรียนเคมี เพื่อใช้เป็นคู่มือในการสอนซึ่งจะช่วยให้การสอนในรายวิชานี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุตามความมุ่งหมาย

ข้าพเจ้าหวังว่า แผนการเรียนรู้รายวิชาเคมี รหัสวิชา ว 40223 เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นอย่างดี




นางสาวเนาว์รัก พรมนาค

ครูพิเศษ
















แผนการจัดการเรียนรู้



รายวิชาเคมีเพิ่มเติม 3 รหัสวิชา ว 40223

สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์


ภาคเรียนที่ 2


โดย

นางสาวเนาว์รัก พรมนาค


โรงเรียนสว่างแดนดิน


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2


กรรมการตรวจสอบ


(ลงชื่อ) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

( นายวิกาน มายูร )

(ลงชื่อ) รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ

( นายสุจิต บุตรประเสริฐ)




อนุมัติ ไม่อนุมัติ ให้ใช้สอนได้


( นายทอง ธารานุกูล )

ผู้อำนวยการโรงเรียนส่วางแดนดิน




แผนการเรียนรู้




รายวิชา เคมีเพิ่มเติม 3 รหัสวิชา ว 40223

ช่วงชั้นที่ 4 ( ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 )

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550




นางสาวเนาว์รัก พรมนาค

ครูพิเศษ

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์




โรงเรียนสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ