Is owner
View only
Upload & Edit
Download
Share
Add to my account


เดหลีใบกล้วย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Spathiphyllum cannaefolium (Dryand.) Schott.
ชื่อวงศ์ : ARACEAE
ความสูง: สูง 0.8-1.2 เมตร

ผิวสัมผัส: หยาบ

ขนาดทรงพุ่ม 0.6-0.8 เมตร
ลักษณะพิเศษ :
เป็นไม้พุ่มเตี้ย แตกกอ มีเหง้าใต้ดิน ทุกส่วนมีน้ำยางใส เป็นไม้ทนร่ม

สมบัติทางกายภาพ: ลำต้น สั้นเหนือดิน ใบผิวสัมผัสหยาบ ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ แผ่นใบใหญ่หนาและกว้าง รูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง 15-25 เซนติเมตร ยาว 30-50 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบสอบ ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบสองด้านของเส้นกลางใบมักจะมีขนาดไม่เท่ากัน ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม อ่อนแผ่โค้งลง เป็นร่องตามแนวเส้นใบชัดเจน ใบอ่อนจะมีสีเหลืองอมเขียว ก้านใบยาวประมาณ 40 เซนติเมตร ดอกมีสีขาว ก้านดอกยาว ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดที่ปลายกิ่ง มีจานรองดอกสีขาวรูปไข่ โค้งงอเล็กน้อย กว้าง 4-5 เซนติเมตร ยาว 18-21 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลมด้านหลังอาจมีสีเขียวปนบ้าง ปลีดอกยาว 5-6 เซนติเมตร ดอกย่อยมีขนาดเล็กมีกลีบดอก 6 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน แกนดอกหอมอ่อนตลอดวัน (ช่วงอากาศเย็นจะหอมมาก)
ระยะออกดอก: ดอกออกเมื่อต้นสมบูรณ์ ออกดอกตลอดปี (ออกดอกมากช่วงฝน เดือน พ.. - ..)
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม:
ต้องการแสงแดดรำไร ชอบความชื้น ขึ้นอยู่ตามริมลำธารที่มีร่มเงาในป่าฝนเขตร้อน

การใช้งานอื่นๆ: มีความสามารถสูงในการดูดพิษภายในอาคารปลูกในกระถาง หรือลงแปลงในที่ร่ม ริมน้ำตก ลำธาร สระว่ายน้ำ






เดหลีใบมัน หรือ เดหลีใบเล็ก
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Spathiphyllum sp.
ชื่อวงศ์ : ARACEAE
ความสูง: สูง 0.5-0.7 เมตร

ผิวสัมผัส: หยาบ

ลักษณะพิเศษ : เป็นไม้พุ่มเตี้ย แตกกอ มีเหง้าใต้ดิน ทุกส่วนมีน้ำยางใส
สมบัติทางกายภาพ: ลำต้นสั้นเหนือดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปรีแกมรูปขอบขนาน ยาว 25-30 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันและเป็นร่องตามแนวเส้นใบชัดเจน ก้านใบยาว กาบใบมีปีก ดอกมีสีขาว ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดที่ปลายกิ่ง มีจานรองดอกสีขาวรูปไข่
โค้งงอเล็กน้อย กว้าง
4-5 เซนติเมตร ยาว 18-21 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลมด้านหลังอาจมีสีเขียวปนบ้าง ปลีดอกยาว

5-6 เซนติเมตร ดอกย่อยมีขนาดเล็กมีกลีบดอก 6 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ผลเป็นผลสดมีเนื้อ มีเมล็ดจำนวนมาก
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ขึ้นในดินร่วน ระบายน้ำดีอินทรียวัตถุสูง ได้รับแสงแดดปานกลางถึงรำไร
การใช้งานด้านภูมิทัศน์: มีความสามารถสูงในการดูดพิษภายในอาคารปลูกในกระถาง หรือลงแปลงในที่ร่ม ริมน้ำตก ลำธาร สระว่ายน้ำ












โพลง

ชื่ออื่น: โพลงก้านเหลี่ยม ผักตบแอฟริกัน
ชื่อวิทยาศาสตร์: Monochoria elata Ridl. var. quardrata
ชื่อวงศ์: PONTEDERIACEAE
ลักษณะทั่วไป: เป็นพืชสะเทินน้ำสะเทินบกอายุข้ามฤดู ชอบขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มในน้ำที่ท่วมขังตื้น ๆ เช่นในนาข้าว คูน้ำข้างถนน แต่พบไม่มากนัก มีรากหยั่งดิน ก้านใบผอมเรียวยาวเป็นเหลี่ยม ใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะใบแคบเรียวยาวคล้ายหัวลูกศร ฐานใบเว้าลึก มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับก้านใบ ดอกออกเป็นช่อสีม่วงที่ก้านใบ มีกาบหุ้มคล้ายดอกผักตบไทย แต่มีก้านช่อดอกยาวกว่าผักตบไทย ใบเป็นใบเดี่ยวรูปหัวใจหรือคล้ายหัวลูกศร สีเขียวผิวเรียบปลายใบแหลมฐานใบเว้าเข้าหากัน เส้นใบขนานกันและไม่ชัดเจน ใบกว้าง 1-2 ซม. ยาว 4.5-8 ซม. ดอกเป็นช่อแทงออกจากรากปลายสุด ดอกเป็นกระจุกรวมกัน ดอกย่อยมีขนาดเล็กกลีบดอกสีม่วง แต่ละช่อมีดอกย่อย 21-26 ดอก ออกดอกตลอดปี
ลักษณะพิเศษ: เป็นพืชน้ำทนต่อความแห้งแล้งได้และขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว
สภาพแวดล้อม: ขึ้นในน้ำตามห้วย - หนอง และในทุ่งนาที่ชื้นแฉะ รากต้องติดดิน (ไม่ลอยน้ำแบบผักตบชวา)
ประโยชน์: ต้น รสจืดแก้พิษในร่างกาย ขับลมตำพอก แก้แผลอักเสบ เป็นอาหารของสัตว์ก้านใบ ใช้ทำเครื่องจักสาน ใช้พอกถอนพิษ แก้ปวดแสบปวดร้อน ช่อดอกอ่อนเป็นอาหาร









ุพรรณิการ์

ชื่อวิทยาศาสตร์: Cochlospermum religiosum (L.)Alston
ชื่อสามัญ: Yellow cotton, Silk Cotton Tree
ชื่ออื่น: ฝ้ายคำ
วงศ์: COCHLOSPERMACEAE
ความสูง: สูง 7-15 เมตร
ทรงพุ่ม: แผ่กว้าง โปร่ง

ฤดูที่ดอกบาน: ..-..
ลักษณะพิเศษ: ผลัดใบ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ขึ้นได้ดีในดินทั่วไปความชื้นปานกลาง-ต่ำ แสงแดดเต็มวัน
ลักษณะทั่วไป: ไม้ต้นขนาดเล็ก เปลือกเรียบสีเทาปนขาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ ใบรูปนิ้วมือ มี 3-5 แฉก กว้าง 10-12 เซนติเมตร ยาว 20-22 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเว้ารูปหัวใจ ผิวใบด้านบนและล่างมีขนสั้น นุ่ม ขอบใบหยักเป็นคลื่นแผ่นใบบาง เส้นใบออกจากโคนใบ 5 เส้น
ดอกมีสีเหลืองสด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีทั้งดอกเดี่ยวหรือดอกซ้อน ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ตามปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 10-15 เซนติเมตร กลีบเลี้ยง 5-6 กลีบ กลีบดอก 6 กลีบ ดอกบานเต็มที่กว้าง 6-10 เซนติเมตร
ผลเป็นผลแห้งแตก รูปไข่ กว้าง 4-5 เซนติเมตร ยาว 5-7 เซนติเมตร ผลสุกสีแดงอม เมื่อแก่แห้ง จะแตกเป็น 5 พู เมล็ดรูปไต มีปุยสีขาวคล้ายสำลีหุ้ม
การใช้งานด้านภูมิทัศน์: ปลูกประดับสวนเป็นบางจุดเพราะทรงพุ่มโปร่ง ดอกสวยมาก มีกลิ่นหอม ไม่ให้ร่มเงา ปลูกริมทะเล มีปัญหาเรื่องเพลี้ยแป้ง
ประโยชน์ : ใบอ่อนใช้สระผม ดอกและใบแห้งเป็นยาบำรุงกำลัง ยางต้นเป็นยาระบาย ทาบำรุงผิว ผลแห้งสวย
แต่ร่วงง่าย











ฟิร์นใบมะขาม
ชื่อวิทยาศาสตร์: Nephrolepis cordifolia (L.) Presl.
ชื่อวงศ์: AGAVACEAE
ชื่อสามัญ: Sword Fern, Fishbone Fern, Ladder Fern
ชื่อท้องถิ่น: กูดสร้อย
ความสูง: 0.3-0.6 .

ทรงพุ่ม: แตกกอกลม ขนาดทรงพุ่ม 0.3-0.8 .

ผิวสัมผัส: ละเอียด

ลักษณะ: ลำต้นสีน้ำตาล เป็นเหง้าสั้นๆ ใบมีสีเขียว แตกเป็นกอ มีไหลเป็นเส้นยาวคล้ายเชือกมีขนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก รูปขอบขนานก้านใบยาวได้ถึง 10 ซม. ใบยาวถึง 80 ซม. กว้าง 6 ซม. ใบย่อยประมาณ 50 ใบ ขอบหยักเล็กน้อย กลุ่มของอับสปอร์เกิดเป็นแถวเดียวในตอนใกล้ขอบใบ มีแผ่นบางรูปไตหุ้มอยู่ เมื่อแก่จะเปิดออก
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ดินระบายน้ำไม่ขังแฉะ ความชื้นปานกลาง-มาก แสงแดดครึ่งวัน-รำไร
การใช้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม:
-
ใช้เป็นไม้ประดับกระถางในอาคารได้ดี ควรรดน้ำวันละ
2 ครั้ง
-
ปลูกในที่ที่มีแสงครึ่งวันได้

-
นิยมปลูกริมน้ำตกและสวนหย่อมในร่ม

-
ระบบรากตื้น ควรเตรียมดินปลูกยกสูง การระบายน้ำดี โดยใช้ใบก้ามปูผุผสมกับดินจะดีมาก




กันภัยมหิดล
ชื่อวิทยาศาสตร์: Afgekia mahidolae B.L. Burtt &Chermsir.
ชื่อวงศ์: LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
ชื่อพื้นเมือง: กันภัย
ลักษณะทั่วไป: ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง อายุหลายปี กิ่งอ่อนสีเขียว มีขนนุ่มปกคลุม ปลูกได้ในดินลักษณะทั่วไป
ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายคี่ เรียงสลับ ใบย่อย 9-11 ใบ รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 2.2-3.5 เซนติเมตร ยาว 5-5.6 เซนติเมตร ปลายใบแหลมติ่ง โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบบาง ผิวใบด้านบนมีขนหนาแน่นน้อยกว่าด้านล่าง
ดอกมีสีขาวปนม่วงอ่อน ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะตามซอกใบที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 12-25 เซนติเมตร กลีบประดับสีม่วงอมเขียว รูปรีเรียวด้านนอกมีขนยาว กลีบเลี้ยงสีม่วงอ่อน โคนกลีบเชื่อมติดกัน ปลายแยก 5 แฉก ดอกรูปถั่วมี 5 กลีบ กลีบกลางตั้งขึ้นสีม่วง กลีบคู่ช้างสีม่วงเข้ม กลีบคู่ล่างสีเหลืองอ่อน โคนกลีบมีแถบสีเหลืองรูปสามเหลี่ยมมีขนปกคลุม ดอกทยอยบานจากโคนช่อไปปลายช่อ 4-6 ดอกฤดูที่ดอกบาน : ..-..
ผลเป็นผลแห้งแตกเป็นสองซีก เป็นฝักรูปแถบ กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 7-9 เซนติเมตร สีน้ำตาล
มีขนปกคลุม เมล็ดทรงกลมสีดำเป็นมัน
2 เมล็ด
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ความชื้นปานกลาง แสงแดดเต็มวัน












เคราฤาษี

ชื่อวิทยาศาสตร์: Tillansia usenoides L.
ชื่อวงศ์: Usnea
ชื่อสามัญ: Spanish Moss
ความสูงของต้นไม้: ขนาดความยาว 30-40 เซนติเมตร
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับต้นไม้: ให้ได้รับแสงแดดครึ่งวันเช้า
ลักษณะของต้นไม้ : พืชอิงอาศัย ลำต้นทอดยาวได้ถึง 30 เมตร มีลำต้นยืดยาวเรียวเล็กคล้ายเส้นด้าย ต้นมีขนเส้นเล็กละเอียดสีเทาเงินทั่วไป ใบบางรูปแถบ ยาว 2.5 - 5 ซม. ดอก สีชมพูอมแดง
คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ : ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนเวลาค่ำ เป็นไม้ประดับแขวนไว้กับกระเช้าลวด
























ซาก

ชื่อวิทยาศาสตร์: Erythrophleum succirubrum
ชื่อวงศ์: FABACEAE (LEGUMINOSAE)
ชื่อสามัญ : ซาก*, ซาด, พันซาด
ความสูงของต้นไม้: 15-30 เมตร
ผิวสัมผัส : ละเอียด
ทรงพุ่ม: ทรงกลม
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับต้นไม้: ป่าเบญจพรรณ ป่าโปร่งๆทั่วไป
ลักษณะของต้นไม้ : เป็นไม้ผลัดใบ ใบประกอบขนนก เปลือกลำต้นสีดำ เนื้อไม้สีขาว แก่นไม้สีน้ำตาลแข็งทนทาน ลำต้นตั้งตรง ดอกช่อใหญ่สีเหลือง ฝักแบนยาวสีเขียวเมื่อแก่สีน้ำตาล
คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ : เนื้อไม้ รสเมาเบื่อ มีพิษถึงตาย ต้องเผาเป็นถ่านก่อนถึงจะทำยาได้ แก้ไข้พิษ แก้เซื่องซึม แก้ซาง แก้โรคผิวหนัง







เหมือดแอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Memecylon scutellatum Naud.
ชื่อวงศ์ MELASTOMACEAE
ชื่ออื่น---ชาวอีสาน มักเรียก ผักเหมือด, พะงาด,เหมือดแอ (นครราชสีมา);พลองขี้นก (ปราจีนบุรี);เหมือดจี้, เหมือดฟอง (ภาคเหนือ);เหมือดแอ (อุบลราชธานี)
ความสูง 1-2 .

ผิวสัมผัส—ละเอียด

ลักษณะทั่วไป---เป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มขนาดเล็กสูง เปลือกสีน้ำตาล ใบมีขนาดเล็กรูปไข่ ปลายและโคนแหลมเล็กน้อย หนา ผิวและขอบเรียบมัน สีเขียวเข้ม ท้องใบสีเขียวอมเหลือง กว้างประมาณ 2.5 ซม. ยาว ประมาณ 3.75 ซม. เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบเรียบ ปลายใบแหลม ขอบใบขนาน สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวนวลก้านสั้นๆ ออกตาม กิ่งก้านเรียงเป็นแถว ออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบ กลีบดอกสีม่วง
ผลลักษณะกลมโตกว่าเมล็ดพริกไทยเล็กน้อย มีก้นเหมือนก้นถ้วย เกิดอยู่ตามป่าละเมาะ ป่าแล้งทั่วไป เป็นผลเดี่ยว กลมแป้น ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีม่วง หนึ่งผลมี 1 เมล็ด
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม---ป่าเต็งรัง ชอบแสงแดดจัด ดินร่วนซุย ความชื้นต่ำ
สรรพคุณ---ใบมีรสสุขุม (ฝาดขมเฝื่อนหอม) ปรุงยาทาแก้ไฟไหม น้ำร้อนลวก ไม่ทำให้เกิดแผลเป็น ดับพิษปวดแสบปวดร้อน เนื้อไม้ ราก มีรสสุขุม ฝนหรือต้มดื่มแก้ไข้ ถอนพิษผิดสำแดง ดับพิษร้อน แกไข้ พิษ ไข้หัดและดับพิษภายในต่างๆ











ำดวน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melodorum fruticosum Lour.
ชื่อวงศ์ : ANNONACEAE
ชื่อพื้นเมือง : หอมนวล
ความสูง : สูง 10-18 เมตร
ทรงพุ่ม: ทรงไข่
ลักษณะทั่วไป: ไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ เปลือกสีน้ำตาลเข้ม เรียบหรือแตกเป็นร่องตื้นตามยาวลำต้น
ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปรีหรือรูปขอบขนานแกมรูปรี กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 5-12 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแหลมหรือเบี้ยว ขอบใบเรียบ ใบเกลี้ยง ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีเขียวนวล ดอกมีสีเหลืองนวล มีกลิ่นหอม ออกดอกเดี่ยวตามซอกใบหรือตอนปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงขนาด
เล็ก
3 กลีบ รูปเกือบกลม กลีบดอก 6 กลีบ หนามีขนนุ่ม ชั้นนอก 3 กลีบ ชั้นใน 3 กลีบ ดอกบานเต็มที่กว้าง 2-2..5 เซนติเมตร ฤดูที่ดอกบาน : ..-..
ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อ ออกเป็นกลุ่มมีมากถึง 27 ผล ผลย่อยทรงกลมหรือไข่ ขนาด 1-1.2 เซนติเมตร
ผลสุกสีดำปนม่วง มีคราบขาว ก้านผลยาวประมาณ
1 เซนติเมตร มี 1-2 เมล็ด
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ดินร่วนซุย ความชื้นสูง แสงแดดเต็มวัน-ครึ่งวัน

การใช้งานด้านภูมิทัศน์: พุ่มใบสวย ดอกมีกลิ่นหอม ปลูกประดับสวน แต่ควรปลูกระหว่างไม้ต้นอื่นๆ เพราะต้องการความชุ่มชื้นจึงจะเติบโตได้ดี
ประโยชน์: ผลมีรสหวานรับประทานได้ ดอกแก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต






















ก่อแพะ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Quercus kerrii Craib
ชื่อท้องถิ่น : ก่อแพะ Ko phae, ก่อดำ Ko dam, ก่อตาควาย Ko ta kheai, ก่อตาหมูน้อย Ko ta mu noi (Northern); ก่อแอบ Ko aep (Chiang Mai), เซเด๊าะ Se-do (Karen-Mae Hong Son); เต็งตลับ Teng talap (Ratchaburi)
วงศ์ : FAGACEAE



















มะม่วงป่า
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mangifera griffithii Hook.f.
ชื่อวงศ์ : ANACARDIACEAE
ชื่ออื่นๆ : มะม่วงละว้า มะม่วงละโว้ (ใต้) มะม่วงราวา (นราธิวาส) ราวอ (มลายู-นราธิวาส)
ความสูงต้นไม้ : ไม้ยืนต้นสูง 20-30 เมตร
ทรงพุ่ม : พุ่มทรงสูงถึงแผ่กว้าง
สมบัติทางกายภาพ: ลำต้นเปลาตรง ลำต้นอ่อนจะมีสีน้ำตาลปนเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีเทา แตกเป็นสะเก็ด เปลือกชั้นในสีน้ำตาลอ่อนอมเหลือง ใบมีใบละเอียด แผ่นใบเรียวยาว รูปขอบขนานแกมรูปรีถึงแกมรูปไข่กลับ กว้าง 3-9 เซนติเมตร ยาว 10-25 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม หรือทู่ โคนใบสอบเป็นรูปลิ่มบางครั้งทู่ ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน เส้นแขนงใบ 8-10 เซนติเมตร (-16) คู่ ก้านใบยาว 2-5 เซนติเมตร ดอกขนาดเล็กสีเหลืองอ่อน หรือสีครีม ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง
ผลลักษณะกลมรี กว้าง 2.5-3 เซนติเมตร ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร เมื่อแก่สุกสีเหลืองส้ม แต่ถ้าสุกมากจะมีสีคล้ำเกือบดำ เมล็ดมีลักษณะแบน สีขาวหรือเหลือง
ระยะเวลาการเป็นดอก
-ผล ออกดอกระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ผลแก่ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : พบขึ้นตามที่ลุ่มต่ำ ตามชายฝั่งแม่น้ำ และในป่าพรุ ทางภาคใต้ของประเทศไทย ในต่างประเทศพบที่มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

สมบัติพิเศษอื่นๆ : ผล ช่อดอก และยอดอ่อน ใช้รับประทานได้ เนื้อไม้ใช้ก่อสร้าง ทำเครื่องเรือน เครื่องเฟอร์นิเจอร์ และด้ามเครื่องมือเครื่องใช้ ได้ดี





















มะค่าโมง
ชื่อวิทยาศาสตร์Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE - CAESALPINIOIDEAE
ชื่อพื้นเมือง -มะค่าใหญ่ มะค่าหลวง
ความสูง15-20เมตร
ทรงพุ่ม - พุ่มแผ่กว้าง

ผิวสัมผัส – ละเอียด
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม – ขึ้นกระจายทั่ว ๆ ไปตามริมลำธารในป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดิบแล้งทั่วไป
ที่สูงจากระดับน้ำทะเล
100-600 เมตร ทุกภาคยกเว้นภาคใต้
ลักษณะทั่วไป – มะค่าโมงเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบ แตกกิ่งต่ำ ตามลำต้นมักเป็นครีบและมักจะมีปุ่มปมตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ เข้าใจว่าปุ่มนี้เกิดจากเซลล์มะเร็งที่ทำให้เกิดการพัฒนาผิดไป เปลือกสีน้ำตาลอ่อนหรือชมพูอมน้ำตามหรือสีเทา มีรูระบายอากาศกระจัดกระจาย กระพี้สีขาว หรือขาวอมเหลือง กิ่งอ่อนมีขนคลุมบาง ๆ
ใบเป็นช่อเรียงสลับกัน ช่อใบยาว 18-29 ซม. ก้านช่อใบค่อนข้างสั้น ยาวประมาณ 2 ซม. บนแกนช่อใบมีใบย่อยขึ้นตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ 3-5 คู่ ใบย่อยรูปไข่แกมรูปขอบขนาน กว้าง 2-5 ซม. ยาว 4-9 ซม. ก้านใบย่อยยาว 3-5 มม. ปลายใบมน มักจะเว้าตื้น ๆ ตรงกลาง โคนใบมนหรือหยักเว้าเข้าเล็กน้อย ใบคู่ล่างจะมีขนาดเล็กกว่าคู่ที่ถัดขึ้นไป ขอบใบเรียบ



ดอกสีเขียวอ่อน แต้มสีแดงเรื่อ ๆ ออกเป็นช่อแตกแขนงที่ปลายกิ่ง ยาว 5-15 ซม. มีขนคลุมบาง ๆ ก้านดอกย่อยยาว

7-10 มม. ใบประดับรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ยาว 6-9 มม. มีขนประปราย กลีบรองกลีบดอกติดกัน ส่วนบนแยกเป็นกลีบรูปขอบขนาน 4 กลีบ แต่ละกลีบซ้อนทับกัน กลีบยาวประมาณ 10-12 มม. กลีบดอกมีเพียงกลีบบนสุดเพียงกลีบเดียวที่เจริญขึ้นเป็นกลีบดอก สีแดงเรื่อ ๆ หรือแดงอมชมพู ทรงเกือบจะเป็นแผ่นกลม ยาวประมาณ 7-9 มม. ส่วนฐานคอดเข้าหากันเป็นก้านกลีบดอก ยาว 5-12 มม. เกสรผู้ที่สมบูรณ์มี 8-(3) อัน ก้านเกสรแยกจากกันเป็นอิสระหรือติดกันเล็กน้อยที่ฐาน เกสรผู้ปลอม 3 อัน ค่อนข้างสั้น รังไข่ ยาวประมาณ 7 มม. มีขนคลุมติดอยู่บนก้านส่งยาวประมาณ 7 มม. ภายในมีช่องเดียว และมีไข่อ่อนมาก ออกดอกระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ฝักแก่ประมาณเดือนมิถุนายน-สิงหาคม
ผลเป็นฝักแบนรูปบรรทัดสั้น กว้าง 7-10 มม. ยาว 12-20 ซม. เปลือกหุ้มฝักแข็งมาก หนาประมาณ 5-7 มม. เมื่อฝักแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก กว้าง 2-2.5 ซม. ยาว 2.5-4 ซม. หนา 0.8-1.2 ซม. เมล็ดแก่สีดำ มีเยื่อหนารูปถ้วย ยาวประมาณ

1.5 ซม. สีเหลืองสด ห่อหุ้มส่วนฐานของเมล็ด กลุ่มสมุนไพรเรียกผลของมะค่าโมงว่า “ฟันฤาษี” ใช้เป็นยาสมุนไพร




























หน่อกะลา
ชื่อวิทยาศาสตร์Alpinia nigra (Gaertn.) Burtt.
ชื่อวงศ์ ZINGIBERACEAE
ชื่อพื้นเมือง -ข่าน้ำ เร่ว (ทั่วไป) กะลา (กลาง) เร่วน้อย (ยะลา
ความสูง2 เมตร
ผิวสัมผัส – หยาบ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม – เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีน้ำท่วมถึง พรรณไม้นี้มักเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตามที่ชื้นแฉะ ที่ลุ่มแม่น้ำ บ่อน้ำ สระ -น้ำ หนอง ลำคลอง หรือริมบึง และได้ถูกนำมาปลูกไว้ตามบ้าน ในสวน
ลักษณะทั่วไป – ต้นหน่อกะลาเป็นพืชล้มลุกในเขตร้อน มีลำต้น เป็นเหง้าอยู่ใต้ดินยาว 15 - 20ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง

1.5 - 2.5 ซม.เนื้อในเหง้าสีขาว กลิ่นอ่อน รสซ่าเล็กน้อย ส่วนลำต้นเทียมที่งอกขึ้นมาเหนือพื้นดินนั้นจะเป็นกาบของใบซึ่งจะมีการซ้อนกันอยู่ อาจมีความสูงได้ถึง 210 ซม.หรืออาจมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ใบเรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปหอก กว้าง 5 - 10 ซม. ยาว 30 - 40 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยง ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีจางกว่า เส้นกลางใบขนาดใหญ่ ลึก ตรง ด้านบนเป็นร่อง เส้นใบเรียงขนานกันแบบขนนก คือขนานกันจากเส้นกลางใบไปสู่ขอบใบ ก้านใบยาว 1.0 - 2.0 .. มีแผ่นเยื่อขนาดเล็กยื่นออกมาตรงรอยต่อระหว่างแผ่นใบและกาบใบ ดอกออกเป็นช่อแยกแขนงที่ยอด ก้านช่อดอกยาว 30-50 ซม. ก้านดอกย่อยยาว 1.0 - 1.5 ซม. ก้านมีขนสั้นสีขาวปกคลุม ดอกย่อยขนาดเล็ก สมบูรณ์เพศ สมมาตรด้านข้าง ใบประดับ สีน้ำตาลแกมเขียว รูปถ้วย ขนาดยาว 1.0 - 1.2 ซม. กลีบเลี้ยง 3 กลีบ สีขาวแกมเขียวอ่อน รูปหลอด มีขนสั้นๆสีขาวยาวประมาณ 0.2 ซม. กลีบดอกสีขาว มีขนบางๆ กลิ่นหอมอ่อน มีแถบสีชมพูเข้มตรงกลาง รูปแถบหรือรูปขอบขนาน กลีบปากขนาดใหญ่ ค่อนข้างหนาเล็กน้อย การบานของดอกจะบานเรียงจากโคนช่อไปหาปลายช่อดอกของต้นหน่อกะลา เมื่อบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 1.5 .ม อับเรณูกว้างประมาณ 0.5 - 0.6 ซม. ยาว 0.9 - 1.2 ซม. ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 1.0 -1.5 ซม. เกสรเพศเมีย รังไข่ใต้วงกลีบ รูปยาวรีกว้างประมาณ 0.2 ซม. ยาว 0.3 - 0.4 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.3-0.4 ซม.
ผลกลม ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีดำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0 - 1.2 ซม. มีร่องตามความยาวของผล กลีบเลี้ยงยังติดอยู่กับผล ภายในผลจะมี 3 พู และมีเยื่อสีขาวหุ้ม เมล็ด สีดำ ขนาดเล็ก ผิวขรุขระ เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.2 - 0.4 ซม. หนึ่งผลมี 3 เมล็ด ราก มีระบบรากแผ่ขยายทางด้านข้างมากกว่าในแนวดิ่ง ซึ่งบางรากมีความยาวถึง 10 -25 ซม.


คล้ากั้นหยั่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Schumannianthus dichotomus (Roxb.)Gagnep.
ชื่อท้องถิ่น : แหย่ง ก้านพร้า คล้า คลุ่ม คลุ้ม ก้านพร้า (กลาง) คล้า (กลาง,นครศรีธรรมราช) บูแมจี่จ๊ะไอย์ (มลายู ปัตตานี) เบอร์แม (มลายู นราธิวาส) แหย่ง (เหนือ)
วงศ์ : MARANTACEAE
ความสูง: สูง 2-4 .

ทรงพุ่ม: แตกเป็นกอ

ลักษณะทั่วไป : ไม้พุ่ม ลำต้นและกิ่งกลม แข็ง สีเขียวเข้ม ใบรูปขอบขนานกว้างแกมรี กว้าง 10-20 ซม. ยาว 20-35 ซม. โคนใบมน ปลายแหลม ผิวใบมันเล็กน้อย ก้านใบยาว 10-20 ซม. ดอกสีขาว ออกเป็นช่อๆ ละ 2-3 ดอก ดอกบานขนาด

2-3 ซม. กลีบรองดอก 4 กลีบ กลีบดอก 3 กลีบ ส่วนโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ออกดอกช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม

ผลค่อนข้างกลม มี 3 พู ขนาด 1.5-2 ซม. สีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง มี 1-3 เมล็ด
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ตามริมห้วย หรือหุบเขาที่มีความชุ่มชื้น ระดับความสูงไม่เกิน 800 .
ประโยชน์: เหง้าเป็นสมุนไพร แก้ไข้ ร้อนใน หัดและอีสุกอีใส ในอินเดียใช้รักษาโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ และนิยมปลูกเป็นไม้ประดับตกแต่งสวนน้ำ


















มะรุม

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Moringa oleifera Lam.

ชื่อสามัญ Drumstick Tree

วงศ์ MORINGACEAE
ความสูง สูง 3-4 เมตร

ลักษณะทั่วไป มะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ทรงต้นโปร่ง ใบเป็นแบบขนนกคล้ายกับใบมะขามออกเรียงแบบสลับ ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน ดอกออกเป็น ช่อสีขาว ดอกมี 5 กลีบ ฝักมีความยาว 20-50 เซนติเมตรลักษณะเหมือน

ไม้ตีกลอง เป็นที่มาของชื่อ Drumstick Tree
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง
คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ คุณค่าทางอาหารของมะรุม มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ไบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2เท่า

วิตามินเอบำรุงสายตามีมากกว่าแครอท 3 เท่า
วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด
7 เท่าของส้ม
แคลเซียมบำรุงกระดูกเกิน
-เท่าของนมสด
โพแทสเซียมบำรุงสมองและระบบประสาท
3 เท่าของกล้วย
ใยอาหารและพลังงานไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย

น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุมมีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ








ัง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Shorea siamensis
ชื่อวงศ์ : DIPTEROCARPACEAE
ชื่ออื่นๆ : ฮัง เปาดอกแดง เรียง เรียงพนม สักป้าว แลบอง เหล่ท้อ เหล่บอง
ความสูงต้นไม้ : 15–20 เมตร
ทรงพุ่ม : หยดน้ำ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าแดงทั่วไป อยู่ในพื้นที่ สูงจากระดับน้ำทะเล 500 - 1,000 เมตร ทนแล้ง ทนไฟได้ดีมาก ดินร่วนปนกรวดและดินทราย เป็นไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง
สมบัติทางกายภาพ : ไม้ยืนต้นผลัดใบเปลือกต้นสีเทาแตกเป็นร่องตามความยาวลำต้น ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบรูปไข่ ปลายใบมน โคนใบหยักเว้า ใบก่อนจะร่วงเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เหลืองอมส้ม ดอกสีเหลืองออกเป็นช่อ กลิ่นหอมอ่อน ออกดอกเดือนมีนาคม-เมษายน ผลรูปกระสวย มีปีกยาว 3 ปีก ปีกสั้น 2 ปีก
สมบัติพิเศษอื่นๆ : รังเป็นไม้เนื้อแข็ง ทนทานต่อความแห้งแล้งและไฟป่าได้ดี เนื้อไม้ใช้ในการปลูกสร้างและทำเครื่องมือเครื่องใช้ที่ต้องการความทนทาน




กระเชา
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch.
ชื่อวงศ์ : ULMACEAE
ชื่ออื่นๆ : กระเจา กระเจ้า (ภาคกลาง ภาคใต้) กระเจาะ ขะเจา (ภาคใต้) กระเช้า (กาญจนบุรี) กระเซาะ (ราชบุรี) กาซาว (เพชรบุรี) ขะจาวแจง ฮังคาว (ภาคเหนือ) พูคาว (นครพนม) มหาเหนียว (นครราชสีมา) ฮ้างคาว (เชียงราย อุดรธานี ชัยภูมิ) ตะสี่แค (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน)
ความสูงของต้นไม้ : สูง 15-30 .
ผิวสัมผัส : ละเอียด
ทรงพุ่ม : กลมเกือบรี ไปจนถึง รูปไข่
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับต้นไม้ชนิดนั้นๆ : ป่าเบญจพรรณ ร้อนชื้น
ลักษณะพิเศษของต้นไม้ : ไม้โตเร็ว ผลัดใบ ทนไฟป่าได้ดี อายุน้อยผิวต้นเนียน พอต้นโตแล้วเปลือกแตกเป็นร่องตามยาวลำ ต้น มีต่อมระบายอากาศเป็นจุดกลมเล็กขาว กิ่งย้อยห้อยลง
ลักษณะทั่วไป: เปลือกสีน้ำตาลอมเทา เปลือกชั้นในสีน้ำตาล ใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบป้อมถึงรูปรี รูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน กว้าง 4–9 ซม. ยาว 7–14 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว มน หรือเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบหรือจักห่างๆ แผ่นใบด้านบนมีขนเล็กน้อยตามเส้นกลางใบและเส้นใบ ด้านล่างมีขนนุ่ม เส้นแขนงใบมี 6–8 คู่ ก้านใบยาว 0.5–1.5 ซม.
ดอกเล็ก ออกเป็นช่อสั้นๆ หรือเป็นกระจุกตามง่ามใบ แยกเพศ บางครั้งมีดอกสมบูรณ์เพศปะปนอยู่บนช่อเดียวกัน
ผลแบน รูปรี กว้าง 1–1.5 ซม. ยาว 1.5–2 ซม. มีปีกบางล้อมรอบ ปลายผลเป็นติ่งคล้ายง่ามหนังสติ๊กขนาดเล็ก ซึ่งเจริญมาจากปลายก้านเกสรเพศเมีย
คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ : กระเชาเป็นไม้โตเร็วและทนไฟป่าได้ดี เนื้อไม้ละเอียดสม่ำเสมอ เสี้ยนตรง สีเหลืองอ่อนถึงสีเทาอมเหลือง แข็งปานกลาง เมื่อแห้งแล้วเหนียวมาก ใช้ก่อสร้างทำเครื่องเรือน เครื่องกลึง เครื่องมือกสิกรรม และแกะสลักได้ดี ใบและเปลือกต้นมีกลิ่นเหม็นเอียน ใช้ปรุงเป็นยาแก้ปวดข้อ ยาแก้โรคเรื้อน ยากำจัดเห็บ หมัด และยากันตัวไร เส้นใยจากเปลือกต้นเหนียว ใช้ทำเชือก ผ้า กระดาษ และกระสอบได้










กกจันทบูร
ชื่อวิทยาศาสตร์: Cyperus corymbosus Rotth
ชื่อสกุล: CYPERACEAE
ความสูง: สูงประมาณ 150 – 180 เซนติเมตร
ทรงพุ่ม: ขึ้นเป็นกอ
ลักษณะทั่วไป: พืชล้มลุกชนิดใบเลี้ยงเดี่ยว ลักษณะต้นกลมเรียว ส่วนปลายใกล้ๆ กับดอกเท่านั้นที่เป็นสามเหลี่ยม ผิวสีเขียวแก่ข้างในลำต้นมีเนื้อสีขาวอ่อน โคนต้นวัดโดยรอบประมาณ 1 – 2 เซนติเมตร มีผิวอ่อนนุ่ม เป็นมัน เหนียวไม่กรอบ ดอกมีขนาดเล็กเป็นฝอย อยู่รวมกันเป็นช่อดอก เมื่อดอกอ่อนจะมี สีเขียวอ่อน พออายุมากขึ้นดอกจะกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน ใบประดับของช่อดอก จะมีลักษณะเป็นแผ่นยาวเรียวส่วนปลายแหลม สั้นกว่า ความยาวของช่อดอกรากมีลักษณะเป็นเหง้าคล้ายข่า ขึ้นเป็นกอ กอละประมาณ 6 – 7 ต้น หรืออาจจะมากกว่านั้น แล้วแต่ขนาดของแต่ละกอ ขยายพันธุ์ด้วยหน่อที่เกิดจากรากเหง้า
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: เจริญเติบโตได้ดีในที่ ที่มีน้ำท่วมถึง

คุณสมบัติพิเศษ: นำต้นกกมาทอ มาสานเป็นเสื่อ




























บัวหลวง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Nelumbo nuclfera Gaertn.
ชื่อวงศ์: Nelumbonaceae
ชื่อสามัญ: Lotus, Sacred lotus, Egyptian
ชื่อพื้นเมือง: บุณฑริก ปุณฑริก ปทุม ปัทมา โกกระณต สัตตบุษย์ บัวฉัตรขาว สัตตบงกช บัวฉัตรชมพู โช้ค บัวอุบล
ฤดูที่ดอกบาน
: ตลอดปี
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ขึ้นในดินเหนียว ความชื้นสูง แสงครึ่งวัน - เต็มวัน
ลักษณะทั่วไป: ไม้โผล่เหนือน้ำ อายุหลายปี ลำต้นมีทั้งที่เป็นเหง้าใต้ดิน และเป็นไหลเหนือดิน ใต้น้ำ
ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปไข่ค่อนช้างกลม ขนาด 15-40 เซนติเมตร ขอบใบเรียบและเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบเรียบ สีเขียวและมีนวลเคลือบ ก้านใบกลมเรียวแข็งส่งใบให้เจริญที่ผิวน้ำหรือเหนือน้ำ มีหนามเป็นตุ่มเล็กๆ ภายในก้านใบมีน้ำยางใสเมื่อถูกอากาศเป็นสีคล้ำ
ดอกสีชมพู ขาว มีกลิ่นหอม ออกเป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ ก้านดอกสีเชียว อวบกลมส่งดอกชูขึ้นเหนือน้ำ กลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ มีทั้งกลีบดอกชั้นเดียวและกลีบดอกซ้อนกัน มีเกสรตัวผู้จำนวนมากติดอยู่รอบฐานรองดอกที่บวมขยายใหญ่ หุ้มรังไข่ไว้ภายในเรียกว่า "ฝักบัว" ดอกบานเต็มที่กว้าง 20-25 เซนติเมตร

ผลเป็นผลแห้ง แบบผลกลุ่มประกอบด้วยผลย่อยรูปกลมรีจำนวนมากอยู่ภายในฝักบัวรูปกรวย ในผลย่อยมีเมล็ดขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร เมล็ดล่อน
การใช้งานด้านภูมิทัศน์: ดอกสวย มีกลิ่นหอม ปลูกประดับสระน้ำหรือปลูกในกระถางทรงสูง
ประโยชน์: ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ เกือบทุกส่วนของบัวหลวงใช้ประโยชน์ได้ เช่น เป็นไม้ประดับ เมล็ดใช้เป็นอาหาร ใช้ในงานทางศาสนา และเป็นสมุนไพรรักษาโรค

เพิ่มเติม: บัวหลวงมีหลายพันธุ์มีชื่อเรียกต่างกันไปตามขนาดและลักษณะชองดอกคือ
ดอกเล็กสีขาว เรียก บัวปักกิ่งขาว บัวหลวงจีนขาว บัวเข็มขาว

ดอกเล็กสีชมพู เรียก บัวปักกิ่งชมพู บัวหลวงจีนชมพู บัวเข็มชมพู

ดอกสีขาว เรียก บุณฑริก ปุณฑริก

ดอกสีชมพู เรียก ปทุม ปัทมา โกกระณต

ดอกสั้นป้อมสีขาวกลีบซ้อน เรียก บัวสัตตบุษย์ บัวฉัตรขาว

ดอกสั้นป้อมสีชมพูกลีบซ้อน เรียก บัวสัตตบงกช บัวฉัตรสีชมพู








































ผักหนามน้ำ
ชื่อสามัญ Mocou mocou, moco moco, moko moko, mokumoku, malanga-gratter, arracacho, Yautia-madera, Arum lily.
ชื่อวงศ์ ARACEAE
ความสูง 3เมตร

ลักษณะทั่วไป พืชเขตร้อน ลำต้นมีหนามและอวบน้ำ ใบเรียวแหลมยาวได้ถึง 50 เซนติเมตร แต่ละช่อมีประมาณ 80เมล็ด ยางสีน้ำนมจากลำต้นสามารถใช้รักษาบาดแผลและเลือดกำเดาไหล
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม พบบริเวณริมแม่น้ำ น้ำท่วมถึง ได้ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม อาจพบบริเวณปากแม่น้ำก่อนออกสู่ทะเล ไม่ทนอากาศแห้งและอุณหภูมิต่ำต้องการแสงแดด อยู่ในร่มได้บ้าง อยู่ได้ในดินทุกชนิด ต้องการน้ำมากแต่ทนแล้งได้เล็กน้อย

คุณสมบัติพิเศษ เมล็ดสามารถนำมารับประทานได้ ใบเป็นอาหารของพะยูน




น้าวัวใบ
ชื่อวิทยาศาสตร์: Anthurium spp.
ชื่อวงศ์: ARACEAE
ชื่อสามัญ: Foliage Anthurium
ลักษณะทั่วไป: ลำต้นตั้งตรง ความยาวของปล้องจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดหรือพันธุ์ เมื่อยอดเจริญสูงขึ้นอาจพบรากบริเวณลำต้นและรากเหล่านี้จะเจริญยืดยาวลงสู่ เครื่องปลูกได้ก็ต่อเมื่อโรงเรือนมีความชื้นสูงพอ ลำต้นอาจเจริญเป็นยอดเดี่ยวหรือ แตกเป็นกอก็ได้
ใบ มีรูปร่างต่าง ๆ กัน เช่น รูปหัวใจ ดังเช่นที่พบในหน้าวัว หรือ รูปพายคล้ายใบของเขียวหมื่นปี และรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดดังที่พบใน เปลวเทียน แต่ไม่ว่าจะมีรูปร่างอย่างไรจะสังเกตเห็นว่าปลายใบแหลม ในพวกที่มี ใบกว้างเส้นใบจะเรียงตัวคล้ายร่างแห ขณะที่พวกซึ่งมีใบแคบเส้นใบจะเรียงตัว คล้ายเส้นขนาน แต่ทั้งนี้เส้นใบมักจะนูนขึ้นอย่างชัดเจน
ดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศคือ ดอกแต่ละดอกจะมี ทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย ดอกมีลักษณะเป็นดอกช่อโดยดอกรูปสี่เหลี่ยมข้าว หลามตัดจะเรียงอัดกันแน่นอยู่บนส่วนที่เรียกว่าปลี ดอกมีกลีบดอก 4 กลีบ สีของกลีบดอกมักจะเปลี่ยนไปเมื่อดอกบาน เช่น ในปลีของดอกหน้าวัว ส่วนใหญ่ จะพบว่า เมื่อดอกบาน สีของกลีบดอกจะเปลี่ยนจากสีเหลืองไปเป็นสีขาว ส่าหรับ จานรองดอกซึ่งมีสีสันที่สวยงามนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือใบประดับที่ติดอยู่กับโคน ช่อดอกหรือปลี จานรองดอกอาจมีสีขาว ส้ม ชมพูอมส้ม ชมพู แดง ม่วง และ สีเขียว หรือบางครั้งอาจพบจานรองดอกที่มีสีเขียวและ สีอื่นปนกันก็ได้
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ชอบแดดรำไร หรือแดดร่ม ชอบน้ำปานกลาง หากอยู่ในแดดจัดใบจะไหม้ได้

การใช้ประโยชน์:
-
ไม้ประดับ




ใบเงิน

ชื่อสามัญ Caricature Plant
ชื่อวิทยาศาสตร์ Graptophyllum pictum
วงศ์
ACANTHACEAE
ชื่ออื่น ทองคำขาว

ความสูง ประมาณ 2-4 เมตร

ลักษณะทั่วไป ไม้ขนาดเล็ก พุ่มขนาดกลาง แตกกิ่งสาขาออกจากโคนต้น และเจริญพุ่งตรงไปข้างบน ลำต้นกลมเล็ก สีขาวปนเทา ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ ๆ สลับกันตามลำต้น ใบเป็นรูปรี ปลายใบแหลมขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย

ขนาดใบกว้างประมาณ3-6 เซนติเมตรยาวประมาณ7-10 เซนติเมตรพื้นใบสีเขียวกลางใบปนด้วยสีขาวหรือเหลืองจาง ๆ ดอกออกดอกเป็นช่อ ตามส่วนยอดของลำต้น ลักษณะดอกเป็นหลอดยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร โคนหลอดจะมีกลีบดอก 3 กลีบ ดอกมีสีแดงเข้ม

สภาพแวดล้อม แสงแดดอ่อน รำไร ดินร่วนซุย ต้องการความชื้นสูง

คุณสมบัติพิเศษ คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นใบเงินไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเงินมีทอง นำใบเงินใบทองมาประกอบพิธีสำคัญทางศาสนา เช่น การทำน้ำพุทธมนต์ การขึ้นบ้านใหม่

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัยควรปลูกต้นใบเงินไว้ทางทิศตะวันออกหรือทิศใต้ก็ได้ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคารเพราะคนโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางใบ ให้ปลูกในวันอังคาร ถ้าจะให้เป็นมงคลยิ่งขึ้นนั้นควรปลูกต้นใบเงิน ใบทอง ใบนาก ไว้บริเวณเดียวกันหรือใกล้กันก็จะดียิ่งนัก












ใบทอง

ชื่อสามัญ Gold Leaves
ชื่อวิทยาศาสตร์
Graptophyllum pictum
วงศ์
ACANTHACEAE
ชื่ออื่น ทองนพคุณ ทองลงยา

ความสูง ประมาณ2-4 เมตร

ลักษณะทั่วไป ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก พุ่มขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาออกจากโคนต้นและเจริญพุ่งตรงขึ้นไปข้างบนลำต้นกลมเล็กมีสีขาวปนเทาใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกเป็นคู่ๆสลับกันตามข้อของลำต้นหรือกิ่งก้าน ใบคล้ายรูปหอกปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย พื้นใบมีสีเหลืองอ่อน ขอบใบจะมีรอยด่างเป็นสีเหลือง ขนาดใบกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร ดอกออกดอกเป็นช่อสั้น ออกตามส่วนยอดของลำต้น ลักษณะเป็นหลอดยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร โคนหลอดจะมีกลีบดอก 3 กลีบ ดอกมีสีม่วง

สภาพแวดล้อม แสงแดดอ่อน รำไร  ดินร่วนซุย ต้องการความชื้นสูง

คุณสมบัติพิเศษ คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นใบทองไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเงินมีทอง คนไทยโบราณได้นำใบเงินใบทองมาประกอบพิธีสำคัญทางศาสนาเช่นการทำน้ำพุทธมนต์การขึ้นบ้านใหม่

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัยควรปลูกต้นใบเงินไว้ทางทิศตะวันออกหรือทิศใต้ก็ได้ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคารเพราะคนโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางใบ ให้ปลูกในวันอังคาร ถ้าจะให้เป็นมงคลยิ่งขึ้นนั้นควรปลูกต้นใบเงิน ใบทอง ใบนาก ไว้บริเวณเดียวกันหรือใกล้กันก็จะดียิ่งนัก













ใบนาค

ชื่อสามัญ P. kewense
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pseuderanthemum atropurpureum.
วงศ์ ACANTHACEAE
ชื่ออื่น นาคนอก ทองสัมฤทธิ์

ความสูง 1-2 เมตร

ลักษณะทั่วไป ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลักษณะเป็นพุ่ม แตกกิ่งก้านสาขาออกจากโคนต้น และเจริญพุ่งตรงขึ้นไปข้างบน ลำต้นกลมเล็กสีขาวปนเทา ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ ๆ ตรงกันข้ามลักษณะใบคล้ายรูปหอก ปลายใบแหลมโคนใบสอบ

ขอบใบเรียบพื้นใบมีสีเขียวอมม่วงสีขาวม่วงสีชมพูเข้มปนคละกันไม่เป็นระเบียบขนาดใบกว้าง ประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อสั้นออกตามส่วนยอดลักษณะเป็นหลอดยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร โคนหลอดจะมีกลีบดอก 3 กลีบ ปลายดอกบานมีสีม่วง

สภาพแวดล้อม แสงแดดอ่อน รำไร  ดินร่วนซุย ต้องการความชื้นสูง

คุณสมบัติพิเศษ คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นใบทองไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเงินมีทอง คนไทยโบราณได้นำใบเงินใบทองมาประกอบพิธีสำคัญทางศาสนาเช่นการทำน้ำพุทธมนต์การขึ้นบ้านใหม่

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัยควรปลูกต้นใบเงินไว้ทางทิศตะวันออกหรือทิศใต้ก็ได้ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคารเพราะคนโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางใบ ให้ปลูกในวันอังคาร ถ้าจะให้เป็นมงคลยิ่งขึ้นนั้นควรปลูกต้นใบเงิน ใบทอง ใบนาก ไว้บริเวณเดียวกันหรือใกล้กันก็จะดียิ่งนัก







คล้าซิก้าร์
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calathea lutea (Aubl.) Mey.
ชื่อวงศ์ : MARANTACEAE
ความสูงของต้นไม้: สูง 2-5 เมตร
ผิวสัมผัส: ผิวสัมผัสหยาบ
ทรงพุ่ม: แตกกอ
ลักษณ์ทั่วไป: ลำต้นแตกเป็นกอมีเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบรูปไข่หรือรูปไข่กลับ กว้าง 25-30 ซม. แผ่นใบค่อนข้างหนาใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน เส้นกลางใบสีเขียวอ่อน ใต้ใบสีเขียวอมเทา มีนวลสีขาวปกคลุม ปลายใบแหลมโคนใบป้าน ขอบใบเรียบ ก้านใบกลมสีเขียวยาว 50-70 ซม. โคนต้นสีเขียวเคลือบน้ำตาล มีกาบใบแผ่คลุมลำต้น
ดอกเป็นช่อยาว 10-13 ซม. ออกจาซอกกาบใบก้านช่อดอกยาว 5-6 ซม. กาบรองดอกสีน้ำตาล เหลือบสีเขียวอ่อน ปลายกาบมีติ่งแหลม แต่ละกาบเรียงซ้อนเป็นวง ดอกย่อยสีเหลืองยาว 1.5 ซม. ยื่นออกจากกาบรองดอก
สภาพแวดล้อมที่เหมาะในการปลูก : เป็นไม้ชายน้ำ ชอบน้ำ
ลักษณะพิเศษของต้นไม้ : 1.ใบมีขนาดใหญ่ รูปทรง และสีสวย
2.
ดอกสวย นิยมตัดดอกมาจัดแจกันเนื่องจากมีสีสวยแปลกตา
















เต็ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Shorea obtusa Wall. ex Blume
ชื่อวงศ์ DIPTEROCAPACEAE
ชื่อพื้นเมือง กะเจ๊ก พะเจ๊ก (เขมรพระตะบอง) แงะ (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ) จิก (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เจื้อ (ละว้าเชียงใหม่) ประจั๊ด (เขมรบุรีรัมย์) ประเจิ๊ด (เขมรสุรินทร์) ล่าไน้ เหล่ไน้ (กะเหรี่ยง) แลเน่ย (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) อองเลี่ยยง (กะเหรี่ยงกาญจนบุรี) ชันตก (ตราด) เน่าใน (แม่ฮ่องสอน)
ความสูง สูง 10 - 20
ทรงพุ่ม เป็นพุ่มกว้าง โปร่ง

ผิวสัมผัส หยาบ

ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นเปลาตรง มีขนาดใหญ่ เส้น รอบวงมากกว่า 250 ซม. แต่ที่พบในป่าเต็งรังปัจจุบันส่วนใหญ่คดงอ เปลือกนอก สีน้ำตาลปนเทา แตกเป็นร่อง และเป็นสะเก็ดหนา มักตกชันสีเหลืองขุ่น เกาะเป็นก้อนตามรอยแตกของเปลือก เปลือกใน สีน้ำตาลแดง
ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับ ขนาด 4 - 7 x 10 - 16 ซม. โคนและปลายมน เนื้อใบหนา เป็นมันใบอ่อน มีขนประปราย เนื้อใบอ่อนสีน้ำตาลแดง ใบแก่ เกลี้ยงเป็นมัน ก่อนหลุดร่วงเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองเส้นแขนงใน

มี 12 - 15 คู่ ปลายเส้นส่วนมากจรดขอบใบ เส้นใบย่อยแบบขั้นบันได เห็นชัดทางด้านท้องใบ ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ดอก เล็ก ออกรวมกันเป็นช่อตามปลายกิ่ง ก้านช่อดอกมีขนนุ่ม ขอบโคนกลีบรองกลีบดอกเกยซ้อนกันแต่ไม่ติดเป็นเนื้อเดียวกัน กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ เวียนกันตามเข้มนาฬิกาเป็นรูปกังหัน ก้านดอกสั้นมาก ดอก สีขาว เกสรผู้ มี 20 - 25 อัน รังไข่ รูปรี ๆ ภายในแบ่งเป็น 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 2 หน่วย
ผล รูปไข่เล็ก ๆ ซ่อนตัวอยู่ในกระพุ้งโคนปีกผล ซึ่งมีปีกยาว 3 ปีก ปีกสั้น 2 ปีก ปีกยาวรูปขอบขนานแกมไข่กลับ ยาวประมาณ 6 ซม. มีเส้นตามยาวปีก 9 เส้น ผลอ่อน สีเขียว ผลแก่ สีน้ำตาลแดง
ระยะเวลาในการออกดอกและเป็นผล ออกดอกระหว่างเดือน มีนาคม
-พฤษภาคมก่อนออกดอกจะผลัดใบหมดต้น และจะผลิใบใหม่พร้อม ๆ กับช่อดอก เป็นผลระหว่างเดือน เมษายน-มิถุนายน
การใช้ประโยชน์ เนื้อไม้แปรรูป ใช้ทำหมอรองรางรถไฟ เสาขื่อ แวง กระดานพื้น
*
เป็นไม้ให้ใช้ในทางการศึกษา เพราะว่าปลูกยากโตช้า และรูปทรงต้นหรือพุ่มเรือนยอด ไม่มีส่วนโดดเด่นนัก อย่างไรก็ดี เป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่เคยทำเงินให้มากมายไม้ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างได้อย่างดี










ไผ่ฟิลิปปินส์

ชื่อวิทยาศาสตร์: Dracaena surculosa Lindl.
ชื่อวงศ์: AGAVACEAE
ชื่อสามัญ: Gold-dust dracaena, Spotted dracaena
ชื่อพื้นเมือง: อรชร
ลักษณะทั่วไป: ไม้พุ่มขนาดเล็ก พื้นใบสีเขียวเข้ม มีจุดปะสีขาวอมเหลืองหรือสีเหลือง ประกระจายทั่วไป ลำต้นกลมตรง แตกต้นอ่อนที่ส่วนโคนลำต้น  เจริญเติบโตเป็นกอ แตกกิ่งก้านสาขาตรงส่วนโคนของต้น ลักษณะของต้นจะกลมและตรง  จะแตกใบตรงส่วนยอดของลำต้น  ครั้งละ 2-3 ใบ
ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบแตกตรงส่วนยอดของลำต้น ครั้งละ 2-3 ใบ ใบรูปรีถึงรูปไข่ กว้าง 2-6 เซนติเมตร

ยาว 6-20 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแหลมถึงสอบ แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน มีจุดสีขาวปนเขียวอ่อนกระจายทั่วไป ก้านใบสั้น ดอกสีขาวนวล มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 18 เซนติเมตร โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ผลเป็นผลสด ทรงกลม ขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร สีส้ม เมล็ดสีขาวถึงน้ำตาล
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ชอบแสงแดดรำไร

คุณสมบัติพิเศษ: ทนร่มมากๆ สามารถปลูกในอาคารได้
ประโยชน์: ปลูกประดับทั่วไป







ระโดน

ชื่อวิทยาศาสตร์: Careya sphaerica Roxb.
ชื่อวงศ์: LECYTHIDACEAE
ชื่อสามัญ: Tummy-wood, Patana oak
ชื่อพื้นเมือง: กะนอน ขุย แซงจิแหน่ ปุย ปุยกระโดน ปุยขาว พุย ผ้าฮาด

ความสูง: สูง 6-10 เมตร  

ทรงพุ่ม: พุ่มกลมแน่นทึบ

ลักษณะทั่วไป: ไม้ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ โดยมากลำต้นมักเตี้ย กิ่งก้านสาขามาก เปลือกหนาแตกล่อนเป็นแผ่นๆ ปกติเปลือกสีเทา แต่มีไฟป่าเผาทุกปีจึงออกสีดำคล้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนกันตามปลายกิ่ง รูปไข่กลับ กว้าง 15 เซนติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบสอบ แผ่นใบบางและเหนียว ขอบใบหยักเล็กน้อย เส้นแขนงใบข้างละ 9-15 เส้น ก้านใบยาว 0.3-2.5 เซนติเมตร ใบแก่ก่อนร่วงสีแสด

ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกเดี่ยวๆหรือเป็นกระจุกๆละ 2-3 ดอก กลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ  สีขาวหลุดร่วงง่าย เกสรเพศผู้จำนวนมาก สีแดงปลายขาว เรียงเป็นชั้นๆ โคนเชื่อมติดกัน มีดอกพร้อมใบอ่อน ดอกบานเต็มที่กว้าง 6-8 เซนติเมตร ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อหลายเมล็ด ทรงกลม อวบน้ำ ขนาด 5-7 เซนติเมตร เมล็ดจำนวนมาก มีเยื่อหุ้ม ระยะการเป็นดอก-ผล ดอก ธ..-../ ผล มี..-..

การใช้งานด้านภูมิทัศน์: ปลูกในสวนสาธารณะจะมองเห็นทรงพุ่มเด่น ไม่ควรใช้ในลานจอดรถ เพราะผลค่อนข้างโตและผลัดใบ

นิเวศวิทยา: ป่าเบญจพรรณชื้น ป่าแดงและป่าหญ้า

ประโยชน์: เปลือกทำเชือก ใบรักษาแผล ดอกเป็นยาบำรุงภายหลังการคลอดบุตร ใบอ่อนรับประทานได้















หนวดปลาหมึกแคระ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Schefflera arboricola (Hayata) Hayata 'Compacta'
ชื่อวงศ์: ARALIACEAE

ความสูง: สูง < 2 เมตร

ทรงพุ่ม: ทรงพุ่มกลม

ลักษณะทั่วไป: ไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านจำนวนมาก ใบเป็นใบประกอบรูปฝ่ามือ เรียงสลับ มีใบย่อยแตกออกจากก้านใบที่จุดเดียวกัน 7-11 ใบ   ใบย่อยรูปไข่กลับ กว้าง 4-6 เซนติเมตร ยาว 4.5-11 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มผิวเกลี้ยงเป็นมัน ก้านใบย่อยสีเขียวอ่อน ดอกสีชมพู ออกเป็นช่อแบบช่อซี่ร่มเชิงประกอบที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยมีขนาดเล็ก ผลเป็นผลสด มีเมล็ดเดียว แข็ง สีดำ

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ขึ้นได้ในดินทั่วไป ความชื้นปานกลาง แดดรำไร

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ : ทรงพุ่มสวย ปลูกลงกระถางประดับในอาคาร หรือปลูกในสวน บริเวณที่มีแสงปานกลาง-รำไร เช่น ริมน้ำตก ลำธาร สระว่ายน้ำ หรือริมถนน ทางเดิน