Is owner
View only
Upload & Edit
ตำนานกษัตริย์ตอนที่ 4.doc
Download
Share
Add to my account
Buy ads here

94



ตำนานกษัตริย์ตอนที่ ๔ / เป๊ปซี่ดีที่สุด

เจ้าฟ้าภูมิพลเกิดขึ้นมาท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บในวันที่ 5 ธันวาคม 2470 ที่บรูคลิน ย่านของผู้มีอันจะกินแถบชายเมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาจูเส็ตส์ สหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งห่างไกลจากอากาศเมืองร้อนและท้องพระโรงประดับทองในกรุงเทพฯ เมืองหลวงของสยาม ที่นั่น รัชกาลที่ 7 ซึ่งเป็นลุงของพระองค์กำลังดิ้นรนต่อสู้อยู่กับกระแสความทันสมัยเพื่อความอยู่รอดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

รัชกาลที่ 7 เพิ่งสืบทอดราชบัลลังก์มาได้ไม่นานหลังจาก 15 ปีที่เป็นหายนะในสมัยรัชกาลที่ 6 ผู้เป็นพระเชษฐา ท้องพระคลังว00">5 ธันวาคม 7 มีเหตุอันควรต้องเกรงการลุกฮืออย่างที่ส่งผลให้อำนาจของสถาบันกษัตริย์ในยุโรปถูกลิดรอนมาแล้ว และถึงขั้นที่ทำให้ราชบัลลังก์ถูกขจัดออกไปโดยสิ้นเชิงเช่นในรัสเซียและจีน

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาทพระอนุชาทรงมีจดหมายถึงรัชกาลที่ 6 ผู้เป็นพระเชษฐา เมื่อเดือนเมษายน 2460 เพื่อเตือนสติรัชกาลที่ 6 มีความว่า..

สถานการณ์ที่บีบให้พระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียต้องสละราชบัลลังก์นั้นเกิดจากน้ำมือของพระเจ้าซาร์เอง เพราะพระองค์ทรงปฏิเสธที่จะปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มก้าวหน้าต่างๆ ซึ่งกำลังเสียงดังมากขึ้นทุกขณะ และทรงปฏิเสธที่จะสมานฉันท์กับพวกเขาให้ทันต่อเวลา พระราชวงศ์ไม่สามารถต่อกรกับพวกฝ่ายก้าวหน้าได้หรอก อาจมีคำถามว่าทำไมพระราชวงศ์จึงไม่ควรฟังฝ่ายอนุรักษ์นิยมด้วยเล่า เนื่องจากพวกเขาเองก็อยู่ ณ จุดนั้นเช่นเดียวกัน คำตอบก็คือ พวกอนุรักษ์นิยมนั้นไม่สามารถคุกคามกษัตริย์ได้ เนื่องเพราะมันขัดต่อความเชื่อของพวกเขา ขณะที่พวกก้าวหน้าสามารถทำได้ทุกอย่าง และดังนั้นเองเราจึงต้องใคร่ครวญถึงพวกก้าวหน้าให้มากกว่าพวกอนุรักษ์นิยม ความขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายนี้เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่พวกอนุรักษ์นิยมไม่สามารถเอาชัยชนะพวกก้าวหน้าได้เลย และการควบคุมพวกก้าวหน้าไว้ก็ทำได้แต่เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะในท้ายที่สุด การณ์จะต้องเป็นไปตามที่พวกฝ่ายก้าวหน้าปรารถนา



กระนั้นก็มีชั่วขณะหนึ่งที่ รัชกาลที่ 7 ต้องทรงหันเหความคิดของพระองค์ไปยังทารกในบอสตันที่อยู่ห่างไกล มีแต่กษัตริย์และพราหมณ์ที่ปรึกษาเท่านั้นที่สามารถเลือกชี่อให้กับพระราชวงศ์ชั้นสูงที่ประสูติมาได้ หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ชื่อนั้นถูกส่งไปทางโทรเลข ภูมิพล อดุลยเดช หรือ พลังแผ่นดิน อำนาจไร้เทียมทาน และเจ้าฟ้าภูมิพลเป็นกษัตริย์ไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ทรงพระราชสมภพในสหรัฐอเมริกา

พระราชบิดาของเจ้าฟ้าของภูมิพลคือเจ้าฟ้ามหิดล กรมหลวงสงขลานครินทร์ ผู้เป็นพระอนุชาต่างมารดาของรัชกาลที่ 7 เจ้าฟ้ามหิดลประสูติในปี 2435 เป็นพระโอรสองค์ที่ 69 ของรัชกาลที่ห้า กับพระนางเจ้าสว่างวัฒนา มเหสีคนที่สองหลังจากได้สถาปนาทั้งหมดสามคน พระองค์เจ้ามหิดลจึงเป็นชั้นเจ้าฟ้า ซึ่งมีคุณสมบัติที่จะสืบราชบัลลังก์ได้ แต่พระองค์รั้งอยู่ลำดับที่หกของผู้มีสิทธิในขณะนั้น ซึ่งทำให้พระองค์มีโอกาสน้อยมากที่จะได้เป็นกษัตริย์ เมื่ออายุได้ 12 ชันษา เจ้าฟ้ามหิดลถูกส่งไปอังกฤษ เพื่อเข้าเรียนที่แฮร์โรว์ หลังจากนั้นสองปีทรงถูกย้ายไปโรงเรียนทหารที่เยอรมัน ในปี 2457 หลังรัชกาล หลังจากรัชกาลที่ 5 สวรรคตไปได้สี่ปีหลังจากครองราชย์มายาวนานถึง 42 ปี เจ้าฟ้ามหิดลก็จบการศึกษาและเสด็จกลับประเทศไปรับตำแหน่งสูงในกองทัพเรือที่กำลังเติบโตของสยาม

ในปี 2460 พระองค์ตัดสินใจไปเรียนแพทย์ที่ฮาร์เวิร์ด ขณะที่อยู่นั่น ได้ตกหลุมรักกับนางสาวสังวาลย์นักศึกษาพยาบาล เธอเป็นสามัญชน มีเชื้อจีน เกิดมาในครอบครัวยากจนเมื่อปี 2443 ที่ฝั่งธนบุรี เมื่อกำพร้าได้ไม่กี่ปีหลังจากนั้นเธอก็ถูกถวายตัวเข้าวังเมื่ออายุได้เจ็ดขวบ เพื่อไปรับใช้พระนางเจ้าส่วางวัฒนาพระราชมารดาของเจ้าฟ้ามหิดล ผู้ซึ่งต่อมาได้ส่งหญิงสาวสมองดีคนนี้ไปเรียนที่วิทยาลัยซิมมอนส์ที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา แล้วทั้งคู่ก็รักกันที่เมืองบอสตัน ทั้งๆที่ทางพระราชวังคัดค้านการแต่งงานอย่างเป็นทางการกับคนนอกราชวงศ์ แต่เนื่องจากคุณสังวาลย์เป็นที่โปรดปรานของพระนางเจ้าสว่างวัฒนาและเจ้าฟ้ามหิดลเองก็คงไม่มีโอกาสขึ้นเป็นกษัตริย์เพราะอยู่ถึงลำดับที่หก ในที่สุดทั้งสองจึงได้แต่งงานกันอย่างเป็นทางการแล้วเธอได้รับฐานันดรที่แม้จะค่อนข้างต่ำแต่ก็เป็นที่นบนอบ เรียกว่าหม่อมสังวาลย์ หลังจากสมรส ในปี2463 ทั้งสองเดินทางไปทั่วทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ทั้งเพื่อการศึกษา ท่องเที่ยวและเพื่อปฏิบัติภารกิจเป็นบางครั้ง ลูกคนแรกของทั้งคู่เกิดที่ลอนดอนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2466 เป็นลูกสาวชื่อว่า กัลยาณิวัฒนา

เจ้าฟ้ามหิดลมักป่วยออดๆ แอดๆ เหมือนพี่น้องของพระองค์ส่วนใหญ่ บางคนบอกว่าเป็นเพราะการแต่งงานกันเองในราชวงศ์ที่เชื้อสายใกล้ชิดกัน มเหสีที่เป็นทางการทั้งสามคนของรัชกาลที่ 5 ล้วนเป็นน้องสาวต่างมารดาของพระองค์เอง(ซึ่งมีพ่อคนเดียวกันคือรัชกาลที่4) และพระโอรสหลายพระองค์ของพวกเขาต่างก็เสียสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังเป็นทารก ในปี 2468 ครอบครัวมหิดลย้ายไปอยู่ที่ไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมัน เพื่อให้เจ้าฟ้ามหิดลได้เข้ารับการรักษาพระองค์ที่นั่น วันที่ 20 กันยายน 2468 ซึ่งเป็นวันเกิดของรัชกาลที่ 5 หม่อมสังวาลย์ก็คลอดลูกชาย ชื่อว่า อานันทมหิดล

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญมากขึ้นในอีกสองเดือนต่อมา เมื่อรัชกาลที่ 6 สวรรคตโดยปราศจากรัชทายาท โดยในช่วงห้าปีก่อนหน้านั้น พระเชษฐาต่างมารดาของเจ้าฟ้ามหิดลที่อยู่ในชั้นเจ้าฟ้าสิ้นพระชนม์ไปสามพระองค์ โดยที่เจ้าฟ้ามหิดลยังอยู่ในวัยสามสิบและเนื่องจากกษัตริย์องค์ใหม่คือ รัชกาลที่ 7 ก็ไม่มีพระโอรส เจ้าฟ้ามหิดลจึงขยับมาอยู่ในลำดับที่สองของการสืบราชสมบัติ ทว่าพระองค์กลับไม่ได้ให้ความสนพระทัยต่อเรื่องนี้มากนัก เจ้าฟ้ามหิดลทรงใช้เวลากว่าครึ่งหนึ่งของ 33 ชันษาของพระชนม์ชีพประทับอยู่นอกสยาม ห่างออกจากความเป็นไปในราชสำนัก ว่ากันว่าเจ้าฟ้ามหิดลเองก็มีความเห็นวิพากษ์วิจารณ์เป็นการส่วนพระองค์ต่อสถาบันกษัตริย์ที่ผูกมัดตามแบบแผนประเพณี และทรงพอพระทัยแนวทางของประชาธิปไตยแบบอเมริกันมากกว่า เชื่อกันว่าพระองค์เต็มพระทัยที่จะยกสิทธิของพระองค์ให้กับพระอนุชาต่างมารดาผู้ทรงอำนาจและเคร่งครัด คือเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ พระโอรสของพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีมเหสีองค์ที่สามของรัชกาลที่ 5หลังจากพิธีราชาภิเษกของรัชกาลที่ 6ในปี 2469 เจ้าฟ้ามหิดลก็เสด็จกลับฮาร์เวิร์ด เพื่อทรงศึกษาต่อในวิชาแพทย์ พระองค์มีพระประสงค์ที่จะนำการแพทย์สมัยใหม่สู่สยาม

เจ้าฟ้ามหิดลและหม่อมสังวาลย์ รักสหรัฐอเมริกา พวกเขามีบ้านหลังใหญ่ในย่านชนชั้นสูงบรูคลิน มีรถลิมูซีนหรู และพี่เลี้ยงที่คอยดูแลลูกๆและงานบ้าน หม่อมสังวาลย์ ศึกษาศิลปะการเลี้ยงลูกและการดูแลครอบครัวแบบสมัยใหม่ ครอบครัวมหิดลขับรถตระเวนทั่วชนบทของนิวอิงแลนด์และบางครั้งก็ได้รับการดูแลโดย ฟรานซิส แซร์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาชาวอเมริกันของราชสำนักและเป็นลูกเขยของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน

เจ้าฟ้าภูมิพลเป็นโอรสองค์ที่สามและเป็นองค์สุดท้องของครอบครัว แมัว่าหม่อมสังวาลย์จะเป็นสามัญชนแต่พระโอรสทั้งสองก็ยังได้รับฐานะสูงส่งเช่นเจ้าชาย ปลายปี 2470 รัชกาลที่ 7 ทรงประกาศว่าพระโอรสทุกพระองค์ของพระเชษฐาและพระอนุชาชั้นเจ้าฟ้า และที่ต่างพระมารดา ลุงและอา (ที่อยู่ในชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า) ของพระองค์ ไม่ว่าจะเกิดจากพระมารดาที่มีสถานะใด จะได้รับการขนานนามเป็น พระองค์เจ้า ซึ่งรองลงมาจากชั้นเจ้าฟ้า และมีโอกาสยกสถานะสูงขึ้นไปอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยถือปฏิบัติกันมาก่อน ทว่าเป็นนโยบายที่แนบเนียนในการเปลี่ยนสายเลือดที่ถือว่าไม่บริสุทธิ์เพื่อความอยู่รอดของราชวงศ์จักรี พี่น้องทั้งหกของเจ้าฟ้ามหิดลมีพระโอรสเพียงแค่สองพระองค์ ทั้งยังไม่ใช่เลือดของราชวงศ์จักรีล้วนอีกต่างหาก เจ้าฟ้าจักรพงษ์ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วมีพระโอรสหนึ่งองค์ คือ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งมีมารดาเป็นชาวรัสเซีย และเจ้าฟ้าจุฑาธุชที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วก็มีพระโอรสหนึ่งพระองค์คือพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชซึ่งมีมารดาเป็นนางกำนัล ดังนั้นเพื่อให้ราชวงศ์จักรีสามารถสืบต่อไปได้อย่างมั่นคงรัชกาลที่7จึงทรงต้องยกสถานะของบรรดาเชื้อพระวงศ์ที่เป็นโอรสของชั้นเจ้าฟ้าเพื่อให้เกิดตัวเลือกระดับพระองค์เจ้า 11 พระองค์ ซึ่งรวมถึงพระโอรสทั้งสองจากครอบครัวมหิดลดัวย

ถึงกระนั้น เจ้าฟ้ามหิดลก็ยังรักษาระยะห่างจากกำแพงอันปกปิดแน่นหนาของราชสำนัก พระองค์ไม่ประสงค์ให้พระโอรสของพระองค์ต้องผูกติดอยู่กับพิธีกรรมและได้รับการปฏิบัติเยี่ยงเทวดา เมื่อทรงประชวรอย่างหนักในปี 2471 พระองค์ทรงขอร้องให้ฟรานซิส แซร์ช่วยป้องกันไม่ให้พระโอรสของพระองค์ต้องขึ้นเป็นกษัตริย์หากพระองค์สิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้ามหิดลมีพระชนม์อยู่จนจบจากฮาร์เวิร์ด และเสด็จกลับกรุงเทพฯ ที่ซึ่งบนท้องถนนคึกคักไปด้วยการสนทนาถึงพระองค์ในฐานะผู้สืบราชบัลลังก์ ผู้คนมองว่าพระองค์ฉลาด แต่เอาแน่เอานอนไม่ได้ และอ่อนเชิงทางการเมืองกว่ารัชกาลที่7 ซึ่งก็ไม่มีความเด็ดขาด ส่วนคนอื่นๆก็วิจารณ์กำพืดของพระชายาของพระองค์ และพระองค์ก็มักจะประชวรอยู่บ่อยๆ ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะนำพาให้สถาบันกษัตริย์ต้องเผชิญความเสี่ยงอีก และสำหรับในแวดวงเชื้อพระวงศ์และนักการทูตแลัว กล่าวกันว่าพระองค์มีพระทัยเอนเอียงไปทางดัานสาธารณรัฐหรือระบอบมี่มีประมุขจากสามัญชนที่มาจากการเลือกตั้งหรือระบอบประธานาธิบดี โดยทรงชื่นชมการมีสิทธิออกเสียงโดยถ้วนหน้าของชาวอเมริกัน ถึงกระนั้น พระองค์ก็ยังมีผู้สนับสนุนจำนวนมาก ส่วนหนึ่งด้วยความกลัวต่ออีกทางเลือกหนึ่ง คือ เจ้าฟ้าบริพัตร ที่ควบคุมกองทัพสยาม

เจ้าฟ้ามหิดลทรงหวังที่จะทำงานเป็นแพทย์ แต่สถานะความเป็นเจ้าฟ้าก็แทรกแซงไปทุกขั้นตอน การตรวจไข้ก็ต้องใช้ราชาศัพท์ ที่น้อยคนนอกราชสำนักจะเข้าใจ ในฐานะว่าที่เจ้าเหนือหัว เจ้าฟ้ามหิดลจะสัมผัสได้ก็แต่ส่วนสูงสุดของคนไข้เท่านั้น คือ ศีรษะ ในเดือนเมษายน 2472 เจ้าฟ้ามหิดลเสด็จเชียงใหม่เพื่อเรียนรู้ ฝึกฝนการแพทย์ที่โรงพยาบาลที่ดำเนินการโดยชาวอเมริกัน และ24 วันหลังจากนั้น พระองค์ก็ประชวรและเสด็จกลับกรุงเทพฯ และสิ้นพระชนม์ในเดือนกันยายน ขณะมีพระชนม์เพียง 37 ชันษา ( 24กันยายน เป็นวันมหิดล )

กฎมณเฑียรบาลปี 2467 นั้น ไม่มีความชัดเจนว่าการสืบราชบัลลังก์จะไปในทางใด จะเป็นเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ ซึ่งเป็นเจ้าฟ้าที่ยังเหลืออยู่ของรัชกาลที่ 5 หรือเจ้าฟ้าอานันทมหิดลที่เพิ่งกำพร้าพระราชบิดา ทั้งยังมีตัวเลือกรองๆลงไปอีก และสุดท้ายก็จึงยังไม่มีการตัดสินใจใดๆในตอนนั้น ทว่าจู่ๆเจ้าฟ้าอานันท์ซึ่งมีพระชนม์ 4 ชันษาก็ทรงได้รับการปฏิบัติเยี่ยงว่าที่กษัตริย์ และเจ้าฟ้าภูมิพลที่มีพระชนม์ 2 ชันษาก็ได้จ่อคิวที่จะขึ้นครองราชบัลลังก์ด้วย หม่อมสังวาลย์ผู้เป็นหม้ายได้รับฐานันดรใหม่ว่า หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา(เพื่อให้ดูว่ามีชาติสกุลของพวกศักดินาบ้าง) โดยผู้ที่ปกป้องสถานะราชนิกูลให้กับหม่อมสังวาลย์ก็คือพระนางเจ้าสว่างวัฒนาที่แน่วแน่ในการที่จะให้เลือดเนื้อเชื้อไขของพระนางเป็นผู้สืบราชบัลลังก์

ครอบครัวมหิดลพักอยู่ที่วังสระปทุมอันกว้างขวางของพระนางเจ้าสว่างวัฒนาในคฤหาสน์ไม้ริมคลองแสนแสบ ใกล้ศูนย์กลางเมืองบางกอก (ตรงข้ามสยามแควร์กินพื้นที่สยามดิสคัพเวอรี่,สยามเซ็นเตอร์และสยามพาราก้อนซึ่งเป็นทำเลที่แพงที่สุดในประเทศราคาประเมินตารางวาละเกือบหนึ่งล้านบาท ต่อมาเป็นของพระราชชนนี และปัจจุบันเป็นของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี) ชีวิตแวดล้อมไปด้วยพยาบาล คนรับใช้ นางสนองพระโอษฐ์ และครูฝรั่ง ด้วยอิทธิพลทางความคิดเรื่องการเลี้ยงดูลูกแบบอเมริกันสมัยใหม่ หม่อมสังวาลย์จึงจัดการเลี้ยงดูพระโอรส ของเธอด้วยตนเอง เจ้าฟ้าอานันท์และเจ้าฟ้าภูมิพลทรงได้รับอนุญาตให้วิ่งเล่นในสวนสระปทุมได้เต็มที่ ทรงได้เล่นของเล่นจากยุโรปและอเมริกา ได้เล่นน้ำในสระขนาดเล็ก และเกลือกดินโคลนในสวนได้ ทรงมีแมว หมาและลิงเป็นสัตว์เลี้ยง ในวาระวันพระราชสมภพ มีการจัดงานเลี้ยงใหญ่โตในสวนสำหรับเด็กๆ และพ่อแม่ ทั้งไทยและฝรั่งพร้อมการละเล่นต่างๆ การขี่ม้า และการแต่งแฟนซี ครอบครัวมหิดลได้รับความสะดวกกายที่ทันสมัยที่สุดและกินอาหารตะวันตกพอๆกับที่กินอาหารไทย เค้ก แซนด์วิช และนมคืออาหารประจำมื้อเช้าและเที่ยง แทนก๋วยเตี๋ยวและข้าวที่เป็นอาหารหลักของชาวสยาม เช่นเดียวกับชนชั้นสูงสยามส่วนใหญ่ พวกเขามีเสื้อผ้าแบบตะวันตกและจะแต่งตามประเพณีไทยก็ต่อเมื่อมีงานพิธีและงานเลี้ยงเท่านั้น ครอบครัวมหิดลเดินทางท่องเที่ยวไปยังชายทะเล สวนสัตว์ และงานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อยู่เป็นประจำ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลปรนนิบัติพระโอรสเหมือนเป็นว่าที่กษัตริย์ ในฤดูร้อน พวกเขาก็จะไปตากอากาศที่หัวหินเหมือนชนชั้นสูงอื่นๆพระโอรสก็ได้เรียนหนังสือที่บ้านกับกลุ่มเด็กในวัยเดียวกันทั้งไทยและฝรั่ง โดยมีครูทั้งไทย อังกฤษและอเมริกัน หม่อมสังวาลย์ตั้งใจแน่วแน่ให้พระโอรสศึกษาภาษาอังกฤษ ครั้นถึงปี 2473 เจ้าฟ้าอานันท์ก็เข้าเรียนที่โรงเรียนคาธอลิคของชนชั้นสูงคือ มาแตร์เดอี และสองปีต่อมา เจ้าฟ้าภูมิพลก็ทรงตามไปเรียนที่เดียวกัน

เจ้าฟ้าอานันท์ทรงออกสังคมในฐานะว่าที่ธรรมราชา พร้อมด้วยพระอนุชาภูมิพลอยู่เคียงข้างพระองค์ ครอบครัวมหิดลเข้าร่วมในพระราชพิธีเป็นบางครั้ง และหม่อมสังวาลย์ก็สอนให้ลูกรู้จักพื้นฐานศาสนาพุทธของสยาม พาพระโอรสไปวัดและเล่าเรื่องราวในศาสนาพุทธให้ฟัง ในวันพระราชสมภพ พระโอรสทรงทำบุญตักบาตร ทรงปล่อยนกปล่อยปลา ในปี 2475 อานันท์เริ่มศึกษาศาสนาพุทธจากพระรูปหนึ่งผู้ซึ่งต่อมาภายหลังก็ได้เป็นสังฆราชบทเรียนบทหนึ่งตามที่เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาพระเชษฐภคินีของพระองค์ทรงราลึกได้ก็คือ การฆ่าแม้กระทั่งยุงก็เป็นบาป

เจ้าฟ้าอานันท์ดูเหมือนจะไม่ได้ทรงตระหนักถึงสถานะที่พิเศษของพระองค์เองจนกระทั่งวันหนึ่งในปี 2474 เมื่อเสด็จกลับจากโรงเรียน ทรงถามพระมารดาว่า ทำไมทุกคนจึงเรียกพระองค์ว่า องค์แปด เมื่อพระมารดาอธิบายว่าพระองค์อาจจะได้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของสยาม เจ้าฟ้ากัลยาณีบอกว่าเจ้าฟ้าอานันท์ถึงกับล้มป่วย ดูเหมือนว่าพระองค์จะสืบทอดความอ่อนแอจากพระราชบิดาและพระประยูรญาติ พระองค์มักจะประชวรอยู่บ่อยๆ และฟกช้ำง่ายเวลาเล่น จนทำให้ต้องขาดเรียน แพทย์ประจำพระองค์เรียกภาวะนี้ว่า เลือดจาง

ชีวิตในวังสระปทุมเริ่มมีความยากลำบากในปี 2474-2475 หม่อมสังวาลย์ไม่สามารถทนอากาศร้อนของบางกอกได้ การเมืองทวีความตึงเครียด เศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐฯ ส่งผลสะเทือนให้รัฐบาลเริ่มประสบปัญหาทางการเงิน เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงกำหนดภาษีใหม่ๆ เอากับชนชั้นกลาง แต่ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง เมื่อรัชกาลที่ 7 ไม่สามารถรับมือกับความซับซ้อนของภาวะเศรษฐกิจโลกที่ระส่ำระสายได้ ข้าราชการพลเรือนและทหารกลุ่มหนึ่งก็ทำการยึดอำนาจและจัดตั้งรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในทางสาธารณะ รัชกาลที่ 7 นั้นทรงยอมรับระบอบรัฐธรรมนูญ แต่เชื้อพระวงศ์รอบตัวพระองค์ไม่ยอมแพ้ ขณะที่พวกเขาวางแผนที่จะฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับคืนมานั้น ในเดือนเมษายน 2476 ครอบครัวมหิดลก็เก็บข้าวของและย้ายไปอยู่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน พวกเขาอยู่ที่นั่นจนถึงปี 2488 เป็นเวลากว่าสิบปีนับจากรัชกาลที่ 7 สละราชสมบัติ และเจ้าฟ้าอานันท์ได้สืบราชบัลลังก์ โดยเจ้าฟ้าภูมิพลมีสิทธิในลำดับถัดมา

การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ไม่ได้เป็นแต่เพียงปฏิกิริยาต่อวิกฤติเศรษฐกิจและการบริหารที่ผิดพลาดอย่างเห็นแก่ตัวของเชื้อพระวงศ์เท่านั้น รัชกาลที่ 7 ทรงขึ้นครองราชย์ในช่วงเวลาพอดีกับกระแสสมัยใหม่ที่ใช้เหตุใช้ผลเผชิญหน้ากับขนบประเพณีและความเชื่อที่เป็นฐานอำนาจของราชวงศ์จักรี กษัตริย์พระองค์ก่อนคือรัชกาลที่ 6 ได้ลองพยายามหันเหสถาบันกษัตริย์ให้เป็นไปในทิศทางชาตินิยมทางทหารแบบยุโรปหรือญี่ปุ่น ทว่าแนวทางนี้ก็มีอันต้องพับไปเนื่องจากความไม่เป็นงานของรัชกาลที่ 6 เอง อีกทั้งยังได้รับการแข็งขืนไม่เอาด้วยจากบรรดาเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงซึ่งยึดมั่นเหนียวแน่นกับความเชื่อที่ว่ากษัตริย์ผู้ทรงธรรมตามประเพณีแห่งสยามนั้นเป็นหัวใจของแผ่นดิน วัฒนธรรมและชีวิต รัชกาลที่ 7 กับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงสร้างรัชสมัยของพระองค์ส่วนใหญ่บนฐานประเพณีแห่งการรวมศูนย์อำนาจและการเทิดทูนความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ ในปี 2475 วิกฤติทางการเงินของทั้งโลกได้นำพาให้ราชบัลลังก์จักรีต้องปะทะกับโลกสมัยใหม่ และท้ายที่สุดก็ต้องยอมแพ้ แต่ประเพณีเป็นสิ่งที่ยากจะทาให้ดับสูญและแทนที่ด้วยรัฐสมัยใหม่ได้ ชาวบ้านในชนบทก็ยังมีความเชื่อไม่ต่างไปจากเหล่าเชื้อพระวงศ์ว่าสากลโลกอันเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาจะสมดุลมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อมีกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจทรงพระปรีชาและทรงธรรมเป็นผู้ปกครองเท่านั้น ความเชื่อเช่นนี้ และการบริหารจัดการความเชื่อนี้อย่างแยบยลนี่เอง ที่กลายเป็นฐานให้รัชกาลที่ 9 ทรงทำการฟื้นฟูกลับขึ้นมาอีกในอีกยี่สิบสามสิบปีต่อมา

ในระหว่างนั้นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นศูนย์กลางจักรวาลของประชาชนไทย ก็ได้ประทับอย่างสงบในโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ อาจทรงครุ่นคำนึงถึงชีวิตของพระองค์เองที่มีสองตัวตน ตัวตนหนึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยยุโรปในยุคหลังสงคราม อีกตัวตนหนึ่งที่คุ้นเคยน้อยกว่าคือ ธรรมราชาผู้สูงส่งของประเทศไทย อันเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่อลังการ อนุรักษ์ และแวดล้อมด้วยผู้อาวุโสที่เน้นย้ำแต่สิ่งเก่าแก่โบร่ำโบราณ

ในหลวงอานันท์ทรงละล้าละลังในบทบาทของธรรมราชา แต่หลังจากการสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 แล้ว ในหลวงภูมิพลพระองค์ใหม่ได้ทรงแสดงความมุ่งมั่นในหน้าที่อย่างเข้มแข็ง (หรือบางคนเชื่อว่าเป็นการสำนึกผิด)ที่จะสืบบัลลังก์ เพราะมันไม่ใช่เป็นเพียงการซื้อเวลาเพื่อจะหาทางออกในอนาคต การที่ในหลวงภูมิพลไม่แย้มพระสรวลในสาธารณะเกือบตลอดช่วงห้าสิบปีต่อมาแสดงให้เห็นว่าพระองค์มีความตั้งพระทัยที่จะครองราชสมบัติอย่างเต็มที่โดยเด็ดขาดและถาวรแบบมืออาชีพโดยไม่ลังเลอีกต่อไป ในหลวงภูมิพลเหมาะกับการเป็นกษัตริย์มากกว่าในหลวงอานนท์อยู่แล้ว เพราะพระองค์ทรงมีวินัยในการทำงานมากกว่าและเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่มากกว่า โดยเฉพาะพระราชชนนีศรีสังวาลย์

ที่สวิตเซอร์แลนด์ ในหลวงภูมิพลทรงประทับอยู่ในแวดวงคนไทย ไม่ใคร่ได้ทรงย่างกรายเข้าไปสัมผัสชีวิตยุโรปมากนักซึ่งหมายถึงแนวความคิดต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในเวลานั้น พระองค์ทรงโปรดยุโรป แต่ไม่ได้ทรงกังวลมากนักกับการต้องไปใช้ชีวิตในพระบรมมหาราชวังที่กรุงเทพฯ พระองค์ไม่ได้ทรงมีท่าทีทะยานอยากมากนัก ดังนั้นจึงดูเหมาะกับกรอบการเป็นกษัตริย์

ช่วงที่ประทับอยู่กับพระชนนีที่ วิลลาวัฒนาเมืองโลซานน์ในระหว่างปี 2489-2493 จึงเป็นเหมือนการรอเวลาเพื่อเตรียมตัวขึ้นครองราชบัลลังก์ ในหลวงภูมิพลทรงใช้เวลาเรียนรู้วัฒนธรรมไทยและราชสำนัก ทรงเลิกเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อหันมาศึกษาหลักสูตรวิชาการเมือง การปกครองและกฎหมายที่จัดถวายแก่พระองค์โดยเฉพาะ

พระองค์ได้กลายเป็นพระมหากษัตริย์และทรงมีชีวิตเป็นไปเยี่ยงพระราชา มีมหาดเล็กคุกเข่าปลุกพระองค์ทุกเช้า แทนที่จะเป็นพระชนนี เสวยครัวซองต์และกาแฟบนพระแท่นบรรทม ทุกคนยกเว้นพระราชชนนีจะต้องกราบบังคมทูลต่อพระองค์ด้วยคำว่าพระองค์ และจะต้องระมัดระวังที่จะไม่ไปถูกต้องพระวรกายของพระเจ้าอยู่หัว

ในหลวงภูมิพลทรงได้รับการสื่อสารจากผู้สำเร็จราชการฯ ที่กรุงเทพฯ อยู่เป็นประจำถึงการตัดสินใจต่างๆ ที่กระทำไปในพระปรมาภิไธยของพระองค์ โดยมีราชเลขาธิการคอยดูแล มีผู้มาเยี่ยมเยียนอยู่เนื่องๆ ทำให้ในหลวงและพระราชชนนีทรงรับรู้ความเป็นไปทางการเมืองที่กรุงเทพฯ หลายคนขอให้ในหลวงและพระชนนีทำการแทรกแซง ซึ่งในจำนวนนี้มีนายปรีดีรวมอยู่ด้วยเมื่อต้นปี 2490 ตามด้วยหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์(ท่านชิ้น) ผู้ที่พยายามอย่างหนักที่จะสมานฝ่ายเจ้ากับนายปรีดี หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์เขียนบันทึกหนา 120 หน้าเกี่ยวกับการเมืองยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ในหลวงภูมิพลอ่าน โดยบอกเล่าถึงการที่มรว.เสนีย์ ปราโมชกับพรรคประชาธิปัตย์ ใส่ร้ายนายปรีดีในกรณีสวรรคตเพื่อช่วงชิงอำนาจ ท่านชิ้นยังได้เสนอคำอธิบายว่าในหลวงอานันท์น่าจะยิงพระองค์เองโดยอุบัติเหตุอีก และเขียนถึงนายปรีดีในภายหลังว่า “จากการเข้าเฝ้าในหลวงและพระราชชนนีในครั้งนี้ ผมกล้าบอกคุณอย่างแน่ใจว่าทั้งสองพระองค์ไม่เชื่อว่าคุณเป็นผู้บงการ”

หลังการรัฐประหารพฤศจิกายน 2490 เหล่าขุนทหารกดดันให้ครอบครัวมหิดลกลับมาทำพิธีฌาปนกิจพระบรมศพในหลวงอานันท์และทำพิธีราชาภิเษกของในหลวงภูมิพลอย่างเป็นทางการ แต่พระราชชนนีศรีสังวาลย์ปฏิเสธ รัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์และที่โลซานน์อันเป็นที่พำนักลี้ภัยของราชวงศ์ต่างๆ ก็มีข่าวย้ำเตือนถึงอวสานของสถาบันกษัตริย์ยุคหลังสงคราม ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือกษัตริย์ลีโอโปลด์ที่ 3 แห่งเบลเยี่ยม ซึ่งพระโอรสคือเจ้าชายโบดวง Baudoin ที่พระชันษาน้อยกว่าในหลวงภูมิพลสามชัษา กลายเป็นพระสหายที่ในหลวงภูมิพลใกล้ชิดกว่าใครในหมู่ราชวงศ์ยุโรป ชะตากรรมของกษัตริย์ลีโอโปลด์แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากของกษัตริย์ท่ามกลางความผันแปรในระบอบประชาธิปไตย คนเบลเยี่ยมจำนวนมากไม่พอใจที่กษัตริย์ยินยอมต่อพวกนาซีเยอรมัน และอภิเษกสมรสกับสามัญชนหลังราชินีเลือดน้ำเงินผู้เป็นที่รักสิ้นพระชนม์ไปไม่นาน เป็นเวลาห้าปีหลังสงครามที่รัฐบาลเบลเยี่ยมไม่สามารถตัดสินใจว่าจะสถาปนาสถาบันกษัตริย์กลับคืนมาใหม่หรือไม่ หรือหากจะนำกลับมา จะให้พระเจ้าลีโอโปลด์เป็นกษัตริย์ต่อหรือผ่านให้พระราชโอรสโบดวง Baudoin ดี เรื่องนี้ถูกนำเข้าสภาแล้วจัดให้ประชาชนลงมติ ทำให้สถาบันกษัตริย์ต้องสุ่มเสี่ยงกับการเสียหน้าอย่างมากในการให้ประชาชนตัดสินด้วยการลงมติ

นอกจากนั้น ครอบครัวมหิดลมีเหตุให้ต้องกลัวกระแสชาตินิยมและคอมมิวนิสต์ที่ได้เกิดความ รุนแรงในเอเชียหลายประเทศ ทั้งขับไล่เจ้าอาณานิคมและชนชั้นนำเก่าไปพร้อมๆกัน ที่เมืองจีน พลพรรคคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตงกำลังจะได้รับชัยชนะ และเชื่อกันว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนขบวนการคอมมิวนิสต์ใต้ดิน สายจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนทางฝั่งตะวันตกของไทย แนวร่วมพม่าที่นำโดยนายพลอองซาน(พ่อของอองซานซูจี ผ้ถูกตะวันตกตีตราอย่างไม่เป็นธรรมว่าเป็นคอมมิวนิสต์) ขับไล่อังกฤษออกไปได้ในเดือนมกราคม 2491 แล้วก็ปฏิเสธที่จะฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์พม่ากลับคืนมา ทางฝั่งตะวันออก ความปั่นป่วนในลาวและกัมพูชาก็เป็นภัยคุกคามแก่สถาบันกษัตริย์ ขณะที่ในเวียดนาม ฝ่ายชาตินิยมของโฮจิมินห์ให้ก็กำลังต่อสู้กับการนำจักรพรรดิเบ๋าได๋กลับมาของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส บางกอกโพสต์รายงานข่าวจักรพรรดิเบ๋าได๋ ในเดือนกรกฎาคม 2492 ด้วยการพาดหัวว่า “เมื่ออินโดจีนไป ไทยก็ไปด้วย

สวิตเซอร์แลนด์ได้ช่วยกันในหลวงภูมิพลออกจากเรื่องทั้งหมดนี้ การศึกษาที่จัดถวายโดยเฉพาะนั้นทำให้พระองค์มีเวลาว่างที่จะเสด็จเดินทาง เล่นดนตรีและทรงพบปะสมาคม ในหลวงมักจะทรงขับรถไปปารีสบ่อยๆ เพื่อช้อปปิ้งจับจ่ายและท่องราตรีในคลับเเจ๊ซ ทรงช่วยเป็นลูกมือให้พระองค์เจ้าพีระพงศ์พระเจ้าอานักแข่งรถของพระองค์ในการแข่งกรังด์ปรีซ์ที่เจนีวา เเละในเดือนสิงหาคม 2491 ในระหว่างการตระเวนแข่งรถในภาคเหนือของยุโรป ทรงได้ทอดพระเนตรพระองค์เจ้าพีระพงศ์เข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งในแซนด์วูร์ท zandvoort ในหลวงภูมิพลทรงใช้เวลาส่วนใหญ่กับการถ่ายรูปและดนตรี โดยทรงนึกฝันจะเป็นนักดนตรีเเจ๊ซเป็นอาชีพที่สอง นิตยสารไลฟ์บรรยายถึงในหลวงว่า “ ในหลวงภูมิพลอาจจะมีอุปกรณ์เครื่องดนตรีครบครันมากที่สุดในยุโรป” โดยมีเครื่องดนตรีทุกชนิดและ ทรงมีวงดนตรีที่ประกอบด้วยคนไทยเป็นส่วนใหญ่ และมีพันเอกอร่าม รัตนกุล สามีคนใหม่ของเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาร่วมอยู่ด้วย พวกเขาเล่นด้วยกันกันตลอดทั้งคืน

ราชสำนักข่าวประกาศข่าวความสำเร็จในเพลงพระราชนิพนธ์ของพระองค์อย่างภาคภูมิใจ ในเดือนกันยายน 2491 สื่อมวลชนประโคมข่าวว่าเพลงฟ็อกซ์ทร็อต “ดวงใจกับความรัก” ( ที่มีเนื้อร้อง..ค่ำคืนนภาดาราพราว ประกายแสงดาวพราวตา ...)ที่ในหลวงทรงพระราชนิพนธ์จะมาถึงกรุงเทพฯ เร็วๆ นี้ โดยมากับหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริที่เป็นคนเขียนเนื้อร้อง เพลงก่อนหน้านี้คือเพลงสายฝนที่ถูกทำให้เป็นที่นิยมด้วยวิทยุและการแสดงคอนเสิร์ตต่างๆ ทั้งสองเพลงมีท่วงทำนองหวาน ตามแบบฉบับบัลลาดกลิ่นบลูส์ ยุคก่อนสงคราม มีรายงานว่า สตูดิโอภาพยนตร์อเมริกันแห่งหนึ่งอยากจะซื้อลิขสิทธิ์เพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน”

นิตยสาร ไทม์ได้ชี้เหตุผลหลักที่ทำให้ครอบครัวมหิดลต้องรั้งอยู่ในยุโรป เพราะที่โลซานน์ นั้นบรรดาเจ้าจอมหม่อมแม่ทั้งหลายคิดว่าน่าจะเป็นสถานที่เหมาะมากต่อการหาคู่ครองให้ในหลวงภูมิพล ซึ่งเป็นงานสำคัญอันดับแรกสำหรับราชสำนักและครอบครัวมหิดลเพราะมีรัชทายาทเหลืออยู่น้อยมาก หลังจากกลับถึงโลซานน์ได้ไม่นาน พระองค์เจ้ารังสิตก็จัดเตรียมรายชื่อหญิงสาวที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ขณะที่ในหลวงภูมิพลดูจะเต็มพระทัยโดยทรงรู้หน้าที่ ความสนพระทัยแรกของพระองค์ที่รับรู้กันคือหญิงสาวที่ชื่อสุพิชชา โสณกุลธิดาสาวของพระองค์เจ้าธานีนิวัติ(กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร) ซึ่งในหลวงภูมิพลได้พบในปี 2489 และอีกครั้งตอนต้นปี 2491 เมื่อเธอและพ่อแวะเยี่ยมโลซานน์ระหว่างทางไปอังกฤษ หนังสือพิมพ์ไทยรายงานเรื่องนี้ แต่ดูเหมือนว่าพระองค์เจ้าธานีนิวัติต้องการให้สุพิชชาจบมหาวิทยาลัยเสียก่อนจึงกั้นขวางความสัมพันธ์เสีย

ในระหว่างนั้น ในหลวงภูมิพลทรงพบลูกสาวของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูต ไทยประจำปารีส หม่อมเจ้านักขัตรมีความคุ้นเคยกับครอบครัวมหิดล เคยเป็นอัครราชทูตประจำลอนดอนมาก่อน เป็นที่รู้กันดีว่าครอบครัวของกิติยากรพยายามผลักดันตัวเองเข้าไปอยู่ในใจกลางสายเลือดราชวงศ์จักรี พ่อของหม่อมเจ้านักขัตคือพระองค์เจ้ากิติยากร เป็นพระโอรสที่ ไม่ใช่ชั้นเจ้าฟ้าของรัชกาลที่ 5 อันเกิดจากสนมคนโปรดคนหนึ่ง ขณะที่เจ้าชายในรุ่นของเขาส่วนใหญ่ล้มเหลวในการสืบสานราชวงศ์จักรี แต่พระองค์เจ้ากิติยากรมีผลงานอันโดดเด่น คือ มีลูก 25 คนจากภรรยา 5 คน ซึ่งทำให้ครอบครัวของท่านมีความสำคัญต่อราชวงศ์ บรรดาลูกๆ ได้แต่งงานอย่างมีการวางแผน/มีการจัดวางกับสกุลอื่นๆ ที่มีอิทธิพลอยู่ในราชสำนัก อย่างเช่น สารสินและสนิทวงศ์ สนิทวงศ์ซึ่งเป็นสายที่มีจำนวนคนมากและร่ำรวยมาก สืบเชื้อสายมาจากรัชกาลที่ 2 ก็มุ่งมั่นที่จะเข้ามาอยู่ในศูนย์กลางพระราชวงศ์จักรี เช่นกัน

ในแง่สายเลือด หม่อมเจ้านักขัตที่เกิดในปี 2441 ถือว่าเยี่ยมที่สุดแล้วในรุ่นเดียวกัน พระมารดาของท่านเป็นภรรยาหลวงของพระองค์เจ้ากิติยากร ซึ่งเป็นลูกของพระองค์เจ้าเทวะวงศ์พระอนุชาต่างมารดาของรัชกาลที่ 5 ผู้เป็นต้นตระกูลเทวกุล หม่อมเจ้านักขัตรและในหลวงภูมิพลจึงเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน หม่อมเจ้านักขัตรสมรสกับหม่อมหลวงบัว สนิทวงศ์ ที่สืบสายเลือดจากทั้งรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 5 และเป็นนางสนองชั้นอาวุโสของพระนางเจ้ารำไพพรรณี ลูกๆ ของหม่อมเจ้านักขัตรและหม่อมหลวงบัวก็ออกเหย้าออกเรือนได้ดีไม่แพ้กัน ลูกชายคนโต คือ มรว.กัลยาณกิติ์ เกิดในปี 2472 แต่งกับสกุลสนิทวงศ์ ลูกชายคนที่สอง มรว.อดุลกิติ์แต่งกับหม่อมเจ้าพันธุ์สวลี ยุคล ลูกสาวของพระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล เจ้าที่มีอาวุโสสูงสุดในยุคหลังสงคราม(มีลูกสาวคือพระองค์โสมสวลีพระวรราชาธินัดดามาตุอดีตชายาของฟ้าชายวชิราลงกรณ์ และหม่อมหลวงสราลี กิติยากร (จิราธิวัฒน์) )

หม่อมเจ้านักขัตรมีเป้าหมายที่สูงส่งกว่านั้นอีกสำหรับลูกสาว สิริกิติ์ (เกิด 2475) และบุษบา (เกิด 2477) เขาพาลูกสาวทั้งสองไปยุโรปเพื่อเป็นกุลสตรีไทยที่ทันสมัยแบบยุโรป และเพื่อได้ใกล้ชิดกษัตริย์พระองค์ใหม่ด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลยเนื่องจากในหลวงภูมิพลก็มักไปเที่ยวปารีสบ่อยๆ สิริกิต์ ในวัย 15 ที่งดงามและฉลาดเกินวัยก็เป็นที่ต้องพระเนตรของในหลวงภูมิพลในปี 2490

ถึงกระนั้น ระยะทางก็มีอันมากั้นขวางเมื่อหม่อมเจ้านักขัตถูกย้ายไปลอนดอนเมื่อกลางปี 2491 และในหลวงภูมิพล กำลังวางแผนที่จะเสด็จกลับประเทศไทยต้นปี 2492 เพื่อพระราชทานเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 8และเข้าพิธีราชาภิเษก ซึ่งจะเป็นโอกาสที่จะได้ทรงพบหญิงสาวอื่นๆ แต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นเสียก่อน ทำให้หม่อมเจ้านักขัตรมีโอกาสวางเบ็ดได้สำเร็จ คือ เมื่อเวลาสี่ทุ่มของวันที่ 4ตุลาคม 2491 ในหลวงภูมิพลทรงขับรถเฟียตโทโปลิโนสปอร์ตชนท้ายรถบรรทุกนอกเมืองโลซานน์ราวสิบกิโลเมตร ทรงกำลังขับรถเล่นกับพันเอกอร่าม รัตนกุล สามีของเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา(พันเอกอร่ามเป็นพี่เขยของในหลวงภูมิพล) สันนิษฐานว่าขับเร็ว ฝ่ายไทยโทษว่าเป็นความผิดของคนขับรถบรรทุก ( ปีถัดมา เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาทรงหย่ากับอร่าม รัตนกุลซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุครั้งนี้)

สื่อมวลชนไทยรายงานอุบัติเหตุว่าแทบจะเป็นหายนะของประเทศ ซึ่งก็จริง เนื่องด้วยสายเลือดราชวงศ์จักรีเหลือน้อยลงไปทุกที ในหลวงภูมิพลได้รับบาดเจ็บมาก มีการบาดเจ็บที่หลัง(พระปฤษฎางค์ หรือพระขนอง) พระพักตร์เป็นแผลจนพระเนตรข้างหนึ่งมองแทบไม่เห็น ครอบครัวกิติยากรทุ่มเทอย่างมาก โดยส่งทั้งมรว.สิริกิติ์และบุษบารุดมาจากลอนดอนเพื่อช่วยพระชนนีศรีสังวาลย์ถวายการดูแลในหลวงภูมิพล มรว.สิริกิติ์รั้งอยู่ต่อ โดยสมัครเข้าเรียนสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งที่โลซานน์ กล่าวกันในภายหลังว่าตอนในหลวงภูมิพลทรงฟื้นหลังอุบิตเหตุ ทรงถามหาแต่พระราชชนนีและมรว.สิริกิติ์

การรักษาพยาบาลพระเนตรของในหลวงทำให้การเสด็จกลับต้องเลื่อนออกไป รัฐบาลชุดนิยมเจ้าได้จัดสรรงบประมาณไว้เพื่อการนี้ถึงสองล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงรถเดมเลอร์คันใหม่สำหรับพระมหากษัตริย์ กำหนดการนี้ยังต้องเลื่อนออกไปอีกเพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างในหลวงและมรว.สิริกิติ์ ได้งอกงาม การผูกมัดพระทัยและเจรจาดำเนินไปอย่างรวดเร็ว วันที่ 19 กรกฎาคม 2492 ทั้งสองพระองค์ทรงหมั้นกันอย่างลับๆ ที่โรงแรมวินด์เซอร์ในเมืองโลซานน์ สามสัปดาห์หลังจากนั้น มีการประกาศอย่างเป็นทางการในงานเลี้ยงวันเกิดครบ 17 ปีของมรว.สิริกิติ์ที่ลอนดอน โดยในหลวงภูมิพลทรงเล่นเปียโนเดี่ยว และเป่าแซ็กโซโฟนร่วมกับวงดนตรี ทรงประทานแหวน (ตามแบบตะวันตก) แก่มรว.สิริกิติ์ ซึ่งเป็นแหวนวงเดียวกับที่พระราชบิดาได้ใช้หมั้นกับนางสาวสังวาลย์เมื่อสามสิบปีก่อนหน้านั้น

ข่าวการหมั้นได้สร้างความตื่นเต้นให้แก่ประเทศไทยมาก ตอนนี้กำหนดการเสด็จกลับของในหลวงภูมิพล คือต้นปี 2493 โดยจะมีการพระราชทานเพลิงพระบรมศพ พระราชพิธีภิเษกสมรส และพระราชพิธีราชาภิเษกตามลำดับอย่างต่อเนื่อง ด้วยการมีรัฐธรรมนูญฉบับนิยมเจ้าอยู่แล้ว งานจะมโหฬารยาวนานถึงสองเดือนเพื่อเฉลิมฉลองสถาบันพระมหากษัตริย์และชัยชนะที่มีเหนือผู้ก่อการ คณะราษฎร 2475

แต่ว่าสถาบันกษัตริย์ที่หวนคืนมาใหม่ก็ไม่ได้มีแต่ความราบลื่นดังที่หวัง หลังจากรัฐธรรมนูญ 2492 ได้รับการประกาศใช้ จอมพลป.และขุนทหารก็จ้องที่จะชิงกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบในการเลือกตั้ง โดยอธิบดีกรมตำรวจพล...เผ่า ศรียานนท์จัดการสังหารและข่มขู่นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม มีการซื้อตัวสมาชิกสภาที่ไม่สังกัดพรรค กลุ่มของจอมพลป.จึงได้เสียงข้างมากในสภาล่าง(สภาผู้แทนราษฎร) แต่เนื่องจากว่าพรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายเจ้ายังคงครอบงำวุฒิสภาอยู่ จอมพลป.จึงไม่สามารถรวบอำนาจได้ทั้งหมด พระองค์เจ้ารังสิตผู้สำเร็จการแทนพระองค์ได้ปฏิเสธคำขอที่จะเป็นองคมนตรีของจอมพลป.อีกครั้งหนึ่ง

กองทัพยังมีแหล่งที่มาของอำนาจที่นอกเหนือไปจากรัฐธรรมนูญ รัฐสภาและสถาบันกษัตริย์ นั่นคือสหรัฐอเมริกา เพราะวอชิงตันได้ข้อสรุปว่าไทยจะมีบทบาทสำคัญในฐานะพันธมิตรแนวหน้าในสงครามเย็น ในปี 2491 หน่วยข่าวกรองของสหรัฐ(ซีไอเอ) เริ่มติดอาวุธและฝึกฝนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นกองทัพของพล...เผ่า ศรียานนท์ ความสัมพันธ์นี้กระชับแน่นเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนยึดอำนาจได้ในปี 2492 เหล่านายพลได้พิสูจน์การต่อต้านคอมมิวนิสต์ของตัวเองด้วยการใช้การโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐฯ และฆ่าฟันคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายซ้าย

ตอนกลางปี 2492 ทีมงานซีไอเอมาถึงกรุงเทพฯ ทำการฝึกตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อให้การสนับสนุนก๊กมินตั๋งอย่างลับๆในการสู้กับคอมมิวนิสต์จีนตามแนวชายแดนพม่า-จีน ปลายปีเดียวกันนั้นสหรัฐฯ เริ่มให้อาวุธและฝึกกองทัพไทย และให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ไทย

สิ่งที่เรียกกันว่าภัยคอมมิวนิสต์กับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่สร้างความชอบธรรมให้กับการกุมอำนาจการเมืองของทหารในอีกสี่สิบปีต่อมา แต่กระนั้นราชสำนักก็ยังมิได้พ่ายแพ้ เพราะอเมริกามองพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเป็นตัวเชิดที่มีประโยชน์ในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ดังนั้นกระทั่งก่อนพิธีราชาภิเษก ในหลวงภูมิพลก็ทรงถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ทรงพลังอันหนึ่งในสงครามเย็น และสหรัฐฯ ก็กลายมาเป็นผู้ค้ำจุนราชบัลลังก์

แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับราษฎรส่วนใหญ่ ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ตามไร่นา หาอยู่หากินตามฤดูกาล การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจตั้งแต่ 2475 แทบไม่ได้ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นเลย การเสด็จกลับกลับประเทศของในหลวงได้สร้างความหวังให้แก่พวกเขา ในหลวงภูมิพลมีพระราชดำรัสให้ประชาชนอุ่นใจผ่านทางวิทยุเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2492 ว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาในเร็วๆ นี้ แม้ว่าจะยังทรงมีภาระการเรียนกับอาการบาดเจ็บที่พระเนตร แต่เพราะทรงเห็นแก่พสกนิกร พระองค์ได้ทรงเรียกร้องให้ประชาชนรู้รักสามัคคีและทำงานเพื่อสร้างความเจริญรุดหน้า

แต่พระเจ้าอยู่หัวเองก็ไม่ได้อุ่นพระทัยเท่าใดนัก ระหว่างที่เสด็จกลับประทับบนเรือเมื่อต้นปี 2493 ทรงมีพระชนมายุ 22 ชันษา แม้จะมีพระราชินีสิริกิติ์ แต่ผู้ที่เป็นกำลังใจหลักๆ ของพระองค์หายไปหมดแล้ว พระเชษฐาอานันทมหิดลก็สิ้นพระชนม์ไปแล้ว พระเชษฐภคนีกัลยานีวัฒนาทรงปักหลักอยู่สวิตเซอร์แลนด์พร้อมด้วยพระธิดา และพระราชชนนีก็ประชวรจนไม่สามารถเสด็จมาด้วยได้ ระหว่างทางเสด็จ ทรงได้รับจดหมายจากฟรานซิส แซร์ อดีตที่ปรึกษารัฐบาลและมิตรของครอบครัวมหิดล เขียนมาว่า: อย่าปล่อยให้ตัวของพระองค์เองท้อถอยเสียกำลังพระทัย ประชาชนไทย ปรารถนาจะได้กษัตริย์และผู้นำของพวกเขากลับคืนมา พวกเขาจะจงรักภักดีและจริงใจต่อพระองค์ ปัญหาทางเศรษฐกิจที่คุกคามหลายต่อหลายประเทศไม่ได้กร้ำกรายถึงสยาม ภัยที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศมาจากทิศทางอื่น ในการรับมือกับปัญหาเหล่านี้ พระองค์จะต้องทรงดำเนินไปตามหนทางที่สมเด็จพระราชบิดาทรงเลือกเดิน เป็นหนทางแห่งการไม่เห็นแก่ตัว ทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ต้องรักษาอุดมคติของพระราชบิดาไว้ เข็มมุ่งคือความดีงามและคุณธรรมสูงสุด ไม่มีอะไรนอกจากนี้ที่จะชนะใจประชาชนและสร้างความเข้มแข็งให้กับแผ่นดินของพระองค์ได้....

ในหลวงภูมิพลทรงตอบกลับไปว่า: เราจะพยายามที่จะไม่ท้อถอย แม้ว่าบางครั้ง เราเกือบท้อตั้งแต่อยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ แต่เรารู้ว่าเราต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และขอให้คุณมั่นใจได้ว่า เราจะพยายามอย่างดีที่สุด..... เมื่อแวะประทับที่ศรีลังกา ได้เสด็จไปเยือนวัดเก่าสองแห่ง แห่งหนึ่งสร้างในรัชกาลก่อนๆ พระองค์ทรงปลูกต้นไม้ จุดธูป และสวดมนต์ คงเพื่อความเป็นศิริมงคลและสวัสดิภาพของพระชนมชีพที่รอพระองค์อยู่ข้างหน้า

สิบสัปดาห์ที่ในหลวงภูมิพลประทับอยู่ในเมืองไทยนับเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงได้รับการต้อนรับแห่แหนสมกับทรงเป็นพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักที่ห่างหายไปนาน สามวันก่อนที่ในหลวงภูมิพลจะเสด็จกลับมาถึงประเทศไทย ได้เกิดเหตุการณ์ที่บรรดาโหรถือว่าเป็นลางดีนั่นคือ ลูกเห็บตกในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2476 ทุกๆ แง่มุมในการเสด็จนิวัติพระนครของพระองค์จะถูกออกแบบให้ขับเน้นถึงความยิ่งใหญ่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยก่อนที่พระองค์จะเสด็จมาถึง รัฐบาลก็ได้ใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการค้นหาช้างเผือก และในวันที่เสด็จมาถึงก็ได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุด และมีการจัดเตรียมฝูงเครื่องบินเจ็ทจากเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ที่ลอยลำอยู่ใกล้ๆ ให้บินมาเหนือท้องฟ้ากรุงเทพฯ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ ครั้นพอเสด็จมาถึงก็ทรงได้รับการถวายกระบี่ทองคำอันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นประมุข ทุกเหล่าทัพต่างได้กราบบังคมทูลถวายยศสูงสุดแก่พระองค์ โรงกษาปน์ได้ผลิตเหรียญรุ่นใหม่ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงภูมิพล เมื่อเสด็จก้าวขึ้นฝัง เครื่องบินก็โปรยข้าวตอกดอกไม้ไปทั่วกรุง หลังจากได้รับการถวายการต้อนรับจากรัฐบาลแล้ว ก็เสด็จไปพระบรมมหาราชวังเพื่อทรงจุดเทียนถวายสักการะพระแก้วมรกตและพระสยามเทวาธิราช จากนั้นก็เสด็จไปสักการะสมเด็จพระบุรพกษัตราธิราชและโกศทองทำที่บรรจุพระบรมศพในหลวงอานันท์

เช้าวันถัดมา ในหลวงพร้อมด้วยพระราชินีสิริกิติ์ทรงทำบุญถวายแด่พระสงฆ์ 64 รูปที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานอันจะเป็นที่ประทับของทั้งสองพระองค์ โดยไม่มีการเสด็จกลับไปหาความทรงจำเปื้อนเลือดที่พระที่นั่งบรมพิมานอีก ทรงนำเหล่าเชื้อพระวงศ์และพระสงฆ์ เสด็จพระราชดำเนินทักษิณาวรรตรอบพระที่นั่งอมรินทราวินิจฉัย จบด้วยพิธีชำระล้างพระบาทและรองพระบาทเท้า และยังได้เสด็จเป็นประธานในพิธีต่างหากของฝ่ายมหายานร่วมกับพระจีนและพระญวน

วันอาทิตย์ 26 มีนาคม 2493 เป็นวันพักผ่อน ในตอนเย็น ทรงฉลองพระองค์ชุดลำลองทรงขับรถไปบริเวณบรมมหาราชวัง(วัดพระแก้ว)พร้อมผู้ติดตามเพียงหนึ่งคนคือ หลวงสุรณรงค์ (พลเอกหลวงเสนาณรงค์) ประชาชนที่อยู่บริเวณสนามหลวงสังเกตเห็นพระองค์และได้เกิดความโกลาหลขึ้นทำให้พระองค์ต้องรีบขับรถกลับพระตำหนักจิตรลดา วันต่อมาเริ่มต้นด้วยพิธียกฉัตรเก้าชั้นเหนือพระเมรุของพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ(ในหลวงอานันท์)ที่สนามหลวง ขณะนั้นมีชายคนหนึ่งหลุดจากฝูงชนตรงเข้ามายังรถพระที่นั่ง เขาเป็นชาวนาจนๆ จากอยุธยาที่ต้องการวิงวอนให้พระเจ้าอยู่หัวช่วยเหลือเรื่องที่เขาถูกโกงที่ดินไปราวหนึ่งร้อยไร่ เรื่องนี้ย้ำเตือนในหลวงภูมิพลถึงความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงอำนาจของพวกเขา

จากนั้นในวันเดียวกัน ก็ได้มีการประกาศพระบรมโองการต่างๆ ของพระเจ้าอยู่หัวเพื่อจัดขบวนในพระราชสำนักใหม่ โดยพระองค์เจ้ารังสิตลงจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการฯ มาเป็นประธานองคมนตรี โดยมีพระองค์เจ้าธานีนิวัติ(กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร)เป็นรองประธาน เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาผู้ที่จำต้องสละฐานันดรเมื่อห้าปีก่อนเพราะไปแต่งงานกับสามัญชน ก็ได้สถานะเดิมกลับคืนมาเนื่องจากทรงหย่าแล้ว มรว.สิริกิติ์และพระบิดาได้รับเกียรติยศชั้นสูง ในสัปดาห์ต่อๆ มา พระองค์เจ้าธานีและหม่อมเจ้านักขัตรได้รับการเลื่อนชั้น และหม่อมเจ้านักขัตร(พระบิดาของมรว.สิริกิติ์)ยังได้เป็นนายพลอีกด้วย ตอนนี้สายเลือดราชวงศ์จักรี ได้รับการเสริมความเข้มแข็งให้อยู่รอดต่อไปโดยมีสายพระนางเจ้าสว่างวัฒนา-เจ้าฟ้ามหิดลเป็นแกนกลาง

ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพในหลวงอานันท์ตลอดทั้งวันที่ 30 มีนาคม 2493 ในหลวงภูมิพลและพระสังฆราชได้เสด็จพระดำเนินนำพระบรมวงศานุวงศ์ นายทหารและเจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูง ตลอดจนพระ พราหมณ์อัญเชิญพระโกศบรรจุพระบรมศพในหลวงอานันท์ไปยังพระเมรุสนามหลวงท่ามกลางสายตาของประชาชนสองข้างทางนับแสนคน

ทุกองค์ประกอบและรายละเอียดของพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพล้วนถูกออกแบบมาเพื่อขับเน้นความเป็นธรรมราชาและเทวราชาของพระเจ้าอยู่หัว พระเมรุถูกจัดสร้างลดหลั่นเป็นชั้นๆ เลียนแบบเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่สิงสถิตของเหล่าทวยเทพเทวดาของฮินดู ตลอดจนการสืบสายสันตติวงศ์จากกษัตริย์สุโขทัย อยุธยามาจนถึงปัจจุบันได้รับการเน้นย้ำในบทสวดต่างๆ ของพระและเจ้าหน้าที่ ในหนังสืองานพระบรมศพในหลวงอานันท์ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงโปรดให้พิมพ์ประวัติของสมเด็จพระนเรศวร เพื่อแสดงให้เห็นว่าราชวงศ์จักรีสืบสายโลหิตจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

และได้เสด็จกลับมาอีกครั้งในตอนบ่ายเพื่อทำพิธีจุดไฟถวายพระบรมศพ ทรงนำพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารนับร้อยวางเทียนใต้โกศ จากนั้น ในตอนตึกจึงเสด็จพร้อมพระประยูรญาติและพระสงฆ์เพื่อจุดไฟถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง โดยมีการนำพระสรีระของในหลวงอานันท์ออกจากโกศและวางอยู่ในโลงไม้จันทน์ วันถัดมาจึงเสด็จมาเก็บพระอัฐิเพื่อนำไปไว้ยังวัดหลวงและท้องพระโรงที่สงวนไว้เก็บอัฐิของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ

ราชสำนักได้มีหมายกำหนดการงานพระราชพิธีและงานสังคมต่างๆ เต็มแน่นไปตลอด จนถึงพระราชอภิเษกสมรสพิธีและพระราชพิธีราชาภิเษก มีงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าอีกสองงานที่สนามหลวง คือ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ (สิ้นพระชนม์ปี 2487 ขณะถูกจอมพลป.เนรเทศ) และกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์(ผู้ออกแบบโบสถ์วัดเบญจมบพิตรและพระบรมรูปรัชกาลที่1ที่เชิงสพานพุทธ,แต่งเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงเขมรไทรโยค) วันที่ 6 เมษายนเป็นวันจักรี สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ผู้ทรงพระศิริโฉมงดงามได้เป็นจุดศูนย์รวมความสนใจขณะที่ทั้งสองพระองค์เสด็จเปิดงานกาชาดที่กินเวลาสามวัน และสัปดาห์ถัดมา ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จไปร่วมงานพิธีต่างๆ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์

พิธีอภิเษกสมรสค่อนข้างเป็นส่วนพระองค์และเอิกเกริกน้อยกว่า หลังจากทรงจ่ายค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสมรส 10 บาทในตอนเช้าวันที่ 28 เมษายน 2493 ก็ทรงเสด็จไปยังวังสระปทุม เพื่อรับการถวายน้ำสังข์สมรสศักดิ์สิทธิ์ที่ปลุกเสกมาแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จากพระนางเจ้าสว่างวัฒนา ในตอนบ่ายก็เป็นงานพระราชพิธีเปิดโดยจัดขึ้นที่พระบรมมหาราชวัง โดยมีสมาชิกสภาและจอมพลป.เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ในตอนท้ายพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงพระราชทานเครื่องราชย์มหาจักรีแก่พระราชินีสิริกิติ์ ยกฐานะเป็นราชินี เครื่องราชย์มหาจักรีมีเพชร 750 เม็ดประดับด้วยทองคำ ซึ่งรัฐบาลรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ตามประเพณีคู่บ่าวสาวจะต้องพำนักอยู่ในพระบรมมหาราชวังเป็นเวลาสามคืน แต่ในหลวงภูมิพลอาจจะยังคงมีความทรงจำถึงกรณีสวรรคตของในหลวงอานันท์ จึงประทับอยู่เพียงหนึ่งคืน หลังจากนั้น ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จไปประทับยังวังไกลกังวลที่หัวหินเป็นเวลาสี่วัน

งานพระราชพิธีราชาภิเษกในวันที่ 4-5 พฤษภาคม 2493 ส่วนใหญ่เป็นพิธีกรรมฮินดูภายในราชสำนักตามธรรมเนียมลัทธิเทวราช ประกอบด้วยพิธีสรงน้ำกษัตริย์ ด้วยน้ำที่นำมาจากสถานที่สำคัญหลายแห่ง ตามด้วยการเจิมโดยพระองค์เจ้ารังสิตในฐานะตัวแทนราชวงศ์และโดยพระสังฆราช จากนั้นพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลก็ทรงสวมชุดพระมหากษัตริย์และเสด็จขึ้นประทับบนบัลลังก์แปดด้านยกสูงโดยแต่ละด้านแทนทิศต่างๆ ของพระราชอาณาจักรของพระองค์ ทรงรับการถวายพระพรจากแต่ละด้านโดยพราหมณ์หลั่งน้ำมนต์จากสถูปศักดิ์สิทธิ์ 18 แห่ง จากนั้นประธานวุฒิสภาในฐานะตัวแทนประชาชนก็กล่าวถวายความจงรักภักดี

ต่อมาในหลวงภูมิพลก็ทรงย้ายไปประทับยังอีกบัลลังก์หนึ่งภายใต้นพปฎลเศวตฉัตรเก้าชั้น เหล่าพราหมณ์ถวายเครื่องราชกกุฏภัณฑ์ อันมี มงกุฎทองคำรูปกรวย ดาบและคทา แส้ทำจากขนหางช้างเผือก พัด รองเท้าแตะทองคำ และแหวนสองวง พราหมณ์คุกเข่า สวดมนต์ภาษาสันสกฤต อัญเชิญทวยเทพฮินดูให้ลงมาประทับยังร่างของพระมหากษัตริย์ ทรงหลั่งน้ำมนต์จากคนโทเล็กๆ ทรงสวมมงกุฎ ทรงกล่าวปฏิญาณที่จะครองแผ่นดินโดยธรรม พร้อมกับโปรยดอกไม้เงินดอกไม้ทองลงบนพื้น เป็นสัญลักษณ์ของการแผ่ความดีงามไปทั่วพระราชอาณาจักรของพระองค์

พิธีกรรมอื่นๆ เช่นการอ่านคำพยากรณ์และประทับนอนบนพระแท่นเป็นเวลาสองชั่วโมงก็ทำให้พระองค์ได้เป็นเทวราชาโดยสมบูรณ์ หลังจากนั้นสองวัน พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลก็ปรากฏพระองค์เบื้องหน้าพสกนิกร โดยมีวงมโหรีปี่พาทย์และปืนใหญ่ยิงสลุต ทรงประกาศว่าจะยึดมั่นต่อประชาชนชาวสยาม และจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

นอกจากนี้ ทรงเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยและมหาวิทยาลัยรวม 7 แห่ง ทรงพระราชทานยศและเครื่องราชย์แก่ตำรวจและทหารระดับสูง ทรงแต่งตั้งให้หลายคนเป็นองครักษ์กิตติมศักดิ์ ทรงเป็นประธานในพิธีสำคัญทางศาสนา และพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษ 2,000 คนเนื่องในวโรกาสขึ้นครองราชย์

งานการกุศลอื่นๆ ได้ทำหน้าที่สร้างภาพครอบครัวมหิดลให้เป็นที่มาของการแพทย์สมัยใหม่ ในหลวงภูมิพลทรงเสด็จเปิดอนุสาวรีย์สมเด็จพระราชบิดากรมหลวงสงขลานครินทร์ที่โรงพยาบาลศิริราชในฐานะพระบิดาแห่งการแพทย์สมัยใหม่ และทรงบริจาคเงินหลายแสนบาทให้กับโรงเรียนแพทย์ ซึ่งภายหลังมีชื่อว่ามหาวิทยาลัยมหิดล(โดยรวมโรงพยาบาลศิริราชกับรามาธิบดี) ทรงบริจาคอีก 88,000 บาทมอบให้โรงพยาบาลแห่งใหม่ของกองทัพอากาศ คือโรงพยาบาลภูมิพล พระองค์ยังได้ทรงบริจาควัคซีนวัณโรค เป็นการส่วนพระองค์ อีก 3 กิโลกรัมให้กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งวัคซีนจำนวนนี้รับมาจากชาวสวิสแต่ในหลวงภูมิพลทรงได้อานิสงค์ผลบุญ ขณะเดียวกัน พระราชินีสิริกิติ์ก็ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์หรือสภานายิกาสภากาชาดและมูลนิธิคนตาบอด

การโหมโฆษณาสรรเสริญสถาบันกษัตริย์ดำเนินไปอย่างเข้มข้น เพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลได้ถูกนำไปบรรเลงโดยวงออเคสตราของรัฐบาลและมหาวิทยาลัย พระอัจฉริยภาพในการพระราชนิพนธ์เพลงของพระองค์ได้รับการยืนยันด้วยรายงานข่าวที่ว่า มีเพลงพระราชนิพนธ์ห้าเพลงจะถูกนาไปประกอบละครบรอดเวย์เรื่อง ถ้ำมอง (peep show) โดยผู้สร้างชื่อดัง ไมเคิ้ล ทอดด์(MichaeI Todd) ในหลวงภูมิพลทรงประกาศยกค่าลิขสิทธิ์ให้กับการกุศล ละครเพลงยั่วยวนเรื่องถ้ำมอง (peep show) เปิดการแสดงเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2493 ท็อดด์ตั้งใจนำเพลงพระราชนิพนธ์ไปใช้เพื่อการโฆษณาละครของเขา แต่ในตอนหลังเพลงพระราชนิพนธ์ถูกตัดออกไปเกือบทั้งหมดยกเว้นเพลง Blue Day (อาทิตย์อับแสง เนื้อเพลง ...เคยชม ร่วมภิรมย์ใจ ด้วยความรักจริงยิ่งใหญ่ ผูกพันหัวใจเรามั่น รักเอย เคยอยู่เคียงกัน ร่มเย็นมิเว้นวายวัน ด้วยความสัมพันธ์ยืนยง......) ซึ่งบรรเลงสำหรับฉากหลังที่เป็นวัดและการฟ้อนรำแบบไทย นักวิจารณ์ที่มีความเห็นในทางบวกรายหนึ่งใช้คำเรียกมันว่า เพลงบีกีนหลอน(haunting beguine) ส่วนนิวยอร์คไทม์ส บอกว่า Blue Day (อาทิตย์อับแสง) นั้นโอเค เป็น เพลงบลูส์ที่ใช้ได้ที่กษัตริย์แห่งประเทศไทยแต่งนอกเวลาทำงาน แต่สำหรับประชาชนไทยแล้ว ถึงอย่างไรก็ยังเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของพระราชวงศ์จักรีอยู่ดี

ทว่าสถานการณ์ก็ ไม่ได้ปลอดโปร่งราบลื่นโดยสิ้นเชิง บรรยากาศการเมืองทุกรุ่นไปด้วยการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในสภา สถานการณ์ที่กษัตริย์ลีโอโปลด์ต้องทรงเผชิญในเบลเยียมก็ย้ำเตือนพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอีกครั้งถึงหลุมพรางหรือภัยอันตรายของระบอบประชาธิปไตย ในเดือนมีนาคม 2493 กษัตริย์ลีโอโปลด์ทรงชนะการลงประชามติที่จะสถาปนาพระองค์ขึ้นมาใหม่อย่างฉิวเฉียด หลังจากใช้เวลาอีกสามเดือนด้วยความยากลำบากในการให้สภาเห็นชอบกับการสถาปนา บางกอกโพสต์แสดงความเห็นว่าการขับเคี่ยวอย่างยาวนานนี้ได้บ่อนเซาะสถาบันกษัตริย์ที่ครั้งหนึ่งเคยเข้มแข็งที่สุดในยุโรป ในหลวงภูมิพลได้ทรงเห็นเป็นบทเรียนแล้ว่าการปล่อยให้สาธารณะแสดงความเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจกษัตริย์นั้นเป็นเรื่องที่มีอันตรายมากและจะยอมไม่ได้เด็ดขาดแม้แต่น้อย

อีกเรื่องหนึ่งที่ยังคงเป็นประเด็นอยู่ในเมืองหลวงก็คือ กรณีสวรรคตของในหลวงอานันท์ การไต่สวนยังคงดำเนินไปตลอดระยะเวลาที่ในหลวงภูมิพลประทับอยู่ในเมืองไทย ข้อมูลและข่าวลือใหม่ๆ ได้รับการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนอย่างแข็งขัน นายควง อภัยวงศ์, มรว.คึกฤทธิ์ ,จอมพลป.,พล... เผ่า ศรียานนท์และแม้แต่พระสังฆราชต่างให้การปรักปรำนายปรีดี ต้นเดือนพฤษภาคม 2493 ตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้รับผิดชอบการสืบสวนคดีโดยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม มรว.เสนีย์ ปราโมช ก็ คือพล...พระพินิจชนคดี (พินิจ อินทรทูต สามีของมรว.บุญรับ ปราโมช)ข้าราชการบำนาญ ซึ่งเป็นพี่เขยของมรว.เสนีย์และมรว.คึกฤทธิ์เอง ได้เบิกตัวพยานที่อ้างว่าได้รับการว่าจ้างจากนายปรีดีให้ปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ ความจริงปรากฏภายหลังจากนั้นอีกนานว่าพยานรายนั้นเป็นเพื่อนของพระพินิจชนคดีเอง

พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงให้การต่อศาลเป็นเวลาสองวันในพระตำหนักสวนจิตรลดา เช่นเดียวกับการให้การครั้งก่อนๆ ทั้งภายหลังเกิดเหตุและที่โลซานน์ ในหลวงภูมิพลทรงหลีกเลี่ยงอย่างระมัดระวังที่จะออกความเห็นไปในทางใดทางหนึ่ง กระนั้นพระองค์ก็ทรงให้ข้อมูลเพียงพอสำหรับการเอาผิดนายปรีดี คือ นายปรีดี ได้มีปากเสียงกับในหลวงอานันท์ ถือสิทธิใช้รถยนต์พระที่นั่งของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8(นายปรีดี เป็นผู้สำเร็จการแทนพระองค์) และนายเฉลียว ปทุมรสต้องถูกออกจากราชเลขาธิการไปอย่างอัปยศ คือทรงให้การในทางที่ไม่เป็นผลดีต่อตัวนายปรีดีเลย (ซึ่งที่จริงไม่เกี่ยวกับการปลงพระชนม์แม้แต่น้อย แต่เป็นแค่การพยายามกล่าวหาให้ร้ายโยนบาปให้ผู้อื่น)

นอกจากนี้ ภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ทั้งที่เป็นของจริงและที่เกิดจากสร้างภาพก็เติบโตมากขึ้นเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถบุกยึดกรุงปักกิ่ง ได้ปกครองจีนทั้งประเทศ ฝ่ายซ้ายหรือพวกแนวสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ก็ดำเนินการการสังหารศัตรูทางการเมืองในสิงคโปร์ มาเลเซียอินโดนีเซียและเวียดนาม รัฐบาลสหรัฐที่วอชิงตันได้บอกรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ว่า ไทยอาจจะเป็น โดมิโน หรือตัวลูกระนาด ตัวต่อไป แม้ว่าจะมีภัยคอมมิวนิสต์อยู่ในประเทศรอบข้าง แต่ภัยคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยขณะนั้นปรากฏมีหลักฐานน้อยมาก เดอะเนชั่นThe Nation ฉบับวันที่ 25 ธันวาคม 2491 รายงานว่าจอมพลป.อ้างภัยคอมมิวนิสต์เพียงเพื่อค้ำยันสถานะตนเองเท่านั่น เมื่อจอมพลป.ถูกนักข่าวเดอะเนชั่นถามคาดคั้นเอา จอมพลป.ก็ยอมรับว่า อันที่จริง ไม่มีคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย หนังสือพิมพ์นิวรีพับลิค New Republic ของสหรัฐ ฉบับวันที่ 31 ต ค 2492 เขียนถึงภัยที่โฆษณาเกินจริงนี้ว่า กรุงเทพฯ ธงแดงมีอยู่เต็มไปหมด แต่เป็นธงของร้านเหล้าของรัฐบาล นิตยสารฉบับนี้บอกว่าปัญหาทางการเมืองสำคัญๆ ในไทยก็คือการอ้ำอึ้งไม่เต็มพระทัยที่จะเสด็จกลับประเทศไทยของในหลวงภูมิพล ในขณะเดียวกัน ไทยกลับถูกฝรั่งเศสกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนเวียดมินห์ของโฮจิมินห์ในการต่อต้านจักรวรรดินิยม ซึ่งรัฐบาลไทยเรียกว่าเป็นการตอสู้เพื่อเอกราช

นายปรีดีที่ในขณะนั้นถูกตีตราว่าเป็นนายหน้าของจีน ก็มีรายงานว่ากำลังส้องสุมกำลังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาพอันน่าหวั่นไหวนี้ทำให้ราชสำนัก พรรคประชาธิปัตย์ แล้วเหล่าขุนทหารต้องขยับใกล้ชิดกันมากขึ้น และราชสำนักก็ต้องยอมยกอำนาจบางส่วนให้แก่กองทัพ ก่อนพระราชพิธีราชาภิเษก ในหลวงภูมิพลทรงลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายต่อต้านคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลสองฉบับ ฉบับแรกให้อำนาจแก่รัฐบาลในการเคลื่อนย้ายกำลังพลในกรณีเกิดการลุกฮือของคอมมิวนิสต์ และฉบับที่สองให้อำนาจในการประกาศกฎอัยการศึก โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากกษัตริย์ก่อน การแบ่งปันอำนาจของกษัตริย์ทำให้พระองค์ทรงเป็นผู้ร่วมรบในศึกคอมมิวนิสต์ รัฐบาลประธานาธิบดีทรูแมนในวอชิงตันอนุมัติโครงการขยายความช่วยเหลือแก่ไทยโดยทันที เป็นเงินก้อนแรก 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับกองทัพไทย

พระราชพิธีสุดท้ายของในหลวงภูมิพลก่อนเสด็จกลับคือทรงเปิดสภาในวันที่ 1 มิถุนายน 2493 เป็นวาระพิเศษ เร่งจัดขึ้นมาเพื่อแสดงพันธะและฐานะอันสูงส่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อฝ่ายนิติบัญญัติ ในหลวงภูมิพลทรงฉลองพระองค์ในชุดจอมพล ทรงมีพระราชดำรัสเตือนถึง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ที่ไม่แน่นอนและน่ากังวลในโลกและประเทศเพื่อนบ้าน แต่ทรงบอกว่าไทยดูดีกว่ามากและยังมีลู่ทางแจ่มใส แม้จะทรงสวมบทบาทได้ยังไม่เป็นที่น่าประทับใจนัก แต่ก็ทรงแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ตื่นพระองค์เอาพระทัยใส่และมีสายพระเนตรพระกรรณกว้างไกล

ไม่ชัดเจนว่าเหตุใดพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลจึงต้องเสด็จกลับไปสวิสเซอร์แลนด์อีก อาจมีความคาดหวังจากฝ่ายเจ้าที่ต้องการเบียดขับหรือกำจัดจอมพลป.และผู้ก่อการ 2475 ที่ยังเหลืออยู่ให้สิ้นอำนาจลงไปได้เสียก่อนที่ในหลวงภูมิพลจะเสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์อย่างถาวร โหรในราชสำนักเลือกวันที่ 6 มิถุนายนเป็นวันเสด็จกลับสวิส และก่อนถึงวันนั้นพระองค์เจ้ารังสิตก็ได้รับการแต่งตั้งให้กลับมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อีกครั้งหนึ่ง

ในหลวงภูมิพลทรงใช้เวลา 18 เดือนสุดท้ายในต่างประเทศเหมือนหนุ่มฐานะดีที่เพิ่งแต่งงานทั่วไป หลังเสด็จกลับถึงโลซานน์ได้ไม่นาน ราชินีสิริกิติ์ก็ตั้งพระครรภ์ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการสืบพระราชวงศ์ ระหว่างนั้นทั้งสองพระองค์ก็เสด็จประพาสไปทั่วยุโรป ทรงร่วมงานปาร์ตี้ชมคอนเสิร์ตและการแสดงต่างๆ ทรงทอดพระเนตรภาพยนตร์เรื่องล่าสุด การเสด็จทอดพระเนตรภาพยนต์เรื่องวิมานลอย (Gone with the Wind) ตอนต้นปี 2494 ถูกบริษัทเมโทรโกลด์เมเยอร์สิงโตคำราม(MGM)oฯงเป็นภารกิจสำทัญูขับพิบูลแลัณำไปโฆษณาประชาสัมพันธ์

ในหลวงภูมิพลทรงเลิกเรียนมหาวิทยาลัย ขณะที่ทรงรับภาระงานเอกสารราชสำนักมากขึ้นเรื่อยๆ โดยทรงอยู่ภายใต้การชี้แนะของพระองค์เจ้ารังสิตและองคมนตรี ในวันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม 2494 ทรงบันทึกเสียงลงเทปเพื่อนำไปออกอากาศทางวิทยุและกลายเป็นแบบฉบับเอกลักษณ์ของในหลวงภูมิพลในการเรียกร้องความสามัคคีและความสงบสุข และยังได้ทรงกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองในเอเชียที่ขมึงตึงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีพระราชดำรัสว่า ประวัติศาสตร์บอกเราว่าชาติจะสิ้นสลายเมื่อคนในชาติขาดความสามัคคี แตกแยก แก่งแย่งซึ่งกันและกัน ทรงขอให้ประชาชนไทยรำลึกบุญคุณของบรรพบุรุษที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันและพร้อมเสียสละเพื่อประโยชน์ของชาติ

5 เมษายน 2494 ก่อนวันจักรีหนึ่งวัน พระโอรสองค์แรกก็ประสูติ เป็นหญิงได้ชื่อว่า อุบลรัตน์สำหรับประเทศที่ ได้รอคอยมา 40 ปีเพื่อทายาทที่แท้จริงจากกษัตริย์แล้ว นับว่าเป็นความผิดหวังอยู่ไม่น้อย แต่ในหลวงภูมิพลก็ทรงยังมีความหวังมากกว่าสามรัชกาลก่อนหน้าพระองค์

ที่กรุงเทพฯ ศึกระหว่างฝ่ายเจ้ากับฝ่ายจอมพลป.พิบูลสงครามก็ยังคงดำเนินต่อไป ทั้งสองฝ่ายพยายามสร้างความเข้มแข็งทางการเงินให้กับตนเอง หม่อมทวีวงศ์ ถวัลย์ศักดิ์ ผู้จัดการการเงินของวังเริ่มโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ หนึ่งในนั้นกลายมเป็นโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัลบนที่ดินของครอบครัวใกล้วังสระปทุม(ปัจจุบันถูกรื้อและให้กลุ่มเดอะมอลล์นำไปพัฒนาเป็นศูนย์การค้าสยามพาราก้อนที่นับว่าใหญ่และหรูหราที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ)สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ตั้งบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตร่วมกับตระกูลล่ำซำ(บัญชา ล่ำซำแต่งงานกับมรว.สำอางวรรณ เทวกุล มีลูกชายชื่อ บัณฑูร ลำซ่ำ เจ้าของธนาคารกสิกรไทย) และสำนักงานทรัพย์สินฯ ยังได้ขับไล่รัฐสภาออกจากพระที่นั่งอนันตสมาคมอีกด้วย

ขณะเดียวกัน พลโทผิน พล...เผ่า และพลโทสฤษดิ์ ที่ทะเยอทะยานและละโมบตะกละตะกรามก็ต่างฝ่ายต่างแข่งกันกอบโกยความมั่งคั่งและสร้างอิทธิพลจากความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่เข้มข้นกระชับแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ ในเดือนมิถุนายน 2493 รัฐบาลไทยตกลงที่จัดส่งทหารไทย 4,000 นายและข้าว 40,000 ตันไปช่วยสหรัฐในสงครามเกาหลีที่เพิ่งเกิดขึ้น คณะที่ปรึกษาทางทหารจากสหรัฐฯ ก็เดินทางมาประเทศไทยพร้อมด้วยเงิน อาวุธและทำการฝึกให้กองทัพไทย โดยเฉพาะตำรวจตระเวนชายแดนของพล...เผ่า นับเป็นจุดเริ่มต้นของการปรากฏตัวของกำลังทหารสหรัฐฯ อย่างเปิดเผย ซึ่งจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในตลอด 25 ปีต่อมา

ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันเรื่องเงินเดือนของกษัตริย์และราชวงศ์ และการที่ทั้งสองพระองค์ทรงปฏิเสธที่จะกลับมาทรงประสูติ(คลอด)ที่ประเทศไทย หลังจากในหลวงภูมิพลเสด็จกลับไปสวิส ฝ่ายวังในสภาก็เสนอให้รื้อฟื้นพระราชพิธีโบราณสองอย่าง คือ พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาสำหรับข้าราชการทุกคน และการฟื้นคืนบรรดาศักดิ์ เช่น คุณหลวงและเจ้าพระยาเพื่อเป็นรางวัลแก่ผู้สนับสนุนวัง จอมพลป.ผู้ยกเลิกประเพณีทั้งสองนี้เองเมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงทศวรรษที่ 2483 ก็ทำการขัดขวางแต่แล้วก็โดนตอบโต้เอาคืน โดยในเดือนธันวาคม 2493 จอมพลป.เสนอต่อพระองค์เจ้ารังสิตผู้สำเร็จราชการให้เขาได้เข้าเฝ้าในหลวงภูมิพลสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง และขอเข้าร่วมการประชุมองคมนตรีด้วย ซึ่งข้อเสนอของจอมพลป.ก็ดูสมเหตุสมผลเพราะในอังกฤษ ราชินีและนายกรัฐมนตรีจะพบปะกันเป็นประจำ และรัฐบาลก็สัมพันธ์โดยตรงกับคณะองคมนตรี แต่พระองค์เจ้ารังสิตก็ปฏิเสธทั้งสองเรื่อง ไม่ยอมให้จอมพลป.เข้ามามีอิทธิพลในราชสำนัก

ที่จริง จอมพลป.ก็ไม่ได้เป็นปรปักษ์ต่อสถาบันกษัตริย์โดยสิ้นเชิงอีกต่อไปแล้ว เขาได้ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของราชสำนัก เป็นผู้นำการถวายความเคารพต่อองค์พระมหากษัตริย์ในวาระสำคัญ ต่างๆ ไม่ได้ขาด เขาได้ประกาศให้วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเป็นวันหยุดสามวันในเดือนธันวาคมปี 2493 และในวันรัฐธรรมนูญหลังจากนั้นไม่กี่วันก็ดูจะยอมรับการยกความดีความชอบเรื่องประชาธิปไตยให้กับรัชกาลที่ 7 อาจเป็นได้ว่าจอมพลป.กำลังแสวงหาไมตรีจากวัง เพราะการคานอำนาจระหว่างพล...เผ่า พลเอกผินและพลโทสฤษดิ์ นั้นกระทำได้ยากยิ่งขึ้นทุกที เพราะตอนที่ทหารเรือจับกุมจอมพลป.เพื่อก่อการรัฐประหารในเดือนมิถุนายน 2494 นั้น เหล่าขุนทหารได้ทิ้งระเบิดโจมตีเรือที่จอมพลป.ถูกจับเป็นตัวประกันอยู่ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของจอมพลป. แต่โชคดีที่จอมพลป.หนีรอดด้วยการโดดลงน้ำและว่ายเข้าฝั่งได้อย่างหวุดหวิด

จอมพลป.น่าจะมีโอกาสมากขึ้นในช่วงต้นปี 2494 เมื่ออุปสรรคสำคัญคือพระองค์เจ้ารังสิตสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที 6 มีนาคม 2494 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัวมหิดล พระองค์เจ้ารังสิตเป็นพระโอรสองค์สุดท้ายของรัชกาลที่ 5 ที่ยังเหลืออยู่ ทั้งฉลาดและกล้าแข็งที่สุดในหมู่เจ้า และแทบจะเป็นเสมือนพระราชบิดาของในหลวงอานันท์และในหลวงภูมิพล เป็นผู้รับหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และผู้ที่รับช่วงเป็นหัวหอกฝ่ายเจ้าต่อจากพระองค์เจ้ารังสิตคือ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ(กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร) ที่น่าเกรงขาม ถึงแม้จะไม่เชี่ยวชาญการเมืองเท่าพระองค์เจ้ารังสิต

แต่พระองค์เจ้าธานีก็พิสูจน์ตัวเองว่าเข้มเกือบเท่าพระองค์เจ้ารังสิต ราวกลางปี เหล่าขุนทหารก็ต้องการอำนาจเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ พล...เผ่าเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์สองครั้งเพื่อโน้มน้าวพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มอำนาจฝ่ายบริหารในยามฉุกเฉิน ตอนกลับมาในคราวแรกพล...เผ่าเชื่อว่าในหลวงภูมิพลจะทรงยินยอมตกลงแล้ว แต่ในหลวงก็ยังไม่ทรงยอม อาจจะด้วยคำแนะนำของพระองค์เจ้าธานี โดยหวังว่าเรื่องนี้จะถูกล้มเลิกไป แต่พล...เผ่าได้เดินทางไปเป็นครั้งที่สองในเดือนตุลาคม คราวนี้ได้รับการปฏิเสธตรงๆ จนทำให้เหล่าขุนทหารเกรี้ยวโกรธ พวกเขากำลังหมดความอดทนกับวังมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศในกรุงเทพฯ ให้ย่ำแย่ลงไปอีกคือ คดีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ที่หักมุมไปมา ศาลตัดสินครั้งแรกในวันที่ 27 กันยายน 2494 โดยยกฟ้องนายเฉลียว ปทุมรสราชเลขาธิการและนายบุศย์ ปัทมศรินทร์มหาดเล็ก แต่พิพากษานายชิต สิงหเสนีมหาดเล็กว่ามีความผิด คำพิพากษานี้เท่ากับว่าลบล้างข้อกล่าวหาต่อนายปรีดี แม้ว่าการลงโทษนายชิตเพียงคนเดียวนั้นจะอธิบายไม่ได้ก็ตาม ทั้งรัฐบาลแล้วฝ่ายเจ้าต่างโกรธและขุ่นเคือง รัฐบาลจึงสั่งให้มีการไต่สวนใหม่ ซึ่งทำให้สถานการณ์ยังไม่เหมาะสมที่ในหลวงภูมิพลจะเสด็จกลับมาประทับอยู่เมืองไทยอย่างเป็นการถาวร ซึ่งได้วางแผนเอาไว้สำหรับต้นเดือนธันวาคม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกบ่งบอกแนวโน้มได้ว่าพระองค์จะเผชิญกับความปันป่วนแค่ไหนถ้าเสด็จกลับประเทศไทย ในเดือนกรกฎาคม 2494 กษัตริย์อับดุลลาห์แห่งจอร์แดนถูกลอบสังหาร ในสเปนเผด็จการฟรานซิสโก ฟรังโก พยายามเชิดดอนฮวน ลูกชายของกษัตริย์อัลฟองโซที่ถูกเนรเทศเพื่อหาความชอบธรรมให้กับตนเอง ในญี่ปุ่นเกิดการเดินขบวนประท้วงต่อต้านกษัตริย์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของนักศึกษาฝ่ายซ้าย 3,000 คน จนทำให้จักรพรรดิ ฮิโรฮิโตต้องถูกกักอยู่ในอาคารมหาวิทยาลัย เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ควรค่าแก่พระราชวงศ์ที่จะต้องพึงตระหนักอย่างระมัดระวัง และในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 ทันทีที่เรือพระที่นั่งของในหลวงภูมิพลแล่นเข้าน่านน้ำไทย พลเอกผิน , พล...เผ่าและพลโทสฤษดิ์ก็ก่อการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของตนเอง และยึดอำนาจที่วังได้มาจากรัฐธรรมนูญ 2492 ไปเสีย (ผินรับพระราชทานยศพลเอก ปี 2493 และ ยศจอมพล ปี 2495 ,สฤษดิ์ รับยศพลเอก ปี 2495 รับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และรับยศจอมพลเมื่อ 23 มิถุนายน .. 2497)

สงครามเย็น 2495-2500 การรัฐประหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2494 สร้างความสั่นสะเทือนแก่ฝ่ายเจ้าไม่น้อยไปกว่าการล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 2475 เป็นการปฏิบัติการที่เฉียบขาดและมีการข่มขู่พระเจ้าอยู่หัวและเชื้อพระวงศ์อย่างน่าเกลียด มันเกิดขึ้นในช่วงจังหวะที่ราชสำนักกำลังเตรียมเฉลิมฉลองจุดสูงสุดของการต่อสู้อย่างทรหดเป็นเวลาหกปีในการกอบกู้อำนาจของฝ่ายเจ้าอยู่พอดี ฝ่ายเจ้ามีความคาดหวังเฝ้าคอยที่เพิ่มทวีขึ้นในทุกๆ ขั้นตอนการเสด็จกลับของในหลวงภูมิพล ตั้งแต่พิธีส่งเสด็จที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และอีกครั้งที่ท่าเทียบเรือของเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี วิทยุและหนังสือพิมพ์รายงานความคืบหน้าของการเดินทางอย่างต่อเนื่องทุกวัน มีการกระจายเสียงพระราชสาส์นจากในหลวงภูมิพลระหว่างการเสด็จเพื่อประโคมข่าวสร้างความตื่นเต้นในกรุงเทพฯ พิธีการรับเสด็จถูกจัดวางเหมือนเป็นพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งที่สอง โดยมีการยิงปืนใหญ่สลุตบนฝั่งแม่น้ำ ตามด้วยพิธีกรรมทางศาสนาที่สถานที่ศีกดิ์สิทธิ์หลายแห่งในพระบรมมหาราชวัง จากนั้นไม่นานก็จะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลซึ่งจะครบสองรอบหรือ24ชันษา ต่อเนื่องด้วยวันรัฐธรรมนูญที่เฉลิมฉลองการที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานประชาธิปไตยแก่ประชาชนไทย

สามวันก่อนการเสด็จถึงกรุงเทพ ขุนทหารหลายนายตบเท้าไปยังบ้านของพระองค์เจ้าธานีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อเรียกร้องให้ท่านยุบสภา ปลดคณะรัฐมนตรี ยกเลิกรัฐธรรมนูญ และประกาศตั้งรัฐบาลใหม่ที่ประกอบด้วยพวกของขุนศึกเอง เมื่อพระองค์เจ้าธานีแย้งว่าน่าจะรอปรึกษาพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลก่อน แต่เหล่าขุนทหารก็ลงมือจัดการยึดอำนาจเอง ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2492 และริบอำนาจจากพระมหากษัตริย์ โดยพวกเขาปิดกั้นการสื่อสารกับเรือพระที่นั่งของในหลวงภูมิพลเพื่อไม่ให้หันกลับลำหวนคืนกลับไปยุโรป จอมพลป.ได้ทำสิ่งที่เป็นการหยามพระเกียรติหนักข้อขึ้นไปอีกด้วยการตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการฯ แทนพระองค์เจ้าธานีเสียเอง

ต่อหน้าสาธารณะชน เหล่าขุนทหารสร้างภาพว่ายังมีความจงรักภักดี เมื่อในหลวงภูมิพล พระราชินีสิริกิติ์และฟ้าหญิงอุบลรัตน์ที่ยังเป็นทารกเสด็จขึ้นฝั่งเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2494 โดยมีพระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตรและจอมพลป.พิบูลย์สงครามรอรับเสด็จ ขณะเดียวกันพวกเขาก็สั่งห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหวและปลดฝ่ายเจ้าที่ครอบงำสภาและรัฐบาลมาเป็นเวลาสี่ปีออกไป คณะรัฐประหารนำรัฐธรรมนูญ 2475 กลับมาประกาศใช้และจอมพลป.ก็แต่งตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติ 123 คน ซึ่ง 103 คนมาจากตำรวจและทหาร

วันที่ 4 ธันวาคม 2494 จอมพลป.ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พลเอกผิน ชุณหะวันเป็นรองนายกฯ พลโทสฤษดิ์ ธนะรัชต์และพล...เผ่า ศรียานนท์เป็นรัฐมนตรีดูแลกองทัพแล้วตำรวจตามลำดับ พระเจ้าอยู่หัวไม่มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ เหล่าขุนทหารถือว่าพระองค์อยู่นอกประเทศขณะเกิดการรัฐประหารและผู้สำเร็จราชการ ให้ความเห็นชอบ ซึ่งก็คือจอมพลป. ส่วนข้ออ้างในการทำรัฐประหารก็คือ รัฐสภามีความฉ้อฉลและหย่อนยาน ประเทศชาติเผชิญภัยจากคอมมิวนิสต์ ซึ่งจอมพลป.อธิบายว่าเป็นการคุกคามชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของไทย

สงครามเย็นระหว่างค่ายของโลกเสรีทุนนิยมและค่ายสังคมนิยมทำให้สหรัฐฯ และอังกฤษต้องรีบให้การยอมรับรัฐบาลใหม่ พวกเขาให้เหตุผลในการรับรองการยึดอำนาจว่าเนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนแปลงประมุขของประเทศคือ ยังคงเป็นพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลพระองค์เดิม หมายความว่าจอมพลป.จะต้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้

วันที่ 6 ธันวาคม 2494 การสร้างภาพของความจงรักภักดียังดำเนินต่อไป พลเอกผินได้ถวายกระบี่จอมทัพแด่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับกษัตริย์หนุ่มพระชนม์ 24 ชันษา ทั้งที่พระราชอำนาจถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง แต่ราชสำนักก็พยายามรักษาอาการให้ดูเป็นปกติ ทั้งในหลวงและพระราชินีทรงร่วมงานพิธีถวายการต้อนรับอย่างแกนๆ และสำนักพระราชวังก็ประกาศการฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นเวลาสี่วัน ขณะเดียวกันพระองค์เจ้าธานีและพระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคลก็เตรียมสู้ ด้วยคำแนะนำจากทั้งสองท่านนี้ ในหลวงภูมิพลก็ได้ทรงเริ่มต้นรัชสมัยของพระองค์ด้วยการท้าทายโดยตรงต่อเหล่าขุนทหาร โดยในวันที่ 6 ธันวาคม 2494 ทรงลงพระปรมาภิไธยรับรัฐธรรมนูญ 2475 เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยทรงเรียกร้องให้มีการแก้ไขแต่ทีแรก ซึ่งจะทำให้วังมีตัวแทนอยู่ในคณะรัฐมนตรีของคณะรัฐประหารและมีบทบาทสำคัญในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับในปี 2490 ที่วังพยายามเข้ามามีอิทธิพลแต่เนิ่นๆ เพื่อควบคุมผลที่จะออกมา แต่หลังจากที่จอมพลป.และขุนทหารคนอื่นๆ เข้าวังไปในวันที่ 6-7 ธันวาคมแล้ว ในหลวงภูมิพลก็ทรงยอมลงพระปรมาภิไธยโดยไม่มีการแก้ไข ไม่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ดูเหมือนว่าในหลวงภูมิพลทรงได้รับคำขู่ว่าจะหลุดจากราชบัลลังก์หากไม่ให้ความร่วมมือ และทรงเห็นตัวอย่างที่เกิดกับรัชกาลที่ 7 เมื่อปี 2475 พระองค์จึงต้องยอมและทรงประกาศให้รัฐธรรมนูญเป็นฉบับชั่วคราว

จากนั้นในหลวงทรงแสดงความขุ่นเคืองพระทัยอย่างเปิดเผยด้วยการไม่ทรงไปเปิดงานรัฐธรรมนูญที่สวนดุสิต และทรงยกเลิกงานพระราชทานเลี้ยงวันรัฐธรรมนูญที่วังเป็นเจ้าภาพ ในวันที่ 10 ธันวาคม 2494 ทรงประกอบพระราชพิธีที่เน้นย้ำเรื่องราวที่ว่ารัชกาลที่ 7 ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประเทศ และพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลก็ทรงเริ่มปฏิบัติพระราชภารกิจที่กลายมาเป็นพระราชจิริยวัตรสำคัญตลอดพระชนมชีพของพระองค์ในหลายสิบปีต่อมา นั่นคือ การทรงพบปะบุคคลสำคัญๆ ทรงเป็นประธานในงานพิธีต่างๆ และทรงออกงานสังคม ทรงให้รองผู้อำนวยการยูเนสโกเข้าเฝ้าฯ ทั้งสองพระองค์เสด็จร่วมงานเลี้ยงวันพระราชสมภพอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี วันที่ 26 ธันวาคม 2494 ทรงรับการถวายเสื้อครุยเนติบัณฑิตไทยที่กระทรวงยุติธรรม ในวันส่งท้ายปีเก่า ทั้งสองพระองค์ทรงร่วมงานสังคมชนชั้นสูงของกรุงเทพฯ ที่สโมสรราชตฤณมัยสมาคม(สนามม้านางเลิ้ง) โดยทรงพระราชทานรางวัลเดอร์บีคัพ ในคืนนั้นทรงมีพระราชดำรัสผ่านวิทยุกระจายเสียง เรียกร้องให้ประชาชนยึดมั่นในศีลธรรมเพื่อต่อสู้กับความชั่วร้าย และนึกถึงประเทศชาติก่อนตนเอง วันถัดมาทรงปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาในวัง และทรงร่วมงานเลี้ยงสำหรับเจ้าหน้าที่ราชสำนักและครอบครัว เบื้องหลังท่าทีเยือกเย็นมั่นอกมั่นใจของพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนี้ ทำให้ราชสำนักหนักใจ พระองค์เจ้าธานีบอกบรรดานักการทูตว่าหากรัฐธรรมนูญไม่เป็นที่พอพระทัย ในหลวงภูมิพลก็จะเสด็จกลับไปสวิตเซอร์แลนด์ หรือกระทั่งอาจจะสละราชสมบัติ แต่คำขู่ของพระองค์เจ้าธานีไร้ผล วันที่ 3 มกราคม 2495 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่นำโดยพลเอกผิน เริ่มส่งร่างแก้ไขไปให้วัง วังแทบไม่กล้าโต้แย้งอะไรเลย

ฝ่ายนิยมกษัตริย์ตอบโต้ด้วยการต่อสู้อย่างเปิดเผยบนหน้าหนังสือพิมพ์ สื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศรายงานว่า กองทัพได้ควบคุมการเคลื่อนไหวของพระราชวงศ์อย่างแน่นหนา พรรคประชาธิปัตย์ประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้งที่กำหนดจะมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2495 ราชสำนักหาเรื่องฉีกหน้าเหล่าขุนทหารและเกทับด้ายคุณธรรมที่เหนือกว่า เมื่อเหล่าขุนทหารพยายามซื้อความร่วมมือจากพระเจ้าอยู่หัวด้วยการจัดสรรงบ 5 ล้านบาทเพื่อสร้างวังแห่งใหม่สำหรับทั้งสองพระองค์ที่ท่าวาสุกรี แต่ในหลวงภูมิพลก็ตรัสว่ามันฟุ่มเฟือยโดยใช่เหตุ รัฐบาลควรจะใช้งบประมาณสำหรับสิ่งจำเป็นเท่านั้น โดยทรงสำทับว่าการสร้างวังแห่งใหม่จะต้องขับไล่ประชาชนหลายสิบครอบครัวที่ยังไม่มีที่ไป.. บางกอกโพสต์หนังสือพิมพ์นิยมเจ้ารายงานว่า พระราชปฏิภาณตอบโต้ของในหลวงภูมิพลในครั้งนี้เป็น บทเรียนความมัธยัสถ์ที่เหมาะแก่เวลา แต่เหล่าขุนทหารต่างไม่สะดุ้งสะเทือน คณะกรรมการของพลเอกผินยังได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญที่หนักข้อกว่าเดิมอีกและปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงของวัง วันที่ 17 มกราคม 2495 ในหลวงภูมิพลทรงเปลี่ยนท่าทีใหม่ ทรงเสนอให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมดเนื่องจากมันจะเป็นฉบับแรกที่ประกาศใช้โดยพระองค์เอง แต่เรื่องนี้ถูกพวกขุนศึกปฏิเสธเช่นเคย

วันที่ 24 มกราคม 2495 สภาที่คุมโดย กองทัพได้ให้ความเห็นชอบต่อรัฐธรรมนูญ 2475 ฉบับแก้ไขอย่างเป็นเอกฉันท์ในวาระแรก หนึ่งเดือนหลังจากนั้นรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายก็ผ่านสภาโดยราบลื่นรัฐธรรมนูญยังคงรักษาสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์อยู่เช่นเดิมด้วยภาษาที่เยิ่นเย้อ เสาหลักของประเทศมีสี่ประการตามที่จอมพลป.เคยแก้ไขในช่วงแรกหลัง 2475 คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์มีอำนาจเต็มในเรื่องข้าราชบริพารและคณะองคมนตรี 9 คน นอกนั้นแทบไม่มีอะไรต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับที่นำไปสู่การสละราชย์ของรัชกาลที่ 7เลย อำนาจของพระมหากษัตริย์จะถูกควบคุมโดยการที่จะต้องมีผู้นำทางการเมืองให้ความคิดเห็นและลงนามสนองพระบรมราชโองการ รัฐสภามีสมาชิกสองประเภท คือมาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี อำนาจยับยั้งของกษัตริย์จะถูกตีตกไปด้วยแค่เสียงส่วนใหญ่ในสภา

ในหลวงภูมิพล ดูจะทรงไม่สะทกสะท้านด้วยการที่ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจต่อไปตามปกติ ปลายเดือนมกราคม 2495 ทรงบริจาคเงิน 10,000บาทให้โรงพยาบาลของกองทัพ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทรงเป็นประธานในงานสำเร็จการศึกษาของโรงเรียนมัธยมของเจ้า(โรงเรียนวชิราวุธราชวิทยาลัย) หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จไปผักผ่อนพระราชอิริยาบทที่วังไกลกังวลหัวหิน และทรงเสด็จกลับมากรุงเทพฯ ช่วงสั้นๆ พร้อมพระราชินีสิริกิติ์เพื่อทรงเปิดงานประจำปีที่วัดเบญจมบพิตร คืนนั้นทั้งสองพระองค์ทรงร่วมงานลีลาศการกุศลเพื่อมูลนิธิคนตาบอด ซึ่งอยู่ในความพระราชินูปถัมภ์ของ มีการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ใหม่ของในหลวงภูมิพล และประมูลภาพถ่ายพระราชินีสิริกิต์และพระราชธิดาโดยฝีพระหัตถ์ของในหลวงภูมิพล ข่าวหลักของค่ำคืนนั้นคือ พระราชินีสิริกิติ์ทรงพระครรภ์อีกแล้ว

ตอนนี้เหล่าเจ้าใช้วิธีเสี่ยงแบบเดียวกับรัชกาลที่ 7 ในช่วงหลัง 2475 ด้วยการข่มขู่อย่างเปิดเผยว่า พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลจะเสด็จกลับสวิตเซอร์แลนด์และจะทรงสละราชบัลลังก์ แต่จอมพลป.และเหล่าขุนทหารก็ตอบโต้อย่างสงบนิ่งว่าพวกเขาสามารถหากษัตริย์องค์ใหม่ได้ โดยเอ่ยถึงพระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์ บริพัตร การหักหาญครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลทูลถามถึงวันเวลาที่ในหลวงจะทรงประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลไม่ทรงตอบ และขณะที่ในหลวงเสด็จกลับไปหัวหิน คณะรัฐมนตรีก็ได้กำหนดให้เป็นเช้าวันที่ 8 มีนาคม พอถึงวันที่ 7 มีนาคม 2495 เป็นที่ชัดเจนว่าในหลวงภูมิพลจะไม่เสด็จกลับกรุงเทพ พิธีการก็ถูกยกเลิก วิทยุของรัฐประกาศแต่เพียงว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงรู้สึกว่าไม่ควรจะรีบร้อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

แต่พอบ่ายวันนั้น พล...เผ่าได้94นำกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งไปหัวหินเพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว หลายชั่วโมงหลังจากนั้น พวกเขาก็กลับกรุงเทพฯโดยนำในหลวงกลับมาด้วย และในเวลา 11นาฬิกาของเช้าวันถัดมา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ท่ามกลางเสียงมโหรีปี่พาทย์ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ทรงประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่แทบจะเป็นฉบับเดียวกับที่รัชกาลที่ 7 ได้ลงพระปรมาภิไธยเมื่อสามสิบปีก่อน โดยมีจอมพลป.เป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการในฐานะนายกรัฐมนตรี

มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดา ที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเพิ่งได้ทรงประลองกำลังทางการเมืองเป็นครั้งแรก อันเป็นพระราชอำนาจที่พระองค์ทรงได้รับการบอกเล่าบ่อยครั้งว่าอยู่ภายใต้ราชบัลลังก์และสายพระโลหิตของพระองค์ แต่ทรงล้มเหลวอย่างจัง จอมโหดอย่างพล...เผ่าจะไปข่มขู่พระเจ้าอยู่หัวว่าอย่างไรนั้นยังคงเป็นความลับ แต่เชื่อกันว่า ถ้าพล...เผ่าไม่ได้ข่มขู่เอาชีวิตของในหลวงภูมิพล เขาก็คงข่มขู่ที่จะเปิดโปงว่าในหลวงภูมิพลเป็นผู้ปลงพระชนม์พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 และจะบีบให้พระองค์ต้องหลุดจากราชบัลลังก์

ในหลวงภูมิพลได้ทรงเสด็จประกอบพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญอย่างสง่าผ่าเผย สีพระพักต์ไร้รอยยิ้มตามแบบฉบับของพระองค์ ทรงมีพระราชดำรัสอย่างสั้นๆแล้วก็เสด็จกลับไปหัวหินอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้เสด็จกลับกรุงเทพ และทรงโปรดเกล้าให้ผู้แทนพระองค์ไปทำพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงตามฤดูของพระแก้วมรกต แทนพระองค์ในวันที่ 12 มีนาคม 2495

ในการเลือกตั้งปลายเดือนมีนาคม 2495 ทหารประสบควาบสำเร็จไม่มากนัก แต่กรณีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเนื่องจากสมาชิกสภาแต่งตั้งเป็นคนของพวกทหารทั้งหมด พระราชพิธีสำคัญถัดไปคือการเปิดสภา เมื่อทางวังยังไม่ให้ความร่วมมืออีก จอมพลป.ก็จัดการเปิดสภาโดยไม่มีกษัตริย์และทำการจัดตั้งรัฐบาล ในที่สุดวันที่ 25 มีนาคม 2495 ในหลวงภูมิพลก็ทรงยอมรับความพ่ายแพ้ โดยทรงยอมลงพระปรมาภิไธยให้จอมพลป.เป็นนายกรัฐมนตรี

นับว่าเป็นเป็นการตัดสินพระทัยที่ฉลาดทีเดียวที่ไม่แตกหักกับพวกขุนศึก เพราะช่วงนั้นมีสัญญาณที่แสดงถึงชะตากรรมของสถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศที่ประดาบหรือปะทะกับกองทัพของตนเอง โดยวันที่ 28 กรกฎาคม 2495 กษัตริย์ฟารุคผู้เสเพลแห่งอียิปต์ถูกโค่นล้มโดยกองทัพและลี้ภัยไปอิตาลี พระราชโอรสวัยหกเดือนของพระองค์ถูกเชิดขึ้นเป็นกษัตริย์ ปีถัดมากองทัพอียิปต์เลิกเสแสร้งและประกาศเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสาธารณรัฐ ที่จอร์แดนในเดือนสิงหาคม 2495 กษัตริย์ทาลาลองค์ใหม่ถูกขับไล่และแทนที่ด้วยกษัตริย์ฮุสเซนที่อยู่ในวัย 17 ปี และพระเจ้าชาห์จอมฉ้อฉลแห่งอิหร่านถูกบีบให้ลี้ภัยเป็นการชั่วคราวในช่วงการลุกฮือที่เกือบจะโค่นล้มพระองค์ได้สำเร็จ พระเจ้านโรดมสีหนุแห่งกัมพูชาก็ง่อนแง่นในกลางปี 2495 ทรงปลดรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเองและอีกสองสามปีให้หลังพระองค์ก็ถูกบีบให้สละราชย์บัลลังก์และในเวียตนาม จักรพรรติเบ๋าได๋หุ่นเชิดของฝรั่งเศสก็พ่ายแพ้ต่อระบอบสาธารณรัฐ

เหล่าขุนทหารไทยยังคงสั่งสมความแข็งแกร่งต่อไปโดยอาศัยการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในสงครามเย็น การจับอาวุธยึดอำนาจรัฐในประเทศใกล้เคียงเริ่มตีวงโอบล้อมประเทศไทย ทั้งในพม่า มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม และลาว เดือนมกราคม 2495 เวียดมินห์ระเบิดถล่มไซ่ง่อนเพื่อต่อสู้กับฝรั่งเศส และในวันกรรมกร 1 พฤษภาคม 2495เกิดจลาจลนองเลือดของกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่โตเกียว ในกรุงเทพฯ ก็เริ่มมีฝ่ายซ้ายกลุ่มเล็กๆ วอชิงตันขนานนามไทยว่าเป็นแนวต้านทานคอมมิวนิสต์ โดยมีเหล่านายพลเป็นนายหน้า ซีไอเอเร่งฝึกตำรวจและทหารในการสงครามและการควบคุมสังคม

การสนับสนุนจากซีไอเอทำให้พล...เผ่าและตำรวจตระเวนชายแดนของเขาทรงอำนาจมาก พล...เผ่าพูดจาภาษาต่อต้านคอมมิวนิสต์แบบอเมริกัน และเขามีแนวโน้มจะเป็นทายาทของจอมพลป. โดยพล...เผ่าฉวยโอกาสใช้สถานการณ์ในการผูกขาดธุรกิจการค้าและการเงินที่สำคัญจำนวนมาก รวมถึงการส่งออกฝิ่นจากพม่า และยักยอกเงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ไว้เป็นจำนวนมหาศาล ตำรวจและทหารไทยสถาปนาอำนาจมหาศาลของพวกตนด้วยการผ่านกฎหมายการกระทำอันไม่เป็นไทยหรือกฎหมายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเดือนพฤศจิกายน 2495 กฎหมายฉบับนี้ได้สนับสนุนความโหดร้ายและความฉ้อฉลสำหรับอีกสี่สิบปีถัดมา โดยถูกเข็นผ่านสภาสามวาระรวดในวันเดียวอเมริกาแสดงความชื่นชมการกระทำอันไม่เป็นไทย” นี้เท่ากับเป็นคอมมิวนิสต์และการยุยงปลุกปั่น หมายถึงการกระทำใดๆ ก็ตามที่บ่อนทำลายชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ศัตรูทางการเมืองสามารถถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์และมีโทษจำคุกสิบปี ถ้าหากไม่โดนพล...เผ่าจัดการฆ่าทิ้งไปเสียก่อน

ทางวังได้ปรับกระบวนใหม่ กระเถิบถอยจากการต่อสู้อย่างเปิดเผยและหันกลับไปสร้างฐานอำนาจทางประเพณีแทน กล่าวคือ หันไปเน้นการสร้างภาพของพระเจ้าอยู่หัวในฐานะพ่อปกครองลูก ทรงสูงส่งใกล้เคียงพระโพธิสัตว์ ทรงดูแลทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร และเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมและประเพณีของชาติ เมื่อเวลาผ่านไป กลยุทธนี้จะทำงานได้ผลอย่างยอดเยี่ยม เพราะไม่ถูกมองว่าเป็นการแสวงหาอำนาจทางการเมือง สถาบันกษัตริย์จะพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับเหล่าขุนทหาร

ในหลวงภูมิพลคงจะไม่สามารถวางแผนยุทธศาสตร์นี้ ได้ด้วยพระองค์เอง แต่มีทีมงานเจ้าและขุนนางที่มีประสบการณ์คร่ำหวอดเป็นผู้จัดการโดยผ่านทางเครือข่ายที่มีอยู่อย่างกว้างขวาง ตัวหลักๆ ก็คือ คณะองคมนตรี ข้าราชบริพารใกล้ชิดและเจ้าอาวาสอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดล้วนมีความเชื่อมโยงไปถึงสมัยรัชกาลที่ 7และหลายคนก็ย้อนไปถึงรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่พระองค์เจ้ารังสิตสิ้นพระชนม์ไป พระองค์เจ้าธานีนิวัติได้เป็นประธานองคมนตรี เป็นนักจารีตนิยมที่เฉลียวฉลาด นอกนั้นก็มีขุนนางลายครามอย่าง ศรีธรรมาธิเบศร(เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร/จิตร ณ สงขลา ประธานศาลฎีกา,เสนาบดียุติธรรม,ประธานรัฐสภา,องคมนตรี) มานวราชเสวี(พระยามานวราชเสวี/ปลอด ณ สงขลา,อธิบดีกรมอัยการ ,ประธานสภาผู้แทนราษฎร,องคมนตรี,ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์) ศรีวิสารวาจา(พันเอกพระยาศรีวิสารวาจา/หุ่น ฮุนตระกูล ,รัฐมนตรีต่างประเทศ,การคลัง และองคมนตรี) และเข้าอีกคนชื่อ อลงกฎ(พลเอกพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอลงกฎ ,คณะผู้สำเร็จราชการ,ประธานองคมนตรี) หลังจากมรว.สิริกิติ์อภิเษกสมรส หม่อมเจ้านักขัตมงคลผู้พ่อก็ได้เป็นองคมนตรี เช่นเดียวกับหม่อมเจ้าวิวัฒนชย ไชยันต์(รัฐมนตรีคลัง/ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย/บิดาของมรว.กิติวฒนา ไชยันต์ ปกมนตรี สส.บัญชีรายชื่อหนึ่งเดียวของพรรคเพื่อแผ่นดินเขตกรุงเทพ แม่ของคุณอวัสดา ปกมนตรี) หม่อมเจ้าอลงกฎและหม่อมเจ้านักขัตสิ้นชีพในปี 2495 และ 2496ตามลำดับ และหม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์(ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย/รัฐมนตรีเกษตร/พานิชย์) กับหลวงสุรณรงค์ (พลเอกหลวงเสนาณรงค์) เข้ามาเป็นแทน

นับเป็นเป็นทีมงานที่แข็งแกร่งน่าเกรงขาม หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์เป็นนักการทูตและผู้เชี่ยวชาญการเงินชั้นนำของประเทศ จบการศึกษาจากเคมบริดจ์และเป็นหลานของรัชกาลที่ 5 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเป็นผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อสงครามสิ้นสุด เขานำทีมเจรจาสนธิสัญญาที่โหดหินกับอังกฤษ เขารู้เรื่องการเมืองยุคหลังสงครามอย่างลึกซึ้งและมีสายสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญทั่วโลก เป็นผู้นำพาประเทศไทยให้เข้าร่วมกับธนาคารโลกและรับตำแหน่งที่ปรึกษาของเลขาธิการสหประชาชาติ

เดช สนิทวงศ์ก็เป็นนักการทูตและนักการเงินเช่นกัน เขาเป็นญาติกับพระมารดาของพระราชินีสิริกิติ์คือ หม่อมบัว สนิทวงศ์ เขาจึงถือเป็นตัวแทนฝั่งพระราชินี แต่เขาก็ยังใกล้ชิดกับในหลวงภูมิพล บางครั้งก็ได้ร่วมบรรเลงในวงดนตรีด้วย หลวงสุรณรงค์ (พลเอกหลวงเสนาณรงค์) ผู้เป็นราชองครักษ์มาตั้งแต่ช่วง 2475 ก็เป็นคนที่ครอบครัวมหิดลไว้ใจและเป็นตัวเชื่อมกับกองทัพ

นอกจากนี้ยังมีหม่อมเจ้านิกรเทวัญ เทวกุล(ลูกกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ) เลขานุการคณะองคมนตรีและภายหลังเป็นเลขานุการส่วนพระองค์อีกด้วย ทวีวงศ์ ถวัลยศักดิ์ พ่อมดการเงินของวังและใช่วงทศวรรษที่ 2503 เป็นผู้ดูแลกิจการทั้งหมดของวังและพระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล(เสด็จองค์ชายใหญ่ คุณตาของพระองค์เจ้าโสมสวลี เจ้าของอัศวินภาพยนต์ )ที่เป็นนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลและเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์เชิดชูเจ้าที่ได้รับความนิยม ส่วนเครือข่ายเจ้าที่อยู่ภายนอกวังก็มีรัฐมนตรีต่างประเทศวรรณไวทยากร (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า วรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ รัฐมนตรีต่างประเทศ/นายกราชบัณฑิตยสถาน) ผู้กว้างขวางในแวดวงข้าราชการ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริแห่งกระทรวงเกษตร ผู้แต่งคำร้องเพลงพระราชนิพนธ์ 28เพลง หม่อมเจ้าอาชวดิศ ดิศกุล(โอรสกรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ผู้ว่าการไฟฟ้าบางกอก มรว.ศุขสม เกษมสันต์ กรรมการผู้จัดการการบินไทย และเจ้าอีกหลายคนที่เป็นข้าราชการระดับสูง

เครือข่ายราชวงศ์จักรีมีความแข็งแกร่งในธุรกิจเช่นเดียวกัน ทวีวงศ์และพรรคพวกเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นที่ทรงอิทธิพลในธนาคารหลายแห่ง วรรณไวทยากร พระองค์เจ้าธานีนิวัติและพระยาศรีวิสารวาจาต่างเคยเป็นผู้ว่าสมาคมโรตารีกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่รวมนักธุรกิจชั้นนำทั้งไทยและต่างชาติ พวกเขายังควบคุมสยามสมาคม ซึ่งเชิดชูเจ้าผ่านการสนับสนุนการวิจัยทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์และกิจกรรมต่างๆ เจ้าหน้าที่วังมีตำแหน่งในสมาคมทางศาสนาหลายแห่ง หม่อมทวีวงศ์เป็นประธานสมาคมศิษย์เก่าอังกฤษ อันเป็นจุดโยงใยสำคัญสำหรับชนชั้นนำไทยและทุนต่างชาติ

เครือข่ายต่างๆ นี้ช่วยค้ำจุนพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล แต่การเชิดชูพระองค์ต่อไปไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจากพ่ายแพ้ในเรื่องรัฐธรรมนูญ ทีมเจ้าพยายามส่งในหลวงภูมิพลให้เสด็จเดินสายทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมเฝ้าชมพระบารมีของธรรมราชา แต่จอมพลป.ได้ปฏิเสธความคิดนี้ด้วยเหตุผลว่าเกรงจะเป็นอันตราย แล้วตัดงบประมาณของวังลง ในขณะที่ตัวจอมพลป.กลับออกเดินสายชนบทเสียเอง ดังนั้นราชสำนักจึงหันกลับมายังกิจกรรมสังคมและพิธีกรรมอย่างเดิม หกเดือนแรกที่วุ่นวายในกรุงเทพฯแสดงให้เห็นว่าพระราชกรณียกิจเพียงแค่นี้ก็ส่งผลได้มากมายมหาศาลอยู่แล้ว

กระทั่งก่อนความพ่ายแพ้เรื่องรัฐธรรมนูญ ในหลวงภูมิพลทรงปฏิบัติพิธีกรรมจำนวนมากที่เชิดชูสถานะของพระองค์ให้อยู่ในจุดสูงสุดของลำดับชั้นทางอำนาจของประเทศ บทบาทของพระมหากษัตริย์ในฐานะผู้ผดุงความยุติธรรมได้รับการสถาปนาด้วยพิธีการปรากฏพระองค์ในศาล หนึ่งในสองคดีที่พระองค์ทรงพิพากษาเป็นคดีที่ชายคนหนึ่งขโมยเครื่องโม่แป้งเล็กๆ เขาสารภาพผิดและรับโทษจำคุกสามเดือน พระเจ้าอยู่หัวผู้ลึกซึ้งและทรงพระมหากรุณาธิคุณทรงเสนอให้รอลงอาญา โดยตรัสว่าชายคนนั้นสำนึกผิดแล้ว ในคดีที่สอง ทหารเรือหลายนายได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในอุบัติเหตุรถยนต์จากเชื้อพระวงศ์รายหนึ่ง ด้วยการแนะนำของพระเจ้าอยู่หัว ทำให้เจ้ารายนั้นก็ยอมรับผิด ในขณะที่ทหารเรือก็แสดงความใจบุญด้วยการบริจาคเงินค่าเสียหายให้แก่โรงพยาบาลกองทัพเรือ

พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลยังคงทรงมีฐานะประมุขแห่งรัฐผ่านทางพระราชพิธีต่างๆ เมื่อทรงโปรดให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของจอมพลป.เข้าเฝ้า บรรดารัฐมนตรีต้องถวายความเคารพอย่างสูงสุดต่อพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลด้วยการหมอบกราบ เช่นเดียวกับการเข้าเฝ้าของข้าราชการและหน่วยงานต่างๆเพื่อทรงสร้างความคุ้นเคย ปลายเดือนมีนาคม 2495 ทรงเป็นประธานในพิธีฉลองวันกองทัพอากาศไทย วันถัดมาทรงเสด็จเยือนกระทรวงมหาดไทย ในระหว่างงานพระราชพิธี เกิดไฟฟ้าดับและหลังจากนั้นมีข้าราชการระดับสูงหลายคนยื่นหนังสือลาออกโทษฐานทำให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องยุคลบาทแต่พระองค์ทรงปฏิเสธหนังสือลาออกโดยไม่ถือโทษซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่เปรียบมิได้

ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2495 ราชสำนักจัดงานพระราชพิธีฉลองวันจักรี วันครบรอบวันอภิเษกสมรส และวันฉัตรมงคล(วันราชาภิเษก) ซึ่งในหลวงภูมิพลทรงเป็นประธานในพระราชพิธีแต่งตั้งองคมนตรีและทรงมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์และประดับยศแก่เชื้อพระวงศ์ที่ได้ถวายการรับใช้ราชบัลลังก์ สองวันหลังจากนั้น ทรงประกอบพิธีพืชมงคลภายในพระบรมมหาราชวังวัง เมล็ดข้าวที่ทรงปลุกเสกถูกนำไปใช้ในพิธีแรกนาขวัญ

งานและการโฆษณาสร้างภาพลักษณ์ของพระมหากษัตริย์มีเพิ่มมากขึ้นเมื่อราชวงศ์เสด็จกลับจากหัวหินในกลางเดือนมิถุนายน 2495 ระหว่างทางเสด็จ ในหลวงภูมิพลทรงแวะเยี่ยมนมัสการพระปฐมเจดีย์ ทรงเปิดโอกาสให้พสกนิกรได้เข้าชมพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวหนุ่มหล่อและพระราชินีสาวสวยที่ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระ เมื่อเสด็จถึงกรุงเทพฯ ประชาชนก็ได้เห็นการรับเสด็จในหลวงพระราชินีและฟ้าหญิงอุบลรัตน์จากจากจอมพลป.และคณะรัฐมนตรี จากนั้นพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้เจ้าหน้าที่รัฐบาล นักการทูตและข้าราชการต่างจังหวัดที่มาร่วมงานสัมมนาในกรุงเทพฯ เข้าเฝ้า ทรงเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง วันที่ 24มิถุนายน 2495 อันเป็นวันชาติและครบรอบยี่สิบปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทรงเสด็จเปิดสมัยประชุม สภา เพื่อยืนยันความเป็นองค์พระประมุขของชาติไม่ว่าวันนั้นจะมีความหมายว่าอย่างไรก็ตาม

ปีนั้นผ่านไปโดยในหลวงภูมิพลทรงรับฟังรายงานจากรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูง ทรงมีพระราชปฏิสันถานกับนักการทูตต่างชาติ ทหาร นักลงทุน ตลอดจนรองประธานาธิบดีสหรัฐ นายริชาร์ด นิกสัน นักอุตสาหกรรมชาวเยอรมันอัลเฟรด ครัปป์ (Alfried Krupp เจ้าพ่ออุตสาหกรรมเหล็กเยอรมัน อดีตทายาทเจ้าของโรงงานเหล็กผลิตอาวุธที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมันสมัยฮิตเลอร์) เชื้อพระวงศ์เบลเยียมและอังกฤษ และสมเด็จพระนโรดมสีหนุ ใครๆ ก็คงจะนึกว่าสมเด็จพระสีหนุกับพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลน่าจะเป็นพระสหายที่ถูกคอ เนื่องจากทั้งสองพระองค์ตรัสภาษาฝรั่งเศส อยู่ในวัยกันและทรงมีพระสถานะใกล้เคียงกัน หากแต่ในหลวงภูมิพลทรงเห็นว่าสมเด็จสีหนุท่านน่ารำคาญ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในปี 2497 สมเด็จสีหนุทรงยืมแซ็กโซโฟนทองคำไปและไม่ยอมคืนให้ในหลวง

จากการที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทำให้ในหลวงได้ทรงเห็นช่องทางและผลประโยชน์อันซับซ้อนของการเมืองภายในประเทศและระดับโลก ทำให้พระองค์ได้มีโอกาสได้ฝึกฝนการแสดงความเห็นที่มีลีลาเฉพาะของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล พระองค์ทรงเริ่มที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลต่อแขกเหรื่อบางกลุ่มอย่างระแวดระวังรักษาท่าที ทรงกล่าวถึงจอมพลป.และเหล่าขุนทหารด้วยถ้อยคำหมิ่นแคลน โดยทรงเรียกว่าคนพวกนั้น

ราชสำนักได้จัดตารางงานพระราชพิธีให้ในหลวงภูมิพลอย่างต่อเนื่อง โดยต้นปี 2495 ทรงเริ่มพบปะกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์และพระอาวุโสเป็นประจำ แสดงถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวกับประมุขศาสนา มันทำให้ในหลวงภูมิพลเชื่อมโยงกับวัดบวรนิเวศอันเป็นวัดประจำราชวงศ์จักรีที่มีสมเด็จพระสังฆราชวชิรญูาณวงศ์เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งหนุนเสริมความคิดที่ว่าพระเจ้าอยู่หัวหนุ่มทรงมีความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งอยู่แล้ว ในเดือนมิถุนายน ทรงเป็นประธานในพระราชพิธีเจิมเทียนพรรษาสำหรับจ่ายแจกไปยังวัดต่างๆ ทั่วประเทศและวันที่ 7 กรกฎาคม 2495 ทรงประกอบพระราชพิธีวันเข้าพรรษาที่วังหลวงสามแห่ง ปลายเดือนตุลาคม ทรงมีพระราชพิธีทอดกฐินออกพรรษา

อีกกิจกรรมหนึ่งที่ทีมงานเจ้ามาดหมายให้พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลต้องทำให้ได้คืองานการกุศล ตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ ทีเสด็จมากลับถึงประเทศไทย พระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี โดยภายหลังสมทบด้วยเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาและพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ต่างทรงบริจาคทุนการศึกษา บริจาคเงินให้วัด โรงพยาบาลและโรงเรียนอยู่เป็นประจำ ตัวอย่างของการบริจาคในปี 2496 คือ 36,000 บาท (1,800เหรียญสหรัฐฯ) สำหรับโรงเรียนจำนวนหนึ่งในภาคเหนือ และตู้เย็นขนาดใหญ่สองตู้สำหรับโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นเกียรติแก่หม่อมเจ้านักขัตรที่สิ้นพระชนม์ไป เวลาเกิดภัยพิบัติ เช่น ไฟไหม้หรือน้ำท่วม พระราชวงศ์ก็จะทรงบริจาคเงินช่วยเหลือและฟื้นฟู

เงินบริจาคส่วนใหญ่พุ่งไปที่ด้านสาธารณสุข เพื่อให้ราชวงศ์เป็นแหล่งอำนวยความมีสุขภาพพลานามัยที่ดีของประชาชนในพระราชอาณาจักร ปลายปี 2495 ได้พระราชทานเครื่องช่วยหายใจสามเครื่องและเงิน 1.5 ล้านบาทแก่โรงพยาบาลศิริราชที่พระราชชนนีศรีสังวาลย์เคยฝึกงาน เงินก้อนนี้เพื่อก่อตั้งโรงเรียนพยาบาลภายใต้พระบรมราชูปถัมถ์อุปถัมภ์ การดูแลสุขภาพของประชาชนนี้เป็นทางเลือกที่ฉลาดในการสะสมพระบุญญาบารมี เนื่องจากมันไม่ใช่เรื่องการเมืองและเป็นเรื่องที่ประทับใจประชาชนทุกคนเป็นอย่างมาก และไม่ว่ารัฐบาลจะทุ่มเทไปมากเพียงใด แต่พระราชวงศ์ครอบครัวมหิดลก็จะถูกมองว่าได้ทรงปฏิบัติมากยิ่งกว่ารัฐบาล การบริจาคของพระราชวงศ์ส่วนใหญ่กระทำไปในนามสมเด็จพระราชบิดาเจ้าฟ้ามหิดล ที่ได้รับการถวายพระเกียรติให้เป็นพระบิดาแห่งการแพทย์สมัยใหม่ของไทย

พระราชกรณียกิจเหล่านี้เป็นแบบแผนปฏิบัติการที่จะกำกับพระชนมชีพที่เหลือของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ตอนเริ่มแรกงานพระราชพิธีต่างๆ มีอยู่ประมาณ 150 ครั้งต่อปี แต่ละครั้งก็จะสร้างภาพประทับถึงพระบุญญาธิการบารมีของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล จอมพลป.และเหล่าขุนทหารหมดปัญญาแย่งบทบาทนี้ ตรงกันข้าม พวกเขากลับต้องแสดงความจงรักภักดีเนื่องในวโรกาสทั้งหลายนั้น

ที่จริงแล้ว พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลและสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ก็จะต้องเป็นที่นิยมอยู่แล้วโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้พยายามอะไรอย่างอื่นอีกเลย เพราะในหลวงภูมิพลทรงฉลาด ท่านหน้าตาดี มีสง่าราศี ส่วนสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ก็ทรงเป็นคู่ที่เหมาะสม พระราชินีทรงยิ้มแย้มเบิกบาน มีพระจริตทางสังคมโดยธรรมชาติ รอยยิ้ม ท่าทางและรสนิยมแฟชั่นทำให้พระราชินีกลายเป็นแบบอย่างสำหรับผู้หญิงไทยโดยทันที ทั้งสองพระองค์ทรงนำเสน่ห์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้คนไทยรุ่นใหม่ได้รู้จัก ซึ่งทั้งสองพระองค์ไม่เคยได้มีชีวิตที่เคยเป็นพระมหากษัตริย์และพระราชินีจริงๆ มาก่อน และประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อปี 2475 และต่างก็รังเกียจบรรดาขุนทหารและนักการเมืองที่ฉ้อฉล สำหรับประชาชนไทยแล้ว พระมหากษัตริย์ภูมิพลและพระราชินีสิริกิติ์ทรงมีความสดและน่าดึงดูด และทำให้มีสำนึกของวัฒนธรรมไทย คล้ายๆ ชาวยุโรปกับครอบครัวกษัตริย์ที่ฟู่ฟ่าและนำแฟชั่น ชนชั้นกลางของไทยในเมืองก็แสวงหาโอกาสจะได้พบเห็นพระราชวงศ์ตัวจริงและเข้าร่วมงานพระราชพิธีต่างๆ พวกเขาจะยืนตรงถวายความเคารพเวลาเพลงสรรเสริญพระบารมีบรรเลงในโรงภาพยนตร์

เบื้องหลังการโฆษณาสร้างภาพคือการวางแผนสนับสนุนอย่างชาญฉลาดของราชสำนัก หนังสือพิมพ์และนิตยสารถูกป้อนด้วยรูปภาพครอบครัวมหิดลตามงานลีลาศที่เป็นทางการและงานเลี้ยงในส่วนต่างๆ ทรงใช้เวลาวันหยุดกับพระโอรส ทรงจัดงานเลี้ยงฉลองงานวันเกิด พวกเขาตีพิมพ์ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวงภูมิพลที่เป็นภาพของราชวงศ์ระหว่างทรงออกงานและทรงพักผ่อนพระอริยาบท ภาพยนตร์ส่วนพระองค์ก็ปรากฏอยู่ในภาพยนต์ข่าวตามโรงหนัง ปลายปี 2495 หนังความยาว 90 นาทีที่ตัดต่อจากภาพยนต์ส่วนพระองค์ที่แสดงภาพครอบครัวชนชั้นกลางร่วมสมัยอย่างที่เห็นในรายการทีวีอเมริกัน ถูกนำออกฉายทั่วประเทศ เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากการเมืองที่น่าเบื่อ ในปี 2497 มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมชเปิดตัวหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ที่มุ่งตลาดคนมีการศึกษา รายงานข่าวและบทความในหนังสือพิมพ์สยามรัฐล้วนสอดแทรกด้วยข้อถกเถียงของปัญญาชนนิยมกษัตริย์ และวิพากษ์วิจารณ์คู่แข่งของพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะจอมพลป.

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2493 ในหลวงภูมิพลทรงใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับเรื่องของการดนตรี แล้วความสนพระทัยด้านดนตรีของพระองค์ได้รับการเผยแพร่สนับสนุนเป็นพิเศษ ทรงพระราชนิพนธ์เพลงสำหรับบรรเลงในคอนเสิร์ตและงานการกุศล เพลงพระราชนิพนธ์ที่มีท่วงทำนองง่ายๆเหล่านั้นได้รับการออกอากาศถี่ยิบ แม้กระทั่งในสถานีวิทยุท้องถิ่นของสหรัฐฯ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อยุคสงครามเย็น ในปี 2495 โดยที่รู้ว่าในหลวงภูมิพลทรงเป็นแฟนรายการวิทยุ รัฐบาลจึงได้ถวายเครื่องส่งวิทยุแรงสูงแด่พระเจ้าอยู่หัวเครื่องหนึ่ง โดยพระองค์ทรงเริ่มสถานีวิทยุส่วนพระองค์ คือวิทยุ อ.. (พระที่นั่งอัมพรสถาน) ออกอากาศเรื่องราววัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ราชสำนัก และดนตรีที่ได้รับความนิยม ในหลวงภูมิพลทรงสวมบทผู้ดำเนินรายการและดีเจเปิดเพลงพระราชนิพนธ์สัปดาห์ละหนึ่งครั้ง

ไม่นานหลังจากนั้น ก็ได้ทรงตั้งวง อ.. และเล่นดนตรีออกอากาศในคืนวันศุกร์ โดยทรงเล่นเพลงยอดนิยมไทยและสากล รวมทั้งเพลงพระราชนิพนธ์ วงดนตรีนี้ได้กลายเป็นงานอดิเรกที่ยืนยาวที่สุดของในหลวงภูมิพล และเพื่อนร่วมวงกลายเป็นพระสหายสนิท สมาชิกรุ่นแรกๆ ส่วนใหญ่เป็นเจ้าและข้าราชบริพาร พวกเขาแสดงต่อสาธารณะเป็นครั้งคราว ซึ่งเปิดโอกาสให้พสกนิกรได้เฝ้าชมพระบารมีนอกงานพิธี กิจกรรมด้านนี้ได้รับความนิยมมาก แม้ว่าตนตรีตะวันตกจะฟังดูพิลึกสำหรับคนไทยจำนวนมากก็ตาม บนเวที ในหลวงภูมิพลก็ยังทรงได้รับการนบนอบเยี่ยงพระมหากษัตริย์อยู่

แง่มุมต่างๆ เหล่านี้ของพระเจ้าอยู่หัวหนุ่มที่หล่อเหลา ที่ทรงมีพรสวรรค์และทุ่มเทปรากฏอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2495 เมื่อพระราชินีสิริกิติ์ทรงพระประสูติพระราชโอรส ทรงพระนามวชิราลงกรณ์ มันเป็นหลักหมายสำคัญของราชวงศ์ เป็นการถือกำเนิดเจ้าฟ้าคนแรกนับแต่รัชสมัยของรัชกาลที่ 5 วงดุริยางค์ของกองทัพภายนอกพระราชวังบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ปืนใหญ่ยิงสลุต และประชาชนนับพันที่เฝ้ารอมาทั้งวันต่างพากันส่งเสียงไชโยโห่ร้อง สัปดาห์ต่อๆ มา หนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างตีพิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์รัชทายาทราชวงศ์จักรี ที่พระเจ้าอยู่อยู่ทรงถ่ายเอง

ตราบใดที่พระราชวังยังดูหลีกห่างจากการเมือง ตราบนั้นคณะทหารก็ยังให้การสนับสนุน รัฐบาลของคณะทหารประกาศให้วันเฉลิมพระชนมพรรษาของทั้งในหลวงและพระราชินีเป็นวันหยุด กองทัพได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จเป็นประธานในงานพิธีต่างๆ รวมทั้งการจบการศึกษาของนักเรียนนายร้อยและการเลื่อนยศของทหารตำรวจระดับสูง ปลายปี 2495 รัฐบาลยินยอมให้ราชสำนักควบคุมองครักษ์ของวังโดยตรง ในหลวงภูมิพลทรงเสด็จประดับสีให้แก่หน่วยทหารและตำรวจหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งเป็นพระราชภารกิจสำคัญอันหนึ่งที่ผูกโยงกองทัพกับราชบัลลังก์

อันที่จริง เหล่าขุนทหารไม่ได้ต้องการจะมีภาพเป็นปฏิปักษ์กับพระมหากษัตริย์ขวัญใจประชาชนที่เป็นส่วนสำคัญในสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ และได้รับการเชิดชูจากสหรัฐฯ ซีไอเอและหน่วยข่าวของสหรัฐจ่ายแจกใบปลิว แผ่นพับภาษาไทย ประกาศว่าคอมมิวนิสต์เป็นภัยทุกทางต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พวกเขาปั้นเรื่องเกินจริงด้วยการทำเอกสารปลอมภาษาไทยที่มีเนื้อหาโจมตีกษัตริย์โดยอ้างว่าเป็นของคอมมิวนิสต์ เวลาผ่านไป สหรัฐฯ ก็ทำทั้งภาพ หนังสือและภาพยนตร์ ในปี 2499 สำนักข่าวสารอเมริกัน(USIS) มีหน่วยเคลื่อนที่ 8 ชุดตระเวนฉายหนังและแสดงดนตรี เปรียบเทียบกษัตริย์และราชินีอันเป็นที่รักกับปีศาจคอมมิวนิสต์ ขณะที่คอมมิวนิสต์ยังดูเลื่อนลอยแต่สถาบันพระมหากษัตริย์กลับดูเป็นจริงมากขึ้น

ทางวังได้ตอบแทนด้วยการเสนอมิตรภาพแต่พอควรแก่พล...เผ่า จอมพลผิน และพลเอกสฤษดิ์ ทั้งหมดนี้ไม่มีขุนศึกคนไหนสะอาดสะอ้านพอแต่พระราชวงศ์ต้องการใช้ประโยชน์จากการขับเคี่ยวกันเองในหมู่พวกขุนศึก และปกป้องตนเองเผื่อขุนศึกคนใดคนหนึ่งจะช่วงชิงอำนาจได้สำเร็จ พวกขุนศึกได้รับเชิญเข้าร่วมงานพระราชพิธีในราชสำนักและบางครั้งได้มีโอกาสร่วมเสวยพระกระยาหารกับราชวงศ์ ในปี 2496 พวกขุนศึกได้รับพระราชทานเครื่องราชย์ ทำให้ดูประหนึ่งว่าเป็นที่โปรดปราน สายสัมพันธ์บางอย่างก็เป็นเรื่องทางธุรกิจที่หม่อมทวีวงศ์นำเงินของวังมาร่วมลงทุนกับเหล่าขุนทหาร ที่ผูกขาดธุรกิจหลายอย่าง ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย

ทางวังพยายามผูกมิตรกับพล...เผ่ามากเป็นพิเศษ ในปี 2496 ในหลวงภูมิพลทรงเป็นประธานในพิธีสำคัญๆ ของตำรวจ พระราชทานยศพิเศษและเครื่องราชย์แก่พล...เผ่ากับนายพลตำรวจอื่นๆ รวมทั้งเลื่อนยศนายตำรวจระดับสูง พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลยังทรงเสด็จไปเป็นประธานในพิธีที่พล...เผ่ามอบแหวนอัศวินแก่ลูกน้องตำรวจของตนเอง ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นพวกมาเฟียที่ดูแลการค้ายาเสพติดและเรียกค่าคุ้มครองให้พล...เผ่านั่นเอง แต่แกนความสัมพันธ์หลักกลับกลายมาเป็นตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซีไอเอเพื่อปฏิบัติการต่อต้านคอมมิวนิสต์ โดยได้รับการฝึกฝนและติดอาวุธเหนือกว่ากองทัพด้วยซ้ำ ศูนย์ฝึกอยู่ใกล้วังไกลกังวลที่หัวหิน ในหลวงภูมิพลทรงใช้สนามบินของ ตชด. และตชด. ก็ทำหน้าที่อารักขาระหว่างที่ประทับอยู่หัวหิน ความสัมพันธ์จึงงอกงามเป็นพิเศษ ในหลวงภูมิพลมักจะเสด็จเยือนค่ายตชด. อยู่เป็นประจำ ทรงเล่นกีฬาและยิงปืนร่วมกับพวกตชด. และในปี 2497 เมื่อ ตชด. เริ่มจัดตั้งอาสาสมัครป้องกัน จำนวน 120,000 คนทั่วประเทศ ก็ได้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ และพระราชทานธงประจำหน่วย

ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างวังกับตชด.นี้ ได้รับการสนับสนุนจากทั้งพล...เผ่าและซีไอเอ จากการศึกษาชิ้นหนึ่งระบุว่า ตชด.ได้ยึดถือว่าพวกตนมีภารกิจพิเศษ ในการปกป้องชาติและพระมหากษัตริย์ ซึ่งเรื่องนี้เข้าทางของราชวงศ์พอดี เพราะความสัมพันธ์ยึดมั่นแบบนี้ไม่เกี่ยวโยงกับพล...เผ่า และสามารถสืบต่อไปได้โดยไม่ต้องมีพล...เผ่าหรือหากพล...เผ่าจะกระด้างกระเดื่องขึ้นมาก็คงไม่มีความหมายอะไร พล...เผ่าเองก็ดูจะพึงพอใจกับท่าทีที่ให้ความสนพระทัยของในหลวงภูมิพล โดยบอกกับนักการทูตว่าทางวังโปรดปรานตนขณะที่เกลียดชังจอมพลป.

ในปี 2498 พล...เผ่าได้สร้างความดีความชอบแก่วัง และอาจจะเป็นครั้งสำคัญที่สุด นั่นคือเขาปิดฉากคดีสวรรคตรัชกาลที่ 8 แม้มันไม่แนบเนียนนักแต่ก็ต้องหาทางให้จบสิ้นให้ได้

ที่จริงคดีสวรรคตนี้ ได้เน่าคาศาลไปตั้งนานแล้ว เป็นหนามยอกอกสำหรับวงการเมืองของและของพระราชวงศ์เรื่อยมา การสืบสวนและไต่สวนครั้งแล้วครั้งเล่ายังคงหาเรื่องพุ่งเป้าไปที่นายปรีดีและเรือเอกวัชรชัยที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศกับชายสามคนที่ถูกจับตั้งแต่ 2490 ทั้งๆ ที่แทบไม่มีหลักฐานอะไรเลย ศาลชั้นต้นไม่ยอมพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม จึงตกเป็นภาระของพล...เผ่าที่ต้องคอยผลักดัน จนกระทั่งในเดือนตุลาคม 2497 ศาลฎีกาก็ตัดสินว่านายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศรินทร์และนายเฉลียว ปทุมรสมีความผิดและให้ลงโทษประหารชีวิต มีแต่พระเจ้าอยู่หัวเท่านั้นที่มีพระราชอำนาจระงับการประหาร แต่สี่เดือนผ่านไปพร้อมกับความเงียบจากราชสำนัก ขณะที่จอมพลป.อยู่ต่างประเทศ พอวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498 พล...เผ่าก็จัดการประหารชีวิตทั้งสามคนอย่างเงียบๆ ด้วยการยิงเป้า

สี่สิบปีต่อมามา พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลจะทรงตรัสในทำนองว่า การประหารเป็นไปอย่างปุบปับ โดยที่พระองค์ทรงกำลังพิจารณาลดหย่อนผ่อนโทษอยู่ แต่สี่เดือนแห่งความเงียบเฉยนี้ไม่ได้สนับสนุนคำอ้างของในหลวงภูมิพลแม้แต่น้อย ตัวบ่งชี้อีกอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการประหารไม่ได้เป็นไปโดยไม่ทันได้ตั้งตัวก็คือ การที่พระราชชนนีสังวาล์ยเริ่มเรียนวิปัสสนาสองวันก่อนการประหาร พระชนนีทรงกักพระองค์เองอยู่แต่ในวังสระปทุมเป็นเวลาหนึ่งเดือน จะทรงออกมาก็แต่เพื่อพบอาจารย์สอนวิปัสสนาคือ พระเทพสิทธิมุนีที่วัดมหาธาตุเท่านั้น การที่จู่ๆ พระชนนีศรีสังวาลย์ต้องการฝึกสมาธินี้ ได้รับคำอธิบายในภายหลังว่าเกิดจากปัญหาการนอนไม่หลับ แต่ดูจากจังหวะเวลาแล้วคงเป็นได้ว่าพระชนนีต้องการชำระจิตใจในช่วงที่มีการประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ในคดีสวรรคต

พล...เผ่าช่วยจัดการปิดคดี หากในหลวงภูมิพลเข้ามาแทรกแซงเพื่อทรงช่วยผู้บริสุทธิ์ ประชาชนก็คงจะเกิดคำถามว่า ถ้าไม่ใช่สามคนนั้น แล้วใครล่ะที่ปลงพระชนม์ ถึงตอนนี้คงมีแต่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเท่านั้นที่คงต้องตอบคำถามนี้เฉพาะให้กับตัวของพระองค์เองเท่านั้น

ถึงจะมีความสัมพันธ์อันดีกับเหล่าทหารแล้วก็ตาม ทางวังก็ยังไม่อยากจะให้ความร่วมมือกับจอมพลป. ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นศัตรูอันดับหนึ่งแทนนายปรีดี ในช่วงทศวรรษที 2493 จอมพลป.ยังได้รับความนิยมชมชอบ เป็นคนหล่อเหลาและมีสง่าราศี ความพยายามในการสร้างชาติของจอมพลป.โดนใจใครต่อใครหลายคน และจอมพลป.ก็ชำนาญในการแจกจ่ายซื้อใจคน เพื่อที่จะประคองตัวอยู่เหนือการแก่งแย่งทำลายกันเองในหมู่ขุนพล เขาจำต้องทำให้ประชาชนยึดถือตัวเขาเป็นผู้นำ แต่เขาก็มักกระทบกระทั่งกับในหลวงภูมิพลอยู่เป็นประจำ จอมพลป.อาจจะเป็นคนเดียวที่มองเห็นอานุภาพของสัญลักษณ์การนิยมเจ้าเหนือหัวตามประเพณี โดยได้พยายามยึดฉวยมาใช้ประโยชน์เพื่อตนเองในช่วงหลัง 2475 ตอนนี้เขาต้องขันแข่งกับวังในสนามของวังเองและพวกเจ้าก็ไม่มีวันยอมเสียพื้นที่ เช่น ในปี 2495 พวกเจ้าปฏิเสธคำขอของจอมพลป.ที่จะเป็นองคมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

มันกลายมาเป็นการแข่งขันสะสมบุญบารมี ด้วยการที่ในหลวงภูมิพลถูกจำกัดอยู่แต่เฉพาะเมืองหลวง จอมพลป.ก็ยกตัวเองเป็นพ่อขุนของประเทศ เขาเดินสายทั่วประเทศ แจกจ่ายเงินตามวัดและศูนย์สาธารณสุขต่างๆ พร้อมทั้งบริจาคพระพุทธรูปตามรายทาง ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมด้วย จอมพลป.ได้เชิดชูแนวคิดที่ว่าสุโขทัยไม่ได้มีกษัตริย์จริงๆ หากแต่เป็นแบบพ่อปกครองลูก ซึ่งเท่ากับว่าไม่ให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่สืบทางสายเลือด หมายความว่า จอมพลป.ก็มีสิทธิเป็นพ่อขุนได้

การแข่งขันบุญบารมียังลามไปถึงนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจด้วย จอมพลป.ขยับจะทำลายการถือครองที่ดินเนื้อที่มหาศาลในหมู่เจ้าซึ่งเป็นชนชั้นนำเดิมลงไป ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เคยต่อสู้กันหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลายฝ่ายเห็นว่าจำเป็น ในสมัยรัชกาลที่ 5 พวกเจ้าและขุนนางแผ่ขยายการถือครองเรือกสวนไร่นา โดยเฉพาะในที่ราบภาคกลางที่อุดมสมบูรณ์และมีระบบชลประทานของรัฐ ตระกูลเจ้าหลายตระกูล โดยเฉพาะ สกุลสนิทวงศ์ พึ่งพารายได้จากการเก็บค่าเช่านาและสวนจากชาวบ้าน การที่พวกเจ้าปฏิเสธไม่ยอมหักภาษีจากรายได้นี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

สองทศวรรษถัดมา ชาวนาที่มีทีดินเป็นของตัวเองยังมีน้อยกว่าครึ่ง ด้วยประชากร 80 เปอร์เซ็นต์ต้องพึ่งพาการเกษตร จอมพลป.ได้เสนอกฎหมายในปี 2495 เพื่อจำกัดการถือครองที่ดินรายละไม่เกิน 50 ไร่สำหรับทำการเกษตร และ 10 ไร่สำหรับอุตสาหกรรม เจ้าที่ดินรายใหญ่จะมีเวลาเจ็ดปีที่จะผ่องถ่ายที่ดินส่วนเกินออกไป ชาวนาที่ทำกินมานานจะได้รับความช่วยเหลือในการออกโฉนดสำหรับไร่นาที่ตัวเองทำกิน ข้อเสนอนี้ทำให้ต้องสู้กันถึงสองปีกับเจ้าที่ดินรายใหญ่ ซึ่งรวมทั้งพระเจ้าแผ่นดินด้วย ทางวังยืนยันว่าการกระจายการถือครองที่ดินนั้นไม่มีความจำเป็นเพราะที่ดินมีอยู่มหาศาลทั่วประเทศ แต่ที่ดินที่ว่านั้นส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าของรัฐและชาวนาไม่สามารถถือครองได้ตามกฎหมาย วังยังโต้แย้งอีกด้วยว่ากฎหมายนี้จะทำให้ผู้ถือครองที่ดินรายย่อยถูกผู้มีอำนาจรังแกเอาได้

ในที่สุด ปี 2497 กฎหมายนี้ก็ผ่านสภาจนได้ เมื่อถูกส่งไปให้พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล แต่ก็ทรงปฏิเสธที่จะลงพระปรมาภิไธย โดยทรงหลีกเลี่ยงที่จะทดสอบอำนาจยับยั้งอันอ่อนแอของพระองค์ เมื่อรัฐสภาส่งถวายร่างกฎหมายให้พระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งที่สอง พระองค์ก็ยังคงไม่ยอมลงพระปรมาภิไธยอีก ในเดือนธันวาคม 2497 สภาก็ถวายร่างกฎหมายให้พระองค์อีกเป็นครั้งที่สาม พระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวทำท่าจะสั่นคลอนหากพระองค์ปฏิเสธอีก สภาสามารถลงมติผ่านเป็นกฎหมายได้เลย ดังนั้นพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลจึงทรงยอมลงพระปรมาภิไธยในที่สุด โดยที่พวกเจ้ารู้ดีว่า เจ็ดปีที่กฎหมายจะมีบังคับใช้นั้นสำหรับการเมืองไทยแล้วเป็นเวลาที่ยาวนานและยังไม่มีความแน่นอน

ทางวังเริ่มโต้กลับบ้าง พวกเจ้าขอให้รัฐบาลต่างประเทศสนับสนุนข้อเสนอให้ในหลวงภูมิพลได้เสด็จเดินสายเยี่ยมราษฎรในชนบทในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ในหลวงภูมิพลได้ทรงหว่านเอกอัครราชทูตอังกฤษด้วยพระองค์เอง ซึ่งภายหลังก็ท่านทูตได้เสนอให้ลอนดอนกดดันรัฐบาลไทยให้ยินยอม เพื่อใช้ประโยชน์จากความจงรักภักดีของประชาชนที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ โดยถือเป็นวิธีการที่มีศักยภาพสำหรับการรับมือกับภัยคอมมิวนิสต์ แต่ก็ยังไม่ได้ผล

ในที่สุดวังก็ได้พบช่องทางอื่นๆ ในปี 2496 เวียตมินห์ที่กำลังต่อสู้กับฝรั่งเศส ได้เคลื่อนเข้าไปในลาวและทหารไทยก็ตื่นตัวเฝ้าระวังตามชายแดนด้านลาว เนื่องจากทรงเสด็จเยี่ยมทหารเหล่านั้นไม่ได้ ในหลวงภูมิพลจึงได้มีพระราชดำรัสผ่านทางวิทยุกระจายเสียงไปทั่วประเทศ ทรงบอกให้ประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดนไม่ต้องกังวล และพระองค์จะเสด็จไปเยี่ยมในเร็วๆ นี้ มันเป็นการย้ำเตือนว่าพระเจ้าอยู่หัวคือผู้นำสูงสุดของประเทศ

ถึงจะทุ่มเทพยายามเต็มที่แล้วก็ตาม จอมพลป.ก็กำลังพ่ายแพ้ เขาต้องรับบาปสำหรับการทุจริตและการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกันเองภายในคณะรัฐประหาร เมื่อขาดการสนับสนุนจากกองทัพและวัง เขาก็พยายามปั้นตัวเองเป็นผู้เชิดระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย ซึ่งตามแนวนี้จะทำให้กษัตริย์ถูกกันออกจากการเมือง ต้นปี 2498 จอมพลป.ใช้เวลาสองเดือนเดินทางตระเวนไป 17 ประเทศในกลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์ ได้เข้าเฝ้าองค์สันตปะปาที่โรม ได้พบนายพลฟรังโกที่สเปน และทานอาหารร่วมกับพระราชินีเอลิซาเบธ ส่วนสำคัญอยู่ที่การเยือนสหรัฐฯ เป็นเวลาสามสัปดาห์ โดยทางการวอชิงตันได้สรุปให้จอมพลป.ฟังเรื่องระบอบประชาธิปไตยของอเมริกันและการขับเคลื่อนของสงครามเย็น

ครั้นพอกลับมา จอมพลป.จัดการแถลงข่าวรายสัปดาห์และสนับสนุนให้มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เขาได้ยกเลิกการห้ามพรรคการเมืองและประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งในอีกไม่นาน ขณะเดียวกันก็ประกาศว่าการรัฐประหารเท่ากับเป็นการทำลายระบอบกษัตริย์ เขาได้ประนีประนอมกับวังด้วยการยอมให้ในหลวงภูมิพลเสด็จพระราชดำเนินเดินสายในชนบท

จอมพลป.คงจะต้องเสียใจในภายหลัง เพราะจากการทดลองเสด็จสองครั้งๆ ละหนึ่งวันในปลายเดือนกันยายน 2498 ไปยังจังหวัดในภาคกลางแสดงให้เห็นว่าชาวบ้านตื่นเต้นดีใจกันมากที่ได้เห็นพระเจ้าอยู่หัว ในที่สุด วันที่ 1 1 พฤศจิกายน การเสด็จเยือนพระราชอาณาจักรของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลก็เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง โดยทรงเสด็จตระเวนอีสานเป็นเวลา 20วัน อีสานเป็นภาคที่มีพื้นทีและประชากรมากที่สุดของประเทศและยากจนมากที่สุดด้วย เนื่องจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์และมีความแห้งแล้ง การไม่รู้หนังสือและภาวะทุพโภชนาการเป็นปัญหาอยู่ทั่วไป และภาษาไทยก็มีความสำคัญเป็นอันดับสามรองจากภาษาลาวและเขมร คนไทยภาคกลางมองภาคอีสานเป็นเหมือนเมืองขึ้นที่กระด้างกระเดื่องและไร้วัฒนธรรม

การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้เทียบได้กับการเสด็จเยือนหัวเมืองของกษัตริย์ในอดีต คณะผู้ติดตามมีจำนวนมากประกอบด้วยนายพลทั้งทหารและตำรวจ ตลอดจนคนในรัฐบาล เดินทางโดยรถยนต์และรถไฟ แต่ละวันจะเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยา จัดงานพิธีในอาคารสถานที่ของหน่วยงานรัฐและค่ายทหาร และบางครั้งก็แวะไปยังสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัดที่สำคัญ ภาพยนตร์ที่บันทึกไว้แสดงให้เห็นประชาชนเรียงรายสองฟากถนนขณะรถไฟหรือขบวนรถพระที่นั่งของพระเจ้าอยู่หัวแล่นผ่านทุ่งนาของพวกเขา หรือไม่ก็ออกันแน่นขนัดในเมืองและวัดเพื่อถวายบังคมแก่พระเจ้าอยู่หัวของพวกเขา ผู้คนหลั่งไหลมาส่งเสด็จขึ้นรถไฟออกจากกรุงเทพฯ และตามสถานีต่างๆ ตามรายทาง

อย่างไรก็ตาม เกือบทั้งหมดของการเสด็จพระราชดำเนิน ส่วนใหญ่หมดไปกับพิธีกรรมของรัฐ ในจุดแวะเยือนแต่ละที่ จะมีข้าราชการท้องถิ่นทยอยถวายการต้อนรับ ในหลวงภูมิพลต้องประทับนั่งฟังผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวถวายรายงานสถิติต่างๆ ของจังหวัด การประชุมเหล่านี้เป็นไปโดยเปิดเผย และประชาชนสามารถเห็นได้จากการจัดวางที่นั่งและท่าทางของข้าราชการว่า พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลคือผู้ทรงอำนาจเหนือกว่ากระทั่งพระและนายพล หลังจากทรงฟังคำถวายรายงานเสร็จ ในหลวงภูมิพลก็จะทรงรับของขวัญและเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนประชาชนที่ก้มกราบ เอื้อมแตะรูปบูชาของพวกเขา บางครั้งในหลวงก็ทรงแตะศีรษะของประชาชน อันถือเป็นสิริมงคล ถือว่าเป็นมหาศิริมงคลและบุญกุศลอันยิ่งใหญ่แก่พสกนิกรที่ได้เฝ้าชมพระบารมีมันเป็นอำนาจดีงามสูงสุดเหนือความฉ้อฉลกดขี่ของบรรดาตำรวจข้าราชการและพ่อค้าที่เอาเปรียบทั้งหลาย

เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเสด็จเยือนครั้งนี้ช่วยตอกย้ำพระบุญญาธิการของพระมหากษัตริย์ ในข้อขัดแย้งเล็กน้อยเรื่องหนึ่ง กรมทางหลวงถูกโจมตีสำหรับการละเลยไม่ดูแลถนนในภาคอีสานให้ดี ผู้โจมตีกล่าวว่ากรมทางหลวงควรจะจัดการรดน้ำถนนก่อนล่วงหน้าขบวนเสด็จเพื่อไม่ให้เกิดฝุ่น และบนถนนก็มีตะปูที่ทำให้รถในขบวนเสด็จยางรั่วไปหลายคัน แต่กรมทางหลวงตอบโต้ว่าในหลวงทรงบอกเองว่าถนนที่นั่นสภาพดีกว่าถนนในกรุงเทพฯ เสียอีก และทรงได้บอกให้กรมทางหลวงไม่ต้องรดน้ำ เพราะควรสงวนน้ำไว้สำหรับชาวนาที่จำเป็นต้องการใช้ ส่วนตะปูเหล่านั้นเป็นฝีมือของคนงานที่สร้างซุ้มประตูต้อนรับพระเจ้าอยู่หัวนั่นแหละ

ความสิอกย้ำบุญญูบของขวัญูดสำคัญูนอาฯำเร็จอย่างมโหฬารของการเสด็จเยือนชนบทครั้งนี้ทำให้จอมพลป.ตื่นตระหนก และเขารีบระงับแผนการเสด็จแบบเดียวกันนี้สำหรับภาคใต้และภาคเหนือ แต่ในขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มประลองกันว่าใครมีความสูงส่งทางศาสนาเหนือกว่ากัน งานนี้พระเจ้าอยู่หัวเป็นฝ่ายได้เปรียบ

จอมพลป.เข้าใจดีถึงอำนาจทางศาสนาของภาพลักษณ์ธรรมราชา หลัง 2475 เขายึดกุมมหาเถรสมาคม แต่งตั้งพันธมิตรพระมหานิกายายในตำแหน่งต่างๆ หลังจากจอมพลป.ถูกโค่นลงจากอำนาจในปี 2483 ทางวังก็รีบเข้ายึดกุมอำนาจทันทีด้วยการแต่งตั้งพระธรรมยุติดำรงตำแหน่งสูงสุดทั้งสองคือ สังฆราชเละสังฆนายก วังแสดงท่าทีไม่ประนีประนอมเมื่อตำแหน่งสังฆนายกว่างลงอีกครั้งในปี 2494 แทนที่จะจะหมุนเวียนให้เป็นของมหานิกาย กลับเป็น ของพระศาสนโสภณ(จวน อุฎฐายี)วัดมกุฏกษัตริย์ ผู้นำฝ่ายธรรมยุติได้ตำแหน่งสังฆนายกไป

สามปีให้หลัง วาระของพระศาสนโสภณ(จวน อุฎฐายี)ได้รับการต่ออายุเป็นสังฆนายกต่อไปอีก คงการผูกขาดของวังไว้อย่างไม่ลดรา เรื่องนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ทีดูแลกรมการศาสนา เขาเคยเป็นมหาดเล็กของรัชกาลที่ 6 และเป็นผู้สนับสนุนสถาบันกษัตริย์ในแวดวงราชการ ญาติใกล้ชิดของเขาก็ทำงานอยู่ในวัง งานนี้ทำให้วงการสงฆ์ถึงกับปั่นป่วนวุ่นวาย พระมหานิกายที่ได้รับการสนับสนุนจากจอมพลป.ก็กล่าวหาว่าวังทำลายประชาธิปไตย แรงกดดันอย่างรุนแรงทำให้การต่ออายุของจวน อุฎฐายีถูกยกเลิก และ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ(ปลด กิตติโสภโณ) วัดเบญจมบพิตร พระมหานิกายได้เป็นสระมหานิกายทีได้ร้ถาบ้งสุดทั้งี้ังฆนายกแต่สำหรับจอมพลป.แล้ว นี่ไม่ใช่ชัยชนะอะไรมากนัก

นอกจากการควบคุมวงการสงฆ์แล้ว พวกเจ้าตระหนักว่าการเชิดชูบุญบารมีสูงสุดของกษัตริย์เป็นหัวใจสำคัญของการครองอำนาจนำทางจิตวิญญาณ รากฐานสำหรับสิ่งนี้ก็คือพิธีกรรม โดยลักษณะของตัวสถาบันแล้วสถาบันกษัตริย?งการครองอำนาจนำทางจิตวิญู์เป็นเจ้าของพิธีกรรมสูงสุด ซึ่งวาดภาพให้พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเป็นผู้ทีมีบุญญาบารมีอันไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพิธีกรรมเหล่านี้สามารถปรับแต่งให้ส่งผลทางการเมืองด้วยก็ได้ อย่างเช่นในปี 2495 ยังประกอบพิธีกฐินหลวงอย่างเต็มรูปแบบตามวัดหลวง (ซึ่งเป็นวัดที่มีศักดิ์ศรีสูงสุด) ซึ่งเป็นสิ่งที่จอมพลป.ไม่สามารถทำได้เพราะเขาไม่ใช่พระเจ้าอยู่หัว ในหลวงภูมิพลและเชื้อพระวงศ์ทรงถวายผ้ากฐินแก่พระในวัดหลวงชั้นหนึ่ง และถือปฏิบัติทุกปีหลังจากนั้น แต่พวกเขาก็ละเว้นวัดสองแห่งไว้อย่างชัดเจน คือ วัดมหาธาตุ ศูนย์กลางมหานิกายและวัดพระศรีมหาธาตุที่จอมพลป.เป็นคนสร้าง

จอมพลป.ตอบโต้ด้วยการเสนอตัวเองเป็นผู้ทำนุบำรุงพุทธศาสนาด้วยการเริ่มโครงการบูรณะวัดทั่วประเทศโดยใช้งบประมาณของรัฐ การซ่อมแซมวัดเริ่มจากจำนวน ไม่กี่ร้อยแห่งในปี 2493 เพิ่มเป็นกว่าหนึ่งพัน จนมากที่สุด 1,239 แห่งในปี 2499 ชื่อเสียงที่เคียย่างเก่างการเมืองด้วงคู่กับงานนี้คือจอมพลป. ไม่ใช่ในหลวงภูมิพล ที่ยังทรงมีอุปสรรคจากแหล่งทุนที่จำกัดและการถูกจอมพลป.จำกัดการเดินทาง

อีกทางหนึ่งนั้น จอมพลป.พยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพม่า ประเทศคู่ปรับเก่าของศักดินาไทยในสมัยโบราณและมีวัฒนธรรมพุทธเถรวาทเหมือนกัน เริ่มด้วยการแลกเปลี่ยนทางศาสนา ที่ดูแลโดยจอมพลป.และอูนุผู้นำพม่า ทำให้วังไม่พอใจเนื่องจากคิดว่าควรให้กษัตริย์เป็นผู้นำในการสร้างสันติภาพกับประเทศพม่าที่เคยทำลายกรุงศรีอยุธยามาก่อน

ในเดือนธันวาคม 2498 พม่าเชิญจอมพลป.และพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลไปเข้าร่วมงานครบรอบ 2,500 ปีของพุทธศาสนา ที่จะจัดขึ้นในปี 2499 (เนื่องจากการตีความปฏิทินที่แตกต่างกัน ของพม่าจึงเร็วกว่าของไทยหนึ่งปี) จอมพลป.ตอบตกลง แต่ในหลวงภูมิพลทรงปฏิเสธ โดยพระองค์เจ้าธานีนิวัติซึ่งอาจอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจใช้ข้ออ้างว่าในหลวงภูมิพลไม่สามารถยอมรับเงื่อนไขของทางพม่าที่จะให้พระองค์ต้องถอดรองพระบาทก่อนเสด็จเข้าวัดพม่า จอมพลป.จึงเดินทางไปคนเดียว และหลายเดือนหลังจากนั้นอูนุตอบแทนด้วยการมาเยือนประเทศไทย ระหว่างการเยือนเขาปลูกต้นไม้ที่วัดพระศรีมหาธาตุและบริจาคเงินจำนวนมากเพื่อบูรณะวัดในอยุธยา ทั้งหมดนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของจอมพลป.

ด้วยงบประมาณรัฐบาลที่ไม่จำกัดและการทูตที่อยู่ในมือ จอมพลป.กำลังทำการท้าทายรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของในหลวงภูมิพล แม้ว่าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลจะทรงเป็นธรรมราชาแต่การที่จะเอาชนะในสงครามบารมี พระองค์จำต้องแสดงทานบารมีที่เหนือกว่าด้วยการแจกจ่ายเงินให้กว้างขวางมากกว่า อย่างไรก็ตาม ด้วยสายเลือดบริสุทธิ์และมนต์วิเศษของพระเจ้าอยู่หัวทำให้ในหลวงภูมิพลนำโด่งในการแข่งขันบารมี เพราะสิ่งของที่ถูกประทานด้วยมือของกษัตริย์ ถูกถือว่าศักดิ์สิทธิ์ และทั้งหมดที่พระมหากษัตริย์ต้องการคือเงินที่จะซื้อหาสิ่งของเหล่านั้น ในหลวงภูมิพลอาจเกิดมาพร้อมด้วยบารมีแต่พระองค์ไม่สามารถเป็นธรรมราชาเต็มตัวได้หากว่าพระองค์ไม่มีเงินมากพอ

จึงตกเป็นหน้าที่ของพ่อมดการเงินยอดนักการคลังของวังคือหม่อมทวีวงศ์ ถวัลย์ศักดิ์ ที่จะจัดการกับปัญหานี้ ในต้นทศวรรษ 2493 อาณาจักรการเงินของวังที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่ ได้เป็นแหล่งทุนให้วังใช้บริจาคเพื่อการกุศลต่างๆ ในระดับที่น่าพอใจ นอกจากนี้ในหลวงภูมิพลและราชวงศ์ก็เริ่มที่จะดึงเงินจากชนชั้นนำของไทยตามงานลีลาศและงานการกุศลต่างๆ เพื่อหนุนเสริมการนี้วังจึงแจกเครื่องราชย์ให้กับผู้ที่บริจาคเงินก้อนใหญ่ๆ ในต้นทศวรรษที่ 2493 นักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนระดับชั้นนำ 26 คนไม่เพียงแต่ได้รับพระราชทานเหรียญตราจากพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเป็นการตอบแทนสำหรับเงินบริจาคเท่านั้น แต่ยังได้รับสถานะความเป็นคนไทยที่จงรักภักดีโดยชอบธรรม พร้อมกับเส้นสายทางธุรกิจที่เป็นประโยชน์

เมื่อเงินหมุนเวียนเปลี่ยนมือและบริจาคกลับมายังการกุศลในนามของพระเจ้าอยู่หัว วังก็กลายมาเป็นศูนย์กลางการกุศลสำหรับภัยพิบัติทางธรรมชาติและอุบัติภัยต่างๆ ในช่วงเกิดการระบาดของโปลิโอเมื่อต้นทศวรรษ 2493ในหลวงภูมิพลทรงตั้งกองทุนช่วยเหลือในพระบรมราชูปถัมถ์และทรงระดมทุน 540,000 บาทได้อย่างรวดเร็ว

แต่ความพยายามเหล่านี้ก็ยังคงไม่เพียงพอ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลจำเป็นที่จะต้องบริจาคเงินจำนวนมหาศาลได้อย่างสม่ำเสมอและยั่งยืน เพื่อพระบุญญาธิการของพระองค์จะได้ไม่มีผู้ใดเทียบได้ พวกเจ้าได้คิดค้นกลไกอันยอดเยี่ยมขึ้นมาอันหนึ่งเพื่อเพิ่มพูนทรัพย์สินไว้ให้พระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ได้โดยที่ไม่ทรงจำเป็นต้องรวย คือใช้วิธีโฆษณาสร้างวงรอบการเพิ่มพูนบุญ โดยที่คนไทยทุกคนจะถูกคะยั้นคะยอให้บริจาคเงินแก่พระเจ้าอยู่หัวเพื่อจะได้มีส่วนร่วมในพระบุญญาบารมี และเป็นกลวิธีที่อาจถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ของรัชกาลที่ 9 มันทำให้พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงเป็นจ้าวแห่งการช่วยเหลือสังคมและทรงเป็นสุดยอดแห่งการอุทิศพระองค์

การทำบุญสามารถทำและคิดได้หลายวิธี ภาพที่เห็นชัดเจนของการทำบุญของคนไทยก็ คือการตักบาตรและถวายจตุปัจจัยแก่พระสงฆ์ที่เดินบิณฑบาตในตอนเช้าตรู่ คนไทยส่วนมากเชื่อว่าบุญที่จะได้รับนั้นขึ้นอยู่กับทั้งขนาดของการบริจาคและบุญบารมีของผู้รับทาน คนฐานะดีที่สร้างอุโบสถหรือบริจาคพระพุทธรูปให้วัดจะได้รับบุญมากกว่าชาวนาจนๆ ที่มีแค่ข้าวใส่บาตร ทำนองเดียวกัน การถวายปัจจัยแก่พระย่อมได้บุญมากกว่าการให้ทานแก่คนจน เพราะพระอยู่ใกล้ธรรมะมีศีลมีธรรมสูงกว่าคนทั่วไป ขณะที่พระในฐานะผู้รับก็จะได้รับผลบุญด้วย เพราะท่านยอมตนเพื่อสร้างโอกาสให้ผู้อื่นได้เสียสละ เป็นการเพิ่มพูนผลบุญแก่ทั้งผู้ให้และผู้รับ

ความเชื่อดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้เพื่อทำให้พระเจ้าอยู่หัวได้เป็นศูนย์กลางของการทำบุญ โดยการใส่ความคิดให้ประชาชนเชื่อว่าการบริจาคถวายให้พระเจ้าอยู่หัวและการมีส่วนร่วมในงานพระราชกุศลของพระองค์ จะยิ่งเพิ่มพูนบุญกุศลให้แก่ผู้บริจาคคือได้บุญหลายชั้นหลายต่อ เพราะราษฎรได้มีส่วนร่วมในความสูงส่งกับพระเจ้าอยู่หัวที่สูงส่งที่สุดในราชอาณาจักร ผลบุญที่ได้ก็จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นไปอีก ในหลวงภูมิพลทรงบริจาคเงินที่ได้รับบริจาคมาทั้งหมดในนามของพระเจ้าอยู่หัวเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่ไม่มีใครอื่นมีปัญญาทำได้ ดังนั้นบุญญาธิการจึงดูสูงส่งยิ่งขึ้นไปอีก จึงยิ่งเป็นการดึงดูดผู้คนให้มาบริจาคมากขึ้นไปอีก กระทั่งชาวบ้านทั่วๆไปก็ยังต้องร่วมบริจาคเงินเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเขามีเพื่อร่วมเสด็จพระราชกุศล

วงจรมหัศจรรย์แห่งการทำบุญแบบนี้ได้หยั่งรากลงและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในครึ่งหลังของทศวรรษ 2493 พระราชวงศ์สามารถบริจาคเงินช่วยเหลือสังคมได้ปีละหลายล้านบาท พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงกลายเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดูทรงอำนาจทางการเงินที่ทรงเสียสละและไม่นึกถึงพระองค์เอง ไม่เหมือนพวกเศรษฐีพ่อค้านักการเมืองที่เอาเปรียบและเห็นแก่ตัวทังหลาย

สิ่งที่ตอกย้ำรับรองภาพของพระบุญญาธิการและพระบารมีอันยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลก็คือการผนวชในเดือนตุลาคม 2499 ประเพณีการบวชเป็นระยะเวลาสั้นๆ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านช่วงวัยไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ของหนุ่มไทย ตามประเพณีแล้วจะบวชกันในช่วงเข้าพรรษาเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม สำหรับคนไทยยุคใหม่ การบวชจะใช้เวลาสองสัปดาห์หรือ 15 วัน การบวชมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อในหลวงภูมิพล ในฐานะพระองค์ที่จะทรงเป็นธรรมราชา สำคัญทั้งต่อพระราชอาณาจักรและต่อพระราชชนนีเองเพราะการที่ในหลวงอานันท์ไม่ทันได้บวชก่อนสวรรคตนั้นถือว่าเป็นจุดด่างพร้อยในความเป็นพระมหากษัตริย์ของพระองค์ และว่ากันว่าพระราชชนนีก็ไม่สบายพระทัยในเรื่องนี้



การออกบวชจะต้องมีการศึกษาและปฏิบัติธรรม ทำงานให้วัด และออกเดินบิณฑบาตตอนเช้ามืด รูปจากหนังสือพิมพ์ที่เผยแพร่กันอย่างกว้างขวางแสดงภาพในหลวงภูมิพลโกนหัวโล้น นุ่งจีวร สวมแว่นตาดำ ทรงอุ้มบาตรรับถวายอาหารจากประชาชนที่ทำบุญชนิดที่มีโอกาสแค่เพียงครั้งเดียวในชีวิต ที่จริงแล้วพระในหลวงภูมิพโลภิกขุทรงใช้เวลากับการนั่งสมาธิ การศึกษาและออกบิณฑบาตเพียงส่วนน้อยเท่านั้น สองสัปดาห์หรือเพียง 15 วันของการผนวชนั้นเต็มไปด้วยพิธีกรรมงานพิธีและการรับแขกที่มีทั้งเจ้า นักการเมืองและพระชั้นผู้ใหญ่ ทำนองเดียวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอีสาน กิจกรรมแต่ละอันล้วนถูกออกแบบมาเพื่อการโฆษณาสร้างภาพเน้นย้ำบุญญาธิการของพระมหากษัตริย์เท่านั้น

ตลอดช่วงของการบวช 15 วันได้ถูกวางแผนไว้โดยละเอียดทุกขั้นตอนโดยคณะกรรมการที่นำโดยพระองค์เจ้าธานีนิวัติ(กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร) งานเตรียมการที่ใหญ่ที่สุดคือการซ่อมแซมวัดบวรนิเวศ ที่พระในหลวงภูมิพโลภิกขุจะทรงประทับจำวัด ค่าซ่อมมาจากการบริจาคของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กระทรวงวัฒนธรรม และพระราชชนนีศรีสังวาลย์ พระในหลวงภูมิพโลภิกขุทรงเปิดการซ่อมแซมอย่างเป็นทางการโดยให้บรรดาข้าราชการระดับสูงของรัฐบาลและวังเข้าเฝ้าเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม และทรงประกาศการจาริก ซึ่งบรรดาเจ้าหน้าที่จะต้องเดินตามเสด็จเป็นวงกลมรอบพระราชอาณาจักรขนาดย่อโดยถือเทียนทำทักษินาวัติรอบวิหารในพระบรมมหาราชวังอันเป็นที่ประดิษฐานของพระสยามเทวาธิราช

เช้าวันที่ 22 ตุลาคม 2499 ในหลวงภูมิพลทรงแต่งตั้งพระราชินีสิริกิติ์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่อมาวันที่ 5 ธันวาคม ทรงโปรดยกสถานะของพระราชินีให้เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถสูงขึ้นกว่าการเป็นเพียงแม่ของลูกของพระเจ้าแผ่นดิน จากนั้น ก็เป็นพิธีปลงพระเกศา(โกนผม) ไม่ใช่โดยพราหมณ์ที่ปกติเป็นผู้ตัดผมกษัตริย์ แต่ผู้ที่ปลงพระเกศาคือพระราชชนนีศรีสังวาลย์ พิธีบวชเริ่มต้นในเวลาอันเป็นฤกษ์ยามคือ บ่าย 4:23 ที่วัดศรีรัตนศาสดาราม อันเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ในหลวงภูมิพลทรงสวดมนต์ท่ามกลางเจ้าอาวาสและพระระดับสูง 30 รูปจากวัดหลวง หลังจากนั้นทรงรับผ้าไตรและได้รับการขนานพระนามว่า ภูมิพโลภิกขุ จากนั้นพระราชินีสิริกิติ์และพระราชชนนีก็ถวายเครื่องอัฐบริขาร

ทรงย้ายมาวัดบวรนิเวศโดยขบวนที่นำโดยมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในช่วงเวลาสองสัปดาห์ถัดไป วัดนี้จะเนืองแน่นไปด้วยผู้คน โดยมากเป็นกลุ่มสาวๆ ที่เฝ้ารอให้พระในหลวงเสด็จออกจากห้องสมาธิ ซึ่งเป็นห้องเดียวกันกับที่สมเด็จกรมพระวชิรญาณวโรรส พระสังฆราชในสมัยรัชกาลที่ 5 เคยประทับ สองสามวันแรกมีแต่การการสวดมนต์และการศึกษาธรรม หลังทรงฉันภัตตาหารเช้า (โดยไม่มีการเสด็จทรงบาตรตอนย่ำรุ่ง) พระในหลวงภูมิพโลก็ทรงฟังบรรยาย และในตอนค่ำ ทรงซักจีวรด้วยพระองค์เอง ซึ่งได้รับการรายงานโดยสื่อมวลชน พระญาณสังวร ซึ่งขณะนั้นอายุ 43 ปี (ฉายาในขณะนั้นคือ พระโสภณคณาภรณ์/เจริญ สุวัฒฑโณ)จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในแต่ละวัน มันเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมบุญร่วมชะตากรรมที่ยาวนานทั้งชีวิตของพระญาณสังวรจนกลายมาเป็นที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณส่วนพระองค์ที่ทำหน้าที่เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ขณะที่ตนเองก็เติบโตเลื่อนชั้นมาจนเป็นสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกในปี 2532

หลังสองวันแรกผ่านไป กำหนดการของพระในหลวงภูมิพลก็เป็นการเสด็จเยือนวัดหลวงอื่นๆ ทรงนมัสการเจ้าอาวาส และเปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธา ซึ่งโดยมากเป็นชนชั้นนำของไทย ได้ทำบุญถวายร่วมกับพระองค์ ตั้งแต่วันแรก พวกเขาเข้าแถวรอโอกาสตักบาตรพระในหลวง นำโดยพระราชินีสิริกิติ์และเจ้าระดับสูง ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปวังหลายแห่งเพื่อรับการทำบุญถวาย ในภาพที่มีชื่อเสียงภาพหนึ่ง เจ้าฟ้าชายวชิราลงกรณ์ซึ่งมีพระชนม์ 5 ชันษาได้ก้มกราบพระราชบิดา แสดงถึงสายเลือดและสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างพระเจ้าอยู่หัวและองค์รัชทายาท

ในสัปดาห์ที่สอง พระในหลวงภูมิพลทรงร่วมในพิธีบวชพระรูปอื่นๆ และเสด็จไปร่วมประกอบพิธีที่วัดหลวงในจังหวัดนครปฐมในอีกงานหนึ่ง พระราชินีสิริกิติ์ทรงพระราชทานกฐินหลวงที่วัดบวรนิเวศโดยการถวายผ้าไตรแก่พระภูมิพโลภิกขุ ในช่วงนั้น พระภูมิพโลภิกขุได้ทรงเสด็จพระดำเนินออกออกรับบิณฑบาตนอกวัดเป็นระยะทางสั้นๆ สองหรือสามครั้ง กึ่งๆ เป็นการจัดฉาก เนื่องจากไม่มีใครเขาทำกันในตอนเที่ยงอย่างนั้น มันเป็นที่มาของรูปภาพที่จะถูกใช้เป็นภาพแทนของตลอดทั้งสองสัปดาห์หรือ 15 วันที่ทรงผนวชนั้น

การทรงผนวชสิ้นสุดลงพร้อมกับการรีบหาโอกาสทำบุญกับพระเจ้าอยู่หัวของเหล่าเจ้าหน้าที่ระดับสูง เอกอัครราชทูตของพม่าใส่บาตรแทนนายกรัฐมนตรีพม่า ชุมชนชาวอินเดียในไทยถวายของขวัญแด่พระองค์ ในที่สุด จอมพลป.และภรรยาก็ยังต้องก้มกราบนมัสการภูมิพโลภิกขุ ในวันสุดท้าย พระภูมิพโลภิกขุทรงปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึกภายในบริเวณวัด และจากนั้นก็ทรงเข้าพิธีลาสิกขาบทอย่างเป็นทางการ บรรดาเจ้าและคนระดับสูงของรัฐบาลได้เข้าร่วมในพระราชพิธีที่ทรงเข้ารับการถวายพระมงกุฎคืนจากสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์และทรงกล่าวรายงาน การเสด็จจาริก ของพระองค์ ในหลวงทรงได้รับการถวายการต้อนรับด้วยการสวมกอดอย่างภาคภูมิใจจากพระราชชนนีและพระเชษฐภคินีโดยได้ทรงฉายพระฉายาที่พระราชวงศ์ทรงถ่ายร่วมกัน มีภาพหนึ่งเป็นภาพที่ไม่ค่อยมีให้เห็นนัก นั่นคือพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงแย้มพระสรวล(ยิ้มและหัวเราะ) ที่จริงในหลวงก็แทบจะไม่ได้ห่างหายไปไหนจากพระราชจริยวัตรตามปกติเลย แต่องค์ก็ทรงได้รับการปฎิบัติ ประหนึ่งว่าเป็นสองสัปดาห์หรือ15วันแห่งการตัดขาดจากโลกียวิสัยจริงๆ

ถึงแม้ว่าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลจะทรงได้รับความนิยมสูงขึ้น ในกลางทศวรรษ 2493 แต่ในทางการเมืองแล้วพระองค์ก็ยังคงประทับอยู่ในเงามืด ทรงตรัสว่า“ เวลาเราเปิดปากพูดอะไรบางอย่าง พวกเขาก็จะบอก พระองค์ท่านยังทรงไม่ทราบอะไร เราเลยหุบปากเสีย

พระองค์จึงยังคงมุ่งปฎิบัติพระราชภารกิจต่อไปอันเป็นการพบปะผู้คน เสด็จงานพระราชพิธีต่างๆ และทรงใช้เวลาว่างกับงานอดิเรกและพระราชวงศ์ ทรงได้สมาชิกของพระราชวงศ์เพิ่มเป็นพระราชธิดาคือ เจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ในเดือนเมษายน 2498 ถึงต้นปี 2499 ในหลวงภูมิพลทรงเริ่มได้รับชัยชนะในศึกบารมีที่แข่งขันกับจอมพลป. การที่ยังทรงเยาว์วัยและสภาพบังคับที่ต้องแยกพระองค์ออกห่างจากโลกทางการเมืองที่สกปรกกลับกลายเป็นข้อได้เปรียบของในหลวงภูมิพล ขณะที่ประชาชนเริ่มมองพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเป็นว่าตัวแทนอุดมคติที่ดีเลิศประเสริฐศรีของพวกเขาทีมงานนักวางแผนเดินเกมส์ของเจ้าก็เริ่มหาหนทางทดสอบพละกำลังทางการเมืองของพระองค์

ในครั้งแรก พระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสผ่านทางวิทยุในวันกองทัพไทย 25 มกราคม 2499 ทรงเรียกร้องทหารไม่ให้เลี่ยงการทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเพื่อเล่นการเมืองและใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบ ทหารมีไว้เพื่อประเทศชาติและไม่ได้เป็นของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ฟังดูเผินๆ ราบเรียบไม่น่าจะมีอะไร แต่มันทำให้ฝ่ายทหารเข้าใจว่าเป็นการท้าทายต่อคณะทหาร ดร.หยุด แสงอุทัย สมาชิกสภาระดับอาวุโสและนักกฎหมาย ได้ปกป้องรัฐบาลผ่านวิทยุโดยวิจารณ์ว่าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลได้ทรงล้ำเส้นเกินบทบาทที่ควรภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย กษัตริย์ควรออกความเห็นในเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองหรือสังคม ได้แต่โดยอ้อม ผ่านทางรัฐมนตรีในรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดร.หยุด ท่านพูดถูกต้องตามหลักการแต่ฝ่ายเจ้ามีปฏิกิริยาโกรธแค้น หนังสือพิมพ์สายวัง สยามนิกรได้โจมตีดร.หยุดโดยไม่ได้อ้างรัฐธรรมนูญไทย แต่กลับไปอ้างเป็นคำบรรยายของนายเบจฮอต Bagehot ที่กล่าวถึงอำนาจของกษัตริย์อังกฤษในฐานะผู้ทรงบันดาลความสุขแก่ประชาชน ว่า พระมหากษัตริย์จะหารือกับใครก็ได้ ให้คำแนะนำกับใครก็ได้ และตักเตือนใครก็ได้หากพระมหากษัตริย์ทรงเห็นว่าบุคคลผู้นั้นกำลังกระทำผิด โดยเฉพาะรัฐบาลที่เลว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่พระเจ้าอยู่หัวจะต้องกล่าวผ่านบุคคลใดทั้งสิ้น

มรว.คึกฤทธิ์เขียนในหนังสือพิมพ์สยามรัฐว่าเขาไม่สามารถแม้กระทั่งจะทวนคำพูดของดร.หยุดได้ เพราะอาจเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท พร้อมทั้งบอกว่า ในฐานะจอมทัพไทย กษัตริย์ไม่จำเป็นต้องปรึกษาใครก่อนพูด แล้วก็หันมาโจมตีรัฐบาล ด้วยการถามว่า “มีประชาธิปไตยที่ไหนที่อนุญาตให้นายกรัฐมนตรีเป็นทหารประจำการอยู่ได้ มีประชาธิปไตยทีไหนทีข้าราชการประจำกล้าวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ โดยใช้วิทยุของรัฐบาลเป็นเครื่องมือ ” หลังจากนั้นไม่กี่วัน สมาชิกสภาสายเจ้ารายหนึ่งฟ้องดร.หยุดในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในตอนนั้นบทลงโทษของกฎหมายที่ไม่ค่อยได้ใช้นี้คือจำคุกไม่เกินเจ็ดปีและปรับไม่เกิน 5,000 บาท (ไม่นานก่อนหน้านั้นชาวบ้านที่เเค่ขวางทางรถพระที่นั่งเพื่อจะถวายฎีกาถูกจำคุก 43 วัน) เเต่อธิบดีกรมตำรวจพล...เผ่าพิจารณาส่วนตัวแล้วว่าดร.หยุดไม่มีความผิด

การที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงขยับเข้ามายุ่งการเมืองนั้นใช่ว่าจะทรงปลอดจากอันตราย ดังที่เห็นได้จากการวิพากษ์วิจารณ์ของดร.หยุด แต่ทีมวางแผนฝ่ายเจ้าที่ผลักดันอยู่เบื้องหลังไม่ได้วิตกกังวลอีกแล้ว พวกเขามองเห็นโอกาสเล่นงานจอมพลป.และเหล่าขุนทหาร จอมพลป.ก็คงจะรู้ทัน จึงได้หลีกเลี่ยงไม่ยอมพูดถึงเรื่องนี้ แต่จอมพลป.ก็เดินหน้าโฆษณาหลักประชาธิปไตยอันใหม่ของเขาต่อไปสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในต้นปี 2500 ดูเหมือนจอมพลป.จะเชื่อว่าวังคงจะไม่เข้ามาเทรกแซงผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

แต่จริงๆ แล้ว วิธีคิดของวังเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ตอนนี้ราชสำนักสรุปแล้วว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นไม่มีความสำคัญสำหรับประเทศไทย ในปี 2497 องคมนตรีพระยาศรีวิสารวาจาได้เผยทัศนะนี้ออกมาในการปาฐกถาว่าด้วยเรื่องกษัตริย์ในสยามให้แก่สมาคมอเมริกันในกรุงเทพฯ ฟัง ด้วยการบอกว่ารัฐสมัยใหม่ประกอบด้วยประชาชนที่เป็นเอกภาพ มีจุดประสงค์ร่วมกัน มีดินแดนที่ชัดเจน และเอกราชที่สมบูรณ์ ประชาชนเป็นผู้เลือกและมอบอำนาจแก่กลุ่มบุคคลให้เป็นตัวแทนในฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตาม ตัวแทนประชาชนเหล่านี้ได้รับการเลือกตั้งเป็นคนๆไป โดยประชาชนบางกลุ่ม พวกเขาจึงไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งหมด อีกทั้งเรายังไม่สามารถถือได้ว่าฝ่ายบริหารหรือตุลาการเป็นตัวแทนของความต้องการของประชาชนโดยทั่วไป ในบรรดาคนเหล่านี้ไม่มีใครที่จะกล่าวได้ว่าผนวกรวมหน้าที่ทุกอย่างของรัฐ จึงไม่มีใครที่จะถูกถือได้ว่าเป็นตัวแทนของรัฐได้ทั้งหมด ดังนั้น เขาจึงสรุปว่า กระทั่งประชาธิปไตยที่มีตัวแทนก็ยังจำเป็นต้องมีสถาบันที่เป็นศูนย์รวมของชาติ เพื่อจะได้มีความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศได้ ในระบอบสาธารณรัฐมีประธานาธิบดี ในระบอบกษัตริย์ก็มีกษัตริย์ รูปแบบของรัฐบาลอาจแตกต่างกันไป แต่ทั้งประธานาธิบดีและกษัตริย์ต่างก็ทำหน้าที่อย่างเดียวกันคือเป็นประมุขของรัฐ และถือว่า เป็นผู้ที่ดีที่สุด ในระดับที่สูงที่สุด ของประชาชนที่พวกเขาเป็นตัวแทน ความแตกต่างระหว่างระบบประธานาธิบดีแล้วระบบกษัตริย์นั้นมีเพียงเล็กน้อย เพราะว่า จนถึงทุกวันนี้ พระมหากษัตริย์ไทยได้รับการ เลือกโดยประชาชนมาตลอดจากประวัติศาสตร์ของไทย กษัตริย์จึงมีความเหมาะสมมากกว่าสำหรับประเทศไทย

นี่เป็นคำอธิบายแบบเดียวกับของกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร พระองค์เจ้าธานีนิวัติที่มีมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ท่านไม่เคยบอกว่าฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งนั้นเป็นตัวแทนผลประโยชน์แคบๆ ของคนบางกลุ่มเท่านั้น พระยาศรีวิสารวาจานั้นได้ขยับเพิ่มมาอีกก้าว เปรียบพระมหากษัตริย์ที่สืบราชบัลลังก์ทางสายเลือดให้เหมือนกับประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง และบอกโดยนัยว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าสมาชิกสภาที่มาจากเขตเลือกตั้งคนหนึ่งเท่านั้น

พระยาศรีวิสารวาจาต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับความเป็นพระมหากษัตริย์ที่ได้รับเลือกของราชวงศ์จักรี เขาจึงต้องหันกลับไปหาความคิดเรื่องสายเลือดและประเพณี โดยการอ้างว่าในอดีตอาจจะเคยมีกษัตริย์ที่ไม่ดีอยู่บ้าง แต่สำหรับราชวงศ์จักรีในปัจจุบันสามารถกล่าวได้ว่าพระเจ้าอยู่หัวแห่งราชวงศ์จักรีทุกรัชกาลล้วนสร้างความร่มเย็นแก่พสกนิกร โดยอ้างถึงรัชกาลที่ 4 ว่าทรงเป็นนักประชาธิปไตยที่ทันสมัย ที่ยอมให้เสนาบดีทำการตัดสินใจเรื่องการสืบราชบัลลังก์ ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชน ทรงเปล่งวาจาลึกซึ้งดุจพระโพธิสัตว์ขณะกำลังสิ้นลมทรงเป็นเมธี นักปราชญ์ ผู้มีสามัญสำนึก ผู้รักชาติที่มีจิตใจเที่ยงธรรม สำหรับรัชกาลที่ 5 ก็ทรงเป็นนักบริหารที่มองการณ์ไกลไปข้างหน้า ทรงปฏิรูประบบราชการและสร้างการศึกษาสำหรับประชาชน

จากนั้น พระยาศรีวิสารได้วางแนวคิดฝ่ายเจ้าแบบใหม่เกี่ยวกับการบริหารประเทศโดยสรุปเอาเองว่านับแต่เดือนมิถุนายน 2475เราได้รับเอารูปแบบระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ สิทธิและหน้าที่ของพระมหากษัตริย์เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ประเพณีสืบทอดของความเป็นกษัตริย์ยังคงอยู่ พระมหากษัตริย์ของเรายังทรงยึดมั่นในทศพิธราชธรรมและหลักความยุติธรรมสี่ประการ เพราะเป็นหลักยึดของการปกครองบ้านเมือง เกณฑ์สำหรับการปกครองที่ดีนั้นต้องดูที่ผลของการบริหารงาน ไม่ได้อยู่ที่รูปแบบของรัฐบาล ด้วยเกรงว่าจะไม่เป็นที่เข้าใจชัดเจน ท่านได้อ้างคำของอเล็กซานเดอร์โปป ผู้เป็นกวีอังกฤษว่า “สำหรับรูปแบบของรัฐบาลนั้น ปล่อยให้คนโง่สู้กันไป / อะไรที่บริหารจัดการดีที่สุด อันนั้นแหละดีที่สุด” ความคิดของพระยาศรีวิสารวาจาสะท้อนถึงความเชื่อลึกๆ ของพวกเจ้าว่า รัฐธรรมนูญไม่มีความหมายเลย มีแต่ราชวงศ์จักรีผู้สืบสายเลือดอันบริสุทธิ์(ที่มาจากพ่อคนเดียวกัน)เท่านั้นที่จะสามารถสนองความต้องการของประชาชนไทยได้อย่างแท้จริง สำหรับพวกเขาแล้ว นี่แหละคือประชาธิปไตยที่แท้จริง

ในปี 2500 การทุ่มเทของวังในการโหมการโฆษณาชวนเชื่อส่งเสริมพระบุญญาบารมีของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเริ่มเห็นผล เริ่มต้นด้วยบรรยากาศของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่จะมีขึ้นหลังการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2500 การหาเสียงเต็มไปด้วยการโจมตีรัฐบาล โดยเฉพาะตัวจอมพลป.และพล...เผ่า จากฝ่ายเจ้า ฝ่ายเสรีนิยมก้าวหน้า และหนึ่งในเหล่าขุนทหารเอง คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งร่ำลือกันว่า ตอนนี้จอมพลสฤษดิ์ได้รับการสนับสนุนจากวัง วังเองก็ทำการหยั่งเชิงเมื่อในหลวงภูมิพลมีพระราชดำรัสเสนอแนะในวันขึ้นปีใหม่ว่า รัฐบาลควรจะยกเลิกสภาที่มาจากการแต่งตั้งเสีย ซึ่งสภาส่วนนี้เป็นฐานอำนาจของจอมพลป.

จอมพลป.ยังคงได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นกอบเป็นกำ แต่จอมพลสฤษดิ์ได้ประกาศต่อนักศึกษาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้สกปรกที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาและก่อให้เกิดการประท้วงขนานใหญ่ต่อรัฐบาลของจอมพลป. ขณะที่จอมพลสฤษดิ์กลับได้รับความนิยมจากทั้งประชาชนและวังขึ้นมาอย่างทันทีทันใด

สถานการณ์เลวร้ายลงสำหรับรัฐบาลของจอมพลป. ภาคอีสานเกิดภัยแล้งรุนแรง แล้วรัฐบาลแทบไม่ทำอะไรสำหรับผู้ที่อพยพเข้าเมืองหลวง บทอวสานของจอมพลป.ได้มาถึง เมื่อเกิดความขัดแย้งในเรื่องการจัดงานฉลองกึ่งพุทธกาล2,500 ปีของเมืองไทย เมื่อโอกาสมาถึง ทางวังก็ไม่รอช้ารีบถล่มโจมตีจอมพลป.อย่างหนัก

จอมพลป.และพล...เผ่าเป็นผู้กำกับดูแลการจัดงานฉลองกึ่งพุทธกาล จอมพลป.เร่งโครงการบูรณะซ่อมแซมวัดของตน และรื้อฟื้นแผนการตั้งแต่ปี 2487 ที่จะสร้างเมืองพุทธ หรือพุทธมณฑล ห่างจากกรุงเทพฯ 50 กิโลเมตรทางตะวันตก กิจกรรมเฉลิมฉลองประกอบด้วยพิธีเห่เรือ และพิธีเปิดโครงการพุทธมณฑลโดยพระมหากษัตริย์ จุดสำคัญของงานพิธีคือการมาเยือนอยุธยาของนายกรัฐมนตรีพม่าอูนุ เพื่อร่วมพิธีหล่อพระพุทธรูป 2,500 องค์และร่วมพิธีบวชพระ 2,500 รูป ตามแผนของรัฐบาลได้ให้ความสำคัญแก่พระมหากษัตริย์พอเป็นพิธีคือให้เป็นเพียงผู้นำศาสนาเท่านั้นเพราะงานนี้เป็นงานรัฐพิธีของรัฐบาล ไม่ใช่งานราชพิธีของพระเจ้าอยู่หัว

ฝ่ายเจ้ามองเรื่องนี้ว่าเป็นการปล้นบทบาทของพระเจ้าอยู่หัวในทางศาสนาและสันถวะไมตรี มันเป็นความเชื่อที่ว่าการแก้ไขความขัดแย้งแต่ครั้งโบราณเป็นอำนาจเฉพาะของพระมหากษัตริย์เท่านั้น ไม่ใช่สามัญชนอย่างจอมพลป. ไม่ใช่แต่เพียงในฐานะประมุขแห่งรัฐยุคใหม่เท่านั้น หากยังในฐานะผู้สืบเชื้อสายจากพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยาด้วย ในทางตรงกันข้ามจอมพลป.ก็มองว่ามันเป็นหนทางในการแสดงให้เห็นว่าตัวจอมพลป.คือประมุขแห่งรัฐตัวจริง

ทีแรก ดูเหมือนพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลจะทรงเสด็จอย่างเต็มพระทัย ในวาระนี้วังได้แจกจ่ายหนังสือที่ระลึกการผนวชของในหลวงภูมิพล 20,000เล่ม แต่หลังจากนั้น ในวันงานใหญ่เดือนพฤษภาคม ในหลวงภูมิพลเก็บพระองค์ที่หัวหิน โดยอ้างว่าทรงประชวรเป็นหวัด พิธีเห่เรือ พิธีที่พุทธมณฑล และพิธีที่อยุธยาดำเนินไปโดยปราศจากพระราชวงศ์ มีแต่พระองค์เจ้าธานีนิวัติที่ไปร่วมงานที่อยุธยาไปพบนายกรัฐมนตรีพม่า แต่การฉีกหน้าครั้งนี้ของทางวังเป็นที่รับรู้กันดี หนังสือพิมพ์ชี้ถึงท้องฟ้าที่มืดครึ้มและลมแรงอย่างผิดฤดูที่อยุธยาในวันนั้นว่าเป็นลางบอกว่าจอมพลป.ได้กระทำการล่วงละเมิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หลังจากนั้น พวกเจ้าพากันประโคมโจมตีงานฉลองกึ่งพุทธกาลว่าเท่ากับจะเป็นการช่วงชิงราชบัลลังก์ของจอมพลป. นักการทูตอังกฤษรายงานว่าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงบอกพวกเขาว่าจอมพลป. เมาอำนาจ และปรารถนาจะเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่สอง หรือกระทั่งแย่งชิงราชบัลลังก์ไปจากพระเจ้าอยู่หัวเสียเลย จอมพลป.ปกป้องตัวเองด้วยการประกาศว่ารัฐบาลเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่ แต่หลายคนเชื่อว่าจอมพลป.เหิมเกริมและคิดจะแย่งชิงราชบัลลังก์จริงๆ เพื่อกอบกู้สถานการณ์ของตนเอง ในเดือนมิถุนายน จอมพลป.ได้เสนอเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาที่มาจากการแต่งตั้ง แต่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงแสดงการคัดค้านอย่างเปิดเผย และวังก็ยังตั้งคำถามถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของข้อเสนอนี้ ทั้งที่เมื่อสิบปีก่อนหน้านี้ก่อนหน้านี้ วังได้เคยพยายามควบคุมการแต่งตั้งสมาชิกสภาส่วนนี้ให้เป็นฐานอำนาจของตนเอง

ระหว่างนั้น จอมพลสฤษดิ์ก็กำลังขยับ พรรคการเมืองที่จอมพลสฤษดิ์ให้การสนับสนุนทำการท้าทายรัฐบาลในสภา จนนำไปสู่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในกลางเดือนสิงหาคม 2500 ซึ่งพรรคของจอมพลสฤษดิ์กล่าวหารัฐบาลจอมพลป.ว่าสนับสนุนการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ เท่ากับเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เรื่องนี้บีบให้จอมพลป.ต้องใกล้ชิดกับพล...เผ่าผู้ซึ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เพราะหนังสือพิมพ์ที่พล...เผ่าควบคุมอยู่ได้ทำการโจมตีเจ้าอย่างตรงๆ โดยพาดหัวว่า“พวกเจ้าดูหมิ่นศาสนา” และ“ พวกเจ้าจะต้องตายโหงตายห่า” ซึ่งอ้างอิงถึงเรื่องงานฉลองพุทธศาสนา เนื้อข่าวกล่าวหาวังว่าพยายามโค่นล้มรัฐบาลและดูหมิ่นศาสนาพุทธ กล่าวกันว่า พล...เผ่ากล่าวหาเป็นการส่วนตัวว่าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงมอบเงิน 700,000 บาทแก่พรรคประชาธิปัตย์

ฝ่ายเจ้าตอบโต้ด้วยการปล่อยข่าวลือว่า พล...เผ่ากำลังวางแผนจับพระเจ้าอยู่หัว

ด้วยกิติศัพท์ที่กำลังฉาวโฉ่ตกต่ำดิ่งเหวของพล...เผ่า จอมพลสฤษดิ์ได้เรียกร้องให้จอมพลป. ปลดพล...เผ่า ไม่อย่างนั้นจะถูกโค่นล้มด้วยการรัฐประหาร

การต่อสู้ขับเคี่ยวกับวังมาตลอดชีวิตของจอมพลป.ได้ถึงแก่กาลอวสานต์ วันที่ 16 กันยายน 2500 จอมพลป.ต้องบากหน้าเข้าเฝ้าในหลวงเพื่อกราบบังคมทูลขอให้พระเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนรัฐบาลของเขา แต่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลได้ทรงบอกแก่จอมพลป. ผู้ที่แก่กว่าพระองค์สองเท่าและมีประสบการณ์มากกว่าพระองค์หลายเท่า ให้ลาออกเสียเพื่อหลีกเลี่ยงการรัฐประหาร เพราะวังยังคงประสงค์จะเห็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ู

แต่จอมพลป.ปฏิเสธและในคืนนั้นจอมพลสฤษดิ์ก็ยึดอำนาจ ความฉับไวที่เขาและลูกน้อง คือ พลโทถนอม กิตติขจร ได้รับการรับรองจากวังอย่างรวดเร็วนั้นแสดงให้เห็นว่าวังรู้เห็นเป็นใจด้วย ทั้งสองคนรีบเข้าวัง และแค่สองชั่วโมงหลังการประกาศรัฐประหาร พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลก็ทรงประกาศกฎอัยการศึกและมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งจอมพลสฤษดิ์เป็นผู้รักษาพระนคร (ทั้งๆที่ไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ) ทรงมอบอำนาจให้จอมพลสฤษดิ์ในการควบคุมประเทศและลงนามสนองคำสั่งของพระมหากษัตริย์

จอมพลป.และพล...เผ่าก็ต้องหนีออกจากประเทศไทย

ประกาศพระบรมราชโองการ

ตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร

ภูมิพลอดุลยเดชป..

เนื่องด้วยปรากฏว่ารัฐบาลอันมีจอมพลป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ได้บริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ทั้งไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ คณะทหารซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นหัวหน้าได้เข้ายึดอำนาจการปกครองไว้ได้ ข้าพเจ้าจึงขอตั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ขอให้ประชาชนทั้งหลายอยู่ในความสงบและขอให้ข้าราชการทุกฝ่ายฟังคำสั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศณ วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐

(ไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเองด้วยความยินดีเหมือนในสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะท่านคือเจ้าของประเทศ)

วันถัดมา จอมพลสฤษดิ์ประกาศว่าเขาทำไปเพื่อปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยทางวังได้ตอบสนองเป็นอย่างดี ตามพระราชดำรัสในแถลงการณ์ของพระราชวังว่า”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเล็งเห็นว่า วัตถุประสงค์ของคณะปฏิวัติที่จะคุ้มครองประชาชน ดูแลสวัสดิภาพและผลประโยชน์ของชาติ และสนับสนุนความเจริญรุ่งเรืองของประเทศนั้นเป็นสิ่งที่สูงส่ง เมื่อท่านมีเป้าหมายสูงส่ง ท่านก็ได้รับความคาดหมายให้ดำเนินการต่อไปด้วยความจงรักภักดีและความถูกต้อง โดยยึดถือผลประโยชน์แห่งชาติเหนืออื่นใด ท่านจะได้รับการอวยพรจากพระมหากษัตริย์หากทั้งหมดนี้สำเร็จลุล่วง”

พระองค์เจ้าธานีนิวัติและองคมนตรีคนอื่นๆ ก็ช่วยกันกระจายข่าวไปตามแวดวงนักการทูตว่า จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้จงรักภักดีและต่อต้านคอมมิวนิสต์ และวังให้การสนับสนุนการรัฐประหารนี้อย่างเต็มที่

และ เนื่องจากจอมพลสฤษดิ์ โจมตีพล...เผ่าเรื่องที่มีความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ส่วนมรว.คึกฤทธิ์และมรว.เสนีย์ก็โจมตีสหรัฐฯว่าให้การสนับสนุนฝ่ายทหาร ทำให้ทางวอชิงตันกังวลว่า จอมพลสฤษดิ์อาจต่อต้านสหรัฐ เพื่อให้สหรัฐหายสงสัยและรีบให้การรับรองคณะรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯจึงเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลพร้อมกับจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งทั้งพระเจ้าอยู่หัวและจอมพลสฤษดิ์ต่างก็ยืนยันจุดยืนสนับสนุนสหรัฐฯ และต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างเต็มที่

...........................................................