Is owner
View only
Upload & Edit
Download
Share
Add to my account

การทำน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น

« เมื่อ: ตุลาคม 09, 2008, 07:05:42 PM »


การทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น


ได้รับความรู้จากลุงอรรถ จากเวปรักบ้านเกิดเรื่องการทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ที่ผ่านมามีผู้สนใจสอบถามมามากมาย  เลยเอามาลงใว้ที่บอร์ดนี้ด้วย

วิธีทำ จะอธิบายพอเป็นสังเขป เพราะทำไม่ยากเลย
1. คั้นกะทิ  แบบไม่ต้องเติมน้ำ
2.
ใส่ถุงพลาสติก นำเข้าตู้เย็น ช่องธรรมดา เป็นเวลา อย่างน้อย
24 ชั่วโมง
3.
นำออกมาจากตู้เย็น จะพบว่า กะทิจะแยกชั้น เป็น
2 ชั้น ชั้นบนเป็นครีมกะทิ
ส่วนชั้นล่าง เป็นน้ำเปรี้ยว ให้ทำการเจาะถุง  เอาน้ำเปรี้ยวออก  แล้วมัดรูที่เจาะไว้

ด้วยยางรัดของ  จากนั้นนำเข้าตู้เย็นช่องแช่แข็ง แช่ไว้สัก
36 ชม.จนแข็งดี
4.
นำออกมาตั้งพักไว้ข้างนอก รอจนกระทั่งกะทิที่แข็งตัวค่อยๆละลายและจะแยกชั้น

จนเห็นชัดเจน 
3 ชั้น   
  -
ชั้นบนสุดเป็นครีม   

  -
ชั้นกลางเป็นน้ำมันมะพร้าว 

  -
ส่วนชั้นล่างเป็นน้ำเปรี้ยว

5.
ให้ทำการตัก เอาเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำมันมะพร้าว  ไปใช้ประโยนช์

6.
ควรเก็บไม่ให้โดนอากาศ และแสง  ควรใช้ขวดสีชา  เช่นขวดลิโพ ขวดเบียร์





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 28, 2010, 01:12:12 PM โดย ดำ เช้าหยุด »

บันทึกการเข้า

ชาวนา

Administrator
เกษตรกรมือใหม่



พอเพียงเครดิต
39
ออฟไลน์

กระทู้
: 4982


เกษตรพอเพียง



Re: การทำน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น

« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2008, 10:42:34 AM »


น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น


น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น 
คือ น้ำมันที่ได้โดยไม่ผ่านความร้อน (cold press coconut oil) ผลิตจากเนื้อมะพร้าวสดเป็นน้ำมันมะพร้าวที่บริสุทธิ์ที่สุด สีใสเหมือนน้ำ มีวิตามินอี และไม่ผ่านขบวนการเติมออกซิเจน (oxidation) และที่สำคัญกรดล อริกใน น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริก อยู่ประมาณ 54.61% กรดนี้มีส่วนที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวดีเด่นกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ เพราะมันมีความสามารถพิเศษคือสร้างภูมิคุ้มกัน เมื่อเราบริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไปในร่างกาย กรดลอริกในน้ำมันมะพร้าว จะเปลี่ยนเป็นโมโนกลีเซอไรด์ ที่มีชื่อว่า โมโนลอริน ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่อยู่ในน้ำนมมารดา ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารกในระยะ 6 เดือนแรกที่ร่างกายยังไม่สร้างระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เด็กระยะแรกเกิด ไม่ค่อยเป็นโรคอะไร ฆ่าเชื้อโรค โมโนลอรินเป็นสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคทุกชนิด ที่ดีกว่ายาปฏิชีวนะที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ โปรโตชัว และไวรัส รวมทั้งเชื้อที่ก่อให้เกิดหลอดเลือดแข็งตัว

บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อความงาม
เกี่ยวกับเรื่องนี้น้ำมันมะพร้าวมีข้อดีคือ ต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านการเติมออกซิเจน โดยการป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกเติมออกซิเจน ได้ง่าย ๆ ประกอบด้วยสารโทโคไทรอีนอลที่มีอานุภาพสูง วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าว มีสารโทโคไทรอีนอล ซึ่งเป็นรูปของวิตามินอีที่มีคุณภาพสูงกว่าสารโทโคเฟอรอลซึ่งอยู่นวิตามินอี ทั่วไป โดยเฉพาะที่มีอยู่ในเครื่องสำอางรักษาผิวถึง 40-50 เท่า ด้วยเหตุนี้ น้ำมันมะพร้าวจึงต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. ผิวสวย การนวดหรือชโลมตัวด้วยน้ำมันมะพร้าว ช่วยให้ผิวสวย เพราะ
1.1 ผิวดูอ่อนวัย น้ำมันมะพร้าวที่ใช้ชโลมตัว ทั้งในรูปน้ำมันมะพร้าวสด ๆ หรือในรูปของผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าว เช่น ครีม และโลชั่นจะทำให้ผิวพรรณนุ่มไม่แตกแห้งเป็นกระ หรือฝ้า แต่ชุ่มชื้นและเนียน ปราศจากริ้วรอย ทั้งนี้เพราะน้ำมันมะพร้าวมีวิตามินอีที่มีอานุภาคมากกว่าวิตามินอีใน เครื่องสำอาง
1.2 ผิวนุ่มและเนียน ตามปกติผิวหนังจะสูญเสีย ความชื้นเพราะถูกแดดและลมน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นสารรักษาความชุ่มชื้น (moisturizer) จึงช่วยให้ผิวหนังนุ่มและเนียน
1.3 ช่วยป้องกันและรักษาฝ้า และ กระ อนุมูลอิสระ เป็นตัวการอันหนึ่งของการเกิดฝ้า (รอยดำคล้ำหรือปนสีน้ำตาลอ่อน) และกระ วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าวจะทำหน้าที่ทำลายอนุมูลอิสระเหล่านี้เราสามารถใช้ น้ำมันมะพร้าวเป็นยาทากันแดดได้ดี อีกทั้งยังไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนยากันแดดบางชนิด และราคาก็ถูกกว่า

2. ผมงาม เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป็นนำมันพืชที่มีคุณสมบัติที่เพิ่มความชุ่มชื้น อีกทั้งมีสารปฏิชีวนะ (จากโนโนลอริน) และสาร antioxidant (จากสารโทโคทรินนอลในวิตามินอี) จึงมีส่วนทำให้ผมงาม จากคุณสมบัติต่อไปนี้
2.1 ช่วยปรับสภาพผม น้ำมันมะพร้าวเป็น Hair conditioner ที่ช่วยทำให้ผมนุ่มดำเป็นเงางาม เพราะมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมการเจริญของเส้นผม
2.2 ช่วยรักษาสุขภาพของหนังศรีษะ น้ำมันมะพร้าวช่วยรักษาสุขภาพของหนังศรีษะทั้งนี้ เพราะน้ำมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะที่คอยทำลายเชื้อโรค หนังศรีษะจึงไม่มีรังแค หนังศรีษะจึงมีสุขภาพดี
2.3 ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี เส้นผมประกอบด้วยส่วนนอก ที่ทำหน้าที่หุ้มส่วนใน หากส่วนนอกอยู่ในสภาพที่ดี ไม่ฉีกขาดหรือแหว่งนั้น เส้นผมก็จะปกติ แต่ส่วนที่ทำให้เส้นผมมีสุขภาพดี กล่าวคือ น้ำมันมะพร้าวช่วยลดปริมาณการสูญเสียโปรตีนเส้นผม เพราะน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติยึดเกาะ กับโปรตีนของเส้นผมได้ดี อีกทั้งมีขนาดของโมเลกุลเล็กจึงแทรกซึมเข้าไปในเส้นผมได้สะดวก

วิธีการเก็บรักษาน้ำมันมะพร้าว
น้ำมันมะพร้าวจะเป็นไขที่อุณหภูมิต่ำกว่า
25 องสาเซ็นเซียส (ไม่ได้เสีย) และจะกลับมาใสเหมือนเดิมที่อุณหภูมิห้อง โดยที่คุณสมบัติทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100% สกัดเย็น (คัดจากบทวิจัย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา)


ที่มา http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=212.0


สกัดร้อน

หน้าที่ 1 - การทำน้ำมันมะพร้าวสูตร สกัด ร้อน 100% หรือแบบโบราณ


           น้ำมันหอมละเหยจากพืชสมุนไพรต่างๆส่วนใหญ่ก็สกัดร้อน เพื่อให้ได้น้ำมันของพืชชนิดต่างๆออกมาใช้ โดยเฉพาะการทำน้ำมันจากพืช ชนิดต่างๆ แต่น้ำมันมะพร้าวทำได้หลายวิธึ ที่นิยม มากคือสกัดเย็น แต่สมัยก่อนคนโบราณใช้วิธึเคี่ยวไฟ สกัดร้อน  จากหัวกะทิมาใช้ รักษาโรคและประกอบอาหาร ฯลฯความสะดวกสบายในปัจจุบัน น้ำมันพืชทั่วไปซื้อได้ง่ายและราคาไม่แพง จึงหันไปใช้น้ำมันพืชอื่นๆแทนน้ำมันมะพร้าว



น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น100% ได้ลงวิธีตั้งวางไว้ในบ้าน ครั้งหนึ่งแล้ว 

         
วันนี้ขอแนะนำวิธีการทำน้ำมันมะพร้าว สกัดร้อน จากธรรมชาติ 100% กรดไขมันยังอยู่ครบเหมือนการสกัดเย็น เพียงแต่ระยะเวลาการเก็บ สกัดเย็นจะเก็บได้นานกว่าสกัดร้อน และ กลิ่น ของการสกัดร้อน หอมมากกว่า สกัดเย็นคุณประโยชน์เหมือนกัน
 
การทำน้ำมันมะพร้าว สกัดร้อน100%หรือแบบโบราณ
วิธีทำ

          1.
ลูกมะพร้าวแก่ปอกเปลือกแห้งออก  ขูดกล้อนผิวเปลือกให้เกลี้ยง   
          2 .
แล้วผ่าครึ่งล้างน้ำ ขูดด้วยกระต่าย ได้เนื้อมะพร้าวขาวๆ 
          3.
ใส่น้ำอุ่นๆอัตราส่วน 1:1 คือเนื้อมะพร้าว1 ส่วนต่อน้ำอุ่น 1ส่วน คั้นจนได้กะทิ
          4.
กรองด้วย กระชอนหรือผ้าขาวบาง 
          5.
ตั้งวางไว้หัวกะทิจะลอยขึ้น บน
          6.
ตักหัวกะทิ ชั้นบน ลงกระทะ
          7.
เคี่ยวไฟอ่อนๆ คนตลอดเวลา อย่าให้กะทิติดกระทะ
          8.
หัวกะทิจะงวดลงเรี่อยๆ จะมีน้ำมันใสขึ้นมา 
          9.
เคี่ยวจนหัวกะทิ เป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ ก็ปิดไฟ
          10.
ค่อยๆใช้ตะหลิวดันกากสีน้ำตาลอ่อนไว้ข้างกระทะ กดน้ำมันให้ลง ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น




 


ภาชนะเตรียมกรอง 

          1. ถ้วยหรือขวด ที่จะใช้ใส่น้ำมัน
          2.
กรวยกรองหรือ กระช้อน หรือตะแกรง 
          3.
ผ้าขาวบางพับ 3-4 ชั้น หรือกระดาษที่ใช้กรอง หรือสำลีแผ่น วางบนสิ่งที่จะใช้ในข้อ2.
          4.
ตักน้ำมันที่อยู่ในกระทะ ใส่ภาชนะที่กรอง พอน้ำมันหยดหมด หากยังไม่ใสก็กรองอีกจนใสแจ๋ว
          5.
บรรจุขวดหรือกระปุกสวยๆที่เตรียมใส่ไว้ใช้ ได้น้ำมันมะพร้าวที่หอมใช้ได้ทันที
         
น้ำมันที่ได้ เป็นน้ำมันมะพร้าว เกรด A 100%  เพราะสกัดจากหัวกะทิสด





***หมายเหตุ
         
กรณีที่ซื้อหัวกะทิสดมาจากตลาด ให้ตั้งวางไว้จนหัวกะทิลอยขึ้นก็ตักหัวกะทิลงกระทะ หรือนำถุงแช่ตู้เย็นจะแยกชั้นเร็ว  หากเทลงกระทะเลย มีน้ำปนอยู่การเคี่ยวจะกระเด็นมากและได้น้ำมันช้า
         
การเคี่ยวครั้งละมากๆต้องยืนนานหากเมื่อยก็ปิดไฟหยุดพักได้ ไม่ควรให้เนื้อกะทิติดกระทะ จะไหม้เร็วและน้ำมันเหลืองมากหากกะทิไม่ติดกระทะจะได้น้ำมันใสเหมือนน้ำ แต่จะเหลืองหรือใสใช้ได้เหมือนกัน

-กากที่เกรียม อร่อยมาก
          (
กรณี ต้องการเสริมสมุนไพรให้นำสมุนไพรหั่นชิ้นเล็กๆหรือปั่น เคี่ยวพร้อมหัวกะทิสด เช่น ใบเตย อัญชัน ไพล  มะกรูด ข่า ขิง หรือ ผลไม้ เป็นการสกัดได้น้ำมันพร้อมกันเพิ่มคุณค่า )
          1.  
หัวกะทิ สกัดได้น้ำมันที่ กรองสีชมพู  ได้น้ำมันใส  ทำอาหารและ รักษาสุขภาพ ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ฯลฯ         
          2.  
ผลอโวคาโดสุก สกัดกับหัวกะทิ  กรองได้น้ำมันที่มีสีเขียว บำรุงผิวหรือเพื่อสุขภาพอื่นๆ
          3   
หัวกะทิสด+ไพลสด+ พริกขี้หนูแดงสด  เคี่ยว สกัด ได้น้ำมันนวด แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ  เข่า  เส้นเอ็น ฟกช้ำ ฯลฯ  สรรพคุณสมุนไพร ยกกำลัง 3


มีเรื่องเล่า
         
น้ำมันสีชามะนาว น้ำมันนี้ตั้งชื่อว่า น้ำมันสมานฉันท์หรือน้ำมันสามัคคีเพราะเป็นไพลสีเหลือง กับพริกสีแดง โดยบังเอิญสกัดเพื่อไปสอนต้นกล้าอาชีพเรื่องการทำ น้ำมันนวด และสปา จึงคิดสูตรเองดูไปดูมาตอนเคี่ยว เป็นเหลืองกับแดง

ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/40054












เรียบเรียงโดย
กลุ่มงานพัฒนาวิชาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร

สถาบันการแพทย์แผนไทย

มะพร้าว เป็น พืชพื้นเมืองของไทย ซึ่งบรรพบุรุษได้นำมะพร้าวมาใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของต้น จนมะพร้าวได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้สารพัดประโยชน์ และเป็นพฤกษาชีวิน หรือ Tree of life เนื่องจากเป็นที่มาของปัจจัยสี่ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย มาตั้งแต่โบราณกาล โดยที่คนไทยไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง น้ำมันมะพร้าวและกะทิซึ่งเป็นไขมันประเภทอิ่มตัว (saturated fat) ถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ เพราะมีคอเลสเตอรอลสูง และเมื่อบริโภคเข้าไป ร่างกายก็ไปเปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในกระแสโลหิต อันเป็นสาเหตุของการอุดตันของหลอดเลือดทำให้หัวใจวายเพราะขาดเลือด จึงมีการรณรงค์ให้หันไปบริโภคน้ำมันพืชที่ ไม่อิ่มตัว(unsaturated fat) แทน เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด เป็นต้น แต่ในปัจจุบันได้มีรายงานการวิจัยซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้ตีพิมพ์ซึ่ง ชี้ให้เห็นว่า น้ำมันมะพร้าวที่เคยถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของโรคหัวใจนั้นไม่เป็นความจริง เพราะผลการวิจัยสรุปได้ว่า น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุดในโลก แต่น้ำมันที่ไม่อิ่มตัวทั้งหลายกลับเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคข้อเสื่อมและโรคอื่นๆ ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตลงก่อนวัยอันควร เช่น คนอเมริกันกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ มีน้ำหนักเกินอัตราที่กำหนดซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลายชนิด เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องมาจากทุกคนพากันบริโภคน้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันไม่อิ่มตัวชนิดอื่น ๆ ซึ่งเกิดจากความเข้าใจผิดมาเป็นเวลานาน

ด้วยเหตุนี้จึงควรหันมาให้ความสำคัญกับน้ำมันมะพร้าวเพราะมี ประโยชน์ทั้งในแง่ต่อสุขภาพและความงาม ซึ่งถ้าย้อนไปในยุคสมัยบรรพบุรุษของไทย อาหารไทยทั้งคาวและหวานหลายชนิด ต้องใช้กะทิหรือน้ำมันมะพร้าวเป็นเครื่องปรุง นอกจากนั้นยังใช้บำรุงสุขภาพและความงาม เช่น ใช้น้ำมันมะพร้าวทานวดตัวเพื่อรักษาโรคกระดูก ปวดเมื่อย และรักษาผิวไม่ให้กร้านแดดและเหี่ยวย่น ตลอดจนใช้น้ำมันมะพร้าวชโลมผมให้ดกดำเป็นเงางาม แต่คนสมัยใหม่กลับพึ่งพาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น อาหารเสริม เครื่องสำอาง ยากันแดด ครีม โลชั่น ซึ่งบางชนิดกลับเป็นผลเสียต่อสุขภาพ และความงามของผู้บริโภคอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นต้น

ชนชาติของประเทศทวีปเอเชีย เช่น ศรีสังกา อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ซึ่งบริโภคมะพร้าวเป็นอาหารหลักอย่างหนึ่ง โดยใช้กะทิหรือน้ำมันมะพร้าวเป็นส่วนประกอบของอาหาร คนกลุ่มนี้ก็มีสุขภาพแข็งแรง และไม่ค่อยมีคนอ้วนหรือเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจเป็นจำนวนมากเหมือนกับพวกชาวตะวันตก และในด้านความงามก็เช่นเดียวกัน คนพื้นเมืองในประเทศเหล่านี้แม้ว่าบางเชื้อชาติจะมีผิวคล้ำแต่มีผิวที่เนียน ไม่แตกลายหรือเหี่ยวย่น แต่ผิวพรรณกลับดูอ่อนกว่าวัย เส้นผมสลวยดกดำเป็นเงางามอันเนื่องมาจากใช้น้ำมันมะพร้าวมาทาผิว และชโลมเส้นผมนั่นเอง

ประเภทของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามกระบวนการผลิตดังนี้

1. น้ำมันมะพร้าว RBD สกัดได้จากเนื้อมะพร้าวห้าวโดยการบีบ หรือใช้ตัวทำละลาย ผ่านความร้อนสูง และขบวนการทางเคมี RBD คือการทำให้บริสุทธิ์ (refining) ฟอกสี (bleaching) และกำจัดกลิ่น (deodorization) หลังจากที่สกัดได้ เพื่อให้เหมาะสำหรับการบริโภค ได้น้ำมันสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่นและรส ปราศจากวิตามินอี (เพราะถูกขจัดออกไปโดยขบวนการทางเคมี) มีปริมาณกรดไขมันอิสระ (free fatty acid) ไม่เกิน 0.1 % ปัจจุบันไม่ค่อยมีจำหน่าย เพราะโรงงานสกัดน้ำมันมะพร้าวประเภทนี้ส่วนใหญ่เลิกดำเนินกิจการไปนานแล้ว

2. น้ำมันมะพร้าวบีบเย็น (cold-pressed coconut oil) โดยขบวนการบีบไม่ผ่านความร้อนสูง ผลิตจากเนื้อมะพร้าวสดเป็นน้ำมันมะพร้าวที่บริสุทธิ์ที่สุด สีใสเหมือนน้ำ มีวิตามินอี และไม่ผ่านขบวนการเติมออกซิเจน (oxidation) มีค่า peroxide และกรดไขมันอิสระต่ำมีกลิ่นมะพร้าวอย่างอ่อน ๆ ถึงแรง (ขึ้นอยู่กับขบวนการการผลิต) มีความชื้นไม่เกิน 0.1 % เรียกน้ำมันมะพร้าวชนิดนี้ว่า น้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ (Virgin Coconut Oil) เป็นน้ำมันที่ผลิตโดยอุตสาหกรรมขนาดเล็ก หรือในครัวเรือน

เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันเป็นน้ำมัน มะพร้าวประเภทพรหมจรรย์ จึงขออธิบายถึงองค์ประกอบเฉพาะของน้ำมันประเภทนี้ ซึ่งมีส่วนทำให้น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันพืชชนิดเดียวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และความงามของมนุษย์มากที่สุดในบรรดาน้ำมันพืชทั้งหลาย ดังต่อไปนี้

องค์ประกอบของน้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ (Virgin Coconut Oil)

ส่วนประกอบของน้ำมันมะพร้าวมีสารที่มีลักษณะเด่น ๆ ดังนี้

1. กรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acids)


น้ำมันมะพร้าว ประกอบด้วยกรดไขมันที่อิ่มตัว กว่า 90 % อะตอมของธาตุคาร์บอนของกรดไขมันที่อิ่มตัวจะต่อกันเป็นเส้น (chain) โดยมีพันธะเดี่ยว (single bond) จับกันเองเป็นเส้นยาวตามจำนวนของคาร์บอน แต่ละอะตอมของคาร์บอนจะมีไฮโดรเจนติดอยู่ 2 ตัว เนื่องจากแต่ละอะตอมของคาร์บอนไม่สามารถรับไฮโดรเจนได้อีกเพราะไม่มีพันธะ ว่าง จึงเรียกน้ำมันที่มีกรดไขมันประเภทนี้ว่า “น้ำมันอิ่มตัว” กรดไขมันอิ่มตัวในน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่ มีจำนวนอะตอมของคาร์บอน 8 – 14 ตัว กรดไขมันที่สำคัญได้แก่ กรด คาปริก (carpic acid – C10) กรดลอริก (Lauric acid – C12) และกรดไมริสติก (myristic acid – C14) ทำให้โมเลกุลมีความยาวของเส้น (chain) ขนาดปานกลาง


นอกจากนี้ น้ำมันมะพร้าวยังประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) แต่มีเพียง 9 % ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ


กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturated fatty acid) คือ กรดไขมันที่มีอะตอมของคาร์บอน 1 ตัว ไม่มีไฮโดรเจน 2 ตัวมาจับ จึงต้องจับคู่กันเองด้วยพันธะคู่ (double bond) จึงเป็น กรดไขมันที่มีพันธะคู่เพียงหนึ่งคู่


กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fatty acid) คือ กรดไขมันที่มีพันธะคู่มากกว่า 1 คู่ ส่วนใหญ่กรดไขมันไม่อิ่มตัวจะมีจำนวนอะตอมของคาร์บอนมาก จึงทำให้โมเลกุลมีความยาวมาก เช่น กรดลินโนเลอิก (linoleic acid – C18)

2. กรดลอริก (lauric acid)


น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันจากพืชชนิดเดียวในโลกที่มีกรดลอริก อยู่ในปริมาณที่สูงมาก ประมาณ48 – 53 % และกรดลอริกนี้เอง ที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติพิเศษในการเสริมสุขภาพและ ความงามของมนุษย์ น้ำมันมะพร้าวยังมีกรดคาปริก (capric acid) ซึ่งแม้ว่าจะมีน้อยกว่ากรดลอริก คือ มีเพียง 6-7 % แต่ก็ช่วยเสริมประสิทธิภาพของกรดลอริก

องค์ประกอบของกรดไขมันของน้ำมันพืชบางชนิด

 

 

Coconut
Oil

Palm
Kernel
Oil

Palm
Oil

Olive
Oil

Soybean
Oil

A. Saturated

 

 

 

 

 

C6:0 Caproic

0.50

0.30

-

-

-

C8:0 Caprylic

8.00

3.90

-

-

-

C10:0 Capric

7.00

4.00

-

-

-

C12:0 Lauric

48.00

49.60

  0.30  

-

 

C14:0 Myristic

17.00

16.00

1.10

-

0.10

C16:0 Palmitic

9.00

8.00

45.20

 14.00 

10.50

C18:0 Stearic

2.00

2.40

4.70

2.00

3.20

C20:0 Arachidic

0.10

0.10

0.20

-

0.20

B. Unsaturated

 

 

 

 

 

C16:1 Palmitoleic

0.10

-

-

1.00

-

C18:1 Oleic

6.00

13.70

38.8

71.00

22.30

C18:2 Linoleic

2.30

2.00

9.40

10.00

54.50

C18:3 Linoleic

-

-

0.30

0.80

8.30

C20:4 Arachidonic

-

-

-

-

0.90

% Unsaturated

8.40

15.70

48.50

82.80

90.80

3. วิตามินอี (vitamin E)


น้ำมันมะพร้าวที่ไม่ผ่านขบวนการ RBD ยังคงมีวิตามินอีเหลืออยู่ และก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวโดดเด่นกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ

บทบาททางสรีรวิทยาของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันพืชที่มีองค์ประกอบที่แตกต่างไปจากน้ำมัน พืชชนิดอื่น ๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว และแต่ละองค์ประกอบก็มีบทบาททางสรีรวิทยาที่เสริมให้น้ำมันมะพร้าวเป็น น้ำมันที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพและความงามของผู้บริโภค ดังคำอธิบายต่อไปนี้

1. ความอิ่มตัว


เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยกรดไขมันที่อิ่มตัวโดยที่พันธะ (bond) ที่จับกันระหว่างอะตอมของคาร์บอนเป็นพันธะเดี่ยว (single bond) ทำให้มีความเสถียรหรืออยู่ตัว (stability) สูงจึงไม่ถูกอะตอมของไฮโดรเจนและออกซิเจนเข้าไปแทรก ซึ่งเรียกว่า hydrogenation และ oxidation ได้ง่าย ๆ และ ไม่มีกลิ่นหืนเหมือนน้ำมันไม่อิ่มตัวโดยเฉพาะพวกที่เป็นน้ำมันไม่อิ่มตัว เชิงซ้อน (polyunsaturated oil) ซึ่งมีพันธะคู่หลายตำแหน่งเมื่อถูกความร้อนสูงจะทำให้เกิดเป็นเกิดเป็น trans fatty acids ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดทำให้เกิดผลร้ายต่อร่างกายมากมาย เช่นทำลาย เยื่อหุ้มเซลล์ (membrane) อันเป็นผลทำให้เซลล์อ่อนแอจนเชื้อโรคและสารพิษเข้าไปได้สะดวก ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เปลี่ยนแปลงกลไกของร่างกายในการขจัดคอเลสเตอรอลโดยการขัดขวางการเปลี่ยนไป เป็นพลังงานในตับ จึงทำให้มีปริมาณคอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้นในกระแสโลหิต ลดปริมาณและคุณภาพของนมน้ำเหลืองของมารดา เพิ่มโอกาสเป็นโรคเบาหวาน ลดปริมาณของฮอร์โมนเทสโตสเตอโรล ในเพศชาย เป็นต้น

2. กรดไขมันขนาดกลาง


การที่กรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวที่โมเลกุลขนาดกลาง มีส่วนอย่างมากที่ทำให้มีคุณสมบัติเป็นเลิศ ดังจะเห็นได้จากกรณีดังต่อไปนี้


2.1 เปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว : ร่างกายของมนุษย์สามารถเปลี่ยนน้ำมันมะพร้าวให้เป็นพลังงานอย่างรวดเร็ว เนื่องจากส่วนใหญ่ของกรดไขมันของน้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดกลาง (C8 – C14) เมื่อเราบริโภคเข้าไปมันจะผ่านจากกระเพาะอาหารไปยังลำไส้ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ตับอย่างรวดเร็ว (ภายในหนึ่งชั่วโมง) ทำให้ไม่มีไขมันเหลือสะสมในร่างกาย ดังภาพที่ 1


ภาพที่ 1 แสดงความแตกต่างของโมเลกุลไขมันในการเปลี่ยนเป็นพลังงาน


2.2 เพิ่มอัตราเมตาบอลิซึม : นอกจากจะเปลี่ยนเป็นพลังงานอย่างรวดเร็วดังได้กล่าวมาแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังไปเร่งอัตราการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน หรือเมตาบอลิซึม (metabolism) เพราะมันมีผลทำให้เกิดความร้อนสูง (thermogenesis) โดยไปกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้ทำงานเร็วขึ้น คล้ายกับบุคคลประเภทไฮเปอร์ไทรอยด์ (hyperthyroid) ที่ต่อมไทรอยด์ทำงานในอัตราที่สูงกว่าคนธรรมดา บุคคลพวกนี้จึงใช้พลังงานมาก ทำให้เป็นคนกระฉับกระเฉง (active) และไม่อ้วน เพราะน้ำมันมะพร้าวที่บริโภคเข้าไปถูกเผาผลาญเป็นพลังงานหมดไม่สะสมเป็น ไขมันในร่างกาย ดังภาพที่ 2

ภาพที่ 2 แสดงการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน


2.3 ช่วยลดน้ำหนัก : การบริโภคน้ำมันมะพร้าว นอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้ว ยังสามารถลดความอ้วนจากผลของการเกิดความร้อนสูงในร่างกาย โดยการไปนำไขมันที่ร่างกายสะสมไว้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ออกมาใช้เป็นพลังงาน ดังนั้นน้ำมันมะพร้าวจึงช่วยลดความอ้วนได้ จนมีคำที่ว่า “Eat Fat – Look Thin”

3. กรดลอริกและโมโนลอริก


น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริก (lauric acid) อยู่ประมาณ 50 % กรดนี้ มีส่วนที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวดีเด่นกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ เพราะมีความสามารถพิเศษ คือ


3.1 สร้างภูมิคุ้มกัน : เมื่อเราบริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไปในร่างกาย กรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวจะเปลี่ยนเป็นโมโนกลีเซอไรด์ (monoglyceride) ที่มีชื่อว่า โมโนลอริน (monolaurin) ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่อยู่ในน้ำนมมารดา ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารกในระยะ 6 เดือนแรก ที่ร่างกายยังไม่สร้างระบบภูมิคุ้มกันโรค


3.2 ฆ่าเชื้อโรค : โมโนลอรินเป็นสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคทุกชนิด ที่ดีกว่ายาปฏิชีวนะที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ โปรโตซัว และไวรัส ไวรัสบางชนิด ที่ยาปฏิชีวนะทั่วไป ทำลายไม่ได้เนื่องจากมีเกราะที่เป็นไขมันห่อหุ้ม (lipid-coated membrane) แต่เกราะนี้ก็จะถูกละลายโดยน้ำมันมะพร้าวเพื่อเปิดโอกาสให้โมโนลอรินเข้าไป ฆ่าเชื้อโรค สารปฏิชีวนะในน้ำมันมะพร้าวไม่เป็นพิษต่อมนุษย์ และจะถูกสร้างขึ้นในร่างกายของมนุษย์เมื่อบริโภคอาหารที่มีกรดลอริก อีกทั้งไม่เป็นอันตรายต่อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในลำไส้

4. กรดคาปริกและโมโนคาปริน


แม้ว่าจะมีอยู่เพียง 6-7 % แต่กรดคาปริก (capric acid) ก็ช่วยเสริมประสิทธิภาพของโมโนลอริน โดยการเปลี่ยนเป็นสารโมโนคาปริน (monocaprin) เมื่อน้ำมันมะพร้าวถูกบริโภคเข้าไปในร่างกาย ซึ่งมีฤทธิ์เช่นเดียวกันกับโมโนลอริน ทั้งนี้ก็เพราะประสิทธิภาพของการทำงานของโมโนลอริน และโมโนคาปรินขึ้นอยู่กับปริมาณที่มีอยู่

5. วิตามิน


น้ำมันมะพร้าว ที่ผลิตจากมะพร้าวแห้งที่เก็บไว้นาน ๆ จะมีจุลินทรีย์ปนเปื้อน ตลอดจนถูกแสงแดดและความร้อน เมื่อนำไปสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีหีบหรือ การใช้ตัวทำละลาย จึงสูญเสียคุณสมบัติที่ดี โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้มันไม่หืน และเมื่อถูกนำไปผ่านขบวนการทางเคมี RBD ก่อนที่จะนำไปบริโภคจะสูญเสียวิตามินอีไป แต่ก็ยังเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ ตราบใดที่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงทางเคมีโดยขบวนการเติมไฮโดรเจนหรือเติมสารกัน เสีย (preservatives) เพื่อรักษาสภาพให้คงทนและไม่หืน แต่น้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ ซึ่งสกัดได้โดยวิธีหมัก หรือวิธีบีบเย็นไม่ใช้อุณหภูมิสูง และไม่ผ่านขบวนการทางเคมี จะยังคงมีวิตามินอีเหลืออยู่ วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้


5.1 ต่อต้านอนุมูลอิสระ : วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) โดยการป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกเติมออกซิเจน และเป็นตัวต่อต้านอนุมูลอิสระ (free radicals) ซึ่งเกิดจากมลพิษในสิ่งแวดล้อม อาหารและเครื่องดื่ม การสูบบุหรี่ รังสี ความเครียด ฯลฯ โดยปกติร่างกายของมนุษย์มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระคอยทำลายอนุมูลอิสระอยู่ แล้ว แต่เมื่อบริโภคน้ำมันพืชประเภทไม่อิ่มตัวซึ่งถูกเติมออกซิเจน (oxidized) ได้ง่าย ๆ ตั้งแต่เริ่มสกัด ตลอดจนระหว่างการขนส่ง การวางจำหน่าย และการเก็บรักษาก่อนบริโภค จึงเกิดเป็นอนุมูลอิสระได้ง่าย อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นน่าจะไปลบล้างประสิทธิภาพ (neutralize) ของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดผลเสียแก่เซลล์และเนื้อเยื่อ เนื่องจากอนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่เปลี่ยนสภาพโดยสูญเสียอีเล็กตรอน (electron) จึงไปจับกับโมเลกุลที่อยู่ใกล้เคียงต่อไปเรื่อย ๆ เกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ เป็นผลทำให้เซลล์ผิดปกติไป เช่น เยื่อบุเซลล์ฉีกขาด เปลี่ยนสารพันธุกรรมใน นิวเครียส เกิดการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อม (degenerative diseases) เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง ไขข้ออักเสบ เบาหวาน โรคภูมิแพ้ ชราภาพก่อนวัย เป็นต้น


5.2 สารโทโคไทรอีนอล (tocotrienol) วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าว มีสารโทโคไทรอีนอล ซึ่งเป็นรูปของวิตามินอีที่มีอานุภาพสูงกว่าสารโทโคเฟอรอล (tocopherol) ซึ่งอยู่ในวิตามินอีทั่วไป โดยเฉพาะที่มีอยู่ในเครื่องสำอางรักษาผิวถึง 40-60 เท่า ด้วยเหตุนี้น้ำมันมะพร้าวจึงต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพ

สุขภาพที่ดีของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับสถานภาพ 4 ประการ คือ

1. การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง


จากบทบาททางสรีรวิทยาของน้ำมันมะพร้าวที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าวมีสุขภาพดี แข็งแรง เพราะได้พลังงานทันทีที่บริโภคน้ำมันมะพร้าว นอกจากนั้น น้ำมันมะพร้าวยังมีคุณทางอาหาร โดยเฉพาะวิตามิน และเกลือแร่ ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มคุณค่าของอาหารโดยการเพิ่มการดูดวิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโน เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก จึงถูกย่อยง่าย และเคลื่อนที่เร็วไปตามของเหลวในร่างกาย จึงเป็นที่นิยมใช้หุงต้มอาหารสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาการย่อยไขมัน และยังใช้ในสูตรน้ำนม เพื่อให้ไขมันที่จำเป็นแก่เด็กทารก และช่วยในการดูดซึมแคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนากระดูก

2. ช่วยให้ปลอดจากโรคไม่ติดเชื้อ


โรคไม่ติดเชื้อที่ น้ำมันมะพร้าวมีส่วนในการลดอัตราการเกิด ได้แก่


2.1 โรคหัวใจ : จากผลการวิเคราะห์พบว่า น้ำมันมะพร้าวมีคอเลสเตอรอลน้อยมาก เพราะมีเพียง 14 ส่วนในล้านซึ่งน้อยกว่าน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งมี 28 ส่วน และที่สำคัญคือ เมื่อบริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไป ในร่างกาย ก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอลในกระแสโลหิต อีกทั้งยังไม่ได้ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเหมือนกับน้ำมันพืชประเภทไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลืองที่ถูกเติมไฮโดรเจน (hydrogenate) ในขบวนการผลิต และถูกเติมออกซิเจน (oxidize) ระหว่างเดินทางก่อนถูกบริโภค จนเกิดเป็นtrans fatty acids ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดลิ่มเลือด และไปอุดตันหลอดเลือด นอกจากนั้นน้ำมันมะพร้าวยังมีวิตามินอีที่ช่วยขยายหลอดเลือดและป้องกันการ แข็งตัวของหลอดเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ นักโภชนาการสมัยใหม่จึงสรุปว่า น้ำมันมะพร้าวช่วยทำให้หัวใจมีสุขภาพดี เพราะเป็นหนึ่งในสองชนิดของน้ำมันบริโภค ซึ่งช่วยลดความหนืด (stickiness) ของเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ

น้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยโคเลสเตอรอลจริงหรือ?

 

ชนิดของน้ำมัน

ปริมาณคอเรสเตอรอล (ส่วนต่อล้าน)

น้ำมันมะพร้าว 

14

น้ำมันปาล์ม

18

น้ำมันถั่วเหลือง               

28

น้ำมันข้าวโพด

50

เนยเหลว

3,150

น้ำมันหมู

3,500


2.2 โรคมะเร็ง : น้ำมันมะพร้าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็ง ด้วยกลไก 2 วิธี คือ



(1) เนื่องจากเป็นน้ำมันประเภทอิ่มตัวจึงไม่ถูกเติมไฮโดรเจน (hydrogenate) และแตกตัวเมื่อถูกกับอุณหภูมิสูง



(2) มีวิตามินอีช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการกลายพันธุ์ของยีน เกิดเป็นเซลล์มะเร็ง และการทำร้ายเซลล์ การใช้น้ำมันมะพร้าวชโลมตัว ก็ช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังได้ดีกว่ายาทากันแดดราคาแพง


2.3 โรคอ้วน : โรคอ้วนนั้นมีความสัมพันธ์กับสภาพต่าง ๆ เช่น การมีไขมันในเลือดสูงเป็นโรคเบาหวานมีความดันโลหิตสูง เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ตลอดจนโรคข้ออักเสบ ภาวะหยุดหายใจ ขณะหลับ ฯลฯ การบริโภคน้ำมันมะพร้าวจะช่วยทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูง (ในขบวนการ thermogenesis) ทำให้ร่างกายมีอัตราการเผาผลาญอาหาร หรือเมตาบอลิซึม (metabolism) สูงเกิดเป็นพลังงานสำหรับใช้ในการดำรงชีวิต อีกทั้งยังช่วยทำลายไขมันที่ร่างกายสะสมอยู่ นำไปใช้เป็นพลังงาน ดังนั้น ผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำจึงไม่อ้วน


2.4 โรคเบาหวาน : ผลพลอยได้ของการเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานจากการบริโภคน้ำมัน มะพร้าวทำให้ร่างกายไม่สะสมน้ำตาล เพราะถูกใช้ไปเป็นพลังงานหมด อีกทั้งยังไม่ทำให้ผู้ป่วยอยากรับประทานอาหารที่เป็นแป้งหรือน้ำตาล จึงช่วยลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานไปได้โดยปริยาย


2.5 โรคปวดเมื่อย โรคชราภาพก่อนวัย โรคมะเร็งผิวหนัง และโรคกระดูก : น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ถูกดูดซึมเข้าทางผิวหนังได้ดี เพราะมีขนาดของโมเลกุลเล็กจึงนิยมใช้นวดตัวให้หายปวดเมื่อย และผ่อนคลายความเครียด อีกทั้งยังปกป้องการทำลายของแสงอัลตราไวโอเลตที่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นแก่ ก่อนวัย และเป็นมะเร็งผิวหนัง ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของกระดูกให้แข็งแรง แพทย์แผนไทยจึงนิยมนำน้ำมันมะพร้าว มาประกอบเป็นสูตรยาแผนโบราณในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับกระดูก อันเนื่องมาจากการประสบอุบัติเหตุ

3. ช่วยให้ร่างกายปลอดจากโรคติดเชื้อ


จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคเป็นสาเหตุของโรคของมนุษย์มากมายเหลือ คณานับ แต่ก็แปลกที่เด็กทารกแรกคลอดที่ดูดน้ำนมมารดาเป็นประจำมักไม่ค่อยเป็นโรค เหล่านี้ ทั้งนี้ก็เพราะมีภูมิคุ้มกันที่ได้มาจากน้ำนมมารดา ได้มีการค้นพบว่าสารสำคัญในนมน้ำเหลือง (cholostum) ของมารดานี้ คือ กรดลอริก ซึ่งเมื่อเข้าไป ในร่างกายก็เปลี่ยนไปเป็นสารโมโนลอริน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารปฏิชีวนะนั่นเอง ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของน้ำมันมะพร้าวพบว่ามีกรดลอริกสูงมากถึง 48-53% ซึ่งมากกว่าในน้ำนมมารดามาก ในปัจจุบันวงการแพทย์สมัยใหม่ได้แนะนำให้ประชาชนกินยาเม็ดที่มีโมโนลอริน เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค

4. การรักษาโรค


จากการที่น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อ และสามารถถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้ดี และรวดเร็ว ตำราอายุรเวทของอินเดียจึงได้ใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคมาไม่ต่ำกว่า 4,000 ปี แพทย์แผนไทยก็ได้ใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคทั้งภายในและภายนอกมาเป็นเวลาช้า นาน เช่น ในตำราพระโอสถพระนารายณ์ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาได้ใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นยานวดแก้ปวดเมื่อย ยารักษาโรคกระดูก ยารักษาแผลเน่าเปื่อย ส่วนตำราแพทย์แผนไทยในปัจจุบันก็แนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคกระดูกที่ เกิดจากอุบัติเหตุ รักษา เม็ดผดผื่นคัน ลบริ้วรอย แผลฟกช้ำ ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ และป้องกันแสงแดด และความร้อน แม้กระทั่งแพทย์แผนปัจจุบันชาวตะวันตก ก็ให้คนไข้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารหรือการดูดซึมอาหาร เด็กทารกรวมทั้งเด็กเล็กที่ไม่สามารถย่อยไขมัน กินน้ำมันมะพร้าวเป็นยารักษาโรค ศักยภาพของน้ำมันมะพร้าวในการรักษาโรคมีดังนี้


4.1 โรคที่เกิดจากการติดเชื้อต่าง ๆ เชื้อโรคที่กรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวสามารถทำลายได้ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อราและยีสต์ เชื้อโปรโตซัว และเชื้อไวรัส โมโนลอรินหรือสารปฏิชีวนะในน้ำมันมะพร้าว มีจุดเด่นสองประการ คือ ไม่ทำให้เกิดการดื้อยาของเชื้อโรค และสามารถฆ่าเชื้อโรคบางชนิดที่มีเกราะไขมันห่อหุ้มเซลล์ ที่ยาปฏิชีวนะธรรมดา ไม่สามารถฆ่าได้ แต่น้ำมันมะพร้าว สามารถละลายเกราะไขมันนี้ได้ แล้วจึงเข้าไปฆ่าเชื้อโรคเหล่านี้ เท่าที่ได้มีการวิจัยพบว่า เชื้อโรคที่มีเกราะไขมันห่อหุ้มนี้เป็นโรคร้ายในปัจจุบันที่รักษายากมาก เพราะทำลายมันไม่ได้ อย่างดีก็หยุดไม่ให้มันขยายพันธุ์โรคเหล่านี้ เช่น ไวรัสโรคเอดส์ โรค SARS ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และกำลังมีการทดลองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล


4.2 โรคผิวหนัง ผิวหนังที่ถูกอนุมูลอิสระเข้าทำลาย หรือจากการถูกทำร้าย จนเกิดเป็นแผลที่เชื้อโรคจะเข้าทำลายต่อโมโนลอรินในน้ำมันมะพร้าว ซึ่งเป็นสารปฏิชีวนะจะช่วยกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้


4.3 รังแคหนังศีรษะ น้ำมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคที่ทำให้เกิดรังแค หากชโลมผมด้วยน้ำมันมะพร้าวจะช่วยรักษารังแคหนังศีรษะได้

บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อความงาม

น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ได้จากธรรมชาติปราศจากสารเคมี สังเคราะห์ใด ๆ เจือปน โดยเฉพาะยากำจัดศัตรูพืช ซึ่งมักจะมีอยู่ในน้ำมันพืชอื่น ๆ เนื่องจากกรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวมีขนาดโมเลกุลที่เล็ก ทำให้ถูกดูดซึมเข้าไปได้ง่าย เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวในสภาพที่สกัดได้ตามธรรมชาติทันที โดยไม่ต้องทำให้บริสุทธิ์ ฟอกสี และกำจัดกลิ่น ดังเช่นน้ำมันพืชอื่น ๆ จึงปลอดภัยจากอันตรายจากสารเคมี น้ำมันมะพร้าวมีบทบาทต่อความงาม ในเรื่องดังต่อไปนี้

1. รูปร่างได้สัดส่วน ไม่อ้วน แต่แข็งแรง


เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวที่เราบริโภคเข้าไปสามารถเปลี่ยนเป็น พลังงานได้ทันที จึงไม่มีไขมันสะสมในร่างกาย อีกทั้งยังกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานดีขึ้น จึงนำเอาไขมันที่ร่างกายสะสมไว้ก่อนหน้า ไปใช้เผาผลาญให้เกิดพลังงาน จึงช่วยลดความอ้วนได้ ดังนั้นผู้ที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำจึงไม่อ้วน (เพราะไม่มีไขมันสะสม) แต่ร่างกายก็สันทัดสมส่วน และแข็งแรง

2. ผิวสวย


การนวดหรือชโลมตัวด้วยน้ำมันมะพร้าว ช่วยให้ผิวสวย เพราะ :


2.1 ผิวดูอ่อนวัย : น้ำมันมะพร้าวที่ใช้ชโลมตัว ทั้งในรูปน้ำมันมะพร้าวสด ๆ หรือในรูปของผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าว เช่น ครีม และโลชั่นจะทำให้ผิวพรรณนุ่มไม่แตกแห้งเป็นกระ หรือฝ้า แต่ชุ่มชื้นและผิวเนียน ปราศจากริ้วรอยเหี่ยวย่น ทั้งนี้เพราะน้ำมันมะพร้าวมีวิตามินอีที่มีอานุภาพมากกว่าวิตามินอีใน เครื่องสำอางช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการเสื่อมของ เซลล์ผิวหนัง ป้องกันการเสื่อมโทรมของเซลล์จากขบวนการเติมออกซิเจน (Oxidation) ช่วยกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วและทับถมกันจนทำให้ผิวแห้ง ขณะเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่จึงทำให้ผิว พรรณดูอ่อนกว่าวัย


2.2 ผิวนุ่มและเนียน : ตามปกติผิวหนังจะสูญเสียความชื้นเพราะถูกแดดและลม น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นสารรักษาความชุ่มชื้น (Moisturizer) จึงช่วยให้ผิวหนังนุ่มและเนียน


2.3 ช่วยป้องกันและรักษาฝ้า และกระ : อนุมูลอิสระเป็นตัวการอันหนึ่งของการเกิดฝ้า และกระ วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าวจะทำหน้าที่ทำลายอนุมูลอิสระเหล่านี้ เราสามารถใช้นำมันมะพร้าวเป็นยากันแดดได้ดีอีกทั้งยังไม่เหนียวเหนอะหนะ เหมือนยากันแดดบางชนิด และราคาก็ถูกกว่า

3. ผมงาม


เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันพืชที่มีคุณสมบัติเป็นตัวเพิ่ม ความชุ่มชื้น (Moisturizer) อีกทั้งยังมีสารปฏิชีวนะ (จากโมโนลอริน) และสาร antioxidant (จากสารโทโคทรินอลในวิตามินอี) จึงมีส่วนทำให้ผมงาม จากคุณสมบัติดังต่อไปนี้ :


3.1 ช่วยปรับสภาพของผม : น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมัน hair conditioner ที่ช่วยทำให้ผมนุ่มดำเป็นเงางาม เพราะมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมการเจริญของเส้นผม


3.2 ช่วยรักษาสุขภาพของหนังศีรษะ : น้ำมันมะพร้าวช่วยรักษาสุขภาพของหนังศีรษะทั้งนี้ เพราะน้ำมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะที่คอยทำลายเชื้อโรค หนังศีรษะจึงไม่มีรังแค และมีวิตามินอีที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ หนังศีรษะจึงไม่เหี่ยวย่นแต่มีสุขภาพดี


3.3 ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี : เส้นผมประกอบด้วยส่วนนอก (culticle) ที่ทำหน้าที่ หุ้มส่วนใน (cortex) หากส่วนนอกอยู่ในสภาพดี ไม่ฉีกขาด เส้นผมก็จะปกติ มีความยืดหยุ่น (elasticity) ทนทานต่อการบิดงอและมีความเหนียว ส่วนในซึ่งประกอบด้วยโปรตีนที่เรียกว่า เคอราทิน (keratin) ที่มีประกอบด้วยเส้นเล็ก ๆ มัดรวมกัน โปรตีนของเส้นผมจะสูญเสียหรือสลายตัวไปตามอายุขัย แต่อาจเร็วขึ้นจากการไม่รักษาผมให้ดี และการทำร้ายเส้นผม เช่น จากการดัดผม การย้อมผมด้วยน้ำยาเคมี แม้กระทั่งการหวีผมที่ใช้หวีที่คม น้ำมันมะพร้าวจึงช่วยลดปริมาณการสูญเสียของเส้นผม เพราะน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติยึดเกาะ (affinity) กับโปรตีนของเส้นผมได้ดี อีกทั้งยังมีขนาดเล็กจึงแทรกซึมเข้าไปในเส้นผมได้สะดวก ในขณะที่น้ำมันทานตะวันและน้ำมันแร่ (mineral oil) ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมน้ำมันใส่ผม ไม่ได้มีส่วนช่วยแต่อย่างใด เพราะไม่สามารถซึมเข้าไปในเส้นผมได้เหมือนน้ำมะพร้าว

จากที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่า น้ำมันมะพร้าวมีบทบาทอย่างมากต่อสุขภาพ และความงามของมนุษย์ไม่ว่าจะใช้ในการบริโภคเป็นอาหาร หรืออาหารที่เป็นยาด้วย (nutraceutical หรือ functional food) และการใช้ภายนอกโดยการใช้ถูนวดตัว หรือชโลมผม เป็นต้น จากข้อมูลทั้งหมดหวังว่าจะจุดประกายกระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันกลับ มาทบทวนข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อทำการวิจัยและพัฒนา น้ำมันมะพร้าวซึ่งมีบทบาทสำคัญในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากสภาพประเทศไทยมีแหล่งมะพร้าวที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนใน ประเทศและต่างประเทศได้ จึงควรช่วยกันสนับสนุน ให้น้ำมันมะพร้าวกลับมาเป็นที่นิยมใช้และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่แพร่หลายใน อนาคตต่อไป

เรียบเรียงโดย
กลุ่มงานพัฒนาวิชาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร
สถาบันการแพทย์แผนไทย

ที่มา http://herzone.mymarket.in.th/extra-virgin-coconut-oil.html







ผิวสวยด้วยน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวดีต่อผิวหนังอย่างไร?

1. ฆ่าเชื้อโรคที่ทำอันตรายต่อผิวหนัง เพราะน้ำมันมะพร้าว มีกรดลอริก ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดเดียวกันกับที่อยู่ใต้ผิวหนัง คอยช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง สิว ฝ้า กระ หูด

2. ต่อต้านการเติมออกซิเจน น้ำมันมะพร้าว มีสารต่อต้านการเติมออกซิเจน หรือ แอนตีออกซิแดนต์ (antioxidant) ซึ่งช่วยต่อต้านการเติมออกซิเจนสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุของการเหี่ยวย่นของผิวหนัง จึงช่วยปกป้องผิวหนังจากการทำลายของแสงแดดได้ดี

3. ซึมสู่ผิวหนังได้รวดเร็ว น้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดกลาง จึงซึมผ่านผิวหนังได้สะดวก และ รวดเร็ว

4. กระตุ้นให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดลอกออก และเกิดเซลล์ใหม่ น้ำมันมะพร้าวเป็นสารธรรมชาติ ที่ช่วยให้เซลล์ที่ตายแล้ว หลุดลอกออกจากผิวหนัง (natural exfoliant) ที่ดีที่สุด หากผิวหนังไม่สามารถลอกเซลล์ที่ตายแล้วออกไป เซลล์ที่เกิดใหม่ จะเกิดบนเซลล์ที่ตายแล้ว ทำให้ผิวหนังหยาบกระด้าง และแตก น้ำมันมะพร้าวจะช่วยให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดออกไป และ กระตุ้นให้เกิดเซลล์ใหม่ ทำให้ผิวดูอ่อนวัย ปราศจากรอยเหี่ยวย่น และอาการชราภาพก่อนวัย

5. ผิวนุ่ม ชุ่ม เนียน: น้ำมันมะพร้าวแทรกซึมเข้าไปใต้ผิวหนังอย่างรวดเร็ว ทำหน้าที่เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้น (moisturizer) ให้แก่ผิวหนังอย่างดี เพราะน้ำมันมะพร้าว เป็นสารตัวเดียวกันกับน้ำมันธรรมชาติ (sebum) ที่มีอยู่ในต่อมขุมขนใต้ผิวหนัง

6. ป้องกันและรักษา ฝ้า กระ จุด หรือรอยบุ๋ม: น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริกซึ่งจะเปลี่ยนเป็นโมโนลอริน ซึ่งเป็นสารฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของฝ้า กระ หรือจุด ต่างๆ อีกทั้งยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผิวหนัง

7. ป้องกันและรักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน: น้ำมันมะพร้าวช่วยรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อโรคผิวหนัง เช่น โรคสะเก็ดเงิน  โรคผิวหนังอักเสบ และโรคผิวหนังติดเชื้ออื่นๆ

8. ป้องกันและรักษาการเกิดอาการไหม้เกรียมเพราะถูกแสงแดด (Sunburn) น้ำมันมะพร้าวช่วยป้องกันการอักเสบ หรือไหม้เกรียมของผิวหนัง เนื่องจากถูกแสงแดด เป็นเวลานาน เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นยากันแดดได้ดี อีกทั้งยังไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนครีมกันแดดส่วนมาก

9. ป้องกันริมฝีปากแตก: น้ำมันมะพร้าวทำหน้าที่เป็นยาทากันริมฝีปากแตก (Lip balm) ได้ดี เพราะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ริมฝีปาก

10. รักษาพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย นำน้ำมันมะพร้าวมาถูบริเวณที่เป็นผื่นแดง ไม่นานผื่นแดงนั้นก็จะหายไป พร้อมทั้งอาการคันหรือปวดแสบปวดร้อนจากพิษแมลง ก็จะดีขึ้น

11. ป้องกันและรักษาโรคมะเร็งผิวหนัง: นอกจากจะทำให้ผิวหนังดูอ่อนวัยแล้ว น้ำมันมะพร้าวซึ่งถูกดูดซึมเข้าไปในผิวหนังได้ง่าย เพราะมีโมเลกุลขนาดเล็ก ยังช่วยสร้างความแข็งแรงให้แก่เซลล์ผิวหนัง ทั้งผิวด้านนอก และส่วนลึก จึงช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระได้ อันส่งผลให้สามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้เป็นอย่างดี





























ในวงการแพทย์แผนโบราณคุ้นเคยกับน้ำมันมะพร้าวเป็นอย่างดี... ดิฉันก็รู้ข้อมูลนี้มาบ้าง ว่ามีประโยชน์อย่างมหัศจรรย์เลย.. ผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวว่า ธรรมชาติได้สร้างพืชชนิดนี้มาคู่กับประเทศในเขตร้อนอย่างบ้านเรา น้ำมันมะพร้าวช่วยป้องกันโรคมากมาย... กรดลอริคเป็นกรดไขมันที่พบได้มากในน้ำนมแม่...และก็มีอยู่ในน้ำมันมะพร้าวเช่นกัน โรคหัวใจ.. เบาหวาน.. และมะเร็ง.. หลายคนมักโทษไขมันจากมะพร้าว.. แต่ในทางกลับกันกับช่วยป้องกันมากกว่า

       สรรพคุณ ก็ส่งผลให้ระบบขับถ่ายดี.. และรักษาสมดุลของระบบย่อยของอาหาร คอลเรสเตอรอลจะถูกเผาผลาญได้ง่ายไม่ทำให้สะสม ... วิธีสังเกตน้ำมันมะพร้าว ก็ดูกันได้ง่ายๆคือ ความใส ลักษณะโปร่งแสง กลิ่นจะหอมมะพร้าว.. น้ำมันมะพร้าวที่มีคุณภาพดี จะมีความเบา มีความหนืดน้อยมาก.. ซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายเพราะมีโมเลกุลที่เล็ก... การรับประทานก็ง่ายๆ ใส่ผสมในน้ำผลไม้อย่างน้ำส้มคั้นดื่มทุกวันหรือผสมในอาหารประเภทแกง ใช้เป็นน้ำสลัด ใช้ทอดอาหาร แทนน้ำมันพืช ...ปัจจุบันก็มีผู้ผลิตออกมามากมายทั้งกลั่นร้อน คือผ่านเครื่องจักร

 

             กลั่นเย็นคือภูมิปัญญาท้องถิ่นทำการผลิต 2 อย่างนี้ ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น เลือกซื้อหาได้ทั่วไป ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือร้านที่ขายของ OTOP แต่ข้อควรระวังต้องมีแหล่งที่ผลิตที่ชัดเจน ยืนยันคุณภาพ ปราศจากสิ่งปนเปื้อน น่าจะเป็นผลดีนะ

ที่มา http://learners.in.th/blog/edu3204orrawee/404490





 

คุณกร อาชีพ พ่อครัว

สิวอักเสบ และติดเชื้ออย่างรุนแรง ทั้งปวดทั้งคัน รักษามาหลายที่ไม่หาย แต่ใช้น้ำมันมะพร้าวของสยามพราว เดือนเดียวหายครับ
 สิวอักเสบรุนแรงก็หายได้ด้วยน้ำมันมะพร้าวของสยามพราว

ผมเองเป็นสิวอักเสบรุนแรงมากครับทั้งเจ็บทั้งคันและมีเลือดออกเวลาล้างหน้าจะมีเลือดออกทุกครั้ง

บางครั้งก็มีอาการปวดด้วยและถ้าโดนความเย็นเช่นเข้าห้องแอร์หน้าจะแดงมากๆหรือเวลาโดนความรอ้นก็จะมีอาการเดียวกัน

และจะมีเม็ดเล็กๆสีแดงหัวสีขาวๆขึ้นตามแก้มจนไปถึงหางคิ้วเป็นเหมือนปีกผีเสื้อคือมันจะขึ้นทั้งสองข้าง สำหรับเม็ดเล็กจะไม่มีอาการ

อะไรแต้ถ้าเม็ดใหญ่จะมีอาการเจ็บ ปวด บางครั้งมีอารคันมีความรู้สึกเหมือนมีตัวอะไรไต่อยู่บนใบหน้า และจะเป็นๆหายๆ

เคยรักษากับหมอ หมอบอกสิวอักเสบ ติดเชื้อ ให้ยามาทั้งกินทั้งทาอาการก็ดีขึ้นบ้างเล็กน้อยแต่ไม่เคยหายขาด เป็นมาประมาณสี่เดือน

ไม่หาย มีคนแนะนำให้ใช้นำมันมะพร้าวสกัดเย็น ก็ไม่ค่อยเชื่อแต่ก็อยากลองเพราะเรารักษากับหมอมันไม่หาย แล้วน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

นี่เราก็เคยรู้จักได้ยินมานานมันก็ธรรมดามันจะรักษาได้จริงหรือ  แต่ก็ลองดู ได้ผลครับ แค่อาทิตย์แรกอาการอักเสบ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ไม่มีอาการเจ็บ คัน และปวดอีกเลย สิวเม็ดใหญ่ๆก็ยุบและแห้ง เม็ดเล็กๆนั้นหายไปเลย ผิวหน้าดีขึ้นมาก จะมีทีเห็นอยู่ก็แค่รอยแดงจากสิวที่เป็นหลุมลึกเท่านั้น

 ไม่ต้องอายใครอีกแล้ว ที่สำคัญไม่ต้องทรมานกับอาการเหล่านั้นอีก

สำหรับท่านที่มีปัญหา สิว สิวอักเสบ ติดเชื้อ ผิวแห้ง ผิวหน้าหมองคล้ำ ขอแนะนำให้ลองใช้ดูครับ ไม่เหนียวเหนอะหนะ

ซึมเข้าสู่ผิวได้เร็วมาก  นอกจากนี้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นของสยามพราวยังมีคุณสมบัติพิเศษอีกมากมาย เช่นมีกรดลอลิกในปริมาณที่สูงมาก

มีวิตามินอีสูง และน้ำมันมะพร้าวของสยามพราวยังเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่ได้รับการรับรองจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จึงมั่นใจได้

สมาชิกทุกท่านนำรูปของผมไปใช้เป็นตัวอย่างผู้ใช้สินค้าได้นะครับ

edit @ 21 Sep 2008 23:09:40 by บ้านรักษ์สุข ที่มา http://banraksuk.exteen.com/20080831/entry

ที่มา http://www.rakbankerd.com/kaset/openweb.php?id=679&s=tblplant



วันนี้มีเรื่องราวที่ดีๆ แห่งมิตรภาพgotoknow มานำเสนอค่ะ
  
ได้อ่านบันทึกเรื่องน้ำมันมะพร้าวของพี่ดา  กานดา น้ำมันมะพร้าว มาหลายบันทึกแล้ว
คิดกะว่า จะทำ จะทำ หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่มีเวลา คราวนี้ได้จังหวะเหมาะเจาะที่ฝนตกน้ำ
ท่วม ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ขายซาลาเปา ว่างมาหลายวัน
 
เราหาอะไรทำเล่นดีกว่าน่าจะเข้าที  บ้านเรามีมะพร้าวน้ำหอมแก่มากมาย ปกติพี่สาวทำขนม
หวานขายค่ะ ช่วงนี้ฝนตกเราจึงหยุดขาย จึงมีมะพร้าวเหลือ
 
เลือกสูตรนี้ล่ะ สูตรการสกัดเย็น ของพี่ดา 
 จากบันทึกนี้ >>วิธีทำน้ำมันมะพร้าว สกัดเย็น ง่ายและสะดวกมาก มีเรื่องราวที่เราแอบกระซิบ
คุยกันที่นั่นก่อนลงมือจริง(กระซิบเงียบๆแบบออนไลน์ อิอิ...)
 
 
บันทึกนี้ขอส่งการบ้านก่อนค่ะ คุณครูกานดา ตามการบ้านตั้งแต่ตอนเย็นแล้วค่า
 
"เป็นน้ำมันหรือเปล่ามีหลายคนรอชมอยู่ค่ะ
 "ส่งเป็นบันทึกแบบคุณเพชรน้ำ หนึ่งและคุณสุ เลยนะคะ
เด็กๆนักเรียนหลายๆโรงเรียน จะได้เปิดชมค่ะ มีหลายโรงเรียนกำลังเริ่มทำ กันในเทอมนี้ค่ะ
"
 
ค่ะ! นี่ก็เป็นข้อความของคุณครูคนนี้ค่ะ
 

มาเริ่มขั้นตอนการทำน้ำมันมะพร้าวกันดีกว่าค่ะ

 

"น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจากมะพร้าวน้ำหอม"
 
มะพร้าวน้ำหอมแก่ ไม่งอก
ผ่า
ทุบแรงๆ
"คุณครู แนะนำว่า ทำแบบไม่ต้องขูด ให้แกะเนื้อมะพร้าวออก ได้เลย"
อย่างนี้
ได้เนื้อมะพร้าวแล้ว
สับ สับ แล้วก็สับ จนหมด
ใส่ลงเครื่องปั่น  ปั่นกับน้ำอุ่นๆ (เหมือนทำน้ำผลไม้ปั่นเลยล่ะ)
คั้นแล้วกรอง บีบกากมะพร้าวออก
ได้กะทิ ขาว ขาว

ถึงขั้นการสกัดแล้ว

ขั้นที่1.
ต่อไป
ต่อไป
ต่อไป
"คุณครู บอกว่า 12 ชั่วโมงก็กรองได้...แต่ลูกศิษย์อ่านไม่เคลีย เวลาล่วงเลย 3ทุ่มกว่าแล้ว"
"คุณครูเลยบอกว่า ไว้พรุ่งนี้ค่อยกรองก็ได้ค่ะ"
 
เช้าแล้วยังไม่ได้กรอง มีภาระกิจต้องทำ...ถ่ายภาพไว้ก่อน
ชั้นที่ 1. ฝ้า , ชั้นที่ 2. น้ำมันใส ,ชั้นที่ 3. ครีมกะทิ
ชั้นที่ 4. น้ำหมัก ,ชั้นที่ 5.ตะกอนก้นขวด
ได้เวลาจะตักแล้วล่ะ
เดี๋ยวจะต้องตัดปากขวด
ต่อไป
ส่วนนี้ต้องตักออกใส่ภาชนะ
 (วางไว้ก่อนเอาไว้เคี่ยว สกัดร้อนแยกน้ำมันอีกที)
ต่อไป
น้ำมัน
กรองด้วยผ้าขาวบางซ้อนกัน 8 ชั้น
เมื่อตักน้ำมันหมด เหลือส่วนที่เป็นครีมกะทิ
ตักออกใส่ภาชนะรวมกันกับฝ้า(ชั้นที่1.)
นี่ค่ะฝ้า+ครีมกะทิ
ส่วนที่เป็นน้ำหมักและกากตะกอนไม่เอาค่ะ
ระเหยน้ำ โดยวางบนรังถึงด้านล่างต้มน้ำให้เดือดไม่ต้องปิดฝา
คนสม่ำเสมอจนน้ำระเหยหมด
ก็จะได้น้ำมันสกัดเย็น...เสร็จไปหนึ่งค่ะ

ต่อด้วยสกัดร้อน...

นำฝ้าและครีมกะทิ ตั้งไฟอ่อนๆเคี่ยวไปเรื่อยๆ จนน้ำมันใสๆออกมาลอยตรงผิวหน้า
ตักขึ้นกรอง
ได้น้ำมันแล้วค่ะ
เสร็จแล้วน่ะค่ะ ทั้งการสกัดแบบเย็น และแบบร้อน

ที่มา http://gotoknow.org/blog/naree122/407433















แล้วจะทราบว่ามีประโยชน์มากมายจริงๆ

 

  

    ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และสวยงาม

 

1. จากการช่วยกระตุ้นให้ต่อมธัยรอยด์ ทำงานดีขึ้นจึงช่วยเพิ่มอัตราการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานได้มากขึ้นทำให้ร่างกายมีพลังงานสำหรับทำกิจกรรมต่างๆมากขึ้น จึงแข็งแรงไม่เหนื่อยง่าย

2. ช่วยให้ร่างกายปลอดจากโรค ทั้งโรคติดเชื้อ

    และโรคไม่ติดเชื้อ

3.  ช่วยให้ร่างกายไม่อ้วนจากการสะสมไขมัน

     ในร่างกายแต่ก็ไม่ผอม 

4. ช่วยให้ผิวอ่อนนุ่ม ชุ่ม และเนียน เพราะน้ำมันมะพร้าวมีความสัมพันธ์กับน้ำมันใต้ผิวหนัง(sebum)จึงทำหน้าที่เป็นตัวเพิ่มความชื้น(moisturzer) อีกทั้งยังช่วยกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วออกไป และกระตุ้นให้เซลล์เกิดใหม่ ทำให้ผิวหนังเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่นและเกิดฝ้า กระ สิว และโรคผิวหนังอื่นๆ

5. ช่วยทำให้หนังศรีษะ มีสุขภาพดี และยังช่วยให้เส้นผมดกดำ เป็นเงางาม ไม่แตกปลาย หรือหงอก ร่วงหล่นก่อนวัยอันเป็น สาเหตุของหัวล้าน

            คุณสมบัติที่ดีอื่นๆ

1. เป็นสารธรรมชาติ ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกาย

2. มีฤทธิ์ ฆ่าเชื้อโรค โดยไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา

3. ฆ่าเฉพาะเชื้อโรค ไม่ฆ่าจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์

4. หาได้ง่าย ใช้สะดวก ประหยัด

5. ไม่ต้องมีใบสั่งยา

 

อ่านข้อมูลเพิ่มในเรื่องโรคติดเชื้อและไม่ติดเชื้อที่

http://gotoknow.org/blog/kandanalike/318636

 

ได้นำมารักษาโรคได้

 

   

 

น้ำมันมะพร้าว แบบ สกัดร้อน  100 % (ไฟอ่อนๆ)

     น้ำมันมะพร้าว สกัดเย็น  100%

        น้ำมันมะพร้าวแช่เย็น

 หรืออุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาฯ(ใช้ช้อนตัก)

 

    โรคติดเชื้อ ที่เกิดจาก

..แบคทีเรีย เช่น โรคปอดปวม คอเจ็บ โรคกระเพาะ

โรคทางเดินปัสสาวะ   โรคไซนัส ฟันผุ

 

..  เชื้อรา เช่น โรค กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุต

.. เชื้อ รา  เช่นโรคตกขาว และคันในช่องคลอด

.. เชื้อไวรัส เช่น โรคคางทูม หัด เริม ไข้หวัดใหญ่ 

   โรคเอดส์ โรค ซารส์ โรคหวัดนก

.. เชื้อโปรโตรซัว เช่น โรคบิด มาลาเรีย

      ตะคริวในช่องท้อง ท้องร่วง ท้องอืด อาเจียน

 

          ..  โรคไม่ติดเชื้อ ..

 

...โรคหัวใจ 

เกิดจากการที่หลอดเลือดแดงแข็งตัวมีการสะสมของสารไปอุดตันหลอดเลือด ทำให้เลือดไม่สามารถไหลไปหล่อเลี้ยงหัวใจได้ จึงเกิดอาการหัวใจวาย การเกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดง เกิดจากการเกิดบาดแผลในหลอดเลือดจากแผลของเชื้อโรค สารพิษ ความดันเลือด การสูบบุหรี่ ความเครียด ทำให้ลิ่มเลือดเคลื่อนที่มารักษาบาดแผล และการสะสมวัสดุอุดตันอันประกอบด้วย โปรตีน เยื่อใย คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ มีผลงานวิจัยมากมายที่สรุปได้ว่า น้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวไม่ใช่สาเหตุของโรคหัวใจ และจากการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่า ชนชาติที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำไม่มีใครเป็นโรคหัวใจ

 

... โรค มะเร็ง

 

จากการที่ทมีสาร แอนตีออกซิแดนด์ ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอนุมูลอิสระที่ไปเปลี่ยนแปลงยีนเป็นเซลล์มะเร็ง อีกทั้งยังช่วยชะงักการเจริญเตืบโตของเซลล์มะเร็ง นอกจากนั้น น้ำมันมะพร้าวยังช่วยให้ปลอดภัยจากการทำลายของไขมันทรานส์ และของเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดมะเร็ง อีกทั้งยังส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่ช่วยทำลายเซลล์มะเร็ง 

 

..โรคเบาหวาน

 

  เกิดมาจากการที่เซลล์ขาดอาหารเพราะน้ำตาลเข้าไปในเซลล์ไม่ได้เนื่องจากขาดอินซูลิน เซลล์ไม่ตอบสนอง น้ำตาลจึงคั่งในกระแสเลือด และถูกตับขับออกไปร่วมกับปัสสาวะแต่น้ำมันมะพร้าว มีโมเลกุลขนาดกลางจึงเข้าไปในเซลล์ได้โดยไม่ต้องมีอินซูลินเป็นตัวพาเข้าเหมือนน้ำตาล อีกทั้งยังใช้เป็นอาหารของเซลล์ได้และช่วยกระตุ้นให้ตับอ่อนกลับมาสร้างอินซูลินจึงรักษาโรคเบาหวานให้หายขาดได้

 

..โรคอ้วน

 

  จากการที่ตัวมันเองเปลี่ยนเป็นพลังงานในตับจนหมดสิ้น ไม่มีเหลือไปสะสมเป็นไขมันช่วยกระตุ้นให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานดีขึ้น จึงเร่งกระบวนการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานได้ดีขึ้น ช่วยเปลี่ยนอาหารเช่น แป้งและน้ำตาลที่รับประทานเข้าไปพร้อมกันเป็นพลังงาน ไม่เหลือเป็นไขมัน อีกทั้งยังเกิดความร้อนขึ้นไปช่วยเปลี่ยนไขมันที่สะสมไว้แต่เดิมไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน





การทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น 24 ชั่วโมง

9:21 | เขียนโดย Gang of 4wd | แก้ไขบทความ

มะพร้าว(1)ร่น ระยะเวลาการทำน้ำมะพร้าวสกัดเย็นจาก 3 วัน เป็น 24 ชั่วโมงมะพร้าว(2)ด้วยกรรมวิธีการควบคุมอุณหภูมิ ศึกษาวิธีการทำโทร*1677 กด 2 ค่ะ

น้ำมัน มะพร้าวบริสุทธิ์
(VIRGIN COCONUT OIL) คือน้ำมันมะพร้าวที่เกิดจากเนื้อ มะพร้าวสด แก่จัด ซึ่งผ่านการสกัดโดยวิธีธรรมชาติ ซึ่งเป็นน้ำมันที่มี ประโยชน์มากทั้งการรักษาโรคต่างๆ และการนำมาประกอบอาหาร การสกัดน้ำมัน มะพร้าวตามธรรมดาจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน แต่คุณมะลิวรรณ มีวิธีการทำที่ สามารถร่นระยะเวลาลงมาเหลือเพียงแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น โดยมีวิธีการดังนี้


การเลือกมะพร้าว
:
-
ควรเลือกมะพร้าวแก่จัดอายุผลประมาณ
12-13 เดือน แล้วนำมาปอกเอาเปลือกออก
-
ระมัดระวังอย่าให้มีมะพร้าวงอกปะปนมาเพราะจะได้น้ำมันมะพร้าวที่มีกลิ่น เหม็นหืน

-
มะพร้าวที่อายุผล
12-13 เดือน จะมีปริมาณน้ำมันสูงสุด
-
เปลือก และกะลามะพร้าวที่แก่จัดจะเป็นสีน้ำตาลและมีเสียงคลอนน้ำเวลาเขย่า





วิธีการทำน้ำมันมะพร้าว
:
1.
ทำการขุดมะพร้าวที่เราทำการเลือกไว้ ขณะที่ขูดระวังอย่าให้โดนเนื้อกะลาที่มีสีน้ำตาล


2.
นำมะพร้าวที่ขูดได้มาคั้นเอา หัวกะทิ คั้นกะทิจากเนื้อมะพร้าวโดยใช้เครื่องคั้นกะทิ จะได้หัวกะทิและกากมะพร้าว เอากากมะพร้าวมาผสมน้ำเพื่อคั้นเอาหางกะทิโดยใช้อัตรา ส่วน
1:1 กากมะพร้าว 1 กก.ต่อน้ำ1 ลิตร

3.
เมื่อได้หัวกะทิและหางกะทิแล้วก็นำมาผสมรวมกันคั้น


4.
นำน้ำกะทิที่ได้มาใส่ในโหล แล้วนำมาวางในกล่องโฟม ควบคุมอุณหภูมิในกล่องโฟมให้มีอุณหภูมิไม่เกิน
70 'C โดยใช้น้ำร้อนวางกลางกล่องโฟม นำกะทิใส่ทิ้งไว้ให้ตกตะกอนเพื่อแยกชั้นน้ำมัน

5.
ประมาณ
24 ชั่วโมง น้ำกะทิที่ได้จะแยกชั้นน้ำมัน(อยู่ชั้นบน) ชั้นครีม(จะอยู่ชั้นล่าง)

6.
การแยกน้ำมันใช้สายยางดูดแยกน้ำมันออกมาให้หมด ส่วนชั้นครีมก็แยกไปทิ้งได้เลย


7.
กรองน้ำมันเพื่อแยกชิ้นส่วนเล็ก ๆ โดยมีวิธีการง่าย ๆ ในการกรองโดยใช้สำสีที่ฆ่าเชื้อแล้วใส่ในรูของกรวยกรองเทน้ำมันผ่านลงไปได้ เลย


8.
การทำน้ำมันให้แห้งหรือไล่ ความชื้นโดยการนำหม้อไปต้มน้ำจากนั้นนำน้ำมันมะพร้าวใส่ในหม้อแล้วนำไปวางใน หม้อต้มประมาณ
30 นาที วิธีการนี้จะไม่ให้ความร้อนไปยังน้ำมันโดยตรงซึ่งความร้อนจะทำให้น้ำมัน เปลี่ยนสี


9.
การบรรจุและการเก็บรักษาเก็บ น้ำมันในขวดที่แห้งเพื่อเก็บรักษา ขวดที่แนะนำให้ใช้สำหรับทำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ ควรเป็นขวดแก้ว


***
ภาชนะและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำน้ำมันมะพร้าวต้องทำการลวกน้ำร้อนเพื่อฆ่า เชื้อทุกชิ้น
***
***
การควบคุมอุณหภูมิจะทำให้ได้น้ำมันมะพร้าวเร็วขึ้นกว่าปกติมาก
(เวลาปกติ คือ 3 วัน)***


ขอบคุณข้อมูลจาก
:คุณมะลิวรรณ ชัยบุตร ม.6 . บางหมาก อ. เมือง จ. ชุมพร

ที่มา
: ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ
.ชุมพร (IDF 4381)







ผลข้างเคียงของน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์

By Susan Revermann , eHow Contributor โดย Susan Revermann , eHow ผู้สนับสนุน

  1. Virgin coconut oil has been used abundantly in numerous countries around the world, providing a distinct coconut flavor and aroma. น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์มีการใช้มากในหลายประเทศทั่วโลกให้รสมะพร้าวที่แตกต่างและความหอม This oil contains a plethora of therapeutic health benefits. น้ำมันนี้มีมากมายเหลือเฟือของการรักษา สุขภาพ สิทธิประโยชน์ The negative side effects of this oil are rare, a product of the oil proving its effectiveness on killing invading microorganisms within the body, and can be easily avoided if used at its suggested dosage. ผลกระทบด้านลบของน้ำมันนี้จะหายาก, ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันพิสูจน์ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่บุกรุกภายในร่างกายและสามารถหลีกเลี่ยงได้ง่ายหากใช้ในปริมาณที่แนะนำของ

Description ลักษณะ

  1. Virgin coconut oil is a naturally abundant, economical, safe and healthy choice for cooking . น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์เป็นมากมาย, ประหยัด, ปลอดภัยและมีสุขภาพดีตามธรรมชาติทางเลือกสำหรับ การทำอาหาร . This oil can be used in place of butter, margarine, ghee or any other oil while cooking. น้ำมันนี้สามารถใช้แทนเนย, มาการีน ghee หรือน้ำมันอื่น ๆ ในขณะที่การทำอาหาร It has even been used as oil to be massaged into the skin. แม้จะได้รับการใช้เป็นน้ำมันนวดที่จะเข้าสู่ผิว This oil turns solid if placed in the refrigerator and should never be heated in the microwave. น้ำมันนี้จะปิดทึบหากวางอยู่ในตู้เย็นและไม่ควรอุ่นในไมโครเวฟ Always store in a dark area. เก็บทุกครั้งในพื้นที่มืด

Positive Side Effects ผลกระทบด้านบวก

  1. Virgin coconut oil holds beneficial antiviral, antibacterial, antifungal, antiprotozoal and antioxidant properties, as well as the ability to raise white blood cell counts. น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ถือคุณสมบัติต้านไวรัส, antibacterial, เชื้อรา, และสารต้านอนุมูลอิสระ antiprotozoal ประโยชน์ตลอดจนความสามารถในการเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดขาวจำนวน Several research studies by CE Isaacs have confirmed that taking 3 to 4 tbsp. การศึกษาวิจัยจำนวนมากโดย CE Isaacs ได้ยืนยันว่าการ 3 ถึง 4 ช้อนโต๊ะ of virgin coconut oil throughout the day with meals has shown optimal health results, especially when given to nursing mothers. ของน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ตลอดทั้งวันพร้อมกับอาหารได้แสดงให้เห็นผลสุขภาพที่ดีที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่มารดาพยาบาล The medium fatty acid chains that this oil provides matches the chains that are found in breast milk, which is linked to aiding immune system development in infants. กลุ่มกรดไขมันขนาดกลางที่น้ำมันกลุ่มนี้ให้ตรงกับที่พบในนมแม่ซึ่งจะเชื่อมโยงถึงการช่วยงานการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันในเด็กทารก If a nursing mother takes this oil, it increases the amount of these fatty acid chains threefold. ถ้าแม่ลูกอ่อนจะใช้เวลาน้ำมันนี้จะเพิ่มปริมาณของกรดไขมันเหล่านี้กลุ่มสามเท่า Organic virgin coconut oil is an even better choice because it doesn't contain any chemicals or pesticides from the growing process. น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์อินทรีย์เป็นทางเลือกที่ดียิ่งขึ้นเพราะไม่มีสารเคมีใด ๆ หรือยาฆ่าแมลงจากกระบวนการปลูก

    The specific lipids in coconut oil have actually proven to inactivate parts of certain viruses, such as HIV, measles and herpes simplex 1 and 2, as in a study reported in the Journal of General Virology in 1992. โดยเฉพาะไขมันในน้ำมันมะพร้าวได้รับการพิสูจน์แล้วจริงเพื่อยับยั้งบางส่วนของไวรัสบางอย่างเช่นเอชไอวีโรคหัด, และเริม simplex 1 และ 2 ในการศึกษารายงานในวารสารไวรัสวิทยาทั่วไปในปี 1992 The body converts this oil into a hormone called pregnenolone which helps to stimulate the immune system and raises the antioxidant effects, along with stimulating the thyroid and mitochondrial functioning, increasing metabolism within the body. ตัวแปลงน้ำมันนี้เป็นฮอร์โมนที่เรียกว่า pregnenolone ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและทำให้เกิดผลต้านอนุมูลอิสระพร้อมกับการกระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์และ mitochondrial, เพิ่มการเผาผลาญอาหารภายในร่างกาย This is good news for anyone trying to lose fat. นี้เป็นข่าวดีสำหรับทุกคนพยายามที่จะลดไขมัน

    It is evident within the countries that use this oil abundantly that it is uncommon for the consumers to have heart or vascular disease. มันจะปรากฏชัดภายในประเทศที่ใช้น้ำมันนี้พรืดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ผู้บริโภคจะมีหัวใจหรือโรคหลอดเลือด This oil actually doesn't affect cholesterol and triglycerides like other saturated fats; thus, it doesn't clog the heart like other saturated fats can. น้ำมันนี้จริงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์เช่นไขมันอิ่มตัวอื่น ๆ จึงจะไม่เกิดการอุดตันหัวใจเช่นไขมันอิ่มตัวอื่น ๆ สามารถ

Negative Side Effects ผลกระทบด้านลบ

  1. The trend to hydrogenate saturated oils to make them solid at room temperature was quite popular years ago. แนวโน้มที่จะรวมกับน้ำอิ่มตัวน้ำมันเพื่อให้ของแข็งที่อุณหภูมิห้องเป็นปีที่ผ่านมาเป็นที่นิยมมาก With the research that followed, the idea that all saturated oils where altogether bad for one's health stuck in the minds of many. กับงานวิจัยที่ติดตามความคิดที่ว่าน้ำมันอิ่มตัวทั้งหมดที่ไม่ดีต่อสุขภาพของตนติดอยู่ในใจของหลาย Without distinguishing one oil from another, the masses forgot the health benefits of coconut oil. โดยไม่ต้องแยกความแตกต่างจากอีกหนึ่งน้ำมัน, ฝูงลืมประโยชน์ต่อสุขภาพของน้ำมันมะพร้าว The studies that were conducted on coconut oil at that time were done in its hydrogenated form, which was a form that had altered the beneficial fatty acid chains that it contained. การศึกษาที่ได้ดำเนินการเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวในเวลานั้นได้กระทำในรูปแบบของไฮโดรเจนซึ่งเป็นรูปแบบที่มีการเปลี่ยนแปลงกลุ่มกรดไขมันที่มีประโยชน์ The later studies that were done on the coconut oil in its natural state confirmed that it holds tremendous health benefits, although the shadow of the previous studies have kept the notion that it is an unhealthy oil in consumers' minds. การศึกษาต่อมาที่ทำในน้ำมันมะพร้าวในสภาพธรรมชาติของมันยืนยันว่ามันถือประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก แต่เงาของศึกษาก่อนหน้านี้ได้เก็บความคิดที่ว่ามันเป็นน้ำมันไม่แข็งแรงในใจของผู้บริโภค The truth is, coconut oil offers great benefits unless it is altered by the hydrogenation process, which produces harmful trans fatty acids. ความจริงก็คือน้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์มากเว้นแต่จะถูกเปลี่ยนแปลงโดยกระบวนการไฮโดรซึ่งผลิตกรดไขมันทรานส์ที่เป็นอันตราย
    Due to the antiviral, antibacterial and antioxidant properties of coconut oil, diarrhea may occur due to the oil killing off some of the bacteria and viruses in the body, especially the digestive tract. เนื่องจากมีคุณสมบัติต้านไวรัส, ยาปฏิชีวนะและสารต้านอนุมูลอิสระของน้ำมันมะพร้าว, โรคท้องร่วงอาจเกิดขึ้นเนื่องจากน้ำมันฆ่าปิดบางส่วนของเชื้อแบคทีเรียและไวรัสในร่างกายโดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร This negative side effect can be reduced or avoided all together if you introduce the suggested daily dose of oil slowly throughout the day with meals and gradually increase to the recommended dose over a few days to let the body become acclimated to the substance. ผลข้างเคียงเชิงลบนี้สามารถลดหรือหลีกเลี่ยงการร่วมกันหากคุณแนะนำยารายวันที่แนะนำของน้ำมันช้าตลอดทั้งวันพร้อมกับอาหารและค่อยๆเพิ่มขึ้นเป็นปริมาณที่แนะนำไปไม่กี่วันเพื่อให้ร่างกายกลายเป็น acclimated ถึงเนื้อหา There is also a slight possibility of an allergy to this oil, although coconut is not actually a nut. นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ของการแพ้เล็กน้อยกับน้ำมันนี้แม้จะมะพร้าวไม่จริงนัท Other than those two considerations, no adverse side effects have been reported. อื่น ๆ นอกเหนือจากที่สองการพิจารณาไม่มีผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ได้รับการรายงาน


ที่มา
http://translate.google.co.th/translate?hl=th&langpair=en%7Cth&u=http://www.ehow.com/list_5790872_side-effects-virgin-coconut-oil.html


































น้ำมันมะพร้าวสกัดจากเมล็ดหรือเนื้อของสุก มะพร้าว จากการเก็บเกี่ยวปาล์มมะพร้าว ( Cocos nucifera ) Throughout the tropical world it has provided the primary source of fat in the diets of millions of people for generations. เขตร้อนทั่วโลกจะได้ให้บริการแหล่งหลักของไขมันในอาหารของผู้คนนับล้านสำหรับรุ่น It has various applications in food, medicine, and industry. มีการใช้งานต่างๆในอาหารยาและอุตสาหกรรม Coconut oil is very heat stable so it makes an excellent cooking and frying oil. น้ำมันมะพร้าวมีเสถียรภาพมากความร้อนจึงทำให้การทำอาหารที่ยอดเยี่ยมและทอดน้ำมัน It has a smoke point of about 360°F (180°C). มีจุดสูบบุหรี่ขององศาฟาเรนไฮต์ประมาณ 360 (180 ° C) Because of its stability it is slow to oxidize and thus resistant to rancidity, lasting up to two years due to high saturated fat content. [ 1 ] เนื่องจากความมีเสถียรภาพของมันแล้วจะช้าออกซิไดซ์และทำให้ทนต่อ rancidity, ยาวนานถึงสองปีเนื่องจากปริมาณไขมันอิ่มตัวสูง [1]

[ edit ] Production [ แก้ไข ] การผลิต

In the wet process, coconut milk is made first and then the oil is extracted from the milk. ในกระบวนการเปียก, กะทิ ทำมาก่อนจากนั้นน้ำมันที่สกัดจากนม Coconut kernel is shredded and mixed with water. กล้ามเป็นสับและผสมกับน้ำ Then it is pressed and the oil is extracted. จากนั้นก็จะถูกกดและน้ำมันที่สกัด The resulting oil/water mixture produces coconut cream or coconut milk depending on the percentage of oil. น้ำมันผสมน้ำผล / ผลิตครีมมะพร้าวหรือกะทิขึ้นอยู่กับอัตราร้อยละของน้ำมัน The coconut milk is then allowed to separate naturally. กะทิที่ได้รับอนุญาตแล้วจะแยกเป็นธรรมชาติ Since oil is lighter than water, the oil rises to the surface. เนื่องจากน้ำมันมีน้ำหนักเบากว่าน้ำน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมาที่ผิว This takes 12 to 24 hours. นี้จะใช้เวลา 12 ถึง 24 ชั่วโมง The oil can then be skimmed off. น้ำมันจากนั้นจะสามารถปิดไขมันต่ำ This is the traditional method of making coconut oil from coconut milk and is the way many people make the oil at home. ซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิมในการทำน้ำมันมะพร้าวจากกะทิและเป็นวิธีที่คนจำนวนมากให้น้ำมันที่บ้าน Other methods incorporate heating, fermentation, refrigeration [ citation needed ] , or centrifugal force [ 2 ] to separate the oil from the water. วิธีการอื่น ๆ รวมการให้ความร้อน, การหมัก, เครื่องทำความเย็น [ อ้างจำเป็น ] หรือแรงเหวี่ยง [2] เพื่อแยกน้ำมันจากน้ำ Some minor heating is generally done afterwards (often in a low temperature vacuum chamber) to drive off excess moisture and produce a more purified product and to extend shelf life. บางรายย่อยให้ความร้อนโดยทั่วไปจะทำหลังจากนั้น (มักจะอยู่ในห้องสูญญากาศอุณหภูมิต่ำ) เพื่อผลักดันปิดความชื้นส่วนเกินและผลิตผลิตภัณฑ์ที่บริสุทธิ์มากขึ้นและเพื่อยืดอายุการเก็บ

In the dry process the oil is extracted directly from the kernel. ในกระบวนการแห้งน้ำมันสกัดจากเมล็ดโดยตรง The coconut kernel is first shredded and dried in an oven to about 10 to 12% moisture. กล้ามเป็นฝอยแรกและอบแห้งในเตาอบให้ความชื้น% ประมาณ 10 ถึง 12 The dried, shredded coconut is then placed into a press and the virgin oil is expelled. [ 3 ] แห้ง, มะพร้าวขูดฝอยอยู่แล้วเป็นกดและน้ำมันบริสุทธิ์ถูกขับไล่ออก [3]

The Asian and Pacific Coconut Community (APCC), whose 18 members produce about 85% of the coconut sold commercially, [ 4 ] has published its Standards for Virgin Coconut Oil. [ 5 ] The Philippines has established a Department of Science and Technology (DOST) governmental standard. [ 6 ] เอเชียและแปซิฟิกมะพร้าวชุมชน (APCC), 18 ซึ่งมีสมาชิกผลิตประมาณ 85% ของโคโคนัทขายในเชิงพาณิชย์, [4] ได้ตีพิมพ์มาตรฐานน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ [5] ฟิลิปปินส์ได้จัดตั้งภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (DOST มาตรฐานของรัฐ) [6]

The USDA has published historical production figures for coconut oil for years beginning October 1 and ending September 30: [ 7 ] USDA ได้ประกาศตัวเลขการผลิตที่ผ่านมาสำหรับน้ำมันมะพร้าวสำหรับปีเริ่มต้น 1 ตุลาคมและสิ้นสุดเดือนกันยายนที่ 30 : [7]

Year ปี

2005–06 2005-06

2006–07 2006-07

2007–08 2007-08

2008–09 2008-09

Production , Million Tonne ผลิตล้านตัน

3.46 3.46

3.22 3.22

3.53 3.53

3.33 3.33

[ edit ] Centrifuge Processed [ แก้ไข ] Centrifuge แปรรูป

Once the coconut milk has been harvested and fermented. [ 8 ] The fermented coconut milk is placed in a centrifuge to then separate the oil from the water and solids. เมื่อกะทิได้รับการเก็บเกี่ยวและการหมัก [8] กะทิหมักจะถูกวางในเหวี่ยงไปจากนั้นให้แยกน้ำมันจากน้ำและของแข็ง The end result is an oil that is .15~.10% moisture. ผลลัพธ์ที่ได้คือน้ำมันที่มีความชื้น 0.15 ~ 0.10%

[ edit ] RBD

ปริมาณกรดไขมันของน้ำมันมะพร้าว

Type of fatty acid ชนิดของกรดไขมัน



pct วีพีซีที


Lauric saturated C12 Lauric C12 อิ่มตัว


47.5% 47.5%

Myristic saturated C14 Myristic C14 อิ่มตัว


18.1% 18.1%

Palmitic saturated C16 Palmitic C16 อิ่มตัว


8.8% 8.8%

Caprylic saturated C8 Caprylic C8 อิ่มตัว


7.8% 7.8%

Capric saturated C10 Capric C10 อิ่มตัว


6.7% 6.7%

Stearic saturated C18 สเตีย อิ่มตัว C18


2.6% 2.6%

Caproic saturated C6 Caproic อิ่มตัว C6


0.5% 0.5%

Oleic monounsaturated C18 โอเลอิค monounsaturated C18


6.2% 6.2%

Linoleic polyunsaturated C18 ไขมัน ไม่อิ่มตัว C18


1.6% 1.6%

[ แก้ไข ] RBD

Coconuts sundried in Kozhikode , Kerala for making copra , which is used for making coconut oil มะพร้าว sundried ใน Kozhikode , Kerala การทำ เนื้อมะพร้าวแห้ง ซึ่งจะใช้สำหรับการทำน้ำมันมะพร้าว

Coconut Oil expelled from Copra at an oil mill in Tripunithura , Kerala , India น้ำมันมะพร้าว ขับไล่ออก จาก เนื้อมะพร้าวแห้ง ที่โรงงานสกัดน้ำมันใน Tripunithura , Kerala , India

RBD stands for “refined, bleached, and deodorized.” RBD oil is usually made from copra (dried coconut kernel). RBD ย่อมาจาก"การกลั่น, ฟอกขาว, และ deodorized."น้ำมัน RBD มักจะทำจากเนื้อมะพร้าวแห้ง (แห้งกล้าม) Copra can be made by smoke drying, sun drying, or kiln drying. เนื้อมะพร้าวแห้งสามารถทำได้โดยควันอบแห้งแดดอบแห้งหรือ เตา อบแห้ง The dried copra is then placed in a powerful hydraulic press with added heat and the oil is extracted. เนื้อมะพร้าวแห้งแห้งอยู่แล้วในกดไฮโดรลิกที่มีประสิทธิภาพด้วยความร้อนและเพิ่มน้ำมันสกัด This yields up practically all the oil present, amounting to more than 60% of the dry weight of the coconut. [ 9 ] อัตราผลตอบแทนนี้ขึ้นในทางปฏิบัติทั้งหมดปัจจุบันน้ำมันเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นกว่า 60% ของน้ำหนักแห้งของโคโคนัท [9]

This “crude” coconut oil is not suitable for consumption because it contains contaminants and must be refined with further heating and filtering. นี้"มันดิบ"น้ำมันมะพร้าวไม่เหมาะสำหรับการบริโภคเนื่องจากมีสารปนเปื้อนและจะต้องมีการกลั่นน้ำมันที่มีต่อความร้อนและการกรอง Another method for extraction of a “high quality” coconut oil involves the enzymatic action of alpha-amylase, polygalacturonases and proteases on diluted coconut paste. [ 10 ] น้ำมันอีกวิธีในการสกัดสูง"คุณภาพมะพร้าว"เกี่ยวข้องกับการกระทำของเอนไซม์แอลฟาอะไมเลส, polygalacturonases และโปรติเอสที่วางมะพร้าวปรับลด [10]

Unlike virgin coconut oil, refined coconut oil has no coconut taste or aroma. ซึ่งแตกต่างจากน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์จากการกลั่นน้ำมันมะพร้าวไม่มีรสมะพร้าวหรือกลิ่นหอม RBD oil is used for home cooking, commercial food processing, and cosmetic, industrial, and pharmaceutical purposes. น้ำมัน RBD ใช้สำหรับการทำอาหารบ้าน, การแปรรูปอาหารเชิงพาณิชย์และวัตถุประสงค์เครื่องสำอาง, อุตสาหกรรมและยา

[ edit ] Hydrogenation [ แก้ไข ] ไฮโดรเจน

RBD coconut oil can be processed further into partially or fully hydrogenated oil to increase its melting point. น้ำมันมะพร้าว RBD สามารถดำเนินการต่อไปเป็นน้ำมันเติมไฮโดรเจนบางส่วนหรือเต็มเพื่อเพิ่มจุดหลอมของมัน Since virgin and RBD coconut oils melt at 76°F (24°C), foods containing coconut oil tend to melt in warm climates. ตั้งแต่บริสุทธิ์และน้ำมันมะพร้าวละลาย RBD ที่ 76 ° F (24 ° C), อาหารที่มีน้ำมันมะพร้าวมีแนวโน้มที่จะละลายในสภาพอากาศอบอุ่น A higher melting point is desirable in these warm climates so the oil is hydrogenated. จุดหลอมเหลวสูงเป็นที่พึงปรารถนาในสภาพอากาศอบอุ่นเหล่านี้เพื่อให้น้ำมันเป็นไฮโดรเจน The melting point of hydrogenated coconut oil is 97–104°F (36–40°C). จุดหลอมเหลวของน้ำมันมะพร้าวเติมไฮโดรเจนเป็นองศาฟาเรนไฮต์ 97-104 (36-40 ° C)

In the process of hydrogenation, unsaturated fats (monounsaturated and polyunsaturated fatty acids) are combined with hydrogen in a catalytic process to make them more saturated. ในขั้นตอนของปฏิกิริยาไฮโดรจิ, ไขมันไม่อิ่มตัว (monounsaturated และกรดไขมันไม่อิ่มตัว) จะถูกรวมกับไฮโดรเจนในกระบวนการเร่งปฏิกิริยาที่จะทำให้พวกเขาอิ่มตัวมากขึ้น Coconut oil contains only 6% monounsaturated and 2% polyunsaturated fatty acids. น้ำมันมะพร้าวมีเพียง 6% monounsaturated และ 2% กรดไขมันไม่อิ่มตัว In this process some of these are transformed into trans fatty acids . ในขั้นตอนนี้บางส่วนเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็น กรดไขมันทรานส์ .

[ edit ] Fractionation [ แก้ไข ] Fractionation

Fractionated coconut oil is a fraction of the whole oil, in which the long-chain fatty acids are removed so that only medium chain saturated fatty acids remain. น้ำมันมะพร้าว Fractionated เป็นส่วนของน้ำมันทั้งหมดซึ่งในห่วงโซ่ยาวของกรดไขมันจะถูกเอาออกเพื่อให้มีเพียงสายขนาดกลางกรดไขมันอิ่มตัวยังคงอยู่ Lauric acid, a 12 carbon chain fatty acid, is often removed as well because of its high value for industrial and medical purposes. กรด Lauric, 12 โซ่คาร์บอนของกรดไขมัน, มักจะถูกเอาออกไปเช่นกันเพราะมีค่าสูงในอุตสาหกรรมและทางการแพทย์ Fractionated coconut oil may also be referred to as caprylic/capric triglyceride oil or medium chain triglyceride (MCT) oil because it is primarily the medium chain caprylic (8 carbons) and capric (10 carbons) acids that make up the bulk of the oil. น้ำมันมะพร้าว Fractionated อาจจะเรียกว่าเป็นน้ำมันไตรกลีเซอไรด์ Caprylic / Capric หรือไตรกลีเซอไรด์สายโซ่ขนาดกลางน้ำมัน (MCT) เพราะมันเป็นหลัก Caprylic โซ่ขนาดกลาง (8 คาร์บอน) และ Capric (10 คาร์บอน) กรดที่ทำขึ้นเป็นกลุ่มของน้ำมัน

MCT oil is most frequently used for medical applications and special diets. น้ำมัน MCT ถูกใช้บ่อยที่สุดสำหรับใช้งานทางการแพทย์และอาหารพิเศษ

[ edit ] Uses [ แก้ไข ] ใช้

[ edit ] Culinary arts [ แก้ไข ] ศิลปะการปรุงอาหาร

Coconut oil is commonly used in cooking, especially when frying. น้ำมันมะพร้าวเป็นที่นิยมใช้ในการปรุงอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทอด In communities where coconut oil is widely used in cooking, the unrefined oil is the one most commonly used. ในชุมชนที่น้ำมันมะพร้าวถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการปรุงอาหาร, น้ำมันปลอมปนเป็นหนึ่งที่ใช้กันมากที่สุด Coconut oil is commonly used to flavor many South Asian curries. น้ำมันมะพร้าวเป็นที่นิยมใช้หลายรสแกงเอเชียใต้ Relative to other cooking oils, it creates minimal harmful byproducts when heated. [ 11 ] เทียบกับน้ำมันปรุงอาหารอื่น ๆ ก็สามารถสร้างสารที่เป็นอันตรายน้อยที่สุดเมื่ออุ่น [11]

Contrary to many Internet sources [ who? ] , the caloric content of coconut oil is very nearly the same as that of other dietary fats, being reduced only slightly by the presence of medium chain triglycerides which constitute less than half of the total fat content. ขัดกับหลายแหล่งข้อมูลอินเทอร์เน็ต [ ใคร ], เนื้อหาแคลอรี่ของน้ำมันมะพร้าวมากเกือบเดียวกันกับของไขมันจากอาหารอื่น ๆ จะถูกลดลงเพียงเล็กน้อยโดยเนื้อหาการแสดงตนของไตรกลีเซอไรด์สายโซ่ขนาดกลางที่ประกอบขึ้นเป็นน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของไขมันทั้งหมด A value of 8.3 kcal/g has been quoted for dietary medium-chain triglycerides. [1] กรัมค่าของ / 8.3 กิโลแคลอรีได้รับการยกมาสำหรับโมเลกุลขนาดกลางอาหาร [1]

Hydrogenated or partially hydrogenated coconut oil is often used in non-dairy creamers , and snack foods including popcorn. [ 12 ] เติมไฮโดรเจน เติมไฮโดรเจนบางส่วนหรือน้ำมันมะพร้าวมักจะใช้ใน creamers นมไม่ และขนมขบเคี้ยวรวมทั้งข้าวโพดคั่ว [12]

Hydrogenated coconut oil is also sold in australia under the brand-name Copha and is the main ingredient in Australian snacks such as chocolate crackles and white christmas. น้ำมันมะพร้าวเติมไฮโดรเจนนอกจากนี้ยังมีการขายในประเทศออสเตรเลียภายใต้แบรนด์ Copha และเป็นส่วนผสมหลักในอาหารว่างออสเตรเลียเช่น crackles ช็อคโกแลตและคริสมาสต์สีขาว

[ edit ] Industry [ แก้ไข ] อุตสาหกรรม

[ edit ] Engine feedstock [ แก้ไข ] วัตถุดิบ Engine

See also: Vegetable oil used as fuel See also : น้ำมันพืชที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง

Coconut oil has been tested for use as a feedstock for biodiesel to be used as a diesel engine fuel. น้ำมันมะพร้าวได้รับการทดสอบเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับ ผลิตไบโอดีเซล เพื่อใช้เป็น เครื่องยนต์ดีเซล เชื้อเพลิง In this manner it can be applied to power generators and transport using diesel engines. ในลักษณะนี้จะสามารถนำมาใช้กับพลังงาน ไฟฟ้า และการขนส่งโดยใช้เครื่องยนต์ดีเซล Since straight coconut oil has a high gelling temperature (22–25°C), a high viscosity, and a minimum combustion chamber temperature of 500 °C (932 °F) (to avoid polymerization of the fuel), coconut oil is typically transesterified to make biodiesel. เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวตรงมีอุณหภูมิสูงทำให้เกิดเจล (22-25 ° C), ความหนืดสูงและการเผาไหม้อุณหภูมิต่ำสุด Chamber of 500 ° C (932 องศาฟาเรนไฮต์) (เพื่อหลีกเลี่ยงการพอลิเมอน้ำมันเชื้อเพลิง), น้ำมันมะพร้าวเป็น transesterified ปกติ เพื่อให้ไบโอดีเซล Use of B100 (100% biodiesel) is only possible in temperate climates as the gel point is approximately 10°C (50 degrees Fahrenheit). ใช้ B100 (ไบโอดีเซล 100%) เป็นไปได้เฉพาะในสภาพอากาศหนาวเป็นจุดเจลประมาณ 10 องศาเซลเซียส (50 องศาฟาเรนไฮต์) The oil needs to meet the Weihenstephan standard [ 13 ] for pure vegetable oil used as a fuel otherwise moderate to severe damage from carbonisation and clogging will occur in an unmodified engine. ความต้องการน้ำมันเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน Weihenstephan [13] ราคาน้ำมันพืชบริสุทธิ์ใช้เป็นเชื้อเพลิงอย่างอื่นจากความเสียหายรุนแรงปานกลาง carbonisation และการอุดตันจะเกิดขึ้นในเครื่องยนต์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

The Philippines , Vanuatu , Samoa , and several other tropical island countries are using coconut oil as an alternative fuel source to run automobiles, trucks, and buses, and to power generators. [ 14 ] Coconut oil is currently used as a fuel for transport in the Philippines. [ 15 ] Further research into the oil's potential as a fuel for electricity generation is being carried out in the islands of the Pacific. [ 16 ] [ 17 ] In the 1990s Bougainville conflict, islanders cut off from supplies due to a blockade used it to fuel their vehicles. [ 18 ] ฟิลิปปินส์ , วานูอาตู , ซามัว , และหลาย ๆ ประเทศเกาะเขตร้อนโดยใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่มาเพื่อเรียกใช้รถยนต์, รถบรรทุกและรถโดยสารและเพื่อผลิตไฟฟ้า [14] น้ำมันมะพร้าวที่ใช้ในปัจจุบันเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการขนส่งใน ฟิลิปปินส์ [15] งานวิจัยไปสู่ศักยภาพของน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าจะถูกดำเนินการในหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก [16] [17] ในปี 1990 Bougainville ความขัดแย้ง islanders ตัดออกจากวัสดุเนื่องจากการปิดล้อม มันใช้เป็นเชื้อเพลิงในยานพาหนะของพวกเขา [18]

[ edit ] Engine lubricant [ แก้ไข ] สารหล่อลื่นเครื่องยนต์

Coconut oil has been tested for use as an engine lubricant ; the producer claims the oil reduces fuel consumption and smoke emissions, and allows the engine to run at a cooler temperature. [ 19 ] น้ำมันมะพร้าวได้รับการทดสอบเพื่อใช้เป็น สารหล่อลื่นเครื่องยนต์ ; ผู้ผลิตอ้างน้ำมันช่วยลดการปล่อยควันและการใช้เชื้อเพลิงและช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานที่อุณหภูมิเย็น [19]

[ edit ] Transformer oil [ แก้ไข ] น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า

Transformer oil acts as an insulating and cooling medium in transformers. น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าทำหน้าที่เป็นฉนวนและระบายความร้อนปานกลางในหม้อแปลง The insulating oil fills up pores in fibrous insulation and also the gaps between the coil conductors and the spacing between the siding and the tank, and thus increases the dielectric strength of the insulation. เติมน้ำมันที่ป้องกันรูขุมขนขึ้นในฉนวนเส้นใยและช่องว่างระหว่างขดลวดตัวนำและระยะห่างระหว่างผนังและถังเก็บและทำให้เพิ่มความแรงของอิเล็กทริกของฉนวน A transformer in operation generates heat in the winding, and that heat is transferred to the oil via conduction. หม้อแปลงในการดำเนินการสร้างความร้อนในขดลวดและความร้อนที่ถูกโอนไปยังน้ำมันผ่านทางการนำ Heated oil then flows to the radiators by convection . น้ำมันร้อนแล้วไหลไปยังหม้อน้ำโดย การพา . Oil supplied from the radiators, being cooler, cools the winding. ออยล์มาจากหม้อน้ำ, ถูกเย็น, เย็นม้วน There are several important properties such as dielectric strength, flash point, viscosity, specific gravity and pour point and all of them have to be considered when qualifying an oil for use in transformers. มีคุณสมบัติสำคัญหลายประการเช่นความเป็นฉนวนจุดวาบไฟ, ความหนืดความถ่วงจำเพาะและจุดไหลเทและทั้งหมดของพวกเขาจะต้องได้รับการพิจารณาเมื่อมีคุณสมบัติน้ำมันสำหรับใช้ในหม้อแปลงกำลัง Normally mineral oil is used, but coconut oil has been shown to possess all the properties needed to function as an environmentally friendly and economic replacement to mineral oil for this purpose. [ 20 ] น้ำมันแร่โดยปกติจะใช้ แต่น้ำมันมะพร้าวได้รับการแสดงให้มีคุณสมบัติทั้งหมดที่จำเป็นในการทำงานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทดแทนและเศรษฐกิจกับน้ำมันแร่เพื่อการนี้ [20]

[ edit ] Herbicide [ แก้ไข ] สารกำจัดวัชพืช

Acids derived from coconut oil can be used as herbicides , for a more environmentally friendly way of combatting weeds. กรดที่ได้จากน้ำมันมะพร้าวสามารถใช้เป็น สารกำจัดวัชพืช สำหรับวิธีมิตรกับสิ่งแวดล้อมของ combatting วัชพืช It is also considered unproblematic for people who have sensitivity to synthethic herbicides. [ 21 ] ก็ถือว่ายัง unproblematic สำหรับผู้ที่มีความไวต่อสารเคมีกำจัดวัชพืช synthethic [21]

[ edit ] Personal uses [ แก้ไข ] ใช้ส่วนบุคคล

[ edit ] Cosmetics and skin treatments [ แก้ไข ] เครื่องสำอางและรักษาผิว

Coconut oil is excellent as a skin moisturizer and softener. น้ำมันมะพร้าวเป็นเลิศเป็นผิว ชุ่มชื้น และอ่อน A study shows that extra virgin coconut oil is effective and safe when used as a moisturizer, with absence of adverse reactions. [ 22 ] A study found that coconut oil helped prevent protein loss from the wet combing of hair when used for fourteen hours [ 23 ] as a conditioner before washing the hair. [ 24 ] การศึกษาแสดงให้เห็นว่าน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์เสริมจะมีประสิทธิภาพและปลอดภัยเมื่อใช้เป็นให้ความชุ่มชื้นกับกรณีที่ไม่มีอาการไม่พึงประสงค์ [22] การศึกษาพบว่าน้ำมันมะพร้าวช่วยป้องกันการสูญเสียโปรตีนจากผมเปียก combing ของเมื่อใช้ในการสิบสี่ชั่วโมง [23 ] เป็นครีมก่อนล้างผม [24]

[ edit ] Sexual lubrication [ แก้ไข ] การหล่อลื่นทางเพศ

There are widespread reports of the use of coconut oil as a sexual lubricant . [ 25 ] Like other oil-based intimate lubricants, coconut oil should not be used with latex condoms . มีรายงานอย่างกว้างขวางในการใช้งานของน้ำมันมะพร้าวเป็น สารหล่อลื่นทางเพศ . [25] เช่นเดียวกับอื่น ๆ ตามความสนิทสนมน้ำมันหล่อลื่น - น้ำมัน, น้ำมันมะพร้าวไม่ควรใช้กับน้ำยาง ถุงยางอนามัย .

[ edit ] Medicine [ แก้ไข ] การแพทย์

A single-blind randomized controlled trial on children with pneumonia at the Philippine Children's Medical Center found that coconut oil accelerated the normalization of respiratory rate and resolution of crackles . [ 26 ] เดียวคนตาบอดทดลองควบคุมแบบสุ่มในเด็กที่มี โรคปอดอักเสบ ที่ฟิลิปปินส์เด็กศูนย์การแพทย์พบว่าน้ำมันมะพร้าวเร่งฟื้นฟูของ ระบบทางเดินหายใจ อัตราและความละเอียดของ crackles . [26]

A randomized double-blind clinical trial with 40 women exhibiting obesity found that supplementation with coconut oil promoted a reduction in obesity without causing dyslipidemia . [ 27 ] การทดลองทางคลินิกแบบสุ่มตาบอดสองครั้งกับผู้หญิง exhibiting 40 โรคอ้วน พบว่าการเสริมด้วยน้ำมันมะพร้าวส่งเสริมโรคอ้วนลดลงโดยไม่ทำให้ ไขมันในเลือดสูง . [27]

ที่มา http://translate.google.co.th/translate?hl=th&langpair=en%7Cth&u=http://en.wikipedia.org/wiki/Coconut_oil