Is owner
View only
Upload & Edit
Download
Share
Add to my account
Buy ads here

21 l ARCHITECTURE AND MODERN THAI SOCIETY





Hospitel




หากใครเฝ้าติดตามทิศทางการออกแบบโรงพยาบาลเอกชนสมัยใหม่ในปัจจุบันอย่างใกล้ชิด เชื่อแน่ว่า จะต้องสังเกตเห็นปรากฏการณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่ดูเสมือนกำลังเป็นกระแสนิยมไปเสียแล้ว นั่นก็คือ การออกแบบโรงพยาบาลโดยลอกเลียนรูปลักษณ์โรงแรมหรูระดับห้าดาว

และมิใช่เพียงแค่รูปลักษณ์ การลอกเลียนบางครั้งไปถึงขั้นจำลองโครงสร้างความสัมพันธ์บางด้านระหว่าง “ลูกค้ากับพนักงานโรงแรม” มาใช้เป็นตัวแบบโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “คนไข้กับบุคคลากรในโรงพยาบาล”

อย่างไรก็ตาม แนวคิดว่าด้วยการออกแบบโรงพยาบาลให้ใกล้เคียงโรงแรมมิใช่เรื่องใหม่ เท่าที่ผมรู้ เราเจอความคิดนี้ในหมู่ผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งย้อนกลับไปได้อย่างน้อยๆ ก็ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2530 และแนวคิดนี้ก็ถูกพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาโดยลำดับจนกลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม และจนเกิดรูปแบบของโรงพยาบาลชนิดที่จำลองรูปแบบโรงแรมอย่างตรงไปตรงมา

อะไรคือปัจจัยที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์นี้ อะไรคือสาเหตุแห่งความเปลี่ยนแปลงที่เอื้อให้การออกแบบโรงพยาบาลด้วยเปลือกของโรงแรมสามารถเป็นไปได้ คำถามนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ผมเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้น ผมเคยถามคำถามนี้แก่เพื่อนฝูงบางคน และทำให้พบว่า หลายคนมองการออกแบบโรงพยาบาลเหมือนโรงแรมว่าเป็นเพียงการสร้างสรรค์ในเชิงปัจเจกบุคคลของสถาปนิก หรือความต้องการของผู้บริหารตลอดจนฝ่ายการตลาดของโรงพยาบาลเพื่อใช้สร้างความแปลกใหม่ในการดึงดูดลูกค้ามีฐานะเพียงเท่านั้น

ไม่ปฏิเสธหรอกครับว่ามีส่วนถูก แต่ผมคิดว่าเป็นคำตอบที่ไม่ครอบคลุมนัก เพราะนอกเหนือจากคำตอบในในมิติเชิงปัจเจกบุคคล ผมค่อนข้างเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมมากกว่าปรากฏการณ์ของปัจเจกบุคคล

ในทัศนะผม หากปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมไม่เอื้อ โรงพยาบาลที่เป็นโรงแรมก็ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าสถาปนิกคนนั้นจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม

การลอกเลียนภาพลักษณ์แบบโรงแรมมาใช้กับโรงพยาบาลเป็นเรื่องใหญ่นะครับ และไม่สามารถจะทำได้ง่ายๆ เพียงแค่สถาปนิกต้องการหรือเจ้าของโรงพยาบาลอยากได้

เหตุผลที่ทำให้เชื่อเช่นนั้นก็เพราะผมคิดว่า สังคมไทยในอดีตได้มอบบทบาทและภาพลักษณ์ (ทั้งด้วยความเต็มใจและไม่เต็มใจ) ของความเป็นสถาบันอันสูงส่งน่าเกรงขามให้แก่โรงพยาบาลและบุคคลากรทางการแพทย์ นับตั้งแต่การแพทย์สมัยใหม่สามารถยึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้ในสังคมไทย ภาพลักษณ์เช่นนี้มิใช่ภาพลักษณ์ธรรมดาๆ แต่เป็นสิ่งที่นำมาซึ่ง “อำนาจ” อย่างสูงยิ่งให้เกิดขึ้นแก่โรงพยาบาลและบุคคลากรทางแพทย์

ประเด็นก็คือ บทบาท ภาพลักษณ์ และสถานะเชิงอำนาจดังกล่าว สอดคล้องไปกับการออกแบบพื้นที่และตึกอาคารภายในโรงพยาบาลอย่างชัดเจน หากเราสังเกตโรงพยาบาลในยุคก่อนให้ดีจะพบว่า รูปแบบตึกอาคารมักแสดงลักษณะความเป็นสถาบันและแลดูมีอำนาจเหนือคนไข้ที่เข้ามาใช้สอยอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น ตราบที่สังคมยังมอบสถานะสูงส่งให้แก่โรงพยาบาลและแพทย์อยู่เช่นเดิม โรงพยาบาลทั้งหลายย่อมไม่ปล่อยให้ตึกอาคารซึ่งทำหน้าที่เป็นฉากเสริมที่สำคัญของการดำรงสถานะเชิงอำนาจดังกล่าวสูญเสียไปด้วยการออกแบบโรงพยาบาลให้มีบรรยากาศเหมือนโรงแรมอย่างชัดเจนโดยเด็ดขาด

ต้องยอมรับนะครับว่า ภาพลักษณ์แบบโรงแรมซึ่งมีโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างจากโรงพยาบาล จะต้องเข้าไปทำลายชุดโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบเดิมที่บุคคลากรทางการแพทย์มีอำนาจเหนือคนไข้อย่างมหาศาลลง และทำให้สถานภาพความเป็นสถาบันอันทรงภูมิของโรงพยาบาลถูกลดทอนลงไป ไม่มากก็น้อย

แต่ในช่วงทศวรรษที่ 2530 เป็นต้นมา เงื่อนไขทางสังคมวัฒนธรรมได้เปลี่ยนแปลงไป (คืออะไรจะอธิบายต่อไปข้างหน้า) จนทำให้บทบาทและสถานะของโรงพยาบาลตลอดจนบุคคลกรทางการแพทย์ในสังคมไทยเริ่มถูกมองเปลี่ยนตามไปด้วย และเปลี่ยนไปจนการยึดติดกับภาพลักษณ์แบบเดิมๆ ของโรงพยาบาลไม่สามารถทำได้

ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังเกี่ยวโยงกับโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างวิชาชีพแพทย์กับคนไข้ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปด้วย ส่งผลให้อำนาจทางสังคมของบุคคลากรทางการแพทย์หรือตัวโรงพยาบาลในสถานะของความเป็นสถาบันอันสูงส่งไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปมากเท่าในอดีต และส่งผลกระทบต่อเนื่องมาสู่การออกแบบลักษณะทางกายภาพของโรงพยาบาล จากที่เคยทำหน้าที่เป็นฉากการแสดงอำนาจของแพทย์เหนือคนไข้ เปลี่ยนมาสู่การเป็นฉากในการแสดงบทบาทในรูปแบบอื่นๆ แทน

ทั้งหมดนี้ทำให้การลอกเลียนรูปลักษณ์อาคารตลอดจนการพยายามจำลองชุดโครงสร้างความสัมพันธ์ของผู้คนในโรงพยาบาลตามแบบเดียวกับโรงแรมห้าดาวอย่างเต็มที่เริ่มสามารถจินตนาการถึงได้ สามารถยอมรับได้ อีกทั้งยังเริ่มเป็นผลดีแก่โรงพยาบาลมากกว่าผลเสีย

ที่เกริ่นมาคือทัศนะผมที่มีต่อปรากฏการณ์การออกแบบโรงพยาบาลให้เป็นโรงแรมในปัจจุบัน อันเป็นความพยายามที่จะมองปรากฏการณ์นี้ในแง่ผลผลิตทางสังคมวัฒนธรรมมากกว่าผลผลิตของปัจเจกบุคคล

ด้วยทัศนะแบบนี้เท่านั้นที่ผมคิดว่าจะช่วยให้เราสามารถเข้าใจปรากฏการณ์ทางสถาปัตยกรรมนี้ได้อย่างตรงเป้าเข้าประเด็นที่สุด

น่าสังเกตด้วยนะครับ ปรากฏการณ์นี้นับวันดูจะกลายเป็นที่นิยมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในหมู่โรงพยาบาลเอกชน จนผมอยากจะคิดเล่นๆ ว่า แนวโน้มการออกแบบเช่นนี้อาจจะกลายเป็น Building Type อย่างใหม่ในวงการสถาปัตยกรรม

ซึ่งถ้าจริง ผมก็ขอเสนอนิยาม Building Type โรงพยาบาลในรูปแบบใหม่นี้ว่า Hospitel [Hospital + Hotel]


ก่อนจะเป็น Hospitel:

โรงพยาบาลในฐานะผลผลิตของรัฐและผู้เชี่ยวชาญเพื่อการควบคุมพลเมือง


นับตั้งแต่การแพทย์สมัยใหม่ที่ตั้งอยู่บนโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์เริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยสมัยรัชกาลที่ 3 จนนำมาสู่การเปิดโรงพยาบาลสมัยใหม่อย่างเป็นทางการโดยรัฐขึ้นที่ศิริราชเป็นแห่งแรกเมื่อ พ.. 2431 กล่าวได้ว่า เพียงไม่กี่สิบปีหลังจากนั้น การแพทย์สมัยใหม่ก็สามารถยึดกุมโลกทัศน์ทางการแพทย์และการจัดการระบบสาธารณสุขของไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ภายใต้กระบวนการดังกล่าว การแพทย์สมัยใหม่มิได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือของการรักษาพยาบาล แต่ยังกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐ

อำนาจของการแพทย์สมัยใหม่คืออุปกรณ์สำคัญในการสถาปนาอำนาจรัฐและรักษาความมั่นคงของรัฐ เพราะการแพทย์สมัยใหม่สามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเข้าไปดูแล ควบคุม และสอดส่องร่างกายของพลเมืองอย่างใกล้ชิด ภายใต้คำอธิบายสวยหรูว่าด้วยการสร้างระบบสาธารณสุขที่ดีให้แก่พลเมือง1 สิ่งเหล่านี้เป็นปฏิบัติการเชิงอำนาจที่สลับซับซ้อนของรัฐสมัยใหม่

โรคภัยไข้เจ็บและการป่วยไข้ในสังคมแบบจารีตที่เคยเป็นเรื่องของครอบครัว ชุมชุน และสิ่งเหนือธรรมชาติได้กลายมาเป็นเรื่องของรัฐแต่เพียงผู้เดียวที่จะนิยาม ดูแล และควบคุมการรักษาพยาบาล รัฐมีอำนาจที่จะบอกว่าความเจ็บป่วยเกิดจากอะไร โดยสิ่งใด การรักษาจะต้องทำอย่างไร และโดยใคร

ปฏิบัติการเชิงอำนาจเหล่านี้กระทำผ่านสถาบันและบุคลากรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาล สถานีอนามัย โรงเรียนแพทย์ ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น หมอ พยาบาล เภสัชกร ฯลฯ ซึ่งอำนาจและความชอบธรรมจะถูกอธิบายผ่านสถานะของความเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่อ้างความเป็นผู้มีความรู้ดีที่สุดและเข้าถึงความจริงมากที่สุดในการจัดการความป่วยไข้ทั้งหลายในสังคม

คิดเทียบเคียงง่ายๆ ครับ ทั้งหมดนี้ก็คือระบบราชการที่เป็นมือไม้ให้กับรัฐสมัยใหม่ในการปกครองพลเมืองในแบบที่ไม่ต่างจาก กระทรวงมหาดไทย ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ ผู้ว่าราชการ ปลัด เรื่อยไปจนถึงข้าราชการชั้นผู้น้อย

ย้อนกลับมาพิจารณาที่ตัวพื้นที่โรงพยาบาล เราอาจกล่าวได้ว่า โรงพยาบาลคือพื้นที่ที่สะท้อนโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจตามแบบดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์ชัดเจนที่สุด

ใครที่เคยเข้าไปรับการรักษาจากโรงพยาบาลรัฐ เคยรู้สึกไหมครับว่า เมื่อเราก้าวเข้าสู่พื้นที่โรงพยาบาล เราได้กลายสภาพเป็นคนที่ไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง คนที่สวมชุดสีขาวและมีหูฟังคล้องคอตลอดเวลาคือคนที่มีอำนาจควบคุมเรา เป็นผู้สามารถบอกเราได้ว่าจะต้องทำอะไร ไม่ทำอะไร ต้องถอดเสื้อ อ้าปาก นอน นั่ง ยืน เดิน และกำหนดว่าเราสามารถกินอะไรได้ กินอะไรไม่ได้

การออกแบบพื้นที่ใช้งานภายในตึกอาคารต่างๆ ก็แสดงบทบาทหน้าที่ในแบบเดียวกัน กล่าวคือ แสดงบทบาทที่กดข่มให้คนไข้กลายเป็นคนที่ไร้ซึ่งอำนาจ ลองสำรวจประสบการณ์ตนเองเมื่อเข้าไปใช้โรงพยาบาลรัฐ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลในอดีต) ดูสิครับ รู้สึกเหมือนกันไหมว่า เราดูจะกลายเป็นคนที่เกือบจะไม่สามารถเข้าใจอะไรที่ปรากฏภายในพื้นที่โรงพยาบาลได้เลย

อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่อวดโชว์เต็มพื้นที่จนเสมือนเป็นองค์ประกอบตกแต่งอาคาร ป้ายคำอธิบายตลอดจนคำเตือนมากมายที่ประดับอยู่ตามฝาผนังที่หลายอย่างเต็มไปด้วยศัพท์แสงทางการแพทย์ที่อ่านเท่าไรก็ไม่เข้าใจ กฏระเบียบข้อห้ามในการใช้สอยพื้นที่บางอย่างที่ดูแล้วไม่เข้าใจว่าจะตั้งให้มันซับซ้อนไปทำไม แต่เราก็ต้องยอมปฏิบัติโดยไม่มีปากเสียง ระบบการสัญจรภายในที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่ส่วนใหญ่สร้างความสับสนในการใช้งานหากไม่มีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือ ฯลฯ จนอาจกล่าวได้ว่า พื้นที่โรงพยาบาลดูจะมีชุดไวยกรณ์เฉพาะตัวบางอย่างในการสื่อสาร ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถเข้าใจได้2 แม้แต่ลายมือแพทย์ที่เขียนวินิจฉัยโรคของเรา ก็ดูประหนึ่งจะเป็นรูปสัญญะที่สื่อความหมายเฉพาะกันเองของคนในแวดวงนี้เท่านั้น

นอกจากคนไข้จะไม่สามารถเข้าใจไวยกรณ์ของพื้นที่ภายในโรงพยาบาลได้อย่างเต็มที่แล้ว การออกแบบระบบในการรักษาพยาบาลยังมีลักษณะเข้าใจยาก ซับซ้อน และเปลี่ยนคนไข้ให้กลายเป็นเสมือนวัตถุดิบที่ถูกส่งเข้าไปแปรรูปในโรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาลศิริราช (แม้กระทั่งในปัจจุบัน) เป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้

เมื่อคนไข้ต้องการตรวจรักษา จะต้องเดินไปเข้าคิวทำบัตรที่ชั้น 1 อาคารผู้ป่วยนอก เมื่อถึงคิว เจ้าหน้าที่จะสอบถามอาการป่วยเบื้องต้น และคัดแยกว่าจะส่งคนไข้ไปตรวจรักษาในแผนกไหน จากนั้นคนไข้จะต้องเดินไปยังตึก ชั้น และแผนกที่ถูกระบุเอาไว้ เมื่อไปถึงจุดหมาย ก็ยื่นเอกสารแก่

001.jpg002.jpg


















พยาบาล นั่งรอคิวเรียก เมื่อได้ฟังเสียงขานชื่อจากเครื่องขยายเสียง คนไข้จะต้องเดินไปที่เคาน์เตอร์ ขานชื่อ นามสกุล เพื่อยืนยันตัวบุคคล จากนั้นพยาบาลจะยื่นสติ๊กเกอร์ตัวอักษรย่อ ซึ่งไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร เช่น H, Pl, Ped, A ฯลฯ มาให้

แม้จะไม่เข้าใจแต่คนไข้จะต้องติดสติ๊กเกอร์ที่หน้าอกทุกคน และเดินไปนั่งรอ ณ พื้นที่ที่ถูกกำหนดเพื่อรอเรียกเข้าห้องตรวจ และเมื่อถูกขานชื่ออีกครั้ง คนไข้จะได้เข้าพบแพทย์และทำการตรวจ เมื่อตรวจเสร็จ คนไข้จะต้องเดินเอาแฟ้มประวัติตนเองไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง หย่อนแฟ้มลงในกล่อง จากนั้นคนไข้ต้องเดินไปอีกที่แห่งเพื่อรอขานชื่ออีกครั้ง เพื่อที่จะรับใบสั่งยาและใบนัดแพทย์ครั้งต่อไป

จากนั้น คนไข้จะต้องเดินไปยังพื้นที่อีกส่วนเพื่อรอฟังเสียงขานชื่ออีกที เมื่อได้ยินแล้วก็เดินไปจ่ายเงิน ซึ่งคนไข้จะได้รับใบเสร็จพร้อมเลขรหัสในการรับยา ซึ่งก็จะต้องเดินไปนั่งรอยังพื้นที่แผนกจ่ายยาและคอยสังเกตป้ายไฟที่จะขึ้นเลขใบรับยาของตนเอง เมื่อเลขปรากฏบนจอ ก็เดินไปรับยาและสามารถเดินทางกลับได้3

ขั้นตอนทั้งหมดกินเวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ซึ่งหากคนไข้เดินผิด ยื่นเอกสารผิดจุด นั่งรอไม่ตรงที่จนไม่ยินเสียงขานชื่อและเลยคิวของตนเอง หรืออะไรก็ตามที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนนี้ คนไข้


003.jpg













จะต้องย้อนกลับไป ณ จุดที่ถูกต้องของขั้นตอนนั้นๆ และเริ่มกระบวนการใหม่ แน่นอนจะต้องเสียเวลาเพื่มขึ้นอย่างชนิดที่หลายคนคาดไม่ถึง

ที่ยกตัวอย่างนี้มิได้ต้องการจะดิสเครดิตแต่อย่างใด และเข้าใจเป็นอย่างดีว่า ด้วยการเป็นโรงพยาบาลรัฐซึ่งต้องมีคนไข้เป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างระบบขั้นตอนการตรวจอย่างชัดเจนและละเอียดแยกย่อยเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผิดพลาดน้อยสุด และภายใต้เวลาที่เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม การออกแบบระบบดังกล่าวได้ทำให้คนไข้มีสถานะไม่ต่างจากวัตถุที่ถูกส่งเข้าในในสายพานการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม คนไข้จะต้องเดินไปตามสายพานที่ถูกออกแบบเอาไว้โดยห้ามผิดพลาด เพราะถ้าพลาดจะต้องเริ่มใหม่ การติดสติ๊กเกอร์ตัวอักษรบนอก การถูกคัดแยกด้วยคำสั่งของพยาบาลในแต่ละจุดให้เราต้องเดินไปตามพื้นที่ต่างๆ อย่างเป็นระเบียบขั้นตอน การขานชื่ออยู่ตลอดเวลา ตลอดจนบรรยากาศที่รายล้อมด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่แสนจะเย็นชา สิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ได้ทำให้คนไข้สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปชั่วขณะหนึ่ง ไร้อำนาจ ต้องยอมจำนนต่อแพทย์และโรงพยาบาลอย่างสิ้นเชิง

การออกแบบโรงพยาบาลทั้งในเชิงกายภาพและระบบการใช้สอยพื้นที่ตามที่อธิบายมาข้างต้น คือ ผลผลิตของอำนาจของการแพทย์สมัยใหม่ที่ถูกสถาปนาขึ้นเพื่อควบคุมพลเมืองของรัฐ โดยมีแพทย์พยาบาลเป็นเครื่องมือที่สำคัญ และมีโรงพยาบาลเป็นฉากหรือเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมให้กระบวนการดังกล่าวดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจนะครับถ้าจะกล่าวว่า โรงพยาบาลจึงเป็นสถาปัตยกรรมที่ถูกออกแบบโดยรัฐและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์มากกว่าตัวสถาปนิก สถาปนิกแม้ได้ชื่อว่าออกแบบแต่ก็เป็นแบบที่ถูกระเบียบทางการแพทย์ควบคุมเอาไว้อย่างแข็งแรง พูดให้ง่ายก็คือ สถาปนิกทำได้เพียงการออกแบบเปลือก มิใช่แก่นของโรงพยาบาล4

ลองเปิดอ่านตำราสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวกับการออกแบบโรงพยาบาลดูสิครับ เต็มไปด้วยระบบ เทคนิค และขั้นตอนทางการแพทย์มากมายจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นหนังสือด้านการออกแบบ5 ส่วนคนไข้ซึ่งเป็นผู้ใช้สอยอาคารโดยตรง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ เพราะไม่มีอำนาจหรือส่วนเกี่ยวข้องแม้เพียงเล็กน้อยที่จะเข้าไปกำหนดการออกแบบพื้นที่ใดๆ เลยภายในโรงพยาบาล


อำนาจที่ลดลงของโรงพยาบาลและผู้เชี่ยวชาญ


มีงานศึกษาที่อธิบายพัฒนาการของการออกแบบโรงพยาบาลในสังคมตะวันตกต้นศตวรรษที่ 20 เอาไว้ว่าการออกแบบจากที่เคยตกอยู่ในอำนาจของผู้เชี่ยวชาญ (ในแบบที่ไม่ได้ต่างจากสังคมไทยนัก6) ได้เริ่มก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในยุโรปต้นศตวรรษที่ 20 โรงพยาบาลจากแต่เดิมที่ส่วนใหญ่ของคนไข้คือคนชั้นล่างในสังคม ได้เริ่มมีคนไข้ที่หลากหลายชนชั้นเข้ามารับการรักษามากขึ้น สาเหตุสำคัญมาจากความก้าวหน้าในเทคโนโลยีการแพทย์แบบสมัยใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้นจนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ทำให้คนมีฐานะทางสังคมในระดับสูงเริ่มมีทัศนะเชิงบวกต่อโรงพยาบาล และเปลี่ยนวิธีการรักษาจากเดิมที่นิยมรักษาที่บ้านมาสู่โรงพยาบาล

และพร้อมๆ กับการเข้ามาของคนไข้ที่เป็นคนชั้นสูง การขยายตัวของคนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ก็เป็นผลทำให้คนไข้ที่เป็นคนชั้นกลางขยายตัวมากขึ้นตามไปด้วย

คนทั้งสองกลุ่มนี้สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ด้วยตนเอง และโรงพยาบาลเองก็เริ่มหันมาพึ่งพาคนกลุ่มนี้ในเชิงรายได้มากขึ้นๆ ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ผลที่ตามมาคือ คนกลุ่มนี้เริ่มมีปากมีเสียง และเริ่มเรียกร้องการบริการที่ดีจากโรงพยาบาล พูดให้ชัดก็คือ คนไข้กลุ่มนี้เริ่มมีอำนาจเหนือโรงพยาบาล

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเวลาเดียวกัน รัฐและหน่วยงานสาธารณสุขก็เริ่มหันมาให้อำนาจแก่สาธารณชน (อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี) ในการเข้ามาตรวจสอบและควบคุมโรงพยาบาลมากขึ้น ภายใต้หลักการพื้นฐานในสังคมประชาธิปไตย

ปัจจัยทั้งหมดข้างต้นส่งผลต่อทิศทางการออกแบบโรงพยาบาลในภาพรวมอย่างชัดเจน อาทิ โรงพยาบาลเริ่มต้องตกแต่งภายในให้สวยงาม การเกิดขึ้นของห้องพักพิเศษ การออกแบบที่คำนึงถึงแสงสว่าง การลดเสียงรบกวน การคำนึงถึงสภาพแวดล้อม ฯลฯ7

กล่าวโดยสรุป โรงพยาบาลในศตวรรษที่ 20 เริ่มมีคนกลุ่มใหม่เข้ามาขอแชร์อำนาจในการกำหนดรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยภายในโรงพยาบาล และอำนาจได้เริ่มเคลื่อนย้ายออกจากมือผู้เชี่ยวชาญมาสู่มือของคนไข้ที่เป็นคนชั้นกลางและคนชั้นสูง

ในสังคมไทยก็เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวเช่นกัน เพียงแต่เกิดขึ้นช้ากว่าและจะชัดเจนเฉพาะในแวดวงโรงพยาบาลเอกชน กล่าวคือ เริ่มมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ราวทศวรรษที่ 2520 และเริ่มชัดเจนขึ้นในราวทศวรรษ 2530 ส่วนโรงพยาบาลรัฐแม้จะพบปรากฏการณ์นี้น้อยกว่า แต่ก็มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปข้างหน้า

การขยายตัวทางเศรษฐกิจนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2500 นำมาซึ่งการเพิ่มจำนวนคนชั้นกลางในสังคมไทยในอัตราเร่งที่สูงขึ้น คนกลุ่มนี้ก็เช่นเดียวกับสังคมตะวันตกคือ สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเองได้ โรงพยาบาลเอกชนในฐานะที่เป็นธุรกิจแบบหนึ่งจึงกลายเป็นคำตอบของคนกลุ่มนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเพิ่มขึ้นของคนชั้นกลางมีฐานะส่งผลโดยตรงต่อการขยายตัวในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ข้อเท็จจริงในเชิงกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายของโรงพยาบาลเอกชน ยืนยันได้จากบทสัมภาษณ์ของนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชนเมื่อปี 2531 ความตอนหนึ่งว่า


.....ข้อเท็จจริงอีกประการคือ บริการของโรงพยาบาลเอกชน ไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนทุกชั้นฐานะ เช่นในรายที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี พวกนี้จะถูกสกัดกั้นไปโดยปริยายให้ต้องไป รอรับบริการจากโรงพยาบาลของรัฐ.....”8


สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากการเกิดขึ้นของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่เน้นกลุ่มลูกค้าเป็นคนชั้นกลางที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีคือ ลูกค้าเริ่มมีอำนาจต่อรองกับโรงพยาบาลมากขึ้นอันเป็นผลมาจากอำนาจทางการเงิน

ที่สำคัญยิ่งไปกว่าคือ คนชั้นกลางเป็นกลุ่มคนที่นอกจากจะมีอำนาจทางเศรษฐกิจแล้วยังมีอำนาจทางสังคมและการเมืองไทยมากด้วยนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 2520 เป็นต้นมา ซึ่งการขยายอำนาจทางการเมืองของคนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับอำนาจทางเศรษฐกิจ ในด้านหนึ่งย่อมส่งผลให้อำนาจของรัฐไทยในภาพกว้างถูกลดทอนลงไป

คนชั้นกลางก้าวเข้ามาขอมีส่วนแบ่งทางอำนาจแข่งกับรัฐในทุกด้านและในทุกพื้นที่ ซึ่งเป็นผลจากความผันผวนทางการเมืองหลายครั้งในช่วงครึ่งปลายทศวรรษ 2510 และกลางทศวรรษ 2530 ซึ่งความผันผันทางการเมืองทุกครั้งได้ทำให้กลุ่มคนชั้นกลางไทยสามารถเพิ่มอำนาจทางการเมืองของตนเองมากขึ้นทุกที

คนชั้นกลางเริ่มมีปากมีเสียง เริ่มเรียกร้องผลประโยชน์ให้แก่ชนชั้นตนเองในทุกๆ พื้นที่ทางสังคมที่คนชั้นกลางเข้าไปเกี่ยวข้อง จนโครงสร้างและเครือข่ายเชิงอำนาจของรัฐที่เคยทำงานแบบเบ็ดเสร็จออกไปทางเผด็จการผ่านระบบราชการต่างๆ ถูกตั้งคำถามท้ายทายถึงประสิทธิภาพ อำนาจ และความชอบธรรม แน่นอน พื้นที่โรงพยาบาลซึ่งในบทบาทด้านหนึ่งก็คือระบบราชการที่เป็นเครื่องมือของรัฐในการควบคุมพลเมือง ย่อมหลีกไม่พ้นที่จะถูกท้าทายโดยคนชั้นกลางด้วยเช่นกัน

กล่าวอย่างรวบรัด นั่บตั้งแต่ทศวรรษ 2530 คนชั้นกลางเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อการกำหนดรูปแบบการบริการตลอดจนทิศทางในการออกแบบโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น

การขยายตัวของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน การแข่งขันในเชิงเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ในโรงพยาบาลต่างๆ ตลอดจนการสร้างจุดเด่นในเชิงกายภาพและสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาล ทั้งหมดคือการตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าคนชั้นกลาง

การหันมาเน้นการบริการที่ดี การปฏิบัติต่อคนไข้ที่ให้ความรู้สึกว่าคนไข้เป็นมนุษย์มากขึ้น การออกแบบระบบการตรวจรักษาที่รวดเร็วและลดขั้นตอนที่ซับซ้อนลง การออกแบบโรงพยาบาลให้มีห้องพักพิเศษ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดูดี การขจัดกลิ่นเคมีแบบโรงพยาบาลในอดีต ลดเสียงรบกวน การเปิดเพลงให้ฟัง มีโทรทัศน์ให้ดู ฯลฯ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของคนไข้ (คนชั้นกลาง) ในระบบธุรกิจโรงพยาบาล

ที่สำคัญคือ แนวโน้มนี้ก็ส่งผลสะเทือนกลับไปยังการออกแบบโรงพยาบาลรัฐเช่นเดียวกัน อาทิ มีการสร้างห้องพักพิเศษขึ้นมาแข่งกับโรงพยาบาลเอกชน ความพยายามที่จะปรับปรุงการบริการ ตลอดจนสภาพแวดล้อมภายในให้ดีขึ้น เป็นต้น

ปรากฏการณ์นี้คือการลดทอนอำนาจของโรงพยาบาลและแพทย์ในแบบดั้งเดิมลง ในลักษณะที่ไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตก โดยมีหัวหอกนำการเปลี่ยนแปลงคือ โรงพยาบาลเอกชน และในช่วงนี้เองที่เราเริ่มได้ยินผู้บริหารโรงพยาบาลพูดถึงทางเลือกใหม่ของการออกแบบโรงพยาบาลที่ต้องสอดรับไปกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ทางเลือกใหม่นั่นก็คือ การออกแบบโรงพยาบาลให้มีลักษณะเหมือนโรงแรม9


Hospitel ทางออกใหม่ของโรงพยาบาล


ทำไมการออกแบบโรงพยาบาลที่มีลักษณะแบบโรงแรมจึงเริ่มถูกพูดถึงในยุคนี้ (ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา) และทำไมมันถึงเหมาะกับโรงพยาบาล

คำตอบคือ การผูกตัวเองกับภาพลักษณ์ความเป็นสถาบันที่น่าเกรงขามและสูงส่งของโรงพยาบาลดูจะไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไปแล้ว และแม้ว่ารัฐหรือตัวโรงพยาบาลเองอยากจะคงภาพลักษณ์และสถานะอันสูงส่งน่าเกรงขามแบบนั้น อันนำมาซึ่งอำนาจควบคุมคนไข้ของโรงพยาบาลและแพทย์ในแบบเดิมๆ อยู่ สังคมก็ไม่ยอมรับมันอีกต่อไป และลูกค้าก็คงจะหนีหายภายใต้กฏเกณฑ์ในโลกธุรกิจสมัยใหม่

ทั้งหมดเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่ได้กล่าวไป ซึ่งล้วนนำไปสู่การลดทอนอำนาจของโรงพยาบาลและแพทย์ลงทั้งสิ้น

ปัจจัยสำคัญที่เร่งปฏิกิริยาดังกล่าวให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วก็คือ ราวๆ ปลายทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ได้เริ่มเกิดวิวาทะสำคัญในวงการแพทย์ที่เริ่มตั้งคำถามกับการแพทย์แผนสมัยใหม่ จนมาสู่ความต้องการที่จะลดทอนอำนาจของการแผนแพทย์สมัยใหม่ลง โดยหันไปให้ความสำคัญกับแพทย์แผนจารีตทั้งหลายที่เคยถูกเบียดขับออกไปอยู่ชายขอบของความรู้ ทิศทางนี้ได้เข้าไปบั่นทอนอำนาจของโรงพยาบาลตามแบบการแพทย์สมัยใหม่ลงเป็นอย่างมาก

history_pic01.jpg














ยิ่งไปกว่านั้น ในแง่ของบุคคลากรทางการแพทย์เอง ความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ทางวัฒนธรรมในช่วงสิบกว่าปีมานี้ก็ทำให้บุคคลากรทางการแพทย์เริ่มไม่สนใจที่จะแบกรับภาพลักษณ์ความเป็นแพทย์ในแบบเดิมในฐานะตัวแทนอำนาจรัฐ ที่อาจจะต้องดูภูมิฐาน เรียบร้อย น่าเชื่อถือ ใส่แว่น ผมเรียบแปล้ คนไข้เจอทีก็ต้องยกมือไหว้ปลกๆ อีกต่อไป

เราจะพบเห็นภาพลักษณ์ของหมอในแบบเดิมๆ เริ่มหดหายไปทุกที และถูกแทนที่ด้วยภาพลักษณ์ใหม่ที่หลากหลายเช่น หมอนางงาม หมอนักร้อง หมอนักแสดง ซึ่งสามารถสวยหล่อได้ สามารถแต่งตัวเปรี้ยวได้ สามารถย้อมผมเป็นสีต่างๆ ได้ ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ภาพลักษณ์ความน่าเกรงขามและสูงส่งแบบเจ้าขุนมูลนายของโรงพยาบาลและแพทย์ในแบบเดิมดูลดน้อยถอยลงไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ และสิ่งที่ยืนยันล่าสุดถึงการท้าทายอำนาจของโรงพยาบาลและแพทย์ก็คือ กระแสผลักดันให้มีการออกพระราชบัญญติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขในปัจจุบัน ซึ่งโดยหลักการแล้วก็คือการเข้ามาถ่วงดุลอำนาจของโรงพยาบาลและแพทย์นั่นเอง

จากที่กล่าวมา คงจะเห็นแล้วว่า นับวันอำนาจในแบบฉบับเดิมๆ ของโรงพยาบาลและแพทย์ ภายใต้เสื้อคลุมของความเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ยึดกุมความรู้และความจริงเกี่ยวกับการรักษาความเจ็บป่วยของผู้คนในสังคม เอาไว้แต่เพียงผู้เดียวเริ่มไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป

ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์อันใดเหลืออยู่เลยที่โรงพยาบาลจะต้องคงรักษาภาพลักษณ์ความเป็นโรงพยาบาลในแบบเดิมที่เต็มไปด้วยการออกแบบอันแสดงอำนาจกดข่มคนไข้ให้กลายเป็นวัตถุด้วยเทคนิควิธีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การอวดโชว์อุปกรณ์การแพทย์เต็มพื้นที่โรงพยาบาล การออกแบบระบบรักษาพยาบาลที่ซับซ้อน การออกแบบระบบการสัญจรที่ยุ่งยากและห้ามนู้นห้ามนี่เสมือนเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย การตกแต่งฝาผนังด้วยป้ายเตือนทางการแพทย์จนรกรุงรัง ฯลฯ

และในขณะที่ภาพลักษณ์แบบเดิมเริ่มหมดบทบาทลงไป ภาพลักษณ์แบบโรงแรม ที่มีนัยยะเชิงความหมายของการเป็นเป็นสถาปัตยกรรมที่เน้นการบริการ สถาปัตยกรรมที่มีบรรยากาศที่ดีและสวยงามก็เริ่มเข้ามาเป็นตัวเลือกใหม่แทนในการออกแบบโรงพยาบาล

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ภาพลักษณ์แบบโรงแรมถูกเลือกแทนที่จะเป็นภาพลักษณ์ของสถาปัตยกรรมประเภทอื่น นั่นก็คือ โรงแรมเป็นสถาปัตยกรรมที่มีชุดโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจในแบบที่ลูกค้าเป็นใหญ่ที่สุด การออกแบบในทุกส่วนเกิดขึ้นจากความต้องการที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าเป็นที่ตั้ง ลูกค้าคือศูนย์กลางของทุกประโยชน์ใช้สอยในโรงแรม ซึ่งโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงการออกแบบแบบนี้เข้ามาในจังหวะเวลาที่สังคมกำลังรับไม่ได้อย่างยิ่งจากการออกแบบโรงพยาบาลที่มีชุดโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เป็นใหญ่ที่สุดและปล่อยให้ลูกค้า (คนไข้ที่ส่วนใหญ่คือคนชั้นกลาง) ไร้ซึ่งอำนาจอย่างที่สุด

การลอกเลียนรูปแบบโรงแรมจึงมิได้เกิดขึ้นในมิติของการลอกเลียนในเชิงเปลือกผิวอาคารเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นการลอกเลียนและจำลองชุดโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบโรงแรมมาใช้ในโรงพยาบาลด้วย ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ให้อำนาจแก่คนไข้มากขึ้นชนิดที่รูปแบบทางสถาปัตยกรรมประเภทอื่นไม่สามารถให้ได้

การเกิดขึ้นของพื้นที่ Lobby ขนาดใหญ่ที่ออกแบบตกแต่งตามอย่างโรงแรม การเปิดพื้นที่ Retail Shop ภายในโรงพยาบาล เช่น มีร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ร้านอาหารดีๆ เป็นต้น การออกแบบภายในที่เก็บซ่อนเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อลดภาพลักษณ์แบบเดิมๆ ของโรงพยาบาลให้เข้าใกล้ความเป็นโรงแรมมากขึ้น การออกแบบที่ลดทางเดินยาวๆ ที่ใช้เชื่อมอาคารหลังต่างๆ อันเป็นภาพติดตาของโรงพยาบาลในแบบเดิมลง หรือแม้แต่การออกแบบห้องพักในลักษณะคล้ายห้องพักในโรงแรม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นทิศทางสำคัญของการออกแบบโรงพยาบาลในปัจจุบัน อันเป็นส่วนผสมระหว่าง โรงแรม กับ โรงพยาบาล


Hospitel ยุคปัจจุบัน: โรงพยาบาลภายใต้อิทธิพล Medical Tourism


แม้เราจะเริ่มเห็นแนวโน้มของการออกแบบโรงพยาบาลให้เป็นโรงแรมเพิ่มมากขึ้น แต่หากขาดซึ่งปัจจัยสำคัญสุดท้ายที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ ปรากฏการณ์ Hospitel ก็อาจเรียกได้ว่ายังไม่ได้ก้าวถึงขั้นสูงสุดและสมบูรณ์แบบ เพราะการจำลองความเป็นโรงแรมมาใส่โรงพยาบาลยังคงมีลักษณะจำกัดอยู่ในบางพื้นที่ เช่น Lobby และห้องพัก และที่สำคัญคือ ดีกรีในการลอกเลียนจะไม่ได้มีลักษณะเต็มขั้นถึงระดับที่จะให้มีความเหมือนอย่างตรงไปตรงมา แต่เมื่อปัจจัยตัวนี้เกิดขึ้น ได้ส่งผลให้การลอกเลียนความเป็นโรงแรมมีดีกรีในระดับที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

feature-109-hospital3LG.jpgBumrungrad-International-Clinic-Design-Interior-1.jpg














ปัจจัยที่จะกล่าวถึงนี้ก็คือ กระแส Medical Tourism ที่บูมขึ้นอย่างมากในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนของไทยในช่วงประมาณสิบปีที่ผ่านมา

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา กระแส Medical Tourism ขยายตัวทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ การเดินทางออกนอกประเทศของประชากรในประเทศโลกที่หนึ่งเพื่อไปรักษาพยาบาลในประเทศอื่นที่มีอัตราค่าใช้จ่ายถูกกว่า มีบริการทางสาธารณสุขที่สะดวกรวดเร็วภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ที่ไม่ด้อยกว่าในประเทศตนมากนัก ที่สำคัญคือ มีการพ่วงแถมไปด้วยการเดินทางพักผ่อนไปในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ด้วย เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ10

ต้องยอมรับเลยนะครับว่า กระแสดังกล่าวเริ่มกลายเป็นวัฒนธรรมอย่างใหม่ในระดับสากลที่แพร่หลายขึ้นอย่างชัดเจน สิ่งที่ยืนยันได้ถึงความนิยมและการขยายตัวในอุตสาหกรรมดังกล่าว มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2012 จะมี Medical Tourist มากถึง 5.6 ล้านคนเดินทางเข้ามารักษาพยาบาลในประเทศแถบเอเชีย และใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากกว่า 900 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ11

มูลค่าทางการตลาดที่แต่จะสูงขึ้นทุกปี อันเป็นผลมาจากกระแสวัฒนธรรมดังกล่าว ส่งผลให้รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกหันมาให้ความสนใจและผลักดัน Medical Tourism ให้เป็นอุตสาหกรรมระดับชาติ ซึ่งแน่นอนครับ ประเทศไทยคือหนึ่งในประเทศที่ให้ความสนใจในอุตสาหกรรมประเภทนี้เป็นอย่างสูง

ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้แล้วนะครับว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จมากในการสนับสนุนอุตสาหกรรมด้านนี้ จนเราอาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็น Medical Hub of Asia เป็นที่


C090B59C-DD63-48CA-83F3-AF32ADFD831C.jpg













เรียบร้อยแล้ว และเป็นประเทศผู้นำ 1 ใน 3 ของธุรกิจทางด้านนี้ในระดับที่เทียบเท่าหรือสูงกว่า สิงค์โปร์ และ อินเดีย ซึ่งเคยเป็นเบอร์หนึ่งมาก่อน12

ปรากฏการณ์ Medical Tourism ที่เพิ่มสูงมากในประเทศไทยมาสักระยะ ทำให้ผมสังเกตเห็นว่า ปรากฏการณ์นี้ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาอย่างมีนัยสำคัญมากๆ ต่อโรงพยาบาลเอกชนที่ผูกโยงตนเองเข้ากับธุรกิจ Medical Tourism

โรงพยาบาลในกลุ่มนี้มีแนวโน้มอย่างเห็นได้ชัดที่จะออกแบบโดยลอกเลียนรูปแบบการตกต่างภายใน ตลอดจนบรรยากาศห้องพัก และชุดโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ให้เป็นไปในแบบเดียวกับโรงแรมระดับห้าดาวอย่างเต็มรูปแบบ เต็มที่ และตรงไปตรงมาในระดับที่มากกว่าโรงพยาบาลเอกชนที่มิได้ผูกโยงเข้ากับกระแส Medical Tourism อย่างเทียบกันไม่ได้

ทำไมโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ Medical Tourism ในสังคมไทยจึงมีแนวโน้มในการออกแบบไปในทิศทางที่สุดโต่งมากขึ้นดังกล่าว ผมอยากจะลองอธิบายดังต่อไปนี้

ภายใต้การแข่งขันของธุรกิจ Medical Tourism ในระดับโลก ปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญคือ ราคา, มาตรฐานทางการแพทย์, สิ่งแวดล้อมในเชิงการท่องเที่ยวซึ่งจะเป็นของพ่วงแถม และ การบริการ

อินเดียเป็นผู้นำในด้านราคา ซึ่งถูกกว่าการรักษาพยาบาลในประเทศไทยมาก อีกทั้งยังได้เปรียบในแง่ของสถานที่ท่องเที่ยว ส่วนสิงค์โปร์ก็มีชื่อในด้านคุณภาพ เครือข่ายทางการแพทย์ และมาตรฐานทางการแพทย์ที่สูง ที่สำคัญคือ เคยเป็นผู้นำในธุรกิจ Medical Tourism ในภูมิภาคนี้มาก่อน


BumrungradPremierRoyalSuites_resize.jpgBumrungradhospitalroom_resize.jpg














ส่วนประเทศไทย นอกจากมาตรฐานทางการแพทย์ที่ไม่ด้อยกว่าที่ใดแล้ว อะไรเล่าคือจุดเด่นที่ผลักให้เรากลายเป็นผู้นำในธุรกิจด้านนี้ได้ คำตอบก็คือ ภาพลักษณ์ของการเป็นประเทศที่มีคุณภาพในเชิงการบริการสูง ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าสูงที่สุดในระดับต้นๆ ของโลก

เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกผมว่า โรงแรมในประเทศไทยนั้น บริการลูกค้า(ชาวต่างชาติ) เสมือนหนึ่งเป็นเจ้าเป็นนาย และอธิบายเสริมว่า โรงแรมไทยใช้ชุดความสัมพันธ์ระหว่าง “เจ้านายไทยแบบจารีตกับไพร่” มาปรับใช้เป็นตัวแบบความสัมพันธ์ระหว่าง “ลูกค้ากับพนักงานโรงแรม” ดังนั้นชาวต่างชาติจะรู้สึกว่าโรงแรมไทยมีบริการที่ดีเยี่ยมเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เพราะชุดความสัมพันธ์ดังกล่าว ได้ทำให้ชาวต่างชาติกลายเป็นคนพิเศษ กลายเป็นเจ้าเป็นนาย หรือเป็นพระเจ้า ชนิดที่ไม่เคยได้รับมาก่อนในวัฒนธรรมของตน

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจนะครับว่า โรงพยาบาลไทยในกระแสวัฒนธรรม Medical Tourism ซึ่งเป็นธุรกิจทางวัฒนธรรมที่มีจุดเน้นในด้านบริการทางการแพทย์พ่วงกับการพักผ่อนและการท่องเที่ยว จึงเลือกใช้ (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) ชุดความสัมพันธ์ระหว่าง “คนไข้กับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์” โดยลอกเลียนและหยิบยืมชุดความสัมพันธ์ระหว่าง “ลูกค้าโรงแรมกับเจ้าหน้าที่โรงแรม” มาใช้อย่างเต็มตัว เพราะชุดความสัมพันธ์แบบนี้เอื้อให้กับลักษณะพื้นฐานของวัฒนธรรม Medical Tourism เป็นอย่างยิ่ง และเป็นจุดเด่นของวัฒนธรรมไทยในสายตาชาวโลกอยู่แล้ว

แน่นอนนะครับว่า ชุดความสัมพันธ์ดังกล่าวจะประสบความสำเร็จมากที่สุดใน space ทางสถาปัตยกรรมแบบไหนได้ละครับ นอกเสียจาก space แบบโรงแรมระดับห้าดาวเพียงเท่านั้น

หากมีโอกาสเดินเข้าไปในกลุ่มโรงพยาบาลเหล่านี้โดยไม่บอกว่าเป็นสถานที่ว่าเป็นอะไร เชื่อแน่ว่าเราจะไม่สามารถแยกออกได้ว่านี่คือโรงแรมหรือโรงพยาบาล เพราะรูปแบบของที่ว่างทางสถาปัตยกรรม วัสดุในการตกแต่งล้วน ตลอดจนกลิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จะปรากฏให้เห็นได้เฉพาะในโรงแรมราคาแพงแทบทั้งสิ้น

อุปกรณ์ทางการแพทย์จะถูกเก็บซ่อนภายใต้วัสดุตกแต่งเหมือนโรงแรม และเก็บซ่อนในระดับที่มากกว่าโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป เราเกือบจะเห็นอุปกรณ์เหล่านี้ได้เฉพาะแต่ในห้องตรวจรักษาที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

การแต่งกายของเจ้าหน้าที่ที่ลอกเลียนชุดแต่งกายของพนักงานต้อนรับในโรงแรม การออกแบบเคาเตอร์ในโถงทางเข้าที่ดึงรูปสัญญะของโรงแรมมาใช้อย่างชัดเจน ภาพถ่ายที่ใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์ตามเว็บไซด์ก็จะเป็นภาพในรูปแบบเดียวกับที่โรงแรมใช้ เช่น ภาพของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแต่งชุดไทยอยู่หน้าเคาเตอร์ยิ้มหรือยกมือไหว้ ซึ่งเป็นรูปสัญญะที่ใช้กันจนเป็นสัญลักษณ์ในการสื่อความหมายถึงโรงแรม

การออกแบบห้องพักที่แยกไม่ออกอีกต่อไปแล้วว่าเป็นโรงแรมหรือโรงพยาบาล และยังมีการแบ่งระดับห้องพักออกเป็นชื่อต่างๆ เช่นเดียวกับโรงแรม อาทิ Premier Suite, Premier Atrium Suite และ Premier Royal Suite เป็นต้น13

โรงพยาบาลบำรุงราฎร์ ซึ่งมีคนไข้ต่างชาติเข้ารักษามากกว่า 400,000 คนต่อปี14 และเป็นผู้นำในธุรกิจ Medical Tourism ของประเทศไทย เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงแนวโน้มในการออกแบบโรงพยาบาลให้กลายเป็นโรงแรมที่มีความชัดเจนที่สุด อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้เราไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นแนวความคิดเฉพาะเพียงบางแห่งบางที่ เพราะลักษณะดังกล่าวจะพบเห็นได้ชัดเช่นเดียวกันในโรงพยาบาลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระแส Medical Tourism เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต เป็นต้น

แม้แต่คลินิคทันตกรรมที่เน้นลูกค้าชาวต่างชาติที่สัมพันธ์กับ Medical Tourism ก็เห็นได้ชัดว่า แนวโน้มการออกแบบก็จะมุ่งสู่การออกแบบให้เหลื่อมซ้อนกับบรรยากาศของโรงแรมหรือสปาหรูหรา อาทิ Bangkok Dental Spa ซึ่งการออกแบบภายในร้านได้ลอกเลียนบรรยากาศของสปามาใช้อย่างตรงไปตรงมา และแม้กระทั่งชื่อร้านเองก็สื่อถึงความเป็นสปาชัดเจน เป็นต้น

กระแส Hospitel กำลังอยู่ในทิศทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่โรงพยาบาลเอกชน แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ กระแส Hospitel ก็เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อโรงพยาบาลรัฐเช่นกัน


โรงพยาบาลรัฐในกระแส Hospitel


ในหัวข้อก่อน ผมได้ชี้ให้เห็นไปบ้างแล้วว่า โรงพยาบาลรัฐได้รับอิทธิพลบางอย่างจากการออกแบบโรงพยาบาลให้มีลักษณะเหมือนโรงแรมเช่นกัน และทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนลักษณะทางกายภาพหลายๆ อย่างภายใต้กระแสนิยมดังกล่าว

ผมเคยถามความเห็นหลายๆ คนต่อการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลรัฐในทิศทางนี้ ส่วนใหญ่ชื่นชมและบอกในทำนองว่า ถ้าทำได้ในระดับแบบที่โรงพยาบาลเอกชนทำจริงก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนไข้ในการรักษา

แต่ผมคิดว่า เราต้องพิจารณาแนวโน้มนี้ของโรงพยาบาลรัฐอย่างวิพากษ์มากกว่าชื่นชมเพียงอย่างเดียว

เพราะต้องเข้าใจธรรมชาติของโรงพยาบาลเอกชนให้ดีนะครับ โรงพยาบาลเอกชนไม่ได้เน้นรักษาคนทั่วไป แต่เน้นรักษาคนมีฐานะดี แน่นอน เรามักจะได้ยินเสมอๆ ว่า โรงพยาบาลเอกชนถือกำเนิดขึ้นเพื่อแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งแม้ว่าจะถูก แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้องยิ่งขึ้นก็คือ โรงพยาบาลเอกชนคือการเลือกแบ่งเบาภาระของรัฐ โดยการแบ่งลูกค้ามีฐานะดีออกไปจากโรงพยาบาลรัฐต่างหาก มิใช่การแบ่งเบาภาระในลักษณะเชิงปริมาณอย่างไม่จำแนกชนชั้น

สรุปก็คือ โรงพยาบาลรัฐกลุ่มลูกค้าคือคนชั้นล่าง โรงพยาบาลเอกชนกลุ่มลูกค้าคือคนชั้นกลางขึ้นไป

ดังนั้น เมื่อกลุ่มเป้าหมายต่างกัน การเลือกวิธีการในการออกแบบโรงพยาบาลในรูปแบบและแนวทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกันย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก

ไม่ปฏิเสธหรอกนะครับว่า ถ้ารัฐสามารถทำให้โรงพยาบาลรัฐกลายเป็นโรงแรมได้จริงย่อมเป็นสิ่งดี แต่มันจะดีแค่เฉพาะบางโรงพยาบาลเท่านั้นนะสิครับ ไม่มีทางที่รัฐจะสามารถทำให้โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งเป็น Hospitel ได้แน่นอน และหากฝืนจะทุ่มเทงบประมาณไปทำแบบนั้นในบางแห่งบางที่เพื่อสร้างโฆษณาสร้างภาพให้โรงพยาบาลรัฐดูดีขึ้น ก็ย่อมส่งผลสะเทือนไปสู่การพัฒนาโรงพยาบาลรัฐโดยภาพรวม แทนที่จะเสียงบไปทำแบบนั้น รัฐควรจะมุ่งพัฒนาระบบสาธารณสุขในวงกว้างเพื่อกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นคนชั้นล่างโดยทั่วไปมากกว่า

ปัญหาหลักของโรงพยาบาลรัฐในทัศนะผมคือ จำนวนโรงพยาบาลรัฐมีน้อยเกินไป ทำให้ปริมาณของคนไข้ต่อจำนวนโรงพยาบาลมีอัตราส่วนที่สูง เมื่อคนไข้เยอะก็เลยต้องออกแบบระบบในการเข้าตรวจรักษาเหมือนที่เหมือนโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งวิธีนี้แบบนี้แหละที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาใจกลางของโรงพยาบาลรัฐที่แท้จริง เพราะระบบดังกล่าวทำให้คนไข้กลายเป็นวัตถุ และหมดอำนาจลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อเจอเข้ากับระบบเช่นนี้ ดังที่ได้อธิบายไปแล้วในตอนต้นของบทความ

โรงพยาบาลรัฐในปัจจุบันต่อให้มีกายภาพสวยงาม มีห้องพักพิเศษเพิ่มขึ้น มีโทรทัศน์ให้ดู มีร้านกาแฟให้ดื่ม มีร้านหนังสือให้อ่าน แต่การเสียเวลาในระบบการตรวจรักษาถึง 5 ชั่วโมง และยังมีระบบที่ปฏิบัติต่อคนไข้เหมือนวัตถุ สิ่งนี้ย่อมเป็นเสมือนการเกาไม่ถูกที่คัน จะดีกว่าไหมที่จะเอางบประมาณในการปรับภาพลักษณ์ที่เป็นแค่เปลือกนอก ไปจ่ายให้กับการเปลี่ยนแปลงในแก่นแท้ที่เป็นสาระสำคัญ

ล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2553 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ไปทำการบรรยายพิเศษในการประชุมวิชาการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่เมืองทองธานี โดยในการ


Untitled.jpghttp://www.mohanamai.com/webboard_upload/1280405460.jpg


















บรรยายท่านได้กล่าวถึงโครงการโรงพยาบาล 3S (Structure การสร้างบรรยากาศที่ดี Service การให้บริการที่ดี และ System การปรับการบริการจัดการให้เป็นการบริหารจัดการที่ดี)15

ส่วนหนึ่งของภาคปฏิบัติอันเกิดจากนโยบายดังกล่าวคืออะไรทราบไหมครับ คือการไปออกแบบเคาเตอร์โรงพยาบาลให้สวยงามขึ้น ออกแบบโลโก้ และเสื้อผ้าของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลซึ่งดูเหมือนพนักงานต้อนรับของโรงแรม ฟังแล้วรู้สึกเศร้าไหมครับ

การหลงเข้าไปในกระแส Hospitel ในแบบที่คำนึงถึงแต่เปลือกแทนที่จะเป็นการกระจายคุณภาพและบริการของการรักษาพยาบาลให้ทั่วถึง รวดเร็ว และเท่าเทียม กลับจะเป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำให้ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะการทำให้โรงพยาบาลรัฐเข้าใกล้ความเป็น Hospitel มากเท่าไร ก็คือการเข้าไปแย่งดึงลูกค้าคนชั้นกลางกับโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้นเท่านั้น มิใช่การขยายการบริการที่ดีแก่คนไข้ที่เป็นคนชั้นล่างซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาลแต่อย่างใดเลย

ย้ำอีกครั้งนะครับ การปรับปรุงในเชิงกายภาพเป็นสิ่งสำคัญ แต่การหลงไปกับการพัฒนากายภาพที่มากเกินไป ย่อมเป็นการหลงทางอย่างแน่นอน

ผมอยากจะจบบทความลงด้วย ปาฐกถาเรื่องโรงพยาบาลทันสมัยของ อิงเกอร์ลา ทาลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและกิจการสังคม ประเทศนอร์สวีเดน ซึ่งมาพูดในประเทศไทยเมื่อ 20 เมษายน 2538 ณ โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล ความตอนหนึ่งว่า


.....อาคารสถานที่และเครื่องจักรกลเป็นสิ่งตอบสนองความมุ่งหวังบางประการเท่านั้น อาจจะกล่าวได้ว่าไร้ประโยชน์ที่จะมีสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่สะอาดเอี่ยมและเครื่องมือเครื่องใช้ราคาแพงลิบเพื่อตอบสนองความมุ่งหวังอย่างผิดๆ ถ้าโรงพยาบาลเป็นเพียงสถานที่รอคอยให้ผู้ป่วยเข้ามาให้มากขึ้นๆ เป็นเพียงสถานที่ที่ขายความสะดวกสบายแล้วละก็ คงจะไม่ดีไปกว่าโรงแรม 5 ดาวตามปกติธรรมดา โรงพยาบาลนั้นแน่นอนไม่ใช่โรงแรม ถึงจะขึ้นต้นด้วยคำว่า “โรง” เหมือนกัน ยิ่งโรงพยาบาลสร้างสรรค์ให้เหมือนโรงแรมมากขึ้นเท่าใด เราควรจะฉุกคิดว่าเรากำลังทำธุรกิจอะไรกันแน่.....”16


ผมไม่มีความรู้มากพอที่จะเสนออะไรได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะในประเด็นการออกแบบโรงพยาบาลรัฐว่าที่ดีควรเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงไปในทิศทางใด แต่สิ่งที่ผมค่อนข้างจะมั่นใจว่าสามารถพูดได้ก็คือ Hospitel ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องของโรงพยาบาลรัฐหรอกครับ ปล่อยโรงพยาบาลเอกชนเค้าไปเถอะ



เชิงอรรถ


 ดูรายละเอียดเพิ่มใน ทวีศักดิ์ เผือกสม, เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม: ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550), หน้า 133-268.

2 เรื่องเดียวกัน, หน้า 270-271.

3 ขั้นตอนที่ได้อธิบายมานี้ เป็นประสบการณ์ตรงส่วนตัว แน่นอนย่อมไม่สามารถใช้เป็นตัวแบบในการอ้างได้ว่า โรงพยาบาลรัฐแห่งอื่นจะเป็นแบบนี้ แต่จากการสำรวจมาบ้างก็พบว่า ระบบที่ดูเสมือนสายพานการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมเช่นนี้ มีปรากฏให้เห็นโดยทั่วไป จะต่างกันบ้างก็เพียงในแง่ความซับซ้อนของขั้นตอนที่อาจจะมากน้อยต่างกันไปในแต่ละแห่ง

4 มีความแตกต่างกับประวัติศาสตร์โรงพยาบาลในสังคมตะวันตก สถาปนิกในสังคมตะวันตกเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในการออกแบบพื้นที่โรงพยาบาล เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มีอำนาจที่เล่นบทบาทของความเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในขณะที่สถาปนิกในสังคมไทยไม่ใช่

5 ดูตัวอย่างใน อวยชัย วุฒิโฆสิต, การออกแบบโรงพยาบาล = Hospital design (กรุงเทพฯ: ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543)

6 จริงๆ แล้วพัฒนาการในเชิงการออกแบบโรงพยาบาลของสังคมไทยและตะวันตกแม้จะมีลักษณะคล้ายกันในหลายด้าน แต่ก็มีปัจจัยอีกหลายด้านที่ไม่เหมือนกัน แต่ด้วยเนื้อที่จำกัดและมิใช่ประเด็นหลักของบทความ ดังนั้นจะไม่ขออธิบายในรายละเอียด

7 ดูรายละเอียดเพิ่มใน Adrian Forty, “The modern hospital in England and France: the social and medical uses of architecture,” ใน Buildings and Society: Essay on the social development of the built environment [London: Routledge & Kegan Paul, c1980], pp. 84-90.

8 สัมภาษณ์พิเศษ น.. พิพัฒน์ ตรังรัฐพิทย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และผู้อำนาวยการโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน อ่านรายะละเอียดเพิ่มใน Yong Executives Special ฉบับแนะนำโรงพยาบาลเอกชน (กรุงเทพฯ: ..., 2531), หน้า 63-64.

9 เรื่องเดียวกัน, หน้า 14.

10 ดูรายละเอียดเพิ่มใน Melanie Smith and Laszlo Puczko, Health and wellness tourism [Amsterdam: Butterworth-Heinemann, c2009].

11 “Asian Medical Tourism growing at double-digit rate,” Thailand Business News [online]. http://thailand-business-news.com/news/headline/28150-asian-medical-tourism-growing-at-double-digit-rate [Access date:28 March 2011].

12โรงพยาบาลหรูไทยขึ้นที่ 1 แซงหน้าสิงค์โปร์,” การเงินธนาคาร ฉบับ 297 (มกราคม 2007): 171.

13 ตัวอย่างที่ยกมาคือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มใน http://www.bumrungrad.com

14โรงพยาบาลหรูไทยขึ้นที่ 1 แซงหน้าสิงค์โปร์,” การเงินธนาคาร, หน้า 165.

15 จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, “บรรยายพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข” ในการประชุมวิชาการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 1 กรกฎาคม 2553 ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลลูม อาคารอิมเพค คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เมือทองธานี [Online]. www.moph.go.th/ops/discipline/content/บรรยายรองปลัด.doc [Access date: 20 March 2011].

16 อิงเกอร์ลา ทาลิน, “โรงพยาบาลทันสมัย,” ปาฐกถาในการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบริการสุขภาพ ไทย-สวีเดน

ณ โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล

วันที่ 20 เมษายน 2538. [Online]. http://www.drarthit.com/020100-ThaiSwedish.aspx [Access date: 30 March 2011]



























































































































makoho.jpg