Is owner
View only
Upload & Edit
ต้นไม้.docx
Download
Share
Add to my account
Buy ads here



ค้างคาวดำ

วงศ์ Taccaceae
ชื่อวิทยาศาสตร์ Tacca chantrieri Andre
ชื่อสามัญ Bat flower
ชื่อท้องถิ่น เนรพูสีไทย เพี้ยฟานโคก ค้างคาวขาว ค้างคาวดำ หมากแฟล ดีงูหว้า คลุ้ยเสีย ว่านหัวเลย ว่านหัวฬา

ดีปลาช่อน นิลพูสี มังกรดำ ม้าถอนหลัก ว่านพังพอน บีเมย
ลักษณะ เป็นว่านมีหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน ความสูงวัดจากพื้นถึงปลายใบ 50-60 ซม. ใบ เป็นไม้ใบเดี่ยว มีก้านยาวจากหัวถึงโคน 20-30 ซม.ก้านและใบสีเขียว ปลายใบแหลม ใบกว้าง 8-15 ซม.ยาว 30-50 ซม. พื้นใบมองแล้วเป็นยับๆ ไปตามเส้นแขนงใบ ซึ่งมี 12-18 คู่ ดอก ออกเป็นช่อ ช่อละ 4-6 ดอก มีใบประดับคล้ายกับกลีบเลี้ยง 2 คู่ กว้าง 4-8 ซม.

ยาวถึง 10 ซม. แต่ละดอกมี 6 กลีบ สีจะออกม่วงดำ นอกจากนี้ยังมีใบประดับเป็นเส้นกลมอีก 5-20 เส้น

คล้ายหนวดปลาดุก ผล รูปทรงคล้ายกระสวย รูปสามเหลี่ยม มีกลีบดอกติดแน่น แก่แล้วผลจะไม่แตก
ขยายพันธุ์ พืชชนิดนี้ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือแยกหน่อ
สภาพในภูมิสถาปัตยกรรม ชอบร่ม














ไคร้น้ำ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Homonoia riparia Lour.
ชื่อวงศ์ : UPHORBIACEAE
ชื่ออื่นๆ : คร้หิน ไคร้ แร่ แลแร สี่ทีโค่
ผิวสัมผัส : ค่อนข้างหยาบ
ความสูงของต้นไม้ : 2-4 .
ลักษณะ : ไคร้น้ำจะทนน้ำโดยใบร่วง แต่ไม่ตาย ไม้พุ่ม สูง 2-4 . ใบเป็นเดี่ยว รูปยาวแคบแกมรูปหอก ขนาดกว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 7-18 ซม. โคนและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 4-11 มม. ดอกสีแดง ออกเป็นช่อตามซอกใบ ยาว

3-11 ซม. ดอกย่อยแยกเพศ ไมมีกลีบดอก ดอกเพศผู้ กลีบรองดอกรูปกลม แยกเป็น 3 แฉก เกสรผู้จำนวนมาก

ดอกเพศเมีย กลีบรองดอกรูปไข่ปลายแหลม ผลเป็นผลแห้ง ทรงกลม ขนาด 5-8 มม. มีขน เมล็ดรูปไข่ ขนาด 2 มม.
ประโยชน์ : ราก เป็นยา แก้กษัย ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ยอดอ่อน รับประทานได้























หัวใจม่วง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Tradescantia pallida (Rose) D. Hunt.
ชื่อวงศ์ COMMELINACEAE
ความสูง15-30 เซนติเมตร
ผิวสัมผัส ละเอียด
ทรงพุ่ม ไม้คลุมดิน
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ขึ้นได้ในดินทั่วไป ความชื้นปานกลาง แดดเต็มวัน-ร่มรำไร่
ลักษณะพิเศษ ไม้คลุมดิน ลำต้นเป็นเถากลมสีม่วงเข้มมีข้อปล้องชัดเจน ทอดเลื้อยไปตามผิวดินต้นและใบค่อนข้างอวบน้ำ ยอดชูตั้งขึ้น ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับเป็นวงรอบต้น ใบรูปรีถึงรูปขอบขนาน กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 7-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาเปราะ มีขนอ่อนบางๆ ผิวใบด้านบนสีม่วงหรือเขียวปนม่วง สีชมพู ม่วงอมชมพู ออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบที่ปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็ก ผลแห้งแตก เมล็ดรูปแถบ
คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ปลูกคลุมดินประดับสวนทั่วไปที่การระบายน้ำดี ปลูกริมทะเล ริมถนน ริมทางเดิน
โคนเน่าในฤดูฝนได้ง่าย ทรงพุ่มใบค่อนข้างยืดยาวควรตัดแต่งบ่อยๆ

























เฟิร์นข้าหลวงหลังลาย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asplenum nidus L.
ชื่อวงศ์ : ASPLENIACEAE
ชื่ออื่นๆ : Bird's Nest Fern
ความสูง : 0.3-1.5 เมตร
ผิวสัมผัส : หยาบ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : บริเวณที่มีความชื้นปานกลาง-มาก ดินร่วน น้ำไม่ขัง ต้องการแสงแดดครึ่งวัน
คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ : แตกกอกลม เหมือนดอกไม้ขนาดใหญ่ ใบอ่อนจะม้วนงอ โตแล้วจะคลาย ก้านใบสีน้ำตาล หลังใบมีสปอร์ เกิดเป็นลายที่ใบ เป็นที่มาของชื่อเฟิร์นข้าหลวงหลังลาย สามารถเจริญเติบโตได้ในทุกที่ที่สปอร์ปลิวไป และมีความชื้นเหมาะสม
การใช้ประโยชน์ด้านภูมิสถาปัตยกรรม : ใช้ประดับเป็นไม้กระถางในอาคารได้ดี

นิยมปลูกริมน้ำตกและประดับบนตอไม้

















กระดาดดำ
ชื่อพื้นเมือง : กลาดีบูเก๊าะ (มลายู-ยะลา), ปึมปื้อ (เชียงใหม่), โหรา (สงขลา, ยะลา), เอาะลาย (ยะลา), กระดาดดำ (กาญจนบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์
: Alocasia macrorrhizos (L.) G. Don
ชื่อวงศ์ : ARACEAE
ชื่อสามัญ : Giant Alocasia, Elephant Ear
ลักษณะ
: ไม่มีแก่นถ้าไม่ค้ำจะเลื้อย สูงกว่า 1 . ลำต้นสั้น อวบ ใบเดี่ยว สีเขียวเข้มหรือม่วง รูปไข่กว้าง ช่อดอกตั้งตรง เป็นแท่งยาวลักษณะคล้ายดอกบอน กลิ่นหอม ก้านช่อดอกเล็ก ดอกมีกาบสีขาวปลายแหลมหุ้ม โคนกาบเชื่อมติดกันเป็นหลอดสีเขียว ช่อดอกประกอบด้วยดอกเพศเมียติดอยู่บริเวณโคนช่อ มักมีจำนวนน้อยกว่าดอกเพศผู้ ส่วนบนมีดอกเพศผู้จำนวนมาก ผลเนื้อนุ่ม เมื่อสุกสีส้มหรือแดง รูปรี ผิวบาง มี 1 เมล็ด
ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ ส่วนต่างๆ ใช้เป็นยารักษาโรค คือ รากใช้กินเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ ทาแก้พิษแมลงป่อง รากและใบสับปนกันใช้พอกแก้โรคปวดตามข้อ เหง้าโขลกตำพอกแผลที่เป็นหนอง บางท้องถิ่นใช้เป็นอาหาร
โทษ : ต้นกระดาดดำมีสารพิษอยู่ด้วยคือ calcium oxalate และ hydrocyanic acid




















กระดาด
ชื่อพื้นเมือง : กระดาด (กรุงเทพมหานคร), กระดาดขาว (ภาคกลาง), คือ โทป้ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), บอนกาวี (ยะลา), เผือกกะลา มันโทป้าด (แม่ฮ่องสอน), เผือกโทป้าด (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alocasia indica Schott
ชื่อวงศ์ : ARACEAE
ลักษณะ : ไม่มีแก่น ถ้าไม่ค้ำจะเลื้อย มีเหง้าทอดไปตามพื้นดิน ลำต้นตั้งตรง สูงได้ถึง 2 . ใบเดี่ยว รูปไข่แกมรูปหัวใจ ช่อดอกเป็นแท่งยาวปลายแหลม ลักษณะคล้ายดอกบอน ก้านช่อดอกเล็ก ดอกมีกาบสีเหลืองอมเขียวหุ้ม ช่อดอกประกอบด้วยดอกเพศเมียอยู่บริเวณโคนช่อ ส่วนบนเป็นดอกเพศผู้ มีจำนวนมากกว่าดอกเพศเมีย ผลกลม สุกสีแดง เนื้อนุ่ม มีเมล็ดแข็ง 1 เมล็ด
ประโยชน์ : เหง้าใช้เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ เป็นยาถ่ายชนิดอุจจาระเป็นพรรดึก ใช้ใส่แกง เหง้าต้มสุกกินได้ ไหลใช้กินเพื่อขับพยาธิ ต้นต้มแล้วกินเป็นยาระบายอ่อนๆ ใบใช้เป็นยาฝาดสมานห้ามเลือด ยาต้มจากใบใช้แก้ท้องผูกชนิดพรรดึก นอกจากใช้ประโยชน์ทางยาแล้วยังนิยมปลูกเป็นไม้ประดับอีกด้วย
โทษ : ต้นกระดาดมีสารพวกเรซิน และ protoanemonine ซึ่งเป็นพิษ และมี calcium oxalate มาก มีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังบวมแดง























เตยหอม

ชื่ออื่น : เตยหอม หวานข้าวไหม้, ทังลั้ง(จีน) เปาะแบ๊ะออริง (ปักษ์ใต้)
ชื่อสามัญ
: Pandanus palm
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pandanus amaryllifolius Roxb.
ชื่อวงศ์ : PANDANACEAE
ลักษณะทั่วไป
: เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวลักษณะแตกกอเป็นพุ่มขนาดเล็ก ลำต้นเป็นข้อ ใบออกเป็นพุ่มบริเวณปลายยอด เมื่อโตจะมีรากค้ำจุนช่วยพยุงลำต้นไว้ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวขึ้นไปจนถึงยอด ลักษณะใบยาวเรียวคล้ายใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นมัน เส้นกลางใบเว้าลึกเป็นแอ่ง ถ้าดูด้านท้องใบจะเห็นเป็นรูปคล้ายกระดูกงูเรือ ใบมีกลิ่นหอม
การใช้งาน ทนน้ำท่วม ทนลมดี บางชนิดมีหนาม ไม่ควรปลูกในสนามเด็กเล่น
ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบ และ ราก
สรรพคุณทางยา
โรคหัด โรคผิวหนัง
: ใช้ใบสดตำพอก
ยาบำรุงหัวใจ
: ใช้ใบสดตำ คั้นเอาน้ำ จะได้น้ำสีเขียวมาผสมอาหาร แต่งกลิ่น แต่งสีขนม หรือ ใช้ในรูปของใบชา ชงกับน้ำร้อน หรือใช้ใบสดต้มกับน้ำจนเดือด เติมน้ำตาลเล็กน้อยใช้ดื่มเป็นประจำโรคเบาหวาน :นำส่วนต้นและราก ต้มกับเนื้อหรือใบไม้สักจะช่วยรักษาโรคเบาหวาน
*
มีหลายลักษณะ แบบด่าง มีหนาม


















กะพ้อ
ชื่อสามัญ : Fan palm
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Licuala spinosa
ชื่อวงศ์ : PALMAE
ชื่อท้องถิ่น : พ้อ
ความสูง : 3-5เมตร
ผิวสัมผัส : หยาบ
รูปทรง : ปาล์ม
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : เจริญเติบโตได้ดีในที่โล่งแจ้ง สามารถปลูกในสนามหญ้าเพื่อให้มันแตกกอเป็นพุ่มหรือจะทำเป็นสวนหย่อมก็ได้ ชอบแสงแดดจัด แดดเต็มวัน-ร่ม ต้องการปริมาณน้ำพอสมควรขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริ

เติบโตได้ดีในดินร่วน
ลักษณะ : กะพ้อเป็นปาล์มพื้นเมืองที่มีอยู่ทั่วไปในบ้านเรา ใบรูปใบพัด ก้านใบยาวเล็ก มีใบย่อยแตกออกจากกันและแตกออกจากจุดเดียวกัน ที่ก้านใบแต่ละใบจะมีใบย่อยประมาณ 12 - 18 ใบ ตามใบย่อยมีรอยจีบ ปลายใบตัด ใบย่อยยาวประมาณ 1 ฟุต และกว้าง 4-5 นิ้ว ใบสีเขียวเข้ม เมื่อเจริญ เติบโตไปสักระยะหนึ่งจะเกิดหน่ออกมาตามบริเวณโคนต้นมากมาย
คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ : ทนไฟไหม้ สามารถแตกกอใหม่ได้
เป็นไม้พื้นเมืองไทย

ใช้ประดับได้ทั้งภายในและภายนอกอาคารได้ดี

ไม้ริมทะเล

ทนน้ำขัง

ปลูกในกระถางเป็นไม้น้ำประดับได้












หมากแดง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cyrtostachys renda Blume
ชื่อวงศ์ PALMEAE
ชื่ออื่น กับแดง กะแด็ง หมากวิง
ความสูง 4-5 .
ผิวสัมผัส หยาบ
รูปทรง แตกกอ
ขนาดทรงพุ่ม 1.5-2.5.
สภาพแวดล้อม ชอบดินร่วน ความชื้นปานกลาง แสงแดดตอนเช้า-ค่อนข้างร่ม นิยมปลูกในกระถางหรือลงแปลง ปลูกริมทะเลได้ สามารถปลูกในกระถางเป็นไม้น้ำหรือไม้แช่น้ำได้ พบในป่าพรุ
ลักษณะ ลำต้น สีเขียวปนแดง เรียบเห็นข้อชัด เป็นกอ มีคอยาว 30-50 เซนติเมตร ใบ ด้านบนสีเขียวแก่ ด้านล่างสีเขียวอ่อน ก้านใบสีแดง ใบรูปขนนก ดอก สีเขียวอ่อน ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงใต้โคนกาบใบ ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ช่อดอกยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ไม่มีกลิ่น ออกดอกช่วง ฤดูฝน (..-..) ผล ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ติดผลจำนวนมาก ทรงกลมรี ขนาด 0.8 เซนติเมตร ผลแก่สีดำ เมล็ดกลมรี
คุณสมบัติพิเศษ ใบมีสรรพคุณแก้ร้อนใน















จั๋ง,จั๋งจีน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhapis humilis Blume
ชื่อวงศ์ : PALMAE
ชื่อสามัญ : Reed rhapis, Slender lady palm
ชื่อพื้นเมือง : จั๋งเชียงใหม่
ชนิดพืช : ปาล์มแตกกอ
ความสูง : ไม้พุ่มสูงได้ถึง 5 เมตร แต่ที่เรานำมาใช้จัดกันเป็นช่วงความสูงที่กำลังสวยคือ 0.50-2 เมตร
ผิวสัมผัส : หยาบ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบแสงช่วงครึ่งวันเช้า หรือร่มรำไรปลูกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ อยู่ในที่ร่มรำไรหรืออยู่ในห้องปรับอากาศได้นาน ทนดี แล้วมีคุณสมบัติในการฟอกอากาศ หรือดูดสารพิษ
อัตราการเจริญเติบโต : ช้า
ลักษณะพิเศษ : ปาล์มแตกกอ ลำต้นมีแผ่นใยละเอียด สีน้ำตาลเข้มหรือดำคลุมอยู่หนาแน่น
จั๋งจีนคล้ายจั๋งญี่ปุ่น ต่างกันที่จั๋งจีนมีเส้นรยางค์ตามลำต้นหนาแน่น ปลายใบย่อยเรียวแหลมและลู่ลงมากกว่า

ใบ
: ใบประกอบรูปพัด เรียงสลับ กว้างประมาณ 40 เซนติเมตร มีใบย่อย 10-20 ใบ ขอบใบหยัก เว้าถึงสะดือ ใบย่อยเรียวยาว กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาว 15-18 เซนติเมตร ปลายใบแหลมอ่อนลู่ลง โคนใบรูปลิ่ม แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน
ดอก
: สีขาวครีม ออกเป็นช่อแบบข่อแยกแขนงระหว่างกาบใบ ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ก้านช่อดอก มีขนปกคลุม
ผล
: ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว สีเขียวอ่อนอมเหลืองมีขนาดเล็ก แต่มักไม่ติดผล














จั๋งไทย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhapis subtilis
ชื่อวงศ์: PALMAE
ชื่ออื่นๆ : จั๋งใต้
ชนิดพืช : ปาล์มแตกกอ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับ : ลักษณะ ดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบแสงช่วงครึ่งวันเช้า หรือร่มรำไรปลูกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
ลักษณะพิเศษ
: มีขนาดเล็กกว่าจั๋งจีน 1-2 เซนติเมตร และสูงเพียง 2 เมตร ถ้าต้นเล็กและสูงมากขึ้นแล้วลำต้นจะทอดเอียง มีแผ่นใยบางๆคลุมลำต้นสีน้ำตาล ขนาดของลำต้น ใบ และจำนวนใบย่อยมีความหลากหลาย

































จั๋งลาว
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhapis Laosensis
ชื่อวงศ์ : PALMAE
ชื่ออื่น : จั๋งสาน
ชนิดพืช : ปาล์มแตกกอ
ลักษณะพิเศษ : เป็นปาล์มแตกกอขนาดเล็กสูงประมาณ 1 เมตร เหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้กระถางและในที่ร่มรำไร คุณสมบัติเหมือนกับจั๋งเชียงใหม่ นิยมใช้จัดสวนกันมากแล้วแต่กำหนดเพราะสามารถปลูกกลางแจ้งได้เหมือนกันเพียง แต่ว่าถ้าแดดแรงเกินไปใบอาจไหม้และไม่สวยเท่า


























จั๋งญี่ปุ่น
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhapis excelsa (Thunb.) Henry ex Rehder
ชื่อวงศ์ : ARECACEAE
ลักษณะพิเศษ : เป็นไม้พุ่มสูง 10-15 ฟุต ลำต้นมีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2 นิ้ว มีการแตกหน่อ มองดูเป็นกอเหมือนกอไผ่ ลำต้นแข็งเหนียว คล้ายหวาย มีแผ่นใบหยาบ ๆ สีน้ำตาลเข้มคลุมบาง ๆ ใบเป็นใบประกอบ รูปฝ่ามือ มีใบย่อย 8-10 ใบ สีเขียวเป็นมัน แผ่เป็นครึ่งวงกลม ก้านใบเรียบเป็นมัน ปลายใบทู่ ดอกช่อ ออกตามซอกใบบริเวณปลายยอด แยกเป็นช่อดอกตัวผู้และช่อดอกตัวเมีย แยกคนละต้น ผลขนาดเล็กกลม สีเขียวอ่อนอมเหลือง เมล็ดมี 1 เมล็ดใน 1 ผล ใช้จัดสวนหย่อม หรือปลูกเป็นกอเดี่ยวตามมุมอาคารที่ไม่มีชายคา ปลูกเป็นไม้ประธานในการจัดสวน ใช้ประดับอาคารหรือที่ได้รับแสงรำไร
คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ : การใช้งานด้านภูมิทัศน์ของจั๋งโดยรวม มีทรงพุ่มสวย สามารถปลูกเป็นประธานสวนหย่อม ไม้กระถาง มุมอาคาร ปลูกเพื่อบังกำแพง บังสายตา ริมทะเล ริมน้ำตก ลำธาร สระว่ายน้ำ มีหลากหลายรูปแบบ เช่น ใบสั้น ใบยาว ใบด่าง ตามแต่ละสายพันธุ์ทนทานต่อโรคและแมลงได้ดี
ประโยชน์ : จั๋งเป็นไม้ประดับในอาคาร อีกชนิดหนึ่งที่สวยงาม ทนทาน และดีที่สุดในการช่วยปรับปรุงคุณภาพของอากาศในอาคาร และมีคุณสมบัติในการดูดไอระเหยของสารเคมีต่างๆ ได้ดีเท่าต้นหมากเหลือง จั๋งมีคุณสมบัติเฉพาะเหมือนหมากเหลือง คือ ดูดหรือสะสมเกลือ และแร่ธาตุต่างๆ ไปไว้ที่ปลายใบ ทำให้ปลายใบอาจแห้งหรือเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ถ้าจะให้สวยงามต้องหมั่นใช้กรรไกรขลิบปลายใบออก ต้นจั๋งนี้ชอบความชื้นเหมือนต้นไม้ตระกูลหมากทั่วไป และจากลักษณะที่โตช้าทำให้เป็นต้นไม้ที่ดูแลง่าย ไม่ต้องเปลี่ยนกระถางบ่อย






พยับหมอก

ชื่อพื้นเมือง ---เจตมูลเพลิงฝรั่ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Plumbago auriculata Lam.
ชื่อวงศ์ --Plumbaginaceae
ชื่อสามัญ---Cape leadwort, Leadwort
ขนาด--สูงราว 15 ฟุต
ลักษณะทั่วไป (Characteristic) : ไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นแตกกิ่งก้านเป็นพุ่มค่อนข้างโปร่ง เป็นต้นไม้กึ่งเลื้อย
ใบ
-- ละเอียด ; ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปไข่กลับ กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 5-7 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบเรียวแหลม ผิวใบด้านบนสีเขียวสด ผิวใบด้านล่างมีขนอ่อน สากระคายมือ
ดอก
---สีดอกสีขาวปนฟ้าอมเทา หรือ ออกสีคราม ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่ง คล้ายดอกเข็ม (Ixora) ขนาดดอกกว้าง 1.5 เซนติเมตร ยาวราว 3 เซนติเมตร มี 5 กลีบ และมีเส้นสีน้ำเงินเข้มแบ่งกลางกลีบดอกทุกกลีบเห็นเด่นชัดมาก ดอกคงทนเมื่อถูกเด็ดมาปักแจกันได้หลายวัน ออกดอกได้ตลอดปี
ฤดูที่ดอกบาน---..-..
อัตราการเจริญเติบโต --- ปานกลาง
ลักษณะนิสัย --- ดินร่วนระบายน้ำได้ดี ความชื้น ปานกลาง แสงแดดเต็มวัน
นิเวศวิทยา ----เป็นไม้ที่มีในต่างประเทศแถบแอฟริกา ชอบอยู่ในที่แดดจัดหรือกลางแจ้ง แต่ชอบดินที่มีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ โรคที่เกิดคือโรคใบไหม้และโรคเน่าจะเกิดเมื่อมีการเปลี่ยนฤดู ในประเทศไทยเจริญเติบโตได้ดี
ไม่ค่อยพบมากนัก การขยายพันธุ์ทำได้โดยวิธีตอนกิ่ง หรือปักชำ

ประโยชน์และความสำคัญ---ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับตกแต่ง เป็นไม้พุ่มต่ำได้ จะให้ดอกสวยงาม หรือใช้ปลูกริมรั้ว จะมีความคงทนมาก
การใช้งานด้านภูมิทัศน์ ----เลี้ยงง่าย ปลูกประดับสวน ริมทะเล ดอกสวยงามในฤดูหนาว ควรตัดแต่งหลังดอกโรยและป้องกันราดำในฤดูฝน












พลับพลึงยักษ์
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crinum asiaticum
ชื่อวงศ์ : Amarylidaceae
ชื่ออื่นๆ : poison bulb,spider lily,grand crinum lily,giant crinum lily
ความสูง : 90-120 cm
ทรงพุ่ม : แตกกอกลม
ผิวสัมผัส : หยาบ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : แดดเต็มวัน ไม่ทนน้ำท่วมขัง ทนดินเค็ม ดินที่ปลูกต้องระบายน้ำได้ดี
สมบัติทางกายภาพ : เป็นพืชอวบน้ำ ใบยาวสีเขียวเป็นมัน(strap leaves,leathery-textured) มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ดอกสีขาว ขาวนวล ชมพู ม่วงแดงมีกลิ่นหอมออกดอกครั้งละ 20-50 ซึ่งจะมีก้านชูดอก(stem)ขึ้นเหนือใบ
สมบัติพิเศษ : ทุกส่วนของพืชมีพิษ
การใช้งาน : ปลูกริมทางเดินหรือพื้นที่ริมน้ำที่มีพื้นที่กว้าง ไม่เหมาะกับสวนขนาดเล็กเพราะมีขนาดใหญ่



















ทรงบาดาล

ชื่อสามัญ : Kalamona
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia surattensis Burm..
ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่ออื่น : ขี้เหล็กหวาน ตรึงบาดาล
ความสูง ประมาณ 5-10 เมตร
ผิวสัมผัส ละเอียด
ทรงพุ่ม การแตกกิ่งก้านสาขามากและแน่นทึบ
ลักษณะทั่วไป
เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบเป็นใบรวมออกเป็นแผงบนก้านใบ แผงใบยาวประมาณ
5-7 เซนติเมตร ใบเรียบอยู่ บนแผงเป็นคู่มีประมาณ 8-12 ใบ ลักษณะใบขอบขนานใบเป็นรูปมนพื้นใบเกลี้ยงสีเขียวขนาดใบกว้างประมาณ1 เซนติเมตรยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตรออกดอกเป็นช่อ ตามส่วนยอดของลำต้น มีกลีบดอก 5 กลีบ ดอกมีสีเหลือง ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตรผลเป็นฝักแบนๆ ออกเป็นช่อ ฝักเป็นคลื่นซึ่งเป็นส่วนประกอบของเมล็ดภายใน ขนาดฝักกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง

ความเป็นสิริมงคล
คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นทรงบาดาลไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความยิ่งใหญ่ กว้างขวาง เพราะทรงบาดาลคือ

ผู้เป็นใหญ่แห่งนาคพิภพในชั้นบาดาลและยังมีบางคนกล่าวว่าทรงบาดาลหรือทรงบันดาลคือความเกิดขึ้นแห่งพลังอำนาจ

อันยิ่งใหญ่ และยังมีความเชื่ออีกว่าจะทำให้มีทองมากเพราะดอกทรงบาดาลสามารถออกดอกตลอดปีลักษณะดอกขณะบานมีสีเหลือง เรืองรองดั่งทองอำไพ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นทรงบาดาลไว้ทางทิศตะวันตก ผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์

นิยมปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้าน ขนาดหลุมปลูก
30 x 30 x 30 ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก











การเกดหนู (Pandanus pygmeus Thouars)


การะเกด

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pandanus tectorius Blume
วงศ์ Pandanaceae
ความสูง 3-7 เมตร
ลักษณะทั่วไป เป็นไม้พุ่มกึ่งยืนต้น รูปทรงคล้ายต้นเตย ใบเรียวยาวคล้ายใบสับปะรด ขอบใบเป็นหนามห่างๆ เป็นใบเดี่ยวเรียงวนรอบลำต้นเป็นเกลียว มีกิ่งก้านสาขามาก ใบสีเขียวยาว 1-2 เมตร ปลายใบเรียว แหลม ดอกเป็นช่อตั้งออกตามกลางยอด กาบหุ้มดอกสีเหลืองนวล หุ้มเกสรอยู่ภายในอย่างมิดชิด กลิ่นหอมเย็น ติดผลมีก้านยาว รูปร่างคล้ายผลสับปะรด ห้อยลงมาข้างต้น เมื่อแก่จัดผลมีผิวสีแดง กินได้ รสคล้ายผลสับปะรด
ลักษณะพิเศษ มีรากงอกจากลำต้นส่วนบนหยั่งลงถึงพื้นดินช่วยค้ำยันลำต้น

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ที่ชื้นแฉะหรือริมน้ำ ดินทรายชายทะเล ริมลำธาร ลำห้วย
คุณสมบัติพิเศษ
ดอก
: รสสุขุมหอม แก้โรคในอก เจ็บอก บำรุงหัวใจ แก้เสมหะ บำรุงธาตุ ปรุงเป็นยาหอม ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ
ยอด
: ใช้ต้มกับน้ำให้สตรีดื่มหลังคลอดบุตรใหม่ๆ
ดอกของการะเกดมีกลิ่นหอมชื่นใจ ใช้อบเสื้อผ้าให้มีกลิ่นหอม นำไปเคี่ยวกับน้ำมันใส่ผมในสมัยก่อน

นอกจากดอกที่มีกลิ่นหอมแล้ว การะเกดยังเป็นไม้ประดับได้ดี เพราะมีรูปทรงเฉพาะตัวที่งามแปลกตา เหมาะสำหรับปลูกตามที่ชื้นแฉะหรือริมฝั่งน้ำ นอกจากนี้ ยังปลูกง่าย ทนทาน อายุยืนยาว หาพันธุ์ได้ไม่ยาก

ใบการะเกดนำมาจักสานเป็นเครื่องใช้สอยต่างๆ ได้ดี เช่น เสื่อ กระสอบ หมวก กระเป๋า เป็นต้น เป็นวัตถุดิบของงานหัตถกรรมที่ดี และหาได้ง่าย



















แสยก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pedilanthus tithymaloides (L.) Poit.
ชื่อสามัญ : Redbird Cactus, Slipper-Flower, Jew-Bush
ชื่ออื่น : แสยกสามสี (ภาคกลาง); ว่านสลี (แม่ฮ่องสอน); ย่าง; มหาประสาน; นางกวัก; ตาสี่กะมอ (กระเหรี่ยง – แม่ฮ่องสอน); เคียะไก่ไห้ (ภาคเหนือ); กะแหยก;
วงศ์ : EUPHORBIACEAE
ความสูง : 1-3 .

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ไม้พุ่ม ขนาดเล็ก ผลัดใบ แตกกิ่งก้านเป็นกอแน่น ลำต้นอวบน้ำ หักงอไปมา รูปซิกแซก สีเขียว ผิวเรียบ มียางสีขาวข้น ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับในแนวระนาบ รูปไข่กว้าง
2.5-5 เซนติเมตร ยาว 3.5-7 เซนติเมตร โคนใบกลม มน หรือแหลม ปลายใบมนหรือแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเส้นใบเห็นไม่ชัด เนื้อใบหนาด้านล่างมีขนอ่อน ก้านใบยาว 2-7 มิลลิเมตร หูใบเป็นตุ่มกลม 2 ตุ่มอยู่ข้างโคน ก้านใบ ร่วงง่าย ต้นจะสลัดใบทิ้งหมดหรือเกือบหมดก่อนออกดอก
ดอกสีแดงออกเป็นช่อตามลำต้น ที่ยอดและปลายกิ่งแขนงสั้นๆ ใกล้ปลายยอด ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ก้านช่อยาว
3-20 มิลลิเมตร ช่อดอกยาว 1-2.5 เซนติเมตร ใบประดับด้านนอกมีขนสั้นปกคลุมหนาแน่น ก้านดอกไม่มีขน ดอกลักษณะคล้ายรองเท้า หรือ เรือมี 5 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น ชั้นในมี 3 กลีบ สั้นและแคบกว่าชั้นนอก มีขนละเอียด ที่ฐานด้านนอกมีต่อมน้ำหวานรูปกระทะคว่ำ 1 ต่อม ด้านในมีต่อม 2-4 ต่อม เรียงเป็นคู่ ที่ปลายมีแถบยาวหนึ่งแถบ อยู่ตรงช่องระหว่างกลีบใหญ่ชั้นนอกสองกลีบ ผล เป็นชนิดแห้งแล้วแตก
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ชอบแดดรำไร
สรรพคุณทางยาสมุนไพร :
ใช้น้ำยางจากต้นกัดหูด โดยการนำน้ำยางสีขาวไปทาโดยตรงบนหัวหูด ทาบ่อยๆ หูดจะค่อยๆ หายไปได้เอง

สรรพคุณทางการเกษตร:
ใช้ลำต้นของแสยกประมาณ
1 กิโลกรัม นำมาบดหรือทุบให้พอแตก จากนั้นนำไปแช่ในน้ำ 1 ปี๊บ ทิ้งไว้นาน 1 คืน จากนั้นกรองเอาแต่น้ำหมักที่ได้ ไปฉีดพ่นในแปลงพืชผัก จะช่วยป้องกันและกำจัดหนอนกระทู้และหนอนใยผักได้ดี


















พลูฉีกใบยาว
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Epipremnum pinnatum (L.) Schott
ชื่อวงศ์: ARACEAE
ถิ่นกำเนิด: ประเทศมาเลเซียถึงเกาะนิวกินี
ลักษณะทั่วไป: ไม้เลื้อยขึ้น ใบรูปขอบขนาน กว้าง 16-24 ซม. ยาว 28-50 ซม. ขอบใบฉีกเกือบถึงเส้นกลางใบ มีรูเล็กๆใกล้กับเส้นกลางใบ แผ่นใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ที่แดดรำไร มีความชื้นสูง
















เงินไหลมา
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syngonium podophyllum Schott.
ชื่อวงศ์ : Araceae
ชื่อสามัญ : Arrow head plant,Syngonium
ความสูงของต้นไม้ : 0.3 - 0.5 เมตร
ผิวสัมผัส : หยาบ
ทรงพุ่ม : แผ่เลื้อย
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ความชื้น สูง ร่มรำไร
ลักษณะพิเศษ : ไม้เนื้ออ่อน ทนน้ำท่วมขัง
ลักษณะทั่วไป
(Characteristic) : ไม้เลื้อย อายุหลายปี ลำต้นอวบน้ำ เลื้อยพันด้วยรากพิเศษที่ออกทุก ข้อใบ ลำต้นสีเขียวอมเทา เมื่อแก่มีเนื้อไม้เจริญตามพื้นหรือขึ้นพันต้นไม้ใหญ่ มีหลายพันธุ์ ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบอ่อนรูปหัวลูกศรถึงรูปหัวใจ กว้าง 5-15 เซนติเมตร ยาว 8-25 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปเงี่ยงลูกศร ผิวใบด้านบนด่างสีเขียว-ขาวเป็นมัน บริเวณเส้นใบสีเขียวอ่อนเกือบขาว ก้านใบ ยาว 10-30 เซนติเมตร ดอกสีขาวนวล ออกเป็นช่อเชิงลด มีกาบหุ้มช่อดอก
ผลสดมีเนื้อ มีหลายเมล็ด

คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ :
-
ปลูกเป็นไม้กระถาง ใส่แจกันได้

-
ปลูกเป็นพืชคลุมดินได้

-
ปลูกประดับสวนบริเวณที่ร่มรำไร ความชื้นสูง ปลูกริมถนนได้

-
ถ้าให้เลื้อยขึ้นต้นไม้ใหญ่ ใบจะมีขนาดใหญ่มาก และลักษณะต่างกัน













อเมซอน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Echinodosus cordifolius (L.) Griseb.
ชื่อวงศ์ ALISMATACEAE
ชื่อสามัญ Burhead, Texas mud baby
ชื่อพื้นเมือง อเมซอนใบกลม
ความสูง 1 เมตร
ผิวสัมผัส หยาบ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ความชื้นสูง สภาพแดดเต็มวันหรือครึ่งวัน ชอบดินเหนียวชุ่มชื้นและมีอินทรียวัตถุสูง
จนถึงน้ำลึก
10-50 เซนติเมตร
ลักษณะทั่วไป เป็นพืชล้มลุกมีอายุหลายปี ไม้โผล่เหนือน้ำ อายุหลายปี ลำต้นเป็นเหง้าสั้นๆอยู่ใต้ดิน
มีรากยึดไว้ ลำต้นเหนือดินเป็นกอ มีใบแตกรอบๆประมาณ
10 ใบ ใบเดี่ยว รูปไข่ ป้อม กว้าง 8-15 เซนติเมตร

ยาว 10-20 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาแข็ง ผิวเรียบเป็นมัน ก้านใบกลมตั้งตรงชูใบขึ้นเหนือผิวน้ำ ยาว 8-20 เซนติเมตร โคนก้านใบเป็นกาบหุ้นต้น ดอกสีขาว ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงจากกอ ก้านช่อดอกยาว 1-1.5 เมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก มีใบประดับสีเขียว กลีบเลี้ยงสีเขียว 3 กลีบ กลีบดอกสีขาว 3 กลีบ บางและร่วงง่ายเกสรตัวผู้มีสีเหลืองเป็นกระจุก ดอกบานเต็มที่กว้าง 2 เซนติเมตร
ผลแห้ง ทรงกลม ขนาดประมาณ
1 เซนติเมตร มีเมล็ดเดียว เมล็ดล่อน
คุณสมบัติอื่นๆ ปลูกประดับสวนน้ำ ริมขอบสระหรือในตู้ปลา ดอกสวยงามตลอดปี
















สาวน้อยประแป้ง

ชื่อสามัญ : Dumb cane, Tuftroot
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dieffenbachia spp.
ชื่อวงศ์ : ARACEAE
ชื่ออื่น : ว่านหมื่นปี ช้างเผือก ว่านพญาค่าง อ้ายใบก้านขาว บ้วนมีแช ว่านเจ้าน้อย มหาพรหม อ้ายใบ
ความสูงของต้นไม้ : 0.50 - 1.50 เมตร
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ดินร่วน ระบายน้ำดี ความชื้นปานกลาง แสงร่มรำไร
ลักษณะทั่วไป : ลำต้นตั้งตรงลำเดียว สีเขียว ขนาดทรงพุ่ม 0.50 – 1.00 เมตรใบสีเขียว อาจมีลายต่างๆ ลายเส้นใบ ลายจุดประขาว ดอกสีครีม ไม่มีกลิ่น ช่วงการมีดอกคือเมื่อต้นสมบูรณ์
การใช้งาน :
-
ใช้เป็นไม้กระถางประดับในอาคารในจุดที่ไม่มีคนเดินผ่านมาก เพราะใบฉีกขาดง่าย

-
ปลูกบังกำแพงในบริเวณที่ร่ม ปลูกนานๆต้นจะทอดยาวไม่สวยงามต้องตัดชำใหม่

-
ยางเป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงและคน ไม่เหมาะในสนามเด็กเล่น


















เสน่ห์จันทร์แดง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Homalomena rubescens Kunth.
วงศ์ : ARACEAE
ความสูง : 0.5 - 1 เมตร
ทรงพุ่ม : แตกกอกลม
ผิวสัมผัส : หยาบ
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นเกิดจากหัวใต้ดิน ลำต้นตั้งตรง ไม่แตกกิ่งก้านสาขา ลำต้นสูงประมาณ 4 นิ้วนอกนั้นจะเป็นก้านใบและตัวใบ ใบเดี่ยว แตกใบออกตรงส่วนยอดของลำต้น ซึ่งมีก้านใบเป็นสีแดงจะยาวกว่าแผ่นใบเสียด้วยซ้ำ ตรงโคนก้านใบจะเป็นกาบห่อหุ้มลำต้นอยู่ ลักษณะของใบเป็นรูปหัวใจปลายแหลม โคนใบเว้าลึก พื้นใบเป็นสีเขียวสด แต่เส้นใบเป็นสีแดง ขนาดของใบกว้างประมาณ 4-8 นิ้วยาว 6-12 นิ้ว ดอกออกเป็นช่อ ตรงกลางต้น ลักษณะของดอกจะเป็นแท่งกลมและยาว ช่อดอกยาวประมาณ 3-4 นิ้ว อวบ และจะมีกาบสีแดงห่อหุ้มดอกเอาไว้ ผลมีขนาดเล็ก และสด จับดูจะนุ่ม ๆ
ลักษณะพิเศษ : เป็นไม้ในที่ร่มหรือแดดรำไร ชอบดินที่มีความชื้นสูงแต่ไม่ชอบน้ำขัง ปลูกริมทะเลได้
คุณสมบัติพิเศษ : ทั้งต้น จะมีสารเป็นพิษชนิดหนึ่งอยู่ฉะนั้นจึงใช้เป็นยาพิษ ใช้รักษาเฉพาะโรคภายนอก
ใบ ใช้รักษาแผล และเป็นพิษเช่นกัน

หัว
(เหง้า) ใช้เป็นยาทาเฉพาะภายนอกเท่านั้น คือจะช่วยแก้โรคไขข้ออักเสบ















เสน่ห์จันทร์มหาโพธิ์
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Homalomena
วงศ์ : ARACEAE
ชื่ออื่นๆ : ว่านศรีมหาโพธิ์
ทรงพุ่ม : แตกกอกลม
ผิวสัมผัส : หยาบ
ลักษณะทั่วไป : เสน่ห์จันทร์มหาโพธิ์มี ลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน ก้านใบกลมเรียวสีเขียว บริเวณโคนแผ่ออกเป็นกาบโอบหุ้มลำต้นแบบสลับโดยรอบ ใบรูปหัวใจ ปลายใบแหลมเป็นติ่ง โคนใบกลมและหยักเว้า เส้นกลางใบและเส้นใบทางด้านบนเป็นร่องลึกสีเขียวอ่อนทางด้านล่างนูนเป็นสัน แผ่นใบหยักเป็นคลื่น ส่วนใหญ่จะอยู่ในลักษณะนอนขนานกับพื้นดิน ราก ลำต้น ก้านใบ หักดมจะมีกลิ่นหอม ยอดอ่อนแทงออกมาก่อนจะคลี่ใบ มีหน่ออ่อนตามข้างหัว ดอกคล้ายดอกจำปีตูม สีเขียวอ่อน
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ที่ร่มแต่ให้ถูกแดดรำไร
ลักษณะพิเศษ : เป็นไม้ทนร่ม ชอบความชื้น
คุณสมบัติพิเศษ : ใช้เป็นสิริมงคลในด้านการค้า และเมตตามหานิยม เชื่อกันว่าหากนำหัวว่านมาแกะเป็นรูปพระ แล้วใส่สงในขันสำริด เทน้ำมันจันทน์ลง เสกด้วยคาถา นำน้ำมันมาทาที่หน้าผาก ผู้คนที่พบปะจะนิยมรักใคร่สนิทสนม ต้อนรับขับสู้ เอ็นดูและเมตตา หากนำน้ำมันมาทาตัวจะเกิด นะจังงัง คงกระพันชาตรี แคล้วคลาดจากอุบัติภัย อันตราย หากนำน้ำมันมาใส่หัวใส่มือ จะสามารถทำกิจการงานใดๆ สำเร็จสมดังมุ่งหมาย












เสน่ห์จันทร์เขียว
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Homalomena spp.
วงศ์ : ARACEAE
ทรงพุ่ม : แตกกอกลม
ผิวสัมผัส : หยาบ
ลักษณะทั่วไป : เป็นว่านที่เกิดจากหัวที่อยู่ใต้ดิน ลำต้นโผล่ขึ้นมาเหนือดิน มีลักษณะเป็นกอกลม คล้ายต้นบวบมีสีน้ำตาลไหม้ ใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม โคนเว้า พื้นใบและก้านใบมีสีเขียว ช่วงใบถี่ ขอบใบเรียบไม่มีหยัก ใบออกตรงส่วนยอดของลำต้น ออกดอกเป็นกลุ่มระหว่างกาบของก้านใบ ลักษณะของดอกคล้ายกับดอกจำปีตูมมีสีเขียว มีกาบดอกห่อหุ้มเกสรอยู่ และมีลักษณะเป็นแท่ง

ว่านเสน่ห์จันทน์เขียวมี 2 ชนิด คือ ชนิดหนึ่งเกสรจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ และอีกชนิดหนึ่งเกสรไม่มีกลิ่นหอม
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่เจริญงอกงามได้ดีในดินปนทราย ชอบที่ร่มหรือที่ร่มรำไร ต้องการความชื้นสูงพอสมควร
ลักษณะพิเศษ : ไม้ทนร่ม
คุณสมบัติพิเศษ : เสน่ห์จันทน์เขียวเป็นว่านเสน่ห์เมตตามหานิยม ปลูกเลี้ยงไว้เพื่ออำนวยโชคลาภและทำให้ผู้เป็นเจ้าของมีเสน่ห์ การพบปะผู้คนก็จะมีแต่คนชอบคนรักในตัวผู้เป็นเจ้าของว่าน และเป็นว่านที่เหมาะที่จะปลูกไว้ตามร้านค้าและบ้านเรือนเพราะจะทำให้มีลูกค้าหรือแขกบ้านไปมาหาสู่อย่างมิตรอย่างสม่ำเสมอ






เสน่ห์จันทร์ขาว
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Homalomena lindenii. (Rodigas) Lindl.
วงศ์ : ARACEAE
ทรงพุ่ม : แตกกอกลม
ผิวสัมผัส : หยาบ
ลักษณะทั่วไป : เสน่ห์จันทน์ขาวเป็นว่านที่ลำต้นโผล่ขึ้นมาจากหัวที่อยู่ใต้ดิน ประกอบไปด้วยกาบใบที่ห่อหุ้มลำต้นอยู่ มีลักษณะคล้ายกับต้นบอน ลำต้นเป็นสีน้ำตาล ใบเป็นรูปใบโพธิ์ พื้นใบสีเขียวและมีสีขาวประอยู่ทั่วใบ ปลายใบแหลมเรียว โคนใบเว้าเข้าหาก้านใบ และถ้าใบสมบูรณ์ดี เส้นกลางใบก็จะเป็นสีขาว ใบอ่อนแตกตรงส่วนยอดของลำต้น โดยจะมีก้านใบกลมตรงชูขึ้นมาและก้านใบก็จะมีขาวด้วย ดอกสีขาวอมเขียวออกดอกเป็นกลุ่ม ลักษณะของดอกคล้ายกับดอกจำปีตูม มีกลีบเดียวกลางดอกมีเกสรเป็นรูปแท่ง มีก้านดอกยาวสีขาว
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ดินปนทรายหรือดินที่มีการระบายน้ำได้ดี แสงแดดรำไร ชอบน้ำมาก
ลักษณะพิเศษ : ไม้ทนร่ม
คุณสมบัติพิเศษ : เป็นว่านที่มีอำนาจในทางเสน่ห์ ปลูกขึ้นที่ไหนหรือบ้านใดสามารถเป็นเสน่ห์เรียกคนไปที่นั่นได้ ในสมัยโบราณเชื่อกันว่าเป็นว่านเชิงเสน่ห์ระหว่างชายและหญิง และถ้านำหัวว่านมาแกะเป็นรูปนางกวักก็จะเป็นเสน่ห์แก่ผู้ที่ทำอาชีพค้าขาย









เสน่ห์จันทร์ทอง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cyperus iria (Linn.)
ชื่ออื่น ๆ : กกหัวแดง หญ้ากกทราบ
วงศ์ : CYPERACEAE
ลักษณะทั่วไป : คล้ายต้นหญ้า หัวเหมือนหัวแห้วหมูแต่ยาวกว่า ใบยาวเรียวสีเขียวจัด โคนก้านใบมีกาบหุ้ม ลักษณะใบคล้ายใบหญ้าแพรกแต่มีขนาดยาวกว่ากันมาก มักจะขึ้นอยู่รวมกันเป็นกระจุกดอกมีเกสรเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมดั่งกลิ่นน้ำจันทน์ เมื่อเอามือไปขยี้ดอกกลิ่นจะติดมืออยู่นานมาก
คุณสมบัติพิเศษ
: เป็นว่านที่มีเสน่ห์ทางค้าขาย เรียกลูกค้าเข้าร้าน พ่อค้าแม่ขายคนใดได้ว่านนี้ปลูกไว้หน้าสถานที่ทำการค้า จักทำมาค้าคล่องเงินทองสมบูรณ์ ใครไม่เชื่อก็ลองดู จักรู้ผล




















เสน่ห์จันทร์หอม
ลักษณะ : ใบแบบติดพื้นและมักงอกออกมาซ้อนกันเป็นชั้นๆ ใบแข็งอวบน้ำบางต้นมีขอบใบสีแดงๆหุ้มอยู่บางๆ ตอนริมใบหัวมีขนาดใหญ่เท่าข้อนิ้วกลาง มีลายเป็นวงๆเอาเล็บหยิกที่หัวจะมีกลิ่นออกมาทันทีดอกมีสีขาว ดอกบานวันเดียวก็จะโรยทันที
คุณสมบัติพิเศษ : เป็นว่านยอดนิยมทางเมตตา ทางเสน่ห์ ใช้ได้สารพัดกันตั้งแต่หุงน้ำอาบน้ำว่าน ทานำมันฯลฯ ส่วนที่นิยมกันมากคือเอามาแช่น้ำมันจันทร์(เป็นหนึ่งในเก้าชนิด)ทำน้ำมันมหาเสน่ห์ไว้ใช้สอยการทั้งปวง ค้าขาย นารีรัก หากเอาหัวแห้งใส่ตู้เสื่อผ้าก็จะหอมมิรู้วาย




















บานไม่รู้โรยฝรั่ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Alternanthera dentata (Moench) Scheygr.
ชื่อวงศ์ AMARANTHACEAE
ชื่ออื่น ปิ๊ดปี่แดง
ความสูงของต้นไม้ 1-2 .
ผิวสัมผัส ละเอียด
รูปทรง กลม
ขนาดทรงพุ่ม 0.3-0.6 .
สภาพแวดล้อม ชอบดินแทบทุกชนิดยกเว้นดินเหนียว ความชื้นปานกลางถึงต่ำ ชอบแสงแดดเต็มวัน เจริญเติบโตเร็ว
ลักษณะของต้นไม้ ไม้พุ่ม ลำต้น สีแดงเข้ม - ม่วงใบ เป็นใบเดี่ยว สีแดงเข้ม ขอบใบเรียบ ออกดอกเป็นช่อ สีขาว ไม่มีกลิ่น มีดอกหมุนเวียนตลอดปี
คุณสมบัติพิเศษ สามารถนำไปใช้ทำดอกไม้แห้งได้












อัญชัน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clitoria ternatea L.
วงศ์ : Fabaceae
ชื่อสามัญ : Asian pigeonwings
ชื่อพื้นเมือง : แดงชัน (เชียงใหม่), เอื้องชัน (เหนือ)
การกระจายพันธุ์ : ถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียเขตร้อน ก่อนจะถูกนำไปแพร่พันธุ์ในแอฟริกา ออสเตรเลีย และอเมริกา
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน อายุสั้น ใช้ยอดเลื้อยพัน ลำต้นมีขนปกคลุม ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว เรียงตรงข้ามยาว 6-12 เซนติเมตร มีใบย่อยรูปไข่ 5-7ใบ กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 3-5 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ผิวใบด้านล่างมีขนหนาปกคลุม ดอกสีขาว ฟ้า และม่วง ดอกออกเดี่ยว ๆ รูปทรงคล้ายฝาหอยเชลล์ออก เป็นคู่ตามซอกใบ กลีบดอก 5 กลีบ ดอกบานเต็มที่ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตรกลีบคลุมรูปกลม ปลายเว้าเป็นแอ่ง ตรงกลางมีสีเหลือง มีทั้งดอกซ้อนและดอกลา ดอกชั้นเดียวกลีบขั้นนอกมีขนาดใหญ่กลางกลีบสีเหลือง ส่วนกลีบชั้นในขนาดเล็กแต่ดอกซ้อนกลีบดอกมีขนาดเท่ากัน ซ้อนเวียนเป็นเกลียว ออกดอกเกือบตลอดปี ผลแห้งแตก เป็นฝักแบน กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 5-8 เซนติเมตร เมล็ดรูปไต สีดำ มี 5-10 เมล็ด

คุณสมบัติอื่นๆ : -ดอก สกัดสีมาทำสีผสมอาหาร ช่วยปลูกผมทำให้ผมดำขึ้น
-
เมล็ด เป็นยาระบาย

-
ราก บำรุงตาแก้ตาฟาง ถูฟันแก้ปวดฟัน ตาแฉะ และปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ นำรากมาถูกับน้ำฝนใช้หยอดหูและหยอดตา












อบเชยไทย
ชื่ออื่น ----อบเชย อบเชยต้น มหาปราบ เซียด ฝักดาบ (พิษณุโลก) พญาปราบ (นครราชสีมา) ฮักแกง

โกเล่ (กะเหรี่ยง-กำแพงแสน) เนอม้า (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) สุรามริด (ภาคใต้, พิษณุโลก, นครราชสีมา) โมง โมงหอม
(
ชลบุรี
) เคียด กะทังหัน
ชื่อสามัญ-- Cinnamon
ชื่อวิทยาศาสตร์ ---Cinnamomum verum (Cinnamomum iners Reinw. ex Blume)
ชื่อวงศ์ ---Lauraceae
ความสูง 4 - 10 เมตร

ทรงพุ่ม พุ่มกลม

ผิวสัมผัส ละเอียด

ลักษณะทั่วไป-- เป็นไม้ยืนต้น ส่วนเปลือกและใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามกัน เส้นใบหยัก 3 เส้น ดอกจะออกที่บริเวณซอกใบ หรือปลายกิ่ง โดยออกดอกย่อยสีเหลืองอ่อนรวมกันเป็นช่อ
อบเชยที่พบในประเทศไทย--- อบเชยไทยเน้นสำรวจในบริเวณพื้นที่อนุรักษ์ เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ ทั้งนี้เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานมีเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ในป่า จากการสำรวจพบอบเชยไทยเฉพาะภาคกลางตอนบน ภาคเหนือ และภาคอีสาน สำหรับภาคใต้ได้สำรวจเพื่อเก็บตัวอย่างที่อุทยานแห่งชาติเขาสก จ.สุราษฎร์ธานี และที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาบรรทัด จ.ตรัง ไม่พบและไม่มีผู้รู้จักอบเชยชนิดนี้ เนื่องจากถูกชาวบ้านตัดโค่นลงหมด จึงทำให้หาแหล่งเมล็ดและต้นกล้ายาก
ประโยชน์ทางสมุนไพร--อบเชยทำให้ท้องเป็นปกติดี แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ขับลม ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้ท้องร่วง ขับปัสสาวะ ย่อยไขมัน (อาจเป็นเพราะไปช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำย่อยที่ใช้ในการย่อยไขมัน) ทำให้สดชื่น แก้อ่อนเพลีย มีสารต้านแบคทีเรีย และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ (ผลงานวิจัยจากสหรัฐอเมริกา)
อบเชยที่ใช้ปรุงอาหารจะใช้ชนิดหลอด
(ม้วนเปลือกให้เป็นหลอด) ใช้ปรุงอาหารเช่นทำพะโล้ ใช้ทำยาไทยหลายตำรับ ตำราไทยระบุว่าอบเชยมีกลิ่นหอม มีรสสุขุม มีสรรพคุณใช้บำรุงจิตใจ แก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง ขับลม บำรุงธาตุ แก้บิด แก้ไข้ สันนิบาต ใช้ปรุงยานัตถุ์แก้ปวดหัว นอกจากการใช้เปลือกตำราไทยยังระบุว่ารากและใบมีกลิ่นหอมรสสุขุม ใช้ต้มดื่มขับลมบำรุงธาตุ แก้ท้องอืดเฟ้อ
สรรพคุณที่กล่าวถึงนี้ คือส่วนที่ละลายน้ำได้และไม่ใช่น้ำมันที่กลั่นได้
(cinnamon oil) ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมแต่งกลิ่น เหล้า ขนมหวาน สบู่ และยาเป็นต้น อบเชยชนิดหลอดชาวตะวันตกนิยมใช้คนกาแฟ ชา หรือโกโก้ ซึ่งสาร MHCP ก็จะละลายออกมาอยู่ในเครื่องดื่มเหล่านี้ และให้ผลในการควบคุมระดับน้ำตาลเช่นกัน
ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ--ในด้านการใช้น้ำมันจากใบ การคัดเลือกพันธุ์ที่ใบมีน้ำมันมากและทำการขยายพันธุ์แบบไม่มีเพศ น่าจะช่วยเพิ่มผลผลิตน้ำมันในการปลูกอบเชยไทยเพื่อผลิตน้ำมันจากใบได้อีกทางหนึ่ง
เพิ่มเติม-----อบเชยเป็นต้นไม้ขนาดกลางจัดอยู่ในวงศ์ Lauraceae มีชนิดใหญ่ๆ 5 ชนิดคือ
-
อบเชยศรีลังกา
(Cinnamomum zeylanicum) คนไทยเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "อบเชยเทศ" มีราคาแพงที่สุด
-
อบเชยอินโดนีเซีย หรืออบเชยชวา
(Cinnamomum burmanii Blume) ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน
-
อบเชยญวน
(Cinnamomum loureirii Nees) มีรสหวานแต่ไม่ค่อยหอม ปลูกได้ดีมากในประเทศไทย และประเทศไทยเราส่งออกอบเชยชนิดนี้
-
อบเชยจีน
(Cinnamomum cassia Nees ex. Blume) มีเปลือกหนาและเนื้อหยาบเป็นชนิดที่ ดร.แอนเดอร์สันใช้ศึกษาวิจัย
-
อบเชยไทย
(Cinnamomum bejolghota) หรืออบเชยต้น (C. iners Rein w. ex. Blume) พบในป่าเขาที่ยังอุดมสมบูรณ์ในประเทศ แต่ยังไม่ใช้นำมาปลูกเพื่อผลิตเปลือกอบเชย อบเชยไทยมีมากกว่า 16 สายพันธุ์ และยังไม่เคยมีการศึกษาวิจัยด้านสรรพคุณ เปลือกอบเชยไทยจะหนากว่าอบเชยชนิดอื่น



















ถั่วแปบช้าง
ชื่อสามัญ Silky Afgekia
ชื่อวิทยาศาตร์ Afgekia sericea Craib
วงศ์ LEGUMINOSAE
ชื่ออื่นๆ กันภัย (สระบุรี)
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดกลาง ทุกส่วนมีขนสีขาวนุ่มปกคลุม ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ออกสลับ ใบย่อยมีประมาณ
13-17 ใบ รูปขอบขนานหรือขอบขนาดแกมรูปไข่แผ่นใบยาว 3.5-5 เซนติเมตร กว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนมน ด้านล่างมีขนสีขาวเป็นหนาแน่น ดอกสีชมพูออกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่ง ก้านช่อดอกเป็นรยางค์อ่อนช้อย ยาว 30 – 80 เซนติเมตร มีใบประดับรูปดอกขนานปลายแหลม ดอกเป็นรูปดอกถั่ว (กลีบดอกแยกกันอย่างชัด และไม่สมมาตร) ยาว 3 เซนติเมตร โคนกลีบรองดอกเชื่อมกันเป็นรูปกรวย กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบตั้งด้านในสีชมพูแกมเหลืองอ่อน ส่วนโคนกลีบมีแถบสีเหลือง ร่วงง่ายกลีบเลี้ยงโคนเชื่อมกันเป็นรูปถ้วย และมีลักษณะคล้ายต่อมยื่นขนาดเล็กอยู่ 1 คู่ เกสรตัวผู้มี 10 อัน ก้านเกสรเชื่อมติดกัน ออกดอกช่วงเดือนมิถุนายน – ตุลาคม ผลเป็นฝักสีเขียว มีขนสีขาวปกคลุม เมื่อผลแก่แตกได้ มี 2-3 เมล็ด
นิเวศวิทยา มีถิ่นกำเนิดในประเทศไย พบได้ทุกภาค แต่จะไม่พบบนภูเขาสูงที่มีอากาศหนาวเย็นจัด โดยนิเวศวิทยาที่พบ คือ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง
ข้อมูลเพิ่มเติม ถั่วแปบช้างมีลักษณะช่อดอกคล้ายกับพืชชนิดหนึ่งในวงศ์เดียวกัน คือ กันภัยมหิดล ซึ่งเป็นไม้เฉพาะถิ่นของไทย แต่แตกต่างกันตรงที่ถั่วแปบช้างมีใบประดับสีชมพูเรียงกันแน่น ออกดอกช่วงเดือนมิถุนายน – ตุลาคม ส่วน กันภัยมหิดลมีใบประดับสีม่วง ออกดอกเดือนสิงหาคม- พฤศจิกายน
ประโยชน์ เมล็ดใช้กินบำรุงไขมันและเส้นเอ็น เหมาะสำหรับคนผอม ยาพื้นบ้านใช้ รากนำมาผสมกับเปลือกต้นมะกอกเหลี่ยม เปลือกต้นยางนาและเปลือกต้นหนามหัน ต้มดื่มรักษาอีสุกอีใส และซาง


















เม่าหลวง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Antidesma acidum Retz.
ชื่อวงศ์ : EUPHORBIACEAE
ชื่ออื่นๆ : หมักเม่า เม่า เม่าตาควาย
ความสูงต้นไม้ : สูงถึง 10 เมตร
ผิวสัมผัส : หยาบ
ทรงพุ่ม : กลม
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : พบขึ้นตามป่าทุกภาคของประเทศไทย ส่วนใหญ่ขึ้นตามหัวไร่ปลายนา
ลักษณะทั่วไป : ใบเดี่ยว รูปไข่กลับหรือรูปรีแกมขอบขนาน แผ่นใบมีขนประปรายที่เส้นใบ ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม โคนใบแหลมหรือมน หรือรูปลิ่ม ก้านใบยาว ๒-๗ มิลลิเมตร มีขนปกคลุม ดอกออกเป็นแยกเพศที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง เกลี้ยงหรือมีขนเล็กน้อย ผลรูปรี มีรสเปรี้ยว
คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ : ผลมีลักษณะฉ่ำน้ำ ขนาดเล็ก (small drupe) เมื่อเริ่มสุก ผลจะมีสีแดงและเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มถึงสีดำเมื่อสุกเต็มที่ ผลสุกมีศักยภาพสูงในการผลิตไวน์ หรือน้ำผลไม้ชนิด squash มีสี กลิ่น และรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว






















มะเกลือ
ชื่อพื้นเมือง : เกลือ ผีเผา มักเกลือ มะเกื่อ มะเกี๋ย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diospyros mollis Griff.
ชื่อสามัญ : Ebony
ชื่อวงศ์ : EBENACEAE
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ป่าเต็งรัง และป่าคืนสภาพ
ฤดูกาลใช้ประโยชน์ ผลอ่อน (ฤดูฝน) ผลแก่ (ฤดูหนาว)
ความสูง 8-15 เมตร อาจสูงได้ถึง30เมตร

ทรงพุ่ม พุ่มกลม

ผิวสัมผัส ละเอียด

ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นตรง กิ่งอ่อนมีขนนุ่มทั่วไป แตกกิ่งก้านทุกส่วนของลำต้น
เปลือกนอกเป็นสีดำ ไม่เรียบ แตกเป็นสะเก็ด เปลือกในสีเหลืองอ่อน ใบเดี่ยว ใบติดเรียงสลับกัน ทรงใบรูปไข่ยาวหรือรูปหอก แกมรูปขอบขนานขนาดกว้าง
1.5-4ซม. ยาว 4-8ซม. สีเขียวเข้ม โคนใบมนหรือกลม ส่วนปลายใยสอบเรียว
ขอบใบเรียบ เนื้อใบบาง ใบอ่อนมีขนนุ่มทั้งสองด้าน ใบแก่เกลี้ยง เส้นแขนงใบมี
10-15คู่
เส้นใบย่อยแบบเส้นร่างแห พอมองเห็นชัดทั้งสองด้าน ก้านใบยาว
5-10มม. เมื่อใบแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
มะเกลือมีดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้เป็นชนิดดอกช่อ แบบ
panicle อกตามซอกใบ ขนาดเล็กสีขาว หรือเหลืองอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อสั้นๆ ตามง่ามใบ ช่อหนึ่งๆมีประมาณ 3-5ดอก กลีบรองดอกยาว 1-2มม. โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปหยดน้ำ ปลายแยกเป็น 4 แฉก ด้านนอกมีขนนุ่ม ส่วนด้านในเกลี้ยง กลีบดอกยาว 6-8 มม.

เกสรตัวผู้มีจำนวน 14-24 อัน รังไข่เทียมกลมเกลี้ยงหรือมีขนประปราย
ดอกเพศเมีย เป็นชนิดดอกเดี่ยว กลีบดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อน กลีบฐานดอกละกลีบดอกเหมือนดอกเพศผู้ แต่มีขนาดใหญ่กว่า รังไข่ป้อมมีขนนุ่มๆคลุม ภายในแบ่งเป็น
8 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อนหนึ่งหน่วย หลอดท่อรังไข่มี4หลอด มีขนนุ่มตลอด เกสรเทียมมี 8-10อัน ก้านดอกยาว 1-3 มม. มีขนนุ่มปกคลุม
ผลเดี่ยว ชนิดผลสดแบบ
berry มีหลายเมล็ด รูปกลมเกลี้ยง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. มีกลีบรองดอก 4 กลีบ ติดอยู่ที่ขั้วผล ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีดำ เมื่อแห้งเปลือกเปราะ เมล็ดสีน้ำตาลดำ เมื่อเนื้อฉ่ำน้ำหุ้ม รสหวานเย็น
ลักษณะของเนื้อไม้ : แก่นดำปลอด เสี้ยนสน เนื้อบดละเอียด แข็งมาก ทนทาน ตบแต่งได้เรียนร้อย เป็นมันดีมาก
การออกดอก ติดผล : ออกดอกระหว่างเดือนมกราคม - กันยายน เป็นผลระหว่าง พฤษภาคม-ธันวาคม
ลักษณะพิเศษ : โตช้า มีเนื้อไม้แข็ง

การใช้ประโยชน์ : เนื้อไม้ ใช้ทำเครื่องเอน เครื่องใช้อย่างดี กรอบกระจก ประดับมุก ที่รองภาชนะต่างๆ เครื่องดนคตรี ลูกคิด ด้ามทำเครื่องเมือ ทำเป็นไม้ฟืน ให้ค่าความร้อนสูง ผลสุกนำไปย้อมผ้าเป็นสีดำได้
สรรพคุณทางยา : เปลือกต้น รสฝาดเมาเป็นยากันบูด แก้กระษัย ขับพยาธิ แก้พิษตานซาง ปิ้งไฟให้เหลืองจัดใส่รวมกับน้ำตาลวดจะเปิดแอลกอฮอล์ภายใน 24 ชั่วโมง เรียกว่าน้ำตาลเมา
เมล็ด รสเมามัน ขับพยาธิในท้อง

ราก รสเมาเบื่อ ฝนกับน้ำซาวข้าวกินแก้อาเจียน แก้เป็นลมหน้ามืด แก้ริดสีดวงทวาร แก้กระษัย แก้พิษตานซาง ขับพยาธิ

ผล รสขื่นเฝื่อนเบื่อฝาด ขับพยาธิในลำไส้ ถ่ายตานซาง ผลสดใหม่เอามาตำคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำกะทิสดดื่มทันที
(ห้ามเก็บไว้จะเกิดพิษ) ขับพยาธิ

























ลิ้นมังกร
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sancivieria.
ชื่อวงศ์ : Ruscaceae
ชื่อสามัญ : Mather - in - law’s Tongue
ชื่ออื่นๆ : ว่านหางเสือ, ว่านงาช้าง (หอกสุระกาฬ), ครีบปลาวาฬ, ลิ้นนาคราช

วงศ์ : AGAVACEAE

ความสูง : แตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์ บางชนิดสูงถึง 40 นิ้ว
ผิวสัมผัส : หยาบ
ทรงพุ่ม : แตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์ กลม ยาว กระบอก
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกสภาพ จึงง่ายต่อการขยายพันธุ์ นิยมนำมาปักหรือปลูกในแจกัน เพราะอยู่ในที่ร่มในบ้านได้ดี อาจปลูกในแจกันโดยไม่ต้องใช้ดินก็ได้ ไม่มีโรคพืชหรือแมลงรบกวน ปลูกง่ายและทนทาน
ลักษณะทั่วไป: ลิ้นมังกรเป็นพรรณไม้ ที่มีลำต้นเป็นหัว หรือเหง้าอยู่ในดิน ลักษณะลำต้นเป็นข้อ ๆ ใบเกิดจากหัวที่โผล่ออกมาพ้นดินเป็นกอ แข็งและหนา มีความแหลม สีมีลักษณะสีเขียวแก่กับอ่อน ก้านดอกประกอบด้วยกลุ่มดอกเป็นชั้น ๆ ลักษณะดอกมีขนาดเล็ก ออกเรียงกันเป็นแนวตามชั้นของก้านดอกดอกมีสีขาวมีกลีบประมาณ 5 กลีบ ขนาดดอกบานเต็มที่ 2 เซนติเมตร ลักษณะขนาดใบ และสีสัน จะแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์
คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ : แก้ไอแห้ง ๆ เจ็บคอ หอบหืด บำรุงปอด ไอเป็นเลือดเสียงแหบแห้ง และรักษาโรคที่ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน

ลิ้นมังกรมีประมาณ
70 ชนิด แต่ลิ้นมังกรขอบใบเหลือง Sansevieria Trifasciata เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีสีสดใสและมีขอบใบเหลือง ทำให้ดูสวยงามกว่าพันธุ์อื่น








ซองออฟจาไมก้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena reflexa (Decne.) Lam.
ชื่อวงศ์ : AGAVACEAE
ชื่อสามัญ : Song of Jamaica
ความสูง : สูงได้ถึง 3 เมตร
ผิวสัมผัส : ค่อนข้างหยาบ
ลักษณะทั่วไป : ไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นกลม ทรงพุ่มทึบบริเวณยอดกว้างประมาณ 2 เมตร แตกกิ่งตามข้อ แตกหน่อจากโคนต้น กิ่งอ่อนโน้มลงเล็กน้อย เปลือกสีน้ำตาล ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ๆ ที่ปลายกิ่ง ใบรูปใบหอกกว้าง 1.5-2 เซนติเมตร ยาว 5-8 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียว กลางใบมีแถบสีเขียวอ่อนตามแนวยาวของใบ ดอกสีขาวนวล ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร ไม่พบว่ามีดอกในประเทศไทย ผลสด ค่อนข้างกลมสีแดงอมส้ม มีหลายเมล็ด
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ดินร่วน ระบายน้ำได้ดี ความชื้นปานกลาง-ต่ำ แสงแดดเต็มวัน-ครึ่งวัน

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ : ทรงพุ่มสวย นิยมปลูกประดับเป็นไม้ประธานสวนหย่อม ริมทะเล















ซองออฟอินเดีย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena reflexa (Decne.) Lam.
ชื่อวงศ์ : AGAVACEAE
ชื่อสามัญ : Song of India
ความสูง : 1 - 5 เมตร
ผิวสัมผัส : ค่อนข้างหยาบ
ลักษณะทั่วไป : ไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นกลม ทรงพุ่มทึบบริเวณยอด แตกกิ่งตามข้อ แตกหน่อ จากโคนต้น กิ่งอ่อนโน้มลงเล็กน้อย เปลือกสีน้ำตาลอมเทา ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ๆ ที่ปลายกิ่ง ใบรูปใบหอกกว้าง 1.5-2 เซนติเมตร ยาว 5-8 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียว ขอบใบเป็นสีเหลือง
ดอกสีขาวนวล ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาว ประมาณ
0.5 เซนติเมตร ไม่พบว่ามีดอกในประเทศไทย ผลสด ค่อนข้างกลม เมื่อสุกสีแดงอมส้ม มีหลายเมล็ด
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ดินปนทราย ระบายน้ำดี ความชื้นปานกลาง แสงแดดเต็มวัน
การใช้งานด้านภูมิทัศน์ : ทรงพุ่มสวย นิยมปลูกประดับเป็นไม้ประธานสวนหย่อม ริมสระ ว่ายน้ำ ริมทะเล มุมอาคาร ในอาคาร ตัดแต่งพุ่มได้














มะกล่ำต้น
ชื่อสามัญ Red Sandalwood Tree, Coralwood Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ Adenanthera pavonina Linn.
วงศ์ LEGUMINOSAE
ชื่ออื่น มะกล่ำต้น มะกล่ำตาช้าง (ทั่วไป), มะแค้ก หมากแค้ก (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), มะแดง มะหัวแดง มะโหดแดง (ภาคเหนือ), บนซี (สตูล), ไพเงินกล่ำ (นครศรีธรรมราช), ไพ (มลายู-ภาคใต้), มะกล่ำตาไก่ (ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางสูงประมาณ 5–20 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ยอดอ่อนมีขนนิ่มสีน้ำตาลปนเทา ใบเป็นใบประกอบ ออกดอกเป็นช่อกลมยาว สีเหลือง มีก้านดอกสั้น กลิ่นหอมเย็น ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ผลเป็นฝักแบน บิดงอคล้ายฝักมะขามเทศ เมล็ดสีแดงแบนกลม
สภาพที่เหมาะสม ดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี แสงแดดจัด ป่าเบญจพรรณและป่าดิบทั่วไป
ต้นไม้ประจำจังหวัด สิงห์บุรี










สร้อยกัทลี
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Heliconia rostrata
ชื่อสามัญ : Hanging lobster-claws
ชื่อวงศ์ : Heliconiaceae
ชื่ออื่นๆ : ปากนกแก้ว รอสตราต้า
ความสูงของต้นไม้ : 1.5-2 เมตร
ผิวสัมผัส : หยาบ
ทรงพุ่ม : เป็นกอ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับต้นไม้ชนิดนั้นๆ : สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งในที่ร่มรำไรถึงกลางแจ้ง และเจริญเติบโตได้ดีในที่ลุ่มและชื้นแฉะ
ลักษณะพิเศษของต้นไม้ : ลำต้นไม่มีเนื้อไม้ และมีลำต้นใต้ดินแบบเหง้า (rhizome) โดยหน่อใหม่จะแตกตาบนส่วนของเหง้าเดิมขนานกับผิวดิน ส่วนของลำต้นเหนือดินเรียกว่า “ต้นเทียม” (pseudostem) ประกอบด้วยส่วนของลำต้น (stem) และใบเมื่อเจริญเต็มที่ มักมีช่อดอก (infloescemce) แทงออกที่ส่วนกลางของต้นเทียม ใบจะเรียงสลับตรงกันข้ามในระนาบเดียวกัน คล้ายกล้วยพัด คือมีก้านใบยาว และอยู่ในแนวตั้งแตกต่างจากHeliconiaชนิดอื่นๆ เช่นใบที่คล้ายขิง คือ มีก้านใบสั้น และใบอยู่ในแนวนอน และใบที่คล้ายพุทธรักษา คือมีก้านใบสั้น หรือยาวไม่มากนัก และใบทุกมุมป้านกับลำต้น
ดอกออกเป็นช่อ สะดุดตา และมีสีสันสวยงาม ช่อดอกมักแทงออกกลางลำต้นเทียมและห้อยลง กลีบประดับสีแดง ตอนปลายสีเหลืองคล้ายปากนกแก้ว ถ้าช่อดอกยาวมากอาจบิดเวียนเป็นเกลียว ผลมีลักษณะคล้ายผลท้อ มีเปลือกแข็งหุ้ม เนื้อนุ่ม มีเมล็ด
1-3 เมล็ด ผลมีหลายสี
คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ
มีดอกที่มีสีสันสวยงาม ใช้ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม และเป็นสิริมงคล




ปริกน้ำค้าง




ปริก
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asparagus sprengeri Regel.
ชื่อวงศ์ : ASPARAGACEAE
ความสูงต้นไม้ : ประมาณ 0.5 - 1 เมตร
ผิวสัมผัส : ละเอียด
ทรงพุ่ม : แตกกอกลม
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ชอบแดดอ่อนๆ ความชื้นสูง ทนร่ม ปลูกได้ทั้งดินร่วนเหนียวไปจนถึงดินร่วนปนทราย
ลักษณะทั่วไป : ใบเรียวคล้าย เข็มขนาดใหญ่ แต่แบนและแข็ง ดอกออกตามลำต้นเล็ก ๆ สีขาวๆ เกสรเหลืองแสดๆ กลิ่นหอมฉุนแรง ผลกลมเล็กๆ เมื่อสุกสีแดง ลำต้นเล็กและบาง มีหนามบ้าง
คุณสมบัติ : เป็นไม้คลุมดิน ไม้ประดับ สามารถย้ายกอไปปลูกใหม่ได้ ปลูกประดับสวนหย่อมที่มีการระบายน้ำดี แต่นิยมปลูกในกระถางมากกว่า ไม่ควรปลูกใกล้สนามเด็กเล่นเพราะมีหนามแหลม



ชาฮกเกี้ยน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Carmona retusa (Vahl) Masam
ชื่อวงศ์ : BORAGINACEAE
ชื่อพื้นเมือง : ชาดัดใบมัน ข่อยจีน ชาญวน ชา ชาญี่ปุ่น
ความสูงของต้นไม้ : สูงได้ถึง 1 เมตร ถึง 1.50 เมตร
ผิวสัมผัส: ใบเล็ก และละเอียด
ทรงพุ่ม : ทรงพุ่มหนาทึบ ฟูๆ กิ่งก้านชี้ๆออกมา
ลักษณ์ทั่วไป : ไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นแตกกิ่งก้านจำนวนมาก ดอกสีขาว ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกตามซอกใบ มีดอกย่อย 2-5 ดอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปแถบ สีเขียวอ่อน ด้านนอกมีขนยาวประปราย โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเล็กน้อยเป็นรูปกรวย ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกบานเต็มที่กว้าง 0.8 มิลลิเมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ มักออกเป็นกระจุกสั้นๆ ตามกิ่ง รูปไข่กลับแคบ กว้าง 0.5-2 เซนติเมตร ยาว1-4 เซนติเมตร ปลายแยกเป็นพูแหลมมักเป็นติ่งหนามอ่อน โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบหยักผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม เป็นมันค่อนข้างหนาด้านหลังใบสีเขียวอ่อน ผลสด รูปกลมขนาด 6 มิลลิเมตร สีส้มแดง

มี 4 เมล็ด
สภาพแวดล้อมที่เหมาะ: สามารถปลูกในที่น้ำน้อยมากได้ ทนแล้ง ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่แย่ๆตามท้องถนนได้ ทนที่สูงได้ ต้องได้รับแสงจัดๆ ทรงพุ่มจึงจะทึบ
ลักษณะพิเศษ : 1.มีความหนาแน่นของใบ แน่นทึบ
2.
ตัดแต่งเป็นรูปทรงตามที่ต้องการได้สบาย

3.
ทรงพุ่มหนาทึบ รับแรงได้มากโดยรูปร่างไม่เสีย

คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ : นิยมใช้เป็นไม้พุ่มตกแต่งสองข้างทางถนน เพราะทนต่อสภาพอากาศแย่ๆได้ และตัดแต่งเป็นรูปทรงต่างเพื่อความสวยงาม












พะยูง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dalbergia cochinchinensis Pierre
ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
ชื่อสามัญ : Siamese Rosewood
ชื่อพื้นเมือง : กระยง กระยูง (เขมร-สุรินทร์), ขะยูง (อุบลราชธานี), แดงจีน (ปราจีนบุรี), ประดู่ตม (จันทบุรี), ประดู่ลาย (ชลบุรี), ประดู่เสน (ตราด),

พะยูง (ทั่วไป), พะยูงไหม (สระบุรี)
ความสูง : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 15–20 เมตร
ผิวสัมผัส : ละเอียด
ทรงพุ่ม : ทรงพุ่มทรงกลมหรือรูปไข่
ลักษณ์ทั่วไป : ลักษณะเนื้อไม้ เนื้อละเอียด เสี้ยนสนเป็นริ้วแคบ ๆ เหนียว แข็งทนทาน หนักมาก สีน้ำตาลอ่อนแกนสีแดงอมม่วง หรือสีม่วงกึ่งสีเลือดหมูแก่ เป็นมันเลื่อม และมีริ้วสีดำหรือสีน้ำตาลอ่อนผ่าน เปลือกสีเทาเรียบ ใบเป็นใบประกอบ ออกเป็นช่อแบบขนนก ช่อติดเรียงสลับ ยาว 10-15 ซม. แต่ละช่อมีใบย่อยรูปรี ๆ แกมรูปไข่ ติดเรียงสลับ 7-9 ใบ ปลายสุดของช่อเป็นใบเดี่ยว ๆ ใบมีลักษณะเหนียวคล้ายแผ่นหนังบาง ๆ มีลักษณะรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ใบกว้าง 3-4 ซม. ยาว 4-7 ซม. โคนใบมน แล้วค่อย ๆ เรียวสอบแหลมไปทางปลายใบ ปลายใบแหลมยื่นเล็กน้อย หลังใบมันสีเขียวเข้มกว่าด้านท้องใบ ใบเกลี้ยงไม่มีขนทั้งสองด้าน เส้นแขนงใบ มี 6-8 คู่ ขอบใบเรียบ ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ทรงรูปดอกถั่ว ออกรวมกันเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือง่ามใบใกล้ยอด กลีบฐานดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยตื้น ๆ ขอบหยักเป็น 5 แฉก กลีบคลุมมีลักษณะคล้ายโล่ กลีบปีกสองกลีบรูปขอบขนาน ส่วนกลีบกระโดงจะเชื่อมติดกัน มีลักษณะคล้ายรูปเรือหรือพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว เกสรผู้มี 10 อัน อันบนจะเป็นอิสระ นอกนั้นจะติดกันเป็นกลุ่ม รังไข่รูปรี ๆ ภายในมีช่องเดียว แต่มีไข่อ่อนหลายหน่วย หลอดท่อรังไข่มีหลอดเดียว จะยาวยื่นพ้นกลุ่มเกสรผู้ขึ้นมา ออกดอก ประมาณเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ผลเป็นฝัก ผิวเกลี้ยง แบน และบอบบาง รูปขอบขนาน กว้าง 1.2 ซม. ยาว 4-6 ซม. ตรงบริเวณที่หุ้มเมล็ดมองเห็นเส้นแขนงไม่ชัดเจน ฝักจะแก่ประมาณ 2 เดือน หลังจากออกดอกซึ่งอยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน ฝักเมื่อแก่จะไม่แตกออกเหมือนฝักไม้แดงหรือฝักมะค่าโม่ง ฝักจะร่วงหล่นโดยที่เมล็ดอยู่ในฝัก เมล็ดรูปไต สีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลเข้ม ผิวค่อนข้างมัน กว้าง 4 ซม. ยาว 7 มม. เมล็ดจะเรียงตามยาวของฝัก ใน 1 ฝักจะมีเมล็ดจำนวน 1-4 เมล็ด.

สภาพแวดล้อมที่เหมาะในการปลูก : สามารถปลูกในที่น้ำน้อยได้ ทนกับสภาพอากาศแล้ง เช่นป่าดิบแล้ง หรือป่าเบญจพรรณ
ลักษณะพิเศษของต้นไม้ : ลำต้นจะคดไปมา ไม่ตั้งตรง มีเอกลักษณ์
คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ :
1.
พะยูงมีเนื้อไม้ที่มีสีสันที่สวยงาม จึงมีการนำมาใช้ในการทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ แกะสลัก สิ่งประดิษฐ์ ไม้ถือและด้ามเครื่องมือ ใช้ทำส่วนต่าง ๆ ของเกวียน กระบะรถยนต์ กระสวยทอผ้า ด้ามหอก คันธนู หน้าไม้ ใช้ทำเครื่องดนตรี เช่น ซอด้วง ซออู้ ขลุ่ย โทน รำมะนา ลูกระนาด

2.
ใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงครั่ง ไม้พะยูง ให้ครั่งได้มาตรฐานจัดอยู่ในเกรด
A
3.
ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร ราก ใช้รับประทานแก้พิษไข้เซื่องซึม เปลือก ต้มเอาน้ำแก้ปากเปื่อย ปากแตกระแหง ยางสด ใช้ทาแก้เท้าเปื่อย























กาสะลองคำ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Radermachera ignea (Kurz)Steenis
ชื่อวงศ์ : BIGNONIACEAE
ชื่อสามัญ : Tree Jasmine
ชื่อพื้นเมือง : กากี (สุราษฎร์ธานี) แคะเป๊าะ สำเภาหรือ หลามต้น (ลำปาง) จางจืด (เชียงใหม่) สะเภา อ้อยช้าง (ภาคเหนือ) ปีบทอง (ภาคกลาง)
ความสูงของต้นไม้ : สูง 6 - 20 เมตร
ผิวสัมผัส : ละเอียด
ทรงพุ่ม : เรือนยอดรูปไข่แคบโปร่ง
ลักษณะทั่วไป : ลำต้นเปลาตรง ดอก สีเหลืองอมส้ม หรือสีส้ม ออกเป็นกระจุกตามกิ่งและลำต้น กระจุกละ 5 - 10 ดอก บานไม่พร้อมกัน กลีบเลี้ยงรูปถ้วยสีม่วงแดง กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ยาว 4 - 7 ซม. ปลายเป็นแฉกสั้น ๆ 5 แฉก

ผลเป็นฝัก ยาว 26 - 40 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ซีก ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกตรงข้ามกัน ใบย่อย

2 – 5 คู่ แผ่นใบรูปรีแกมรูปใบหอกถึง รูปไข่แกมรูปใบหอก หรือขอบขนานแกมรูปใบหอก กว้าง 2 - 5 ซม. ยาว 5 - 12 ซม.

ปลายแหลมเป็นติ่ง โคนสอบแหลม ขอบใบเรียบ ผล เป็นฝักติดห้อยลงจากกิ่งที่ออกดอก ยาว 32 - 45 ซม. กว้าง 4 - 6 มม.

เมื่อผลอ่อน สีเขียวพอแก่ สีน้ำตาลเทา ค่อนข้างบาง เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ซีก ภายในผลมีแกนทรงกระบอกยาวเรียว

มีเมล็ดอยู่จำนวนมาก เมล็ดแบน เมล็ดกว้าง 2 มม. ยาว 1.3 - 1.5 ซม.
ลักษณะพิเศษ : ผลัดใบ เป็นไม้เบิกนำ โตเร็ว
คุณสมบัติอื่นๆ: ปลูกเป็นไม้ประดับ และสมุนไพร

ลำต้น แก้ซาง เปลือกต้น แก้ท้องเสีย ใบ รักษาแผลสด ห้ามเลือด
สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ ยับยั้งเอนไซด์
HIV-1 reverse transcriptase
ปีบทอง เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดเชียงราย และเป็นเป็นพรรณไม้ประจำมหาวิทยาลัยสองแห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเรียกว่า
"กาซะลองคำ" และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเรียกว่า "ปีปทอง"













กนกลายไทย หรือ เอื้องทอง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sanchezia speciosa Leonard
วงศ์ ACANTHACEAE
ผิวสัมผัส หยาบ
ลักษณะ ต้น ไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง รูปทรงกลม ความสูง 1-2 เมตร ขนาดทรงพุ่ม0.3- 0.5 เมตรลำต้นกิ่งหน้าตัดเป็นสี่เหลี่ยม ใบมีขนาดใหญ่รูปรีปลายแหลม ใบมีสีเขียวสด เส้นใบมีสีเหลือง ตัดกับสีของผืนใบเห็นได้เด่นชัด ขอบใบเป็นจักเล็กน้อย ดอกออกเป็นช่อมีลักษณะเป็นหลอดสีเหลืองทอง ปลายกลีบดอกบานเล็กน้อย กลีบเลี้ยงมีสีน้ำตาลแดง ออกปลายกิ่ง ออกดอกตลอดปี
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ความชื้น ปานกลาง – สูง แสงแดดเต็มวันหรือครึ่งวัน
ประโยชน์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ มีสีสันสดใส เลี้ยงง่ายและโตเร็ว













เฟื้องฟ้า
ชื่อวิทยาศาสตร์: Bougainvillea hybrida
ชื่อวงศ์: NYCTAGINACEAE
ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ: Peper Flower, Kertas, ตรุษจีน
ลักษณะ: ไม้ยืนต้นประเภทพุ่มกึ่งเลื้อย ขนาดตั้งแต่พุ่มเล็กถึงพุ่มใหญ่ มีหนามขึ้นตามลำต้นอยู่ ใบเดี่ยว แตกออก สลับกับกิ่ง หรือเยื้องกัน มีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย มีสีเขียวหรือใบด่าง รูปร่างรีแหลมยาว 3-6 ซม. กว้าง 2-3 ซม. ใบประดับลักษณะคล้ายรูปหัวใจหรือรูปไข่มี 3-5 ใบ มีหลายสี เช่น ม่วง แดง ชมพู ส้ม ฟ้า เหลืองและอื่นๆ
ดอกมีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและไม่สมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อ ตามซอก ใบหรือปลายกิ่ง แต่ละช่อมี
3 ดอก เป็นหลอดยาว

1-2 ซม.
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ต้องการแสงแดดจัดในสภาพกลางแจ้ง ได้รับแสงแดดตลอดวัน ถ้าได้รับแสงแดดไม่เพียงพอจะทำ ให้สีของใบไม่เข้มออกดอกน้อย ต้องการอุณหภูมิ ปานกลางหรือร้อนชื้น เมื่อโตขึ้น ต้องการน้ำปานกลาง ถึงค่อนข้างต่ำ ถ้ารดน้ำมากเกินไปจะไม่ออกดอก
ประโยชน์: ไม้ประดับสวน สวยงาม ใช้เป็นไม้พุ่มประดับตกแต่งเน้น สวนส่วนนั้นให้เกิดจุดเด่นของพื้นที่ส่วนนั้น



















หญ้าเพ็ก
ชื่ออื่น: ไผ่เพ็ด
ชื่อวิทยาศาสตร์: Vietnamosasa pusilla (Chevalier a.Camus) Nguyen
ชื่อวงศ์ : GRAMINAE
ความสูง : สูง 70 - 120 เซนติเมตร

ทรงพุ่ม : แตกกอ
ลักษณะทั่วไป: เป็นพืชอายุหลายปี ไม้พุ่ม ลำต้นแข็ง เนื้อไม้เป็นเสี้ยนเหนียวแบบไม้ไผ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 - 1.0 เซนติเมตร ใบหยาบกระด้าง แผ่นใบยาว 8 - 14 เซนติเมตร

กว้าง 1 เซนติเมตร มีกิ่งก้านแตกจากข้อ ดอกเป็นช่อแยกแขนง (panicle) ระบบรากตื้น แต่มีเหง้าแข็งแรง แพร่พันธุ์โดยหน่อหรือเหง้า ขึ้นในที่ดอนและในที่ร่มเงาของป่าโปร่ง เช่น ป่าพลวง ป่าเหียง ทนต่อสภาพแห้งแล้งและการถูกไฟเผา แต่หญ้าชนิดนี้แก่เร็ว และเมื่อแก่ลำต้นจะแข็งแบบกิ่งไผ่ทำให้ระยะการใช้ประโยชน์เป็น อาหารสัตว์มีช่วงสั้น ออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม
ประโยชน์ : เป็นอาหารสัตว์ โค กระบือ โดยปล่อยให้สัตว์แทะเล็มตามธรรมชาติ ลำต้นใช้เป็นวัตถุดิบทำเยื่อกระดาษ










มะค่าแต้
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sindora siamensis Teijsm. ex Miq.
ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE - CAESALPINIOIDEAE
ชื่ออื่นๆ : ก่อเก๊าะ (เขมรสุรินทร์) กอกเก้อ (นครราชสีมา) แต้ (กบินทร์บุรี, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) มะค่าลิง (ไทย ภาคเหนือ) มะค่าหนาม มะค่าหยุม (ภาคเหนือ)
ความสูง: 10 - 25 เมตร
ผิวสัมผัส : ละเอียด
ทรงพุ่ม : เรือนยอดแผ่ทรงเจดีย์ต่ำ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ดินทุกชนิด เป็นไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง
คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ : เปลือก เรียบสีเทาคล้ำกิ่งอ่อนมีขนคลุมบาง ๆ
ใบ ประกอบรูปขนนก เป็นช่อติดเรียงสลับ ใบย่อย เรียงตรงข้ามกัน
3 - 4 คู่ แผ่นใบย่อยรูปรี ถึงรูปบรรทัดแกมรูปรี

กว้าง 3 - 8 เซนติเมตร ยาว 6 - 15 เซนติเมตร ปลายใบกลมหยักเว้าตื้น ๆ ตรงกลางเล็กน้อย และโคนใบแหลมหรือมน ผิวใบด้านล่าง มีขนสั้น ดอกเล็กสีเหลือง ออกรวมกันเป็นช่อตามปลายกิ่ง ผลเป็นรูปโล่ ขนาด 4 - 9 เซนติเมตร มีจงอยแหลมที่ปลาย ผิวฝักมีหนามแหลมแข็ง แตกเมื่อแห้งแต่ละฝักมีเมล็ด 1 - 3 เมล็ด
การใช้ประโยชน์ด้านภูมิสถาปัตยกรรม : ลักษณะประจำต้นที่มีรูปทรงลำต้นเปลาตรง เรือนยอด เป็นทรงร่มหรือเจดีย์ต่ำ กิ่งก้านแผ่ลู่ลง มีใบที่หนาแน่นทึบ เนื้อใบหนาดูเข้มแข็งโดยเฉพาะเมื่อผลิช่อใบใหม่ให้สีสนิมเหล็กสดในสวยงามมาก ยิ่งตกกระทบกับแสงแดดยามเช้า เป็นความสวยงามที่สุนทรี และเมื่ออกดอกเต็มต้น มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โชยไม่ขาด ช่อดอกแปลกตามากคือตั้งขึ้นไปบนฟ้าหรือช่อดอกชี้ฟ้า เมื่อเป็นฝักจึงดูแปลกตาไปอีกมิติหนึ่ง มีเมล็ดที่เพาะขยายพันธุ์ได้ง่าย ๆ คั่วกินเล่นก็ได้ หอมมันดี









เล็บครุฑ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Polyscias spp.
ชื่อวงศ์: ARALIACEAE
ชื่อสามัญ : Polyscias
ลักษณะ: เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นส่วนแก่สีน้ำตาลอ่อน ลำต้นส่วนยอดมีสีเขียว ลายน้ำตาล กระสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นเป็นข้อ ก้านใบสี้เขียวอ่อน มีลายสีน้ำตาลไหม้ ใบเป็นใบรวม มี 3 ใบย่อยใบลักษณะกลมคล้ายใบบัวบก สีเขียว ด่างขาวที่ขอบใบ ขอบใบหยักละเอียด ใบเดี่ยวหรือใบประกอบ ใบอาจเป็นแฉกย่อยๆแบบหยาบ หรือแบบละเอียด ใบกลมหรือใบยาว ใบมีสีเข้มเกือบดำ ใบเขียวปนขาว เขียวปนเหลือง สีเหลืองล้วนและอื่นๆ มีมากมายไม่ต่ำกว่า 20 พันธุ์ ดอกเล็กมากมีสีขาว
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ต้องการแสงแดดปานกลาง หรือรำไร ชอบดินร่วนซุย ดินปนทราย
ประโยชน์: เป็นได้ทั้งไม้ประดับภายในและภายนอกอาคาร แต่งให้เป็นไม้พุ่มได้แต่ต้องไม่ให้ถูกแสงแดดจัด และใช้ใบปรุง อาหาร แต่ยังไม่ค่อยแพร่หลายนัก ใบของเล็บครุฑมีรสขม กลิ่นหอมเฉพาะ
วิธีการปรุง
: ยอดอ่อนกินเป็นผักสด แกล้มกับลาบ น้ำพริก ขนมจีนน้ำยา นำไปชุบแป้งทอด ใส่ในทอดมัน หรือทำแกงคั่ว
ความสำคัญ : คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกเล็บครุฑไว้ประจำบ้านจะช่วยคุ้มครองและป้องกันภัยเพราะครุฑ คือการคุ้มครองรักษาให้เกิดความสงบสุขและปลอดภัย