Is owner
View only
Upload & Edit
K13.doc
Download
Share
Add to my account
Buy ads here

ตำนานกษัตริย์ตอนที่ 13 : เรื่องฉาวชั่วของครอบครัวเทวดา

-โดย ช้างเผือก งาดำ

กล่าวได้ว่าพระโอรสและพระธิดาของร.9 ล้วนเป็นตัวปัญห วุ่นวายสารพัดให้ต้องปวดพระเศียรเวียนเกล้าได้ไม่ว่างเว้น ไม่ได้ดั่งพระราชหฤทัย เอาดีไม่ได้ แถมตกเป็นข่าวให้ต้องอับอายขายพระพักตร์ของพระราชบิดาและพระราชมารดาเป็นที่ยิ่ง

เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตน์พระราชธิดาองค์โตทรงรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเลี้ยงลูกสามคนที่แคลิฟอร์เนียใต้ และถวิลหาการกลับสู่ฐานันดรในฐานะเจ้าหญิงพระองค์ใหญ่ที่เพริดแพร้วในราชตระกูล ตลอดจนการหาแหล่งเงินทุนที่จะที่จะสานฝันให้คุณพลอยไพลินพระธิดาได้เป็นนักเปียโนระดับโลก เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตน์เสด็จกลับไทยบ่อยครั้งในต้นทศวรรษ 2530 เพื่อออกงานตามงานเลี้ยงต่างๆในวงชั้นสูงและติดตามพระราชินีไปในงานการกุศล แม้ทางการทรงเป็นเพียงท่านผู้หญิง แต่ในภาษาอังกฤษจะเรียกพระองค์ว่าเจ้าหญิง และผู้คนก็ปฏิบัติต่อพระองค์เช่นนั้น พระราชินีสิริกิติ์ทรงช่วยฟ้าหญิงด้วยการโปรดให้พระองค์เริ่มงานการกุศลในพระนามของฟ้าหญิงเองโดยมีงานเลี้ยงระดมทุนในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระราชินีในปี 2535 ในปีแรกมีรายงานว่ามูลนิธิอุบลรัตน์ได้เงิน 5 ล้านบาท ปีถัดมาได้ 20 ล้านบาท โดยผู้บริจาครายใหญ่คือปตท.กับ ททท. และองค์พระราชินีเอง มูลนิธิมีหน้าที่ สร้างภาพลักษณ์ให้ฟ้าหญิงอุบลรัตน์ทรงเป็นพระราชวงศ์ที่ทรงบำเพ็ญสาธารณประโยชน์อีกพระองค์หนึ่ง แต่ผู้รับทุนคนแรกของมูลนิธิก็คือคุณพลอยไพลิน ซึ่งแสดงฝีมือเปียโนในงานเลี้ยงปี 2536 หลังจากข่าวนี้สร้างความเสื่อมเสียแก่พระราชวงศ์เพราะแจกรางวัลแก่พราชวงศ์ด้วยกัน มูลนิธิก็รีบประกาศมอบเงิน 3 ล้านบาทแก่โครงการที่ขาดแคลนเงินจริงๆ ในนามของคุณพลอยไพลิน ฟ้าหญิงอุบลรัตน์ และพระสวามีของพระองค์ คือนายปีเตอร์ เจนเซ่น

คุณพลอยไพลินเป็นนักเปียโนฝีมือดีและเป็นนักร้องที่มีความสามารถ แต่ว่ายังห่างชั้นจากระดับโลกอยู่มาก ฟ้าหญิงอุบลรัตน์ก็ยังทรงทำเทปออกมาชุดหนึ่งโดยพระองค์กับคุณพลอยไพลินช่วยกันร้องเพลงเพื่อปูทางให้คุณพลอยไพลิน ส่วนใหญ่เป็นเพลงฮิตของฝรั่งที่ฟ้าหญิงอุบลรัตน์ทุ่มเงิน จ้าง วงดนตรีออเคสตราทั้งในกรุงเทพฯ กรุงปร๊าก แมดริด ร็อทเทอร์ดัม เวียนนาและโอซาก้าเพื่อให้คุณพลอยไพลินได้ร่วมแสดงด้วย เงินสนับสนุนมาจากรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ งานการกุศลของครอบครัวและนักธุรกิจไทย ขณะที่นักดนตรีไทยฝีมือระดับทัดเทียมกันไม่เคยได้รับการสนับสนุนอย่างนี้ และคุณพลอยไพลินก็ไม่ได้ถือสัญชาติไทย มีเหตุผลเพียงอย่างเดียวคือเธอมีเลือดของพระราชวงศ์

ฟ้าหญิงอุบลรัตน์ก็พยายามแสดงพระองค์ให้อยู่ในเป้าสายตาของสาธารณชนเช่นกัน โดยที่ยังทรงดูพระศิริโฉมงดงามอยู่แม้ในวัย 40 ชันษาแล้วก็ตาม ในปี 2534 ทรงถ่ายแบบเป็นเกียรติแก่นิตยสารไทยหลายฉบับ มีชุดแฟชั่นฝรั่งเศส ตามงานสังคมต่างๆและการถ่ายแบบเฉพาะ ในเดือนกันยายน 2537 ทรงเป็นเรื่องเด่นถึง 36 หน้ามีรูปภาพถ่ายแบบของฟ้าหญิงอุบลรัตน์ในชุดที่ดูหวาบหวาม ในท่วงท่าเย้ายวนปลุกอารมณ์ของ เทอรี่มักเกล้อร์ Thierry Mugler ที่โรงแรมริทซ์ในปารีส มีรูปหนึ่งทรงสวมบทเป็นนางทางโทรศัพท์รอลูกค้าในกางเกงรัดรูป รองเท้าบู๊ทหนังสูงถึงขาอ่อน เเละเสื้อโปร่งทับบราดันทรงสีดำ ที่โจ่งแจ้งไม่แพ้กันคือภาพเบื้องหลังการถ่ายทำที่เผยให้เห็นทีมงานของนิตยสารกำลังหมอบแทบพระบาทและคลานไปใส่รองพระบาท เสมือนว่าฟ้าหญิงอุบลรัตน์ยังทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเต็มขั้น สาธารณชนพากันวิพากษณ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา บางคนว่าทรงเป็นเจ้าหญิงของแท้ที่กำลังจะฟื้นกลับมา แต่ก็ยังคงถูกวิจารณ์เรื่องความตะกละตะกลามอย่างน่าเกลียด ในปี 2539 ฟ้าหญิงอุบลรัตน์กับพระราชวงศ์ได้พยายามอย่างหนักที่จะทรงเข้าร่วมงานพระราชพิธีใหญ่สองงาน และหวังจะได้สถานะเดิมกลับคืนมา แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงดื้อด้านปฏิเสธ

ส่วนฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ก็ยังทรงสร้างปัญหาอีกแบบ ในฐานะที่ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์แห่งพระราชวงศ์อย่างเป็นทางการ ได้ทรงเปิดนิทรรศการและนำเสนอผลงานตามการประชุมต่างๆ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ของพระองค์ได้ให้การสนับสนุนการวิจัยและการจัดประชุมสัมมนา โดยใช้เงินบริจาคจากบริษัท งบประมาณรัฐบาลและเงินจากต่างประเทศ คนไทยทั่วไปถือว่าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก แต่พระองค์ก็ไม่ได้พอพระทัยในบทบาทนี้และทรงเรียกร้องสิ่งอื่นๆ เช่น เพื่อนและคนรัก ทรงต้องการความรักและความนับถือ แต่ไม่ได้ทรงพระศิริโฉมงดงามเหมือนฟ้าหญิงอุบลรัตน์ หากทรงเย่อหยิ่งและเอาแต่พระทัย และขาดความสง่างามอย่างที่พระราชบิดาและพระราชมารดาทรงใช้มัดใจพสกนิกร แต่ทรงกลับเรียกร้องการปรนนิบัติระดับที่ดีที่สุดอยู่ตลอดเวลาในทุกๆที่ ทรงมีรสนิยมการแต่งพระวรกายละเครื่องประดับที่หวือหวาและมีข่าวลือว่าบางทีไปฉลองพระองค์ด้วยเครื่องเพชรที่ถูกขโมยมา มีข่าวว่า บางครั้งฟ้าหญิงทรงสั่งจ่ายเช็คในนามของมูลนิธิจุฬาภรณ์เพื่อซื้อเครื่องเพชรโดยร้าน ขายเพชรได้นำสำเนาเช็คไปใส่กรอบอวดไว้ในร้านจนเป็นที่ฮือฮาถึงความไม่เข้าท่าของพระองค์

มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับสุขภาพของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ เธอมีโรคประจำตัวว่ากันว่าเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง คือโรคเอส แอล อี หรือโรคลูปัส (เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายไปกระตุ้นเนื้อเยื่อให้เกิดการอักเสบ เป็นแบบเรื้อรังและเกิดขึ้นในอวัยวะต่างๆ ได้หลายอวัยวะ ได้แก่ ข้อ ผิวหนัง ไต เป็นโรคที่ทำให้นักร้องลูกทุ่งหญิงพุ่มพวง ดวงจันทร์เสียชีวิต)ประกอบกับพระวรกายที่ผอมบางของพระองค์ทำให้บางคนเชื่อว่าพระองค์เป็นโรคเบื่ออาหาร (anorexia) ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ไม่มีความสุขหรือไม่ก็เบื่อหน่ายพระสวามี คือ นาวาอากาศเอกวีระยุทธที่มีหน้าที่หลักคือคอยติดตามและรับใช้พระองค์ ในปี 2537 ทรงจัดการให้น..วีระยุทธ ไปประจำสถานทูตไทยที่วอชิงตันดีซีในตำแหน่งผู้ช่วยทูตด้านการทหาร เพื่อทรงหลีกหนีจากความจำเจในวัง เรื่องก็ได้รับการคัดค้านจากกระทรวง กลาโหม ที่มักจะเก็บตำแหน่งนี้ไว้สำหรับทหารดาวรุ่งเท่านั้น และกระทรวงต่างประเทศที่ไม่มีงบประมาณสำหรับที่พักอาศัยในระดับของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ แต่ก็ทรงได้ดั่งใจ และหลังจากทรงย้ายไปแล้ว ก็มีข่าวหลั่งไหลเข้ามาที่กรุงเทพฯ ว่าทรงมีปัญหาในชีวิตสมรสอย่างหนัก และราวปลายปี 2537 มีการทะเลาะกันรุนแรงถึงลงไม้ลงมือกันครั้งหนึ่งที่ทำให้ฟ้าหญิง จุฬาภรณ์ทรงกล่าวหาน..วีระยุทธว่าได้ทุบตีพระองค์ และได้เสด็จกลับมากรุงเทพฯพระองค์เดียว และเมื่อไม่ได้เสด็จออกงานเป็นเวลาหลายเดือน ก็มีข่าวลือแพร่ไปทั่วว่าทรงสิ้นพระชนม์ แต่เมื่อทรงปรากฏพระองค์อีกครั้งในเดือนเมษายน ในที่สุด ก็ทรงได้ แยกทางกับน..วีระยุทธเป็นที่ชัดเจน มีรายงานว่าพระธิดาทั้งสองของฟ้าหญิงเลือกที่จะอยู่กับพ่อ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ได้หันไปสนใจศัลยแพทย์หัวใจคนหนึ่งเป็นแพทย์ประจำพระองค์ ซึ่งแต่งงานแล้วและมีหน้าตาคล้ายน..วีระยุทธ แต่แพทย์คนนี้หลบเลี่ยงไม่เล่นด้วย ทำให้ทรงต้องตรอมพระทัยเข้าไปอีก



แต่ทั้งหมดนี้ยังเทียบไม่ได้เลยกับปัญหาของฟ้าชายวชิราลงกรณ์ ซึ่งทำท่าว่าจะทำตัวดีขี้นในฐานะว่าที่พระมหากษัตริย์ การที่หม่อมสุจาริณีได้รับการยอมรับอย่างไม่เป็นทางการในวัง ในปี 2534 ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา(28 กรกฎาคม)ครบ 39 ชันษาของพระองค์ น่าจะทำให้ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ทรงมีความประพฤติที่ดีขึ้น ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ได้ทรงเชิญสื่อมวลชนไทยมาที่วังเมืองนนท์ โดยมีหม่อมสุจาริณีคอยต้อนรับทักทายนักข่าวในฐานะภรรยาของเจ้าเต็มขั้น โดยบอกว่า “ฟ้าชายทรงต้องการให้งานนี้ไม่เป็นทางการมากที่สุด คือให้เป็นกันเอง ไม่มีอะไรซีเรียส คือว่า ข่าวลือไม่ค่อยดีมีมาอยู่เรื่อยๆ อาจเป็นเพราะว่าสื่อไม่เคยได้มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับฟ้าชายวชิราลงกรณ์อย่างเป็นการส่วนตัว เราจึงคิดว่านี่น่าจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับพวกเราทุกคน” การนำเสนออย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยอย่างนี้ทำให้ทั้งฟ้าชายและหม่อมสุจาริณีได้คะแนนความนิยมอย่างมากทั้งจากวังและจากสาธารณชนทั่วไป พร้อมกับการลดฐานะของพระชายาของฟ้าชายคือ โสมสวลีจาก “พระวรชายา” มาเป็น “พระวรราชาธินัดดามาตุ (แม่ของหลานคนแรกของราชา)” ทั้งสองเรื่องนี้ทำให้เห็นชัดว่าลูกชายทั้งสี่คนของหม่อมสุจาริณีคือผู้สืบทอดรุ่นต่อไปของพระราชวงศ์

ในปี 2535 ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ทรงหมั่นปฏิบัติพระกรณียกิจแทนพระเจ้าอยู่หัวในงานพระราชพิธีต่างๆ ทั้งของรัฐและศาสนา เช่นการเสด็จเยือนประเทศอินเดียเพื่อสักการะสถานที่สำคัญๆ ทางพุทธศาสนา ขณะเดียวกัน พระองค์ก็ยังทรงเอาพระทัยพระราชมารดาด้วยการพาเสด็จร้านอาหารและไนท์คลับหรูในกรุงเทพฯ และฟ้าชายโปรดให้พระโอรสของพระองค์ที่โตแล้วได้บวชที่วัดบวรฯก่อนถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระราชินี ฟ้าชายทรงร่วมกับกองทัพสร้างตำหนักไม้สักหรูหราชื่อสิริยาลัยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยุธยาถวายพระราชมารดาเนื่องในโอกาสพระชนมายุครบห้ารอบ และยังทรงเป็นประธานในพิธีปลุกเสกรอยพุทธบาททองคำที่สร้างขึ้นถวายพระราชมารดา

ในเดือนกรกฎาคม 2535 ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ทรงพบสื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่งก่อนถึงวันพระราชสมภพของพระองค์ แต่คราวนี้ไม่ปรากฏตัวหม่อมสุจาริณีและลูกๆของเธอ พระองค์ก็ทรงตรัสถึงพวกเขาโดยไม่ทรงเอ่ยถึงพระองค์เจ้าโสมสวลีกับพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาพระธิดา ทรงมีพระดำรัสใคร่ครวญเรื่องชีวิตและเรื่องบุญกรรมของพระองค์ซึ่งนับได้ว่าเป็นการสำแดงความลึกซึ้งแห่งพระปรีชาญาณของพระธรรมราชาที่กำลังแตกยอดขึ้นมา ทรงตรัสว่า“ไม่มีใครมีชีวิตที่ราบลื่นอยู่ตลอด เวลา แต่ที่สำคัญต้องระลึกว่าไม่มีวันสายเกินไปที่จะทำในสิ่งที่ดีๆ ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มทำงานหรือแสวงหาความรับผิดชอบ มีพุทธพจน์ว่าไม่มีกรรมใดที่จะสำคัญไปกว่าปัจจุบันกรรม” เป็นนัยว่า พระองค์คงตั้งพระทัยที่จะกลับเนื้อกลับตัวเลิกการกระทำชั่วๆเสียที

ทรงตรัสว่า ใครที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็ยังสามารถแก้ไขปัญหาได้ ไม่มีคำว่าสายเกินไป หากรู้จักแก้ไขปรับปรุงตัวได้แล้ว “ชีวิตที่เหลือของพวกเขาก็จะมีความหวังและทำประโยชน์ได้” ฟ้าชายกำลังบอกว่า ในวัย 40 ชันษาของพระองค์จะมิได้เป็นหนุ่มเลือดร้อนอีกต่อไปแล้ว และได้ตั้งพระทัยที่จะทำความดีในอนาคต แต่ก็ไม่ได้ช่วยปัดเป่ากิตติศัพท์ความฉาวชั่วของพระองค์ให้หาย ไปโดยสิ้นเชิง พอสิ้นปี 2535 ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ก็ทรงออกมาแก้ต่างให้พระองค์เองในการพระราชทานสัมภาษณ์แก่นักข่าวไทยอีกรอบหนึ่ง หลังจากทรงสนทนาทั่วไปเกี่ยวกับพระราชภารกิจของพระองค์แล้ว นักข่าวไทยรัฐที่เป็นหนังสือพิมพ์ใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่เจ้าของมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฟ้าชาย ก็ถามคำถามที่เห็นได้ชัดว่ามีการเตรียมกันมาก่อน โดยกราบบังคมทูลถามว่าทรงมีธุรกิจส่วนพระองค์หรือไม่ ซึ่งฟ้าชายทรงตอบว่า “เรารอคำถามนี้มานานแล้ว... มันเป็นอะไรที่น่าหงุดหงิดมากสำหรับเรา.. เพราะบางทีบางคนพูดมากเกินไปว่าเรามีธุรกิจพวกผับ บาร์ ดิสโกเธค อะไรก็ตามแต่ นี่เป็นของเสี่ยโอ นั่นเป็นของเสี่ยโอ และโน่นเป็นของเสี่ยโอ...เสี่ยโอเป็นเจ้าพ่อบริษัททรัสต์ บริษัทไฟแนนซ์ แชร์... เป็นเสี่ยพันล้าน

ทรงรับสั่งว่า “ ตรงกันข้าม พระราชบิดาและพระราชมารดาไม่เคยได้ทรงสั่งสอนอะไรแก่พระองค์เลย นอกจากการรับใช้ประเทศชาติ ...เราไม่มีประสบการณ์ในเรื่องพรรค์นี้เลย ถ้าเราทำจริง ธุรกิจก็คงเจ๊งเป็นล้านๆ อาจเจ๊งหมดเลย.. เราไม่เคยศึกษาการบริหารจัดการธุรกิจ มีแต่ว่าจะทำอะไรที่จะสร้างความดีแก่ชาติบ้านเมือง และไม่ทำอะไรที่จะก่อผลเสียแก่ประเทศชาติ หรือละเมิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม... หรืออะไรที่จะเป็นผลเสียแก่คุณภาพและอนาคตของเยาวชน” อันหลังนี้ทรงหมายถึงเรื่องไนท์คลับที่ทรงถูกหาว่าเป็นเจ้าของ โดยอนุญาตให้เยาวชนเข้าและเปิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ทรงปฏิเสธเรื่องนั้นและยังทรงปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังหวยล็อคเมื่อสองสามปีก่อนหน้านั้นซึ่งมีข่าวว่าแม่นมากขนาดเจ้ามือไม่กล้ารับแทงพนัน และหากทรงกระทำจริงก็คงรวยไปแล้วในตอนนี้ ทรงย้ำว่า“ขอบอกว่าเป็นเรื่องไม่จริงทั้งหมด ใครก็ตามที่ทำผิดควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ และใครที่ใช้ชื่อของเรา หรืออ้างว่ามีเราคุ้มครอง หรือบอกว่าเราเกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ของพวกเขา ก็ให้แจ้งความ ตั้งข้อหา... ต่อให้เป็นลูกน้องของเราก็ไม่เว้น”

ทรงเน้นว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานเงินแก่พระองค์มากพอเพียงสำหรับใช้ตามความจำเป็น “เงินที่เราใช้จ่ายได้มาอย่างสุจริต เราไม่ต้องการแตะต้องเงินที่ได้มาโดยไม่สุจริตบนความทุกข์ร้อนของผู้อื่น” ทรงปฏิเสธอย่างแข็งขันโดยยึดมั่นในแนวคิดเรื่องความบริสุทธิ์ผุดผ่องและความล่วงละเมิดมิได้อันติดตัวมาแต่กำเนิดของพระราชวงศ์จักรี โดยถือว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่พระองค์จะออกนอกลู่นอกทาง พระองค์มีแต่จะดำเนินตามรอยพระบาทพระราชบิดาเท่านั้น ขณะที่มีข่าวว่าทรง ออกรีดไถและเที่ยวซื้อของโดยไม่ยอมจ่ายเงิน จนเจ้าพ่อหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งต้องอาสาออกรวบรวมเงินส่งส่วยให้พระองค์ว่ากันว่าเดือนละสามสิบล้านบาทเพื่อจะได้ไม่ต้องทรงออกมาเพ่น พล่านสร้างความเดือดร้อนแก่พสกนิกร บางวงการเรียกชื่อเล่นของพระองค์ จ่าห้าว (คือ เจ้าห่า)

วันถัดมาหนังสือพิมพ์ทุกฉบับได้รายงานกระแสรับสั่งของฟ้าชายวชิราลงกรณ์เป็นข่าวพาดหัว ได้ผลบวกมากกว่าลบเพียงนิดหน่อย เพราะสำหรับบางคนเท่ากับไปกวนความทรงจำเรื่องที่แย่ๆ ให้ขุ่นขึ้นมาอีกและยังได้สร้างความสงสัยและข้อโต้แย้งขึ้นมาอีก แต่คนอื่นๆอาจยกประโยชน์ให้จำเลย อาจเป็นเพราะว่าทรงเป็นว่าที่พระมหากษัตริย์ แต่พอวันถัดมาเรื่องนี้ก็หายไปจากสื่อโดยสิ้นเชิง

แต่ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ก็มิได้ทรงเปลี่ยนแปลงความประพฤติแต่อย่างใด ทรงรับเอาเงินจำนวนมากจากนักธุรกิจเพื่อแลกกับสัมปทานโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าลอยฟ้าและโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ส่วนในแวดวงการทหารก็เป็นที่รู้กันว่าฟ้าชายได้ทำร้ายหรือทรงกระทืบนายทหารมาราวสองโหลหรือไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 ส่วนใหญ่เป็นทหารที่มีชื่อชั้นที่ไปทำให้พระองค์ไม่สบพระอารมณ์ ในเดือนมีนาคม 2536 ทรงสั่งปลดหัวหน้ากองรักษาความปลอดภัยที่เป็น พลตรีที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง ทรงกระจายข่าวว่าพลตรีคนนี้ได้แอบอ้างพระนามของพระองค์ไปแสวงหาประโยชน์ แต่ไม่ค่อยมีคนเชื่อพระองค์ บรรดานายทหารระดับสูงของกองทัพหลายคนได้แสดงความไม่พอใจในเรื่องนี้ออกมาให้เป็นที่รู้กัน

ความเพียรพยายามของฟ้าชายวชิราลงกรณ์ที่จะทรงปรับปรุงภาพลักษณ์ของพระองค์ก็ประสบผลพอสมควรโดยทรงได้รับ พระบรมราชานุญาตจากพระราชบิดาและพระราชมารดาในการฟ้องหย่าจากพระองค์เจ้าโสมสวลีในปลายปี 2535 ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการที่ฟ้าชายจะได้อภิเษกสมรสกับหม่อมสุจาริณีหลังจากที่ฟ้าชายได้ทรงออกแรงพยายามในเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน พระองค์เจ้าโสมสวลีทรงปฏิเสธไม่ยอมหย่ามาตลอดหลายปี โดยที่ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ก็ทรงไม่มีทั้งมูลเหตุทางกฎหมายและพระบรมราชานุญาตจากพระราชบิดา ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายหย่าของไทยในปี 2533 บางคนบอกว่ามีเหตุมาจากความพยายามช่วยฟ้าชายวชิราลงกรณ์ในการหย่าขาด โดยกฎหมายใหม่อนุญาตให้สามีและภรรยาที่แยกกันอยู่โดยสมัครใจเป็นเวลาสามปีขึ้นไป ให้ถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ เนื่องจากไม่สามารถอยู่กินร่วมกันได้

ลือกันว่าในเวลานั้นพระองค์เจ้าโสมสวลีก็ยังคงปฏิเสธข้อเสนอเป็นเงินหลายสิบล้านบาทสำหรับการหย่า ด้วยการสนับสนุนจากพระมารดาและฝ่ายของวังส่วนหนึ่งที่มุ่งมั่นจะให้พระองค์เป็นพระราชินีให้ได้ พระองค์เจ้าโสมสวลีทรงให้การต่อสู้ว่าพระองค์และฟ้าชายแยกกันอยู่ยังไม่ถึงสามปีนับแต่กฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ และยังโต้แย้งอีกด้วยว่าไม่เคยมีการหย่าร้างอย่างเป็นทางการในพระราชวงศ์มาก่อน เพราะแม้แต่รัชกาลที่ห้าที่มีพระมเหสีมากมายหลายสิบพระองค์ ก็ยังทรงคุ้มครองฐานะของพระมเหสีที่เป็นทางการทุกพระองค์

ในปี 2535 นายประมาณ ชันซื่อ ผู้พิพากษาระดับอาวุโสที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวได้ถูกเรียกให้มาจัดการไกล่เกลี่ยเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นโรงขึ้นศาลที่จะทำให้ต้องเป็นที่อับอายขายหน้าสาธารณชนประกอบกับระยะเวลาใกล้ครบกำหนดสามปีที่แยกกันอยู่ พอได้จังหวะฟ้าชายวชิราลงกรณ์ก็ทรงฟ้องหย่าในศาลครอบครัวและเยาวชนจังหวัดนนทบุรีที่ภรรยาของนายประมาณเป็นผู้พิพากษาใหญ่ในเดือนมกราคม 2536 โดยใช้เรื่องโกหกที่แต่งขึ้นเองมาเป็นข้อกล่าวหาพระองค์เจ้าโสมสวลีอย่างไม่มีความเมตตาปราณี โทษว่าเป็นความผิดของโสมสวลีทั้งหมดที่ทำให้ความสัมพันธ์ล้มเหลว ฟ้าชายทรงบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อแสดงว่าโสมสวลีสร้างความเสื่อมเสียแก่สถาบันกษัตริย์ ตั้งแต่การทะเลาะวิวาทไปจนถึงเรื่องเครื่องเพชรยืมมาและได้หายไประหว่างเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ในช่วงที่ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ประทับอยู่ในอเมริกาในปี 2523 ในเรื่องเกือบทั้งหมด รวมถึงเรื่องเครื่องเพชรที่หายไป ล้วนเป็นความผิดของฟ้าชายเอง (เอกสาร#79/2536, 27 มกราคม 2536 ศาลครอบครัวและเยาวชนจังหวัดนนทบุรี)

การไต่สวนพิจารณาคดีดำเนินไปโดยลับ แต่เอกสารในการพิจารณาคดีถูกเผยแพร่ไปทั่วกรุงเทพฯ เมื่อถึงกำหนดที่พระองค์เจ้าโสมสวลีต้องให้การ พระองค์ทรงให้การอะไรไม่ได้เลย โดยไม่สามารถให้การว่าฟ้าชายวชิราลงกรณ์โกหก เพราะแม้จะเป็นการให้การในศาล ก็จะเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โสมสวลีทรงทำได้ดีที่สุดโดยการอ้างว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่เห็นด้วยกับการหย่า แต่นายประมาณ ชันซื่อ นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญที่รับงานมาจัดการหย่าก็หักล้างด้วยการตัดสินว่ากฎหมายโบราณต้องให้กษัตริย์เซ็นรับรองการแต่งงานของพระราชวงศ์ แต่ไม่ได้ระบุอะไรเกี่ยวกับการหย่าร้าง เรียกว่าหักล้างกันได้อย่างหน้าด้านๆ งานนี้พระองค์เจ้าโสมสวลีทรงพ่ายแพ้อย่างราบคาบหมดสภาพ ถึงจะทรงยื่นอุทธรณ์ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะท่านผู้พิพากษาอุทธรณ์ก็คือนายประมาณ เจ้าเก่า นั่นเอง

การหย่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคม 2536 ลือกันว่าพระราชินีสิริกิติ์ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โสมสวลีไปหลายสิบล้านบาท และโสมสวลีก็ยังคงประทับอยู่ในวัง และผู้สนับสนุนโสมสวลีก็แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวด้วยการจัดงานเลี้ยงสำหรับวันเกิดครบสามรอบของเธอในเดือนนั้น ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ทรงหล่อพระพุทธรูปและเจ้าแม่กวนอิมเพื่อไปตั้งแสดงในวัดบวรฯ ผู้ทำพิธีเปิดผ้าคลุมรูปหล่อเหล่านี้ไม่ใช่ญาณสังวรที่ป็นเจ้าอาวาส แต่เป็นหม่อมสุจาริณี ว่าที่พระมเหสีองค์ใหม่

พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีทีท่าสนับสนุน เห็นได้จากการที่ฟ้าชายวชิราลงกรณ์มีกำหนดการอภิเษกสมรสกับหม่อมสุจาริณี ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2537 ในพระบรมมหาราชวัง โดยตามประเพณีจะมีพิธีทางพระสวดพระพุทธมนต์ขณะที่พระเจ้าอยู่หัว พระราชชนนีและพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ก็จะประทานศีลอำนวยพร พร้อมด้วยการรดน้ำสังข์มงคลสมรสลงบนศีรษะของคู่บ่าวสาว ดูท่าว่าพระราชินีสิริกิติ์คงจะทรงกระอักกระอ่วนกับเรื่องของโสมสวลีผู้เป็นหลานอาสาว พระราชินีจึงประทับอยู่ต่างจังหวัด การแต่งงานครั้งนี้มีลางดีเป็นมงคล คือมีฝนตกในช่วงหน้าแล้ง แต่ลือกันว่าเป็นฝนเทียมที่เกิดจากฝีมือของหน่วยฝนหลวงในพระราชดำริ

แม้จะไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ผู้คนก็ได้รับรู้กันแบบปากต่อปากว่าทั้งสองจะอภิเษกสมรสกัน หม่อมสุจาริณีไม่ได้รับฐานะใหม่แต่สามารถใช้นามสกุลของพระราชวงศ์ เป็นหม่อมสุจาริณี มหิดล ณ อยุธยา ได้รับยศทหารระดับพันตรีและมีโอกาสที่จะนั่งวินิจฉัยคดีในศาลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ตามประเพณีการผดุงความยุติธรรมของเจ้าแต่เป็นแค่ศาลทหาร เพราะสถานภาพยังไม่ชัดเจน

กำหนดการแสดงตนอย่างเป็นทางการคือวันเฉลิมพระชนม์ครบ 42 ชันษาของฟ้าชายวชิราลงกรณ์ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2537 สื่อได้ตีพิมพ์พระฉายาลักษณ์ของฟ้าชาย หม่อมสุจาริณีและลูกๆ ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลาและตักบาตร ในการเลี้ยงอาหารมื้อเที่ยงแก่นักข่าว หม่อมสุจาริณีกับลูกๆได้รับการปฏิบัติในฐานะเจ้าเต็มขั้น คู่บ่าวสาวได้รับการถ่ายทอดว่าพูดจาอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง โดยฟ้าชายวชิราลงกรณ์ทรงประกาศว่าจะทรงเริ่มโครงการการกุศลเร็วๆนี้และจะเสด็จสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับหลายประเทศ ทรงตั้งพระทัยจะช่วยสร้างศูนย์โรคหัวใจกว่าห้าร้อยล้านบาทในพระนามของสมเด็จพระราชินีโดยใช้งบประมาณของรัฐบาล จากงานการกุศล จากสลากกินแบ่งชุดพิเศษ และทรงเสนอให้เก็บภาษีพิเศษจากน้ำมันรถยนต์ เปลี่ยนจากที่เคยใช้การบริจาคตามความสมัครใจในการสนับสนุนโครงการของพระเจ้าอยู่หัว

ฝ่ายวังทางฝั่งของพระองค์เจ้าโสมสวลีก็ตอบโต้ด้วยจดหมายเป็นใบปลิวไม่ลงชื่อโจมตีฟ้าชายวชิราลงกรณ์ตลอดจนพระราชินีสิริกิติ์อย่างยืดยาว มีการเรียกฟ้าชายวชิราลงกรณ์ว่าเป็นคนบ้ากามและตีตราหม่อมสุจาริณีว่าเป็นโสเภณีที่ครอบงำด้วยคุณไสยทางเพศว่ากันว่ามีการใช้ขนลับทำพิธีโดยพระแถวฝั่งธนบุรี และกล่าวหาว่าฟ้าชายทรงสั่งอุ้มฆ่าผู้อื่นและยักยอกเงินการกุศลไปใช้สร้างตำหนักถวายพระราชินีสิริกิติ์ที่อยุธยา และยังทรงร่วมมือกับนักธุรกิจแสวงหาผลประโยชน์ และตั้งคำถามว่า“พวกเขาไม่ตระหนักหรืออย่างไรว่าจะเป็นราชากับราชินีไม่ได้ หากไม่ได้รับการเคารพและการสนับสนุนจากประชาชนไทย ? เราจะทำอะไรได้บ้างที่จะป้องกันไม่ให้ไอ้ทึ่มกับนังแพศยาได้สถานะที่สูงส่งอย่างนั้น?” ในส่วนที่เอ่ยถึงพระราชินีสิริกิติ์ที่ถูกเรียกในจดหมายว่าซูวี่หว่อง “ Suzie Wong หรือหญิงหากินในโรงแรม ” ก็ได้ถูกพาดพิงถึงว่า “เพื่อนคนไทยที่รัก 12 สิงหา...ถูกเรียกทั่วไปว่าเป็นวันแม่ของคนไทยทั้งชาติ แต่แค่ถามตัวเองดู ว่าโสเภณีแก่ชั้นสูงคนนี้คู่ควรที่จะได้รับการยกย่องให้เป็นแม่ของคนไทยทั้งชาติจริง ๆ หรือ?... เธอแต่งตัวยังกับเป็นดารานักแสดงบนเวที... น่าอับอาย... นังปีศาจตนนี้ไม่มีหลักศีลธรรมโดยสิ้นเชิง”

จดหมายใบปลิวฉบับนี้บอกว่าพฤติกรรมของพระราชินีสิริกิติ์เป็นลักษณะประจำตระกูล โดยบอกว่ามรว.บุษบาน้องสาวของพระราชินีและอดุลกิติ์พี่ชายของพระราชินีต่างก็ได้ทอดทิ้งคู่ครองไปหาคนใหม่ “จะเห็นได้ว่าพวกนี้ชั่วร้ายขนาดไหนทั้งพี่ทั้งน้อง... เราจะยังบริจาคเงินให้มันไปสูญเปล่ากับความเสเพลอย่างนี้อยู่อีกหรือ?... เราต้องต่อต้านโสเภณีแก่ชั้นสูงคนนี้ ขอให้หล่อนตกนรกหมกไหม้และลูกๆ ก็ไม่ได้ผุดได้เกิด” จดหมายสรุปว่า “ถ้าคุณเกิดมาเป็นคนไทย คุณจะต้องฝืนทนกับเรื่องนี้ต่อไป เราเป็นประเทศยากจน และจะจนต่อไป... คำทำนายโบราณจะเป็นจริง คือ ตระกูลนี้จะมีกษัตริย์เก้าคนเท่านั้น ถ้ามีคนที่สิบ มันจะเป็นหายนะ โสมม เสื่อมถอยและชั่วร้าย...ขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนรวมกันต่อต้าน” ลงชื่อ “พลเมืองไทย” แต่คนเขียนไม่ใช่พลเมืองธรรมดารายละเอียดชี้กลับไปที่วัง และหลายคนเชื่อว่าคนเขียนจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแม่ของโสมสวลีคือ ท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร (นามเดิม คือ หม่อมเจ้าหญิงพันธุ์สวลี ยุคล ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งราชวงศ์ เพื่อสมรสกับ พระเชษฐาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เมื่อ 4 เมษายน 2499 มีธิดา 2 คน คือ หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร พระเจ้าวร วงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และหม่อมหลวงสราลี กิติยากร (สมรสกับ นายธีรเดช จิราธิวัฒน์)

จดหมายใบปลิวนี้ยังยืนยันข่าวลือที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างฟ้าชายวชิราลงกรณ์ กับหม่อมสุจาริณี กำลังร้าวฉาน โดยบอกว่าหม่อมสุจาริณีได้หนีฟ้าชายไปในปลายปี 2536 เพราะฟ้าชายเอาผู้หญิงอีกคนหนึ่งเข้ามาอยู่ในวังนนทบุรีด้วย หม่อมสุจาริณีร่วมแบ่งปัน ฟ้าชายผู้เป็นสามีกับผู้หญิงอื่นมานานแล้ว แต่ไม่มีใครย้ายเข้ามาในวังได้ พูดกันว่าหม่อมสุจาริณีบินไปอังกฤษพร้อมกับลูกห้าคนและขู่ว่าจะฆ่าลูกกับตัวเธอเองถ้าฟ้าชายวชิราลงกรณ์ไม่เอาผู้หญิงคนนั้นออกไป ใบปลิวนี้ต้องการโจมตีว่าหม่อมสุจาริณี ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาเพราะได้หอบหลานของพระเจ้าอยู่หัวหนีไปเท่ากับว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวมากกว่าความสำคัญของพระราชวงศ์

เรื่องราวเหล่านี้ได้นำไปสู่ศึกชิงบารมีรอบใหม่ระหว่างพระองค์เจ้าโสมสวลีกับหม่อมสุจาริณี โดยที่โสมสวลีที่ไม่เคยสร้างภาพเป็นเจ้าขยันทำงานมาก่อน จู่ๆ ก็ทรงขยันออกงานสาธารณะพร้อมพระธิดาคือพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาและฟ้าหญิงสิรินธร ส่วนฟ้าชายวชิราลงกรณ์กับหม่อมสุจาริณีก็สู้กลับด้วยการออกงานพิธีสำคัญทั้งของรัฐบาลและการกุศลพร้อมด้วยลูกๆ ฟ้าชายทรงพาครอบครัวเดินสายต่างจังหวัดเพื่อแสดงความแน่นแฟ้นกับชาวนาชาวไร่และประชาชนตามธรรมเนียมของเจ้า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พระโอรสทั้งสามองค์แรกได้โจนลงท้องนาในชุดดำนา ต่อหน้าข้าราชการระดับสูงนับสิบ ชาวบ้านหลายร้อยคนและกล้องโทรทัศน์ โดยย่ำโคลนเดินไถนาตามหลังควายแล้วหว่านกล้า หลายเดือนต่อมา พวกเขาได้กลับมาที่เดิมเพื่อร่วมเก็บเกี่ยว ความพยายามอย่างนี้ประสบผลสำเร็จพอสมควร ฟ้าชายวชิราลงกรณ์กับครอบครัวเริ่มปี 2538 อย่างมั่นอกมั่นใจ ทรงพระราชทานสัมภาษณ์ว่าพระองค์กับหม่อมสุจาริณีจะทำงานร่วมกันในฐานะคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายและจะช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ พ่อและแม่ดูแลลูก

แต่แล้วสิ่งต่างๆ ก็ดูเหมือนจะไม่ดำเนินไปตามที่ฟ้าชายทรงคาดคิดไว้ มีข่าวลือสองเรื่องแพร่สะพัดไปเมื่อต้นปี 2538 บ่งบอกว่าอนาคตของฟ้าชายและหม่อมสุจาริณีคงต้องมืดมัว เรื่องแรกลือกันว่า หลวงพ่อคูณได้พูดกับฟ้าชายวชิราลงกรณ์ว่าพระองค์จะไม่ได้เป็นกษัตริย์ แต่ฟ้าหญิงสิรินธรจะได้เป็น ว่ากันว่าฟ้าชายทรงโกรธมาก ทรงด่า หรือไม่ก็ทรงทำร้ายหลวงพ่อคูณ แล้วก็ทรงพระดำเนินจากไป เรื่องที่สองลือว่าฟ้าชายวชิราลงกรณ์ทรงเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเพื่อกราบบังคมทูลขอพระราชกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระองค์และหม่อมสุจาริณีได้เป็นว่าที่กษัตริย์และราชินี แต่ก่อนที่จะทันได้กราบบังคมทูลเสร็จ ในหลวงก็ทรงชิงขัดจังหวะและรับสั่งว่าจะทรงพระราชทานอะไรก็ได้ถ้าหากฟ้าชายทรงยอมทำอะไรอย่างหนึ่งถวายพระเจ้าอยู่หัวเสียก่อน คือ ต้องบวชเป็นพระตลอดพระชนมชีพกล่าวคือในหลวงทรงไล่ฟ้าชายให้ไปบวชจนตาย จะได้ไม่ต้องกลับมาทูลขออะไรอีก

ข่าวลือดูจะพอมีมูลมากขึ้น เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้ารักษาพระประชวรที่โรงพยาบาลศิริราชในเดือนมีนาคม 2538 โดยที่ฟ้าชายเสด็จเยี่ยมเพียงครั้งเดียวในช่วงแรกๆ หลังจากนั้นก็ไม่เคยเสด็จเยี่ยมอีกเลย หม่อมสุจาริณีก็ไม่เคยไป แสดงว่าคงแสดงอาการไม่พอใจพระเจ้าอยู่หัวด้วยกันทั้งคู่ แต่พระองค์เจ้าโสมสวลีเสด็จไปเยี่ยมเป็นปกติ ประชาชนทั้งประเทศได้สังเกตและตระหนักว่ามีอะไรบางอย่างไม่สู้ดี มาเมื่อตอนที่สมเด็จพระราชชนนีทรงประชวรต้องเสด็จเข้าโรงพยาบาลอีกรอบในเดือนมีนาคมและสิ้นพระชนม์ ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ถึงได้ทรงโผล่ออกมาอีกครั้ง แต่หม่อมสุจาริณีกับลูกๆ แทบไม่ปรากฏตัว เมื่อการไว้ทุกข์ดำเนินไปตลอดปี 2538 ที่เหลือ หม่อมสุจาริณีก็ไม่ค่อยได้ปรากฏตัวให้เห็นอีกแล้ว ขณะที่ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพิธีต่างๆ ตามปกติ ในระหว่างนั้นพระองค์เจ้าโสมสวลีก็ทั้งทรงออกงานและได้รับการยกย่อง เมื่อน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในเดือนพฤศจิกายน ยังได้เสด็จประทานถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย

ปัญหาในพระราชวงศ์เริ่มเข้มข้นถึงจุดแตกหักในช่วงใกล้งานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระบรมราชชนนีและงานพระราชพิธีกาญจนาภิเษกฉลองการครองราชย์ 50 ปีในปี 2539 เป็นช่วงเวลาที่สื่อได้โหมการโฆษณายกยอเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เต็มที่ ไม่มีใครคิดว่าจะมีอะไรที่จะทำให้เสียบรรยากาศการเฉลิมฉลองได้ ขณะที่กำลังมีข่าวการหย่าร้างอันวุ่นวายครึกโครมระหว่างเจ้าชายชาร์ลส์กับเจ้าหญิงไดอาน่าในช่วงนั้นทำให้พระราชวงศ์จักรีดูดีขึ้นมา แต่แล้วก็มีข่าวลือเรื่องใหม่เกี่ยวกับหม่อมสุจาริณีกับลูกๆ ออกมาว่าลูกๆ ของฟ้าชายวชิราลงกรณ์ถูกจับพร้อมยาเสพติดในโรงเรียนที่อังกฤษ หม่อมสุจาริณีที่ถือหนังสือเดินทางทางการทูตถูกจับที่สนามบินที่ลอนดอนข้อหาลักลอบขนยาเสพติด ข่าวลือต่างๆ ส่งผลอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของหม่อมสุจาริณีและราชวงศ์ต่อสาธารณชน ทำให้ชื่อเสียงของหม่อมสุจาริณีตกต่ำลงอย่างหนัก และเธอก็หายหน้าหายตาไปเลย

ในระหว่างที่มีข่าวเรื่องหม่อมสุจาริณีขนยาเสพติดนั้น ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ก็ยังคงวางพระองค์กร่างแบบนักเลงอย่างที่เคยเป็นมานานเพื่อเตือนให้บรรดาชนชั้นนำด้วยกันได้เห็นว่าพระองค์ทรงมีพิษสงเพียงใด ในช่วงวันที่ 1-2 มีนาคม 2539 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดครั้งแรกระหว่าง ผู้นำเอเชียและยุโรปอันเป็นการยกฐานะของประเทศไทย และพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงจัดงานรับรองใหญ่โตสำหรับประธานาธิบดีกับนายยกรัฐมนตรีที่มาเยือน แต่ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ทรงให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นนายเรียวทาโร ฮาชิโมโต้ Ryutaro Hashimoto ไปอีกแบบหนึ่งอย่างไม่ไว้หน้า เมื่อเครื่องบินโบอิ้ง747 ของนายกฮาชิโมโตร่อนลงที่แตะพื้นสนามบินดอนเมืองในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 ก่อนที่เครื่องบินจะเคลื่อนมาถึงบริเวณที่ปูพรมแดงเพื่อให้ผู้โดยสารลง ก็ถูกขวางโดยเครื่องบิน เอฟ-5 ที่นำฝูงโดย ฟ้าชายวชิราลงกรณ์เอง ช่างภาพที่อยู่บริเวณจุดจอดเครื่องบินถูกบังคับให้วางกล้องถ่ายรูปไว้กับพื้นในระหว่างที่ฟ้าชายทรงจอดเครื่องบินขวางลำคณะของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเป็นเวลาราวยี่สิบนาทีก่อนที่จะทรงผละจากไป เข้าใจว่าฟ้าชายทรงต้องการแก้แค้นต่อการรับรองของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ทรงกล่าวหาว่าเป็นการหมิ่นเกียรติของพระองค์เมื่อครั้งเสด็จญี่ปุ่นในปี 2530 รัฐบาลไทยและคณะนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต่างเสียหน้าเป็นอย่างมาก แต่ฝ่ายญี่ปุ่นก็ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านเลยไปโดยไม่มีการประท้วงหรือออกความเห็นใดๆทั้งสิ้น

ขณะที่มีข่าวภายในทำนองเดียวกันเมื่อฟ้าชายเสด็จเยือนประเทศยุโรปที่เคร่งศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิค(เข้าใจว่าคงป็นประเทศสเปน)พร้อมหม่อมสุจารณี โดยทางการสเปนจัดให้แยกกันนอนคนละห้องเพราะยังมิได้เป็นพระชายาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งทำให้ฟ้าชายทรงพระพิโรธเป็นอย่างมาก ถึงกับทรงแสดงพระอาการเสียมารยาทอย่างรุนแรง เช่น ลุกจากที่เสวยพระกระยาหาร และรับสั่งให้ไล่ทูตไทยออกจากราชการทันทีที่พระองค์เสด็จกลับถึงประเทศไทย


และยังมีข่าวเรื่องการที่หม่อมสุจาริณีวิ่งเต้นให้มีการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่เชียงใหม่ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้โยนเรื่องให้นายจาดุร อภิชาติบุตร รองผู้ว่าราชการไปช่วยจัดการ แต่ทำไม่ได้ จึงมีรับสั่งให้หมายหัวนายจาดุร ไม่ให้ได้มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการอีกต่อไป

นายตำรวจราชองครักษ์ของฟ้าชายก็มีประเพณีที่ห้ามขอย้าย เพราะใครก็ตามที่ขอย้ายพระองค์จะทรงกล่าวหาว่าไม่มีความจงรักภักดี บางคนถึงกับต้องเปลี่ยนชื่อเพื่อมิให้พระองค์จำได้ ซึ่งพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในการจดจำเรื่องการตามแก้แค้นตามล้างตามผลาญได้เป็นอย่างดี


ในระหว่างนั้น ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ทรงทำหน้าที่ชำระความแค้นให้กับฟ้าหญิงจุฬาภรณ์พระขนิษฐาของพระองค์ ตามข่าวว่าช่วงก่อนหน้างานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จย่าไม่นาน ฟ้าชายรับสั่ง ให้น..วีระยุทธที่กำลังบาดหมางระหองระแหงกับฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ให้มาเข้าเฝ้าที่วังนนทบุรี น..วีระยุทธเผชิญหน้ากับฟ้าชายวชิราลงกรณ์ พร้อมด้วยประธานองคมนตรีพลเอกเปรมพร้อมกับนายทหารระดับสูงของกองทัพ มีคนเล่าว่า บนโต๊ะของฟ้าชายวชิราลงกรณ์มีปืนกระบอกหนึ่งวางอยู่พร้อมกับใบหย่าที่เสนอพร้อมเงินจำนวนเล็กน้อย เป็นรูปการณ์ที่ซ้ำรอยเดิมเหมือนเมื่อคราวที่น..วีระยุทธถูกบังคับให้แต่งงานกับฟ้าหญิงจุฬาภรณ์เมื่อ 16 ปีก่อนหน้านี้ และเขาก็ต้องยอมแต่โดยดีโดยกลับไปอยู่สหรัฐฯ ตามเดิม

งานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จย่าเป็นเครื่องยืนยันความปั่นป่วนแตกแยกในพระราชวงศ์ เพราะมีแต่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์มาร่วมงานโดยมีพระธิดาสองพระองค์ประทับเคียงข้างแต่ไม่ปรากฏตัวของน..วีระยุทธ ขณะที่พระธิดาทั้งคู่ก็ดูจะหงอยเหงาไม่มีชีวิตชีวา อาจารย์ธงทองซึ่งเป็นผู้บรรยายงานพระราชทานเพลิงพระศพก็ต้องอึ้งไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ทั้งๆที่เขาก็บรรยายรายละเอียดของคนนั้นคนนี้อย่างละเอียดยิบว่ามีประวัติมีความสัมพันธ์ส่วนตัวอย่างไร และเมื่อหม่อมสุจาริณีปรากฏตัวพร้อมลูกๆอาจารย์ธงทองก็จำต้องเงียบกริบพูดอะไรไม่ออก ไม่ยอมบอกว่าพวกเขาเป็นใคร มาในฐานะอะไร การที่ไม่บรรยายโดยข้ามไปเฉยๆได้เป็นที่สังเกตกันโดยทั่วไป แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร

พอมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2539 ข่าวในสำนักพระราชวังได้แพร่ภาพฟ้าชายเสด็จลงจากเครื่องบินที่ดอนเมืองด้วยพระพักต์ที่เคร่งเครียดพร้อมด้วยพระธิดาที่เกิดกับหม่อมสุจาริณีที่ชื่อบุษยาน้ำเพชร(ต่อมาเปลี่ยนเป็นสิริวรรณวรี มหิดล)ซึ่งฟ้าชายไม่เคยได้ใส่พระทัยอย่างจริงจังมาก่อน และมีการตีพิมพ์ภาพในหนังสือพิมพ์โดยไม่มีคำอธิบาย ในวันที่ 28 มีนาคมฟ้าชายก็ป่าวประกาศไล่สุจาริณีออกจากวังอย่างอึกทึกครึกโครม คนของฟ้าชายปิดป้ายและแจกเอกสารกล่าวหาว่าหม่อมสุจาริณีเป็นชู้กับพล...อนันต์ รอดสำคัญ ซึ่งเป็นองครักษ์ของฟ้าชาย มีการเปิดเผยเอกสารคำสั่งของนายกบรรหารให้ปลดพล...อนันต์ออกจากราชการและมีรูปถ่ายหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ทของพล...อนันต์และหม่อมสุจาริณีพร้อมประกาศว่าคนทั้งสองทรยศต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นชู้กันและข่มเหงพระธิดาของฟ้าชายคือบุษยาน้ำเพชร(สิริวรรณวรีมหิดล) และ“ถ้าใครพบบุคคลทั้งสองนี้ในที่ใด ก็ให้ช่วยกันไล่พวกมันไปและประณามความชั่วของพวกมัน” แถมท้ายด้วยคำเตือนจากฟ้าชายว่าพล...อนันต์จะเจอเรื่องที่หนักกว่านี้ถ้าขืนต่อสู้ข้อกล่าวหาและควรจะรีบออกจากประเทศไทยไปโดยไม่ต้องกลับมาอีก มีเอกสารเป็นคำสั่งของฟ้าชายต่อกระทรวงการต่างประเทศลงวันที่ 24 พฤษภาคมให้ยกเลิกหนังสือเดินทางของพล...อนันต์และหม่อมสุจาริณี โดยมีเอกสารเผยแพร่ไปทั่วกรุงเทพและภาพเปลือยของหม่อมสุจาริณีเป็นแผ่นดิสเก็ตส่งไปตามสถานทูตและสำนักงานหนังสือพิมพ์พร้อมทั้งการเผยแพร่ทางอินเตอร์เนต นอกจากนี้ยังทรงโปรดการถ่ายภาพเปลือยของพระชายาโดยบางครั้งให้ช่างภาพนักถ่ายรูปเปลือยถ่ายภาพเปลือยแบบผายพระชงฆ์(แหกขา)ของหม่อมศรีรัศมิ์และข่าวว่าทรงฉายพระฉายาหม่อมพลอยแสง สุวรรณสถิตย์ ในชุดทรงตะปิ้ง(เครื่องปิดของลับของหญิงทำด้วยเงิน ทองหรือนาก ฯลฯ) คุณพลอยเป็นนางแบบแอร์โฮสเตรสการบินไทยที่มีข่าวว่าอุตส่าห์เปลี่ยนนามสกุลเป็นวชิรารักภักดีและมักจะทรงโปรดพาไปเที่ยวเวียงจันทน์โดยเสด็จร่วมกับนางเอกละครเรื่องผัวๆเมียๆทางโทรทัศน์ โดยมักจะไปที่โรงแรมโนโวเทลซึ่งมีสัญญากับการบินไทยแต่ทรงโปรดประทับที่บูติคโฮเตลหรือโรงแรมประเภทบ้านไม้ที่มีสวนและตกแต่งอย่างดี ขณะที่พระองค์ก็ทรงได้รับการถวายตำแหน่งที่ปรึกษาใหญ่ของการบินไทยว่ากันว่าทรงเสวยเงินเดือนราวเจ็ดแสนบาทและรับสั่งให้เปลี่ยนเครื่องแบบแอร์โฮสเตรสเพื่อหาเรื่องถลุงเงินของการบินตามพระสติปัญญาของพระองค์

คนทั้งกรุงเทพฯพากันตกตะลึงพูดไม่ออก ในช่วงเตรียมการฉลองพิธีกาญจนาภิเษกครองราชย์ 50 ปีและบรรยากาศทางการเมืองที่เข้มข้นจากการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายบรรหารที่กำลังตกต่ำไม่เป็นท่า โดยมีหนังสือพิมพ์เพียงสองฉบับเท่านั้นที่กล้ารายงานเรื่องนี้ คือ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสท์กับสยามโพสท์ซึ่งมีสายเชื่อมโยงกับมรว.ตรีทศยศ เทวกุลซึ่งเป็นคนสนิทของพลเอกเปรม ต่อมาจึงค่อยๆมีคำอธิบายออกมาว่าทางวังเชื่อว่าหม่อมสุจาริณีอยู่ที่ลอนดอนพร้อมลูกๆและได้ข่มเหงรังแกบุษยาน้ำเพชรลูกสาวคนเล็กที่เกิดมาผิดคำทำนายที่ว่าหม่อมสุจาริณีจะได้เป็นพระราชินีถ้าหากว่ามีลูกชายห้าคน ประมาณวันที่ 23 พฤษภาคมฟ้าชายได้บินไปอังกฤษและนำพระธิดากลับมาพร้อมทั้งรับสั่งให้นายกบรรหารถอดถอนและประณามพล...อนันต์กับหม่อมสุจาริณี มีรายงานว่านายกบรรหารได้เข้าเฝ้าฟ้าชายและในหลวงหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขณะที่มีข่าวว่าหม่อมสุจาริณีได้เข้าแจ้งความกับตำรวจอังกฤษว่าลูกสาวของตนถูกลักพาตัว แต่ทางวังของไทยและวังของอังฤษก็คงร่วมมือกันจัดการให้เรื่องเงียบไป



เรื่องจริงจะเป็นอย่างไรนั้นไม่มีข่าวที่ชัดเจน บางทีอาจเกี่ยวข้องกับการข่มเหงรังแกบุษยาน้ำเพชร ถึงแม้ว่าฟ้าชายวชิราลงกรณ์จะไม่เคยสนใจธิดาพระองค์นี้มาก่อนเลยก็ตาม ส่วนเรื่องการคบชู้ระหว่างหม่อมสุจาริณีกับพล...อนันต์ที่เป็นคนรับใช้และเป็นนักบินร่วมบินของฟ้าชายมานานหลายปี เรื่องนี้ได้ดำเนินมาสามปีแล้วเป็นอย่างน้อยโดยได้รับความเห็นชอบจากฟ้าชายเองเพราะเป็นที่ทราบกันดีในหมู่คนชั้นสูงว่าฟ้าชายทรงโปรดปรานการแอบดูพระชายาแสดงบทรักร่วมกับนายทหารของพระองค์โดยทรงติดกล้องวงจรปิดไว้ในห้องนอน แต่เหตุผลที่แท้จริงของการขับไล่หม่อมสุจาริณีจะเป็นอย่างไรนั้นไม่สำคัญ ไม่ว่าฟ้าชายวชิราลงกรณ์จะทรงประพฤติพระองค์ชั่วช้าเสเพลเพียงใด ประชาชนไทยก็พร้อมที่จะยอมรับว่าหม่อมสุจาริณีกับพล...อนันต์ได้ทรยศต่อฟ้าชาย และหม่อมสุจาริณีได้ข่มเหงน้ำใจเจ้าหญิงตัวน้อย วังสรุปว่าหม่อมสุจาริณีไม่เหมาะกับการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวงศ์ ในที่สุด ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ก็ทรงผ่านพ้นวิกฤติการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างสง่าผ่าเผย (ข่าววงในว่าขบวนของหม่อมสุจารณีถูกจับพร้อมยาเสพติดที่สนามบินประเทศอังกฤษ ขณะที่ฟ้าชายเริ่มมีนางบำเรอคนใหม่ โดยที่สุจารณีก็กลุ้มใจหนัก ฟ้าชายและวังจึงต้องสร้างเรื่องเพื่อตัดหม่อมสุจาริณีออกไปและกันไม่ให้คดีค้ายาเสพติดพัวพันมาถึงพระราชวงศ์) และเพื่อเน้นย้ำถึงพระบุญญาธิการที่ทรงสามารถฝ่ามรสุมปั่นป่วนมาได้ ในวันที่ 28 พฤษภาคม ฟ้าชายทรงทำพิธีหล่อพระพุทธรูปทองคำในพระบรมมหาราชวัง และทรงเสด็จแทนพระเจ้าอยู่หัวหลายครั้งเพื่อเป็นประธานในงานพระศพและสองสัปดาห์ต่อมา ได้เสด็จร่วมในงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกเสวยราชย์ 50 ปี โดยมีพระองค์เจ้าโสมสวลีกับพระธิดาทั้งสองประทับเคียงข้างตลอดเวลา วันที่ 13 กรกฎาคม ฟ้าชายเสด็จร่วมงานวันประสูติโสมสวลีพร้อมกับพระธิดาทั้งสองพระองค์อีกเช่นเคย และโสมสวลีก็ไปร่วมงานวันพระราชสมภพของฟ้าชายในวันที่ 28 กรกฎาคม เช่นกัน

สำหรับคนไทยจำนวนมาก นี่คือตอนจบแบบมีความสุขของเทพนิยายที่เจ้าชายจอมเสเพลผู้หลงผิดได้กลับคืนสู่อ้อมอกของเจ้าหญิงโสมสวลีผู้แสนดี พระชายาผู้อดทนที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์เลือดขัตติยะแท้ผู้เหมาะสมโดยประการทั้งปวง เพื่อหาเรื่องอธิบายความแก้ตัวเรื่องความเหลวแหลกที่เกิด ทางวังได้ยกเมฆเอาเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์เหนือมนุษย์ของพวกตนขึ้นมากล่าวอ้างโดยยืนยันว่าฟ้าชายกับหม่อมสุจาริณีไม่ได้มีอะไรกันมากไปกว่าการอยู่ร่วมกันแบบเจ้ากับไพร่โดยที่ฝ่ายหญิงไม่ได้รับการสถาปนาเป็นพระราชวงศ์แต่ยังคงเป็นไพร่สามัญชนเหมือนเดิมจึงไม่ได้มีความหมายอะไร แถมยังบอกอีกว่าการอภิเษกสมรสกับโสมสวลียังคงมีผลอยู่ ถือว่ายังไม่ได้หย่าขาดจากกัน ม..พีระพงษ์ เกษมศรี ราชเลขาธิการของในหลวงพยายามอธิบายอย่างไม่อายว่า การที่ฟ้าชายชนะคดีฟ้องหย่าจากโสมสวลีไม่มีผลเพราะมันถูกจัดการในห้องพิจารณาของศาล แต่ไม่ได้มีพระราชพิธีหย่ากันในวังที่มีพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประธานในพระราชพิธี ส่วนการแต่งงานของฟ้าชายกับหม่อมสุจาริณีก็ไม่เคยกระทำเป็นทางการเพราะมีแต่พิธีการที่ทำขึ้นในวัง แต่ไม่เคยมีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เอาเป็นว่าวังใหญ่กว่าศาล คือ วังไม่ยอมรับกฎหมายหรือการจดทะเบียนสมรส โดยถือว่าพระราชพิธีศักดิ์สิทธิ์กว่าใบทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

แต่พอถึงสิ้นปี ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ก็กลับมาเป็นเจ้าชายที่เสเพลเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทรงเลิกออกงานกับโสมสวลี และทรงใช้เวลาล่าพรหมจรรย์สาวๆ ที่สรรหามาจากแหล่งต่างๆ พระองค์ยังคงประทับอยู่ที่วังนนทบุรีและวางแผนจะไล่โสมสวลีออกจากวังที่อยู่ในเมือง

ว่ากันว่าฟ้าชายทรงอยู่เบื้องหลังการปลดอธิบดีกรมตำรวจพล...พจน์ บุณยะจินดา เพราะพล...พจน์กับภรรยาที่เป็นนางสนองในวังของฟ้าชายถูกกล่าวหาว่าได้ช่วยหม่อมสุจาริณีหนีออกนอกประเทศพร้อมเครื่องเพชรทั้งหมด มันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ารัชทายาทของพระราชวงศ์ไทยที่กำลังจะมีแววได้เป็นรัชกาลที่สิบ ด้วยวัย 44 ชันษานั้น ยังคงทรงดุร้ายและอยู่นอกเหนือการควบคุม

บางคนคิดว่าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงสามารถหาเรื่องมาปลอบพระทัยได้จากความประพฤติอันดีเลิศไม่มีด่างพร้อยของพระราชธิดาอีกพระองค์หนึ่งคือ ฟ้าหญิงสิรินธร แต่ฟ้าหญิงสิรินธรก็ทรงทำให้พระเจ้าอยู่หัวทรงผิดหวังอยู่บ้างเหมือนกัน แม้ว่าฟ้าหญิงสิรินธรจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่พระองค์แทบจะไม่มีแววที่จะเป็นผู้กุมอำนาจของวังให้ได้ดี ทรงดูอ่อนต่อโลกและทำพระองค์เป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต เอาแต่เขียนและพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการเสด็จประพาสต่างแดนของพระองค์ ทรงสนพระทัยในประวัติศาสตร์และโบราณคดี ขณะเดียวกันก็ทรงหลบเลี่ยงแรงกดดันอันเกิดจากฟ้าชายผู้เป็นพระเชษฐาและจากวังในเรื่องการเป็นคู่ชิงพระราชบัลลังก์ด้วยการเสด็จประพาสต่างประเทศบ่อย ๆ พอพระชนม์ย่าง 40 ชันษาในปี 2538 ฟ้าหญิงสิรินธรทรงแสดงแววของความมีวุฒิภาวะและพระบารมีในสถานะของพระองค์ที่ทรงสามารถสยบผู้คนที่รายรอบพระองค์ได้อย่างง่ายดาย และทรงแสดงความเห็นเป็นการส่วนพระองค์ด้วยความมั่นอกมั่นพระทัย กระทั่งในประเด็นการเมือง ทรงรับหน้าที่ดูแลพระธิดาของฟ้าชายวชิราลงกรณ์คือพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่กลายเป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งสำหรับการสืบราชนั่งบัลลังก์หลังจากถูกหม่อมสุจาริณีไล่ออกจากวังไป โดยฟ้าหญิงสิรินธรยังได้ทรงช่วยสร้างภาพให้โสมสวลีอีกด้วย แต่พระองค์ก็ยังคงเป็นที่อึดอัดขัดใจของในหลวงที่ทรงมอบให้ฟ้าหญิงสิรินธรได้เป็นรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ ทรงคาดหวังให้ฟ้าหญิงสิรินธรได้แสดงพระองค์ว่าทรงมีพระปรีชาสามารถเหมือนพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องภูมิศาสตร์ อุทกศาสตร์ การสื่อสารและการเกษตร แต่ฟ้าหญิงเองก็ทรงยอมรับว่าพระองค์ทรงทำให้พระราชบิดาผิดหวัง เพราะพระองค์ทรงเจริญพระวรกายอ้วนอุ้ยอ้ายมากทำให้ทรงลำบากที่จะลุยโคลนและปีนป่ายภูเขาเพื่อไปยังหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล ทำให้ในหลวงภูมิพลทรงประทับนั่งลำบากพระทัยกลางทางแยกไม่รู้จะเลือกใครดี ระหว่างพระโอรสผู้ทรงมีพลังในการทรงใช้อำนาจแต่มีวิจารณญาณที่ชั่วร้ายและไม่สนพระทัยประชาชน กับพระราชธิดาผู้ทรงใส่พระทัยและมีพระวิจารณญาณที่ดี แต่ทรงไม่มีพลังในการใช้อำนาจ

ท่ามกลางการโหมโฆษณามหกรรมแห่งการเฉลิมฉลองการครองศิริราชสมบัตินาน 50 ปีหรือกาญจนาภิเษก ทำให้ไม่มีเรื่องอะไรที่สามารถสร้างความกระทบกระเทือนต่อพระบารมีของในหลวง และในวันเฉลิมพระชนมพรรษาในปี 2539 แทนที่พระองค์จะต้องทรงทอดถอนรำพึงรำพันในเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นอย่างพระนางเจ้าเอลิซาเบธแห่งสหราชอาณาจักร พระเจ้าอยู่หัวกลับทรงมีพระบรมราโชวาทที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพระบุญญาบารมีแบบผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับชีวิตของคนเรา พระราชอาณาจักรของพระองค์ และพระปรีชาสามารถตลอดจนความสำเร็จในรัชกาลของพระองค์ ทรงแสดงหลักปรัชญาความคิดไปเรื่อยเปื่อย รวมทั้งความงมงายหมกมุ่นเกี่ยวกับตัวเลข วันเวลาของวาระการเฉลิมฉลอง อายุเฉลี่ยของคนที่นั่งฟังพระบรมราโชวาท และอื่นๆ หลังจากนั้นทรงตรัสว่าประชาชนต้องการให้พระองค์ปกครองประเทศไทยต่อไปอีก 50 ปี ทรงทำท่าพิจารณาใคร่ครวญอย่างผู้ที่ตรัสรู้แล้วว่าประเทศได้พัฒนาดีขี้นมากเพียงใดแล้วในรัชสมัยของพระองค์ ทรงย้ำว่า “จะบอกว่าสมัยโน้นกับสมัยนี้เป็นอย่างไร ต่างกันไหม ต่างกัน จะว่าสมัยโน้นดีกว่าสมัยนี้ ก็พูดไม่ได้ ว่าสมัยนี้ดีกว่าสมัยโน้นก็พูดไม่ได้ อยู่ในปัจจุบันนี้ เรามีสิ่งใด เราก็มีอยู่ในปัจจุบัน ในอดีตเราเคยมีอะไรก็ผ่านไปแล้ว ในอนาคตจะมีอย่างไร ก็จะต้องคอยดูว่าร่วมกันสร้างอย่างไร ถ้ารวมกันสร้างดีก็ดี ถ้ารวมกันสร้างไม่ดี ก็เสียใจ ก็ไม่ดี...ปัญหามีอยู่ว่า คำว่า ดี คืออะไร ไม่มีทางที่จะวิเคราะห์ศัพท์ว่า “ดี” คือคำว่า ดี นี่มันสั้นๆ รู้สึกว่าจะเป็นคำที่สั้นสุดในภาษา อาจจะไม่สั้นที่สุด ยังมีคำที่สั้นกว่า แต่อย่างไรก็สั้นมาก ใครจะมาวิเคราะห์คำนี้ได้รู้สึกว่ายาก เพราะว่าแต่ละคนก็นึกว่าดี แต่ไม่แน่ว่าใช่หรือไม่ใช่ อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดคร่าว ๆ ความดี คนก็เข้าใจ แต่จะบอกว่าเป็นอะไร ยาก ความดีคืออะไรที่ทำให้เรามีความสงบความสุขใจแท้ๆ เป็นผลดี คนที่ไม่ดีเรียกว่าคนเลว คำว่าเลวนี้ก็ยาวกว่าหน่อย คนเลวก็ไม่รู้จะวิเคราะห์ว่าอะไร... คนดีทำให้คนอื่นดีได้ หมายความว่าคนดีทำให้เกิดความดีในสังคม คนอื่นก็ดีไปด้วย ความเลวนั้นจะใช้คนดีเป็นคนเลว ก็ยาก แต่เป็นไปได้ ถ้าคนดีเข้มแข็งในความดี จะให้คนเลวมาทำให้คนดีเป็นคนเลวยาก สำคัญอยู่ที่ความเข้มแข็งของคนดี.” ทรงตรัสต่อไปว่าหากมีธรรมชี้นำ ประเทศชาติจะเจริญก้าวหน้าอย่างที่เป็นมาในช่วง 50 ปีแรกของพระองค์ เมื่อทรงตรัสจบและทรงเสด็จออกยังส่วนภายนอกที่มีประชาชนหลายพันรออยู่ พวกเขาพากันยัดธนบัตรใส่พระหัตถ์ของพระองค์อย่างกระตือรือล้นขณะที่เสด็จผ่านไปตามทาง เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่คนจนที่สุดถวายมอบเงินให้กับพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงร่ำรวยที่สุด ด้วยหวังว่าจะก่อบุญกุศลให้ชะตาชีวิตของตนดีขึ้น

ในการพระราชทานพระบรมราโชวาทในคืนวันส่งท้ายปีเก่า ทรงขอบคุณประชาชนสำหรับการเฉลิมฉลองที่ใหญ่โตมโหฬาร ทรงตรัสถึงเหตุการณ์สำคัญๆ แห่งปี เช่น นักมวยไทยชนะเหรียญทองโอลิมปิก การเสด็จเยือนของพระนางเจ้าเอลิซาเบ็ธและการเดนทางเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีบิล คลินตัน และการที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดระหว่างประเทศสำคัญสองงาน ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงในลักษณะใดลักษณะหนึ่งถึงความสำเร็จของรัชสมัยของพระองค์

จะว่าไปแล้วคงต้องให้ความเป็นธรรมต่อฟ้าชายจอมเสเพล เพราะพระองค์คงจะไม่ทรงรู้ผิดชอบชั่วดีเนื่องจากมีแต่คนเอาพระทัยและคอยแต่ประจบสอพลอ พระราชบิดาและพระราชมารดาคงเอาไม่อยู่หรืออาจเป็นแบบที่ชาวบ้านชอบด่ากันว่า เป็นลูกที่พ่อแม่ไม่สั่งสอน คือไม่สอนให้รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก จึงได้ทรงมีพระนิสัยถาวรในการประพฤติปฏิบัติแต่เรื่องเลวๆเสมอมา

แต่ไปๆมาๆ พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงสามารถสรุปได้เองเสมอว่า ประเทศไทยนั้นโชคดีหนักหนาที่ได้มีพระมหาราชาอย่างพระองค์ ทำให้มีแต่เรื่องดีๆสิ่งดีๆ นี่ถ้าไม่มีพระราชวงศ์ของพระองค์ ก็คงน่าเป็นห่วงว่าประเทศชาติคงจะย่ำแย่หรือย่ำเท้ากว่าที่เป็นอยู่ในรัชสมัยที่นานแสนนานของพระองค์ จะว่าทรงตรัสเอาแต่ได้ หรือว่าทรงยกพระหางของพระองค์เองก็คงไม่ผิดมากนัก ////