Is owner
View only
Upload & Edit
Download
Share
Add to my account
Buy ads here

บทนำ

กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว อาณาจักรโบราณนามแอตแลนติส ได้สถิตอยู่ในความทรงจำของคนทั้งโลก ทั้งนี้ เนื่องมาจากความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของอาณาจักร แอตแลนติสเป็นดินแดนที่ร่ำรวยด้วยทรัพยากร มีเทคโนโลยีทางวัตถุที่สูงส่ง ซึง่ท้ายที่สุดก็นำเอาความล่มจมมาสู่ผู้ถือครองเทคโนโลยี แอตแลนติส... เป็นอาณาจักรในฝันที่ถูกถ่ายทอดผ่านกาลเวลามาจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง จากเรื่องเล่าขานกลายเป็นตำนาน จากตำนานกลายเป็นเทพนิยาย ไม่มีใครในปัจจุบันสามารถพิสูจน์ได้ว่า แท้ที่จริง อาณาจักรนี้เคยดำรงคงอยู่หรือไม่ ถ้าเคยมีอยู่จริง แอตแลนติสนั้นตั้งอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้?

สิ่งที่นักโบราณคดและนักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ก็เป็นเพียงเรื่องเล่าจากวรรณกรรมโบราณ หลักฐานทางประวัติศาสตร์อันน่าฉงนเพียงไม่กี่ชิ้น ซึ่งระบุไม่ได้ด้วยซ้ำว่า โบราณวัตถุเหล่านั้น คือผลพวงจากอารยธรรมแอตแลนติสหรือไม่ หรือว่าแอตแลนติสจะเป็นเช่นเดียวกับทรอยและไมซีนี่ ที่แรกเริ่มเดิมที ทุกคนเข้าใจว่า เป็นเพียงเมืองในตำนานที่กวีจินตนาการขึ้น หาได้มีอยู่ในโลกนี้จริงๆไม่

เรื่องราวของอาณาจักรอันรุ่งเรือง ที่ล่มสลายไปเพราะภัยพิบัติ ดูจะเป็นสากลที่มีอยู่ในตำนานเล่าขานของทุกชนชาติ วีรบุรุษผู้นั่งเรือข้ามขอบฟ้าของอเมริกาใต้ ทายาทของอาณาจักรโบราณที่ล่มสลาย อาณาจักรแห่งเทพของธิเบต ที่เป็นที่พำนักของเผ่าพงศ์ศักดิ์สิทธิ พระราชวังใต้ดินแห่งเทือกเขาหิมาลัยของอินเดีย มหาปิระมิดคูฟู เรื่องราวเหล่านี้ ดูจะสอดคล้องกันในแง่ของการตกทอดทางอารยธรรมที่ล่มสลายไปแล้ว ทว่า ห่วงโซ่ที่จะร้อยเอาเรื่องราวเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อพิสูจน์ว่า มันมาจากต้นตอเดียวกันนั้น ยังไม่มีใครค้นพบ หรืออีกนัยหนึ่ง มนุษย์ในปัจจุบัน ยังหากุญแจสำคัญในการไขเรื่องราวของอาณาจักรโบราณนี้ไม่เจอ ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าก็เพียงแต่กระพี้เล็กๆที่ไม่ใช่แก่น ถึงกระนั้น นัยสำคัญของกระพี้เหล่านั้น ก็บ่งบอกเราอยู่เป็นราางๆว่า เรื่องราวของแอตแลนติส ไม่ได้เป็นเพียงตำนานที่ไร้ตัวตนอีกต่อไปแล้ว ยิ่งวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเจริญก้าวหน้าเท่าใด เราก็ยิ่งฉงนฉงายกับเรื่องราวที่เราเคยมองว่า "โบราณ" และ "ล้าสมัย" มากขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่ท่านจะได้สัมผัสต่อไปนี้ คือส่วนหนึ่งของหลักฐานชิ้นเล็กหลายๆชิ้น ซึ่งนักค้นคว้าบางกลุ่มนำมาปะติดปะต่อกัน เพื่อยืนยันการคงอยู่ รวมทั้งเป็นเข็มทิศคลำทางไปสู่ถนนสายหลักของนครแห่งความฝัน ที่มีนามว่า "แอตแลนติส"

.. ก่อนอ่านบทนี้แนะนำให้อ่านความเป็นมาของแอตแลนติส และมุมมองของนักโบราณคดี(ที่ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก)ได้ จากที่นี่ครับ

 

ภาคที่หนึ่ง ตำนานหรือข้อเท็จจริง

การจมหายของผืนแผ่นดินลงสู่ก้นมหาสมุทร ด้วยอานุภาพของแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟ ดูจะเป็นที่เล่าขานสืบกันมานานในประวัติศาสตร์ แห่งชาติพันธุ์มนุษย์ เรื่องที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเรานั้นก็ได้แก่ การระเบิดและจมลงสู่ก้นมหาสมุทร ของเกาะกรากาตั้วที่อยู่ระหว่างเกาะสุมาตราและชวา อันมีสาเหตุมาจากภูเขาไฟชื่อเดียวกัน ผลจากแรงระเบิดทำให้เกิดคลื่นสูงถึง 100 ฟุต กวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างจมหายไปกับคลื่นยักษ์ เสียงกัมปนาทของภูเขาไฟได้ยินไปถึงทวีปออสเตรเลีย ชั้นบรรยากาศโลกปั่นปวนและมืดทพมึนไปด้วยฝุ่นและลาวาจากปากปล่องภูเขาไฟ...

ภูเขาไฟ ภัยพิบัติที่น่ากลัวอีกประการหนึ่งของมนุษย์

เป็นไงครับ พอจะนึกภาพออกไหมกับการระเบิดในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการระเบิดอย่างรุนแรงที่สุด เท่าที่มนุษย์รุ่นใหม่ยุคจรวดอย่างพวกเราได้ทันพานพบ การระเบิดของกรากระตั้ว สะเทือนทั้งโลกสะเทือนทั้งขวัญผู้คนอย่างรุนแรง เพราะเกาะใหญ่ระดับอนุทวีปเกาะหนึ่ง จมหายมิดไม่เหลือแม้แต่นิดเดียวภายในเวลาไม่นาน เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สิบปีก่อนนี้เอง ตอนนี้เล่าครับ? การระเบิดของภูเขาไฟกรากระตั้ว กลายเป็นแค่ตำนานยุคใหม่ กาลเวลาได้ลบเลือนมันออกไปจากความทรงจำของผู้คน น้อยคนนักที่จะระลึกถึงการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาครั้งใหญ่ ซึ่งเกิดในช่วงอายุคนที่ผ่านมาของพวกเรานี้เอง

สิ่งนี้พอจะทำให้เราหวนระลึกได้ไหมว่า บางที การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาครั้งสำคัญ อาจเกิดขึ้นบนโลกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และถ้าเราจะนับเรื่องของแอตแลนติสปนเข้าไปในนั้นด้วย มันก็ไม่แปลกอะไรหากทวีปใหญ่ๆซักทวีป จะหายไปจากโลกในพริบตา อารยธรรมที่สั่งสมกันมาแสนนานสามารถล่มสลายกันได้ในชั่วข้ามคืน ก็เพราะการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยานี่แหละ

การศึกษาในปัจจุบันทำให้เราทราบว่า มีนครโบราณ ดินแดนที่รุ่งเรืองด้วยอารยธรรมมากมาย ที่ล่มสลายไปกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิศาสตร์ นครอีทรัสกัน, โอสกูเรีย แม้กระทั่งท่าเรือใหญ่แห่งทะเลเอเดรียติคของกรีก ปัจจุบันก็นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ก้นทะเล ทิ้งความรุ่งเรืองเมื่อครั้งอดีตกาลให้ลูกหลานรุ่นปัจจุบันได้ระลึกถึงเท่านั้น ทีนี้เราลองมาดูเรื่องราวที่ฟังดูคล้ายกับนิทานดูกันบ้างไหมครับ หลายๆเรื่องที่เล่ากันมา ผู้คนนึกว่าเป็นตำนาน หรือไม่ก้เรื่องเล่าปรำปราเท่านั้น แต่กลับมาเจอเอาว่าเป็นเรื่องจริง เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปช่วงหนึ่ง นายโซนิคขอยกเคสของวิหารจูปิเตอร์ ที่อิตาลี สร้างเมื่อประมาณร้อยกว่าปีก่อนคริสตกาล มีชื่อในความโออ่าสวยงามเป็นอย่างมาก อารามนี้ค่อยๆจมลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และโผล่ขึ้นเหนือน้ำอีกครั้งเมื่อปี 1742 และในปัจจุบัน มันก็กลับจมอยู่ก้นทะเลเช่นเดิม ส่วนป้อมปืนแห่งคาราวาน-ซาไรแห่งทะเลแคสเปียนนั้นเล่า มันค่อยๆจมหายลงไปในทะเลพร้อมทั้งเอกสารทั้งหมดเกี่ยวกับตัวมัน จนทำให้คนยุคหลังคิดว่าป้อมนี้เป็นแค่นิทานที่เล่าสืบต่อกันมา แต่แล้วเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อน ป้อมนี้ก็โผล่ขึ้นมาเป็นเกาะเล็กๆเหนือน้ำ และสามารถเห็นได้เด่นชัดมากในปัจจุบัน

ไม่เพียงแต่เกาะหรือแนวทะเลแถบชายฝั่งเท่านั้นหรอกนะครับ แผ่นดินหรือทวีปผืนใหญ่ๆก็เคยยกตัวหรือจมลงจากระดับปกติของมันมาแล้วทั้งนั้น อย่างประเทศไทยแถบภูกระดึง หรือภาคอิสาน เมื่อก่อนก็เป็นทะเล ขณะนี้ประเทศฝรั่งเศสและอิตาลีกำลังยุบตัวลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แถบหิมาลัยกำลังยกตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก บางทีก็ค่อยเป็นค่อยไปชนิดสองมิลลิเมตรต่อศตวรรษ แต่บางคราวก็ปุบปับอย่างน่าใจหาย ส่วนที่นักวิทยาศาสตร์คาดว่า เป้นส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบปุบปับและรุนแรงที่สุด ก็คือส่วนที่เป็นมหาสมุทรแอตแลนติคในปัจจุบัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดเดาว่า บริเวณนั้น น่าจะเคยเป็นทวีปใหญ่และผืนแผ่นดินมาก่อน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แอตแลนติส อาจจมอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติคก็เป็นได้ น่าเสียดายที่ปัจจุบัน เรายังไม่มีหลักฐานที่เด่นชัดมายืนยัน

หลักฐานสำคัญที่ควรสนใจอยู่ที่เทือกเขาแอนดิสครับ มาดูกันดีกว่าว่า ที่นั่นมีอะไรน่าสนใจ แะลพอจะตอบคำถามที่พวกเราสงสัยกันได้ไหมว่า แท้ที่จริง แอตแลนติส ล่มสลายเพราะสงครามหรือภัยพิบัติตามธรรมชาติกันแน่?

กล่าวถึงเทือกเขาแอนดิส ทุกคนคงจะรู้จักดี โดยเฉพาะบริเวณเชิงเขาที่เต็มไปด้วยอาณาบริเวณของชนเผ่า สิ่งก่อสร้าง ที่บ่งถึงอารยธรรมอันเก่าแก่ นักวิชาการหลายท่านได้ให้ข้อสังเกตว่า เทือกเขาดังกล่าวเมื่อก่อนมิได้สูงชะลูดชูดชันขนาดดังในปัจจุบัน หากแต่มันต้องเกิดการยกตัวขึ้นอย่างทันทีทันใดในเวลาไม่นานมานี้ ที่ว่าไม่นานคือ อยู่ในช่วงเวลาที่มนุษย์สามารถพัฒนาอารยธรรม จนกระทั่งมีเรือขนาดใหญ่ใช้กันน่านล่ะครับ

หลักฐานอยู่ตรงไหน? เรามาดูบริเวณทะเลสาบติติคาคากันเสียหน่อย ทะเลสาบอันโด่งดังแห่งนี้ อยู่บริเวณเทือกเขาแอนดิสซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 12,500 ฟุต และห่างจากมหาสมุทรแปซิฟิกถึง 200 ไมล์นั้น มันดันมีท่าเรือโบราณตั้งอยู่น่ะสิครับ แหวนสำหรับเคเบิลเรือที่นักสำรวจพบที่นั่น มันใหญ่ขนาดพอที่จะใช้กับเรือเดินสมุทรขึ้นไป อีกประการ ตำนานโบร่ำโบราณที่กล่าวถึงกษัตริย์พระอาทิตย์ผู้ปกครองดินแดนก็ดี ซากสัตว์ทะเลที่พบในบริเวณนั้นก็ดี ล้วนแต่บ่งบอกกับเราว่า เทือเขาแอนดิสน่าจะเป็นมหาสมุทร หรือชายฝั่งทางตะวันตกของอเมริกาใต้มาก่อน

ที่พูดมาเสียยืดยาวนี่ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ อยากจะให้ตั้งข้อสังเกตกันเท่านั้นแหละว่า เป็นไปได้ไหมที่สาเหตุของการยกตัวอย่างฉับพลันบริเวณเทือกเขาแอนดิส มาจากการจมลงอย่างปัจจุบันทันด่วนของอนุทวีปแอตแลนติส?

จุดจบของแอตแลนติส อาจไม่ได้มาจากสงครามหรือการลงทัณฑ์ของทวยเทพ แต่เป็นภัยพิบัติตามธรรมชาติโดยแท้จริง ภัยสะท้านโลกครั้งนี้ แม้จะทำลายอารยธรรมแอตแลนติสลงอย่างสิ้นเชิง กระนั้น มรดกทางอารยธรรมที่ยังเหลือมาสู่หูตาอนุชนรุ่นหลัง ก็ยังมีอยู่มากมายกระจัดกระจายกันไปทั่วโลก ดังที่ท่านจะได้พบได้เจอไปทีละอย่างสองอย่าง ในสารคดีมหายาวของนายโซนิคชุดนี้ครับ

แอตแลนติสในวรรณกรรม

อาจกล่าวได้ว่าโลกได้รับทราบรายละเอียดของแอตแลนติสจากงานชื่อ "ทิไมอุสและคริติอัส" ของเพลโต ซึ่งได้มาจากปรัชญาเมธีโซลอน ซึ่งไปเอาเรื่องเหล่านี้จากนักบวชแห่งอียิปต์อีกต่อหนึ่ง (หลายซึ่งจังวุ๊ย) ในครั้งที่โซลอนเดินทางไปยังอียิปต์เมื่อ 560 ปีก่อนคริสตกาลครับ

โซลอนเอาข้อมูลเหล่านี้มาจากนักบวชไอยคุปต์จากวิทยาลัยสงฆ์ที่นั่น โดยเอามาจากเอกสารโบราณอายุนับพันๆปี บันทึกดังกล่าวพูดถึงทวีปที่อยู่ไกลโพ้น ถัดจากบริเวณที่เรียกว่าเสาหินของเฮอร์คิวลิส (แถวช่องแคบยิบรอลต้าในปัจจุบัน) ซึ่งจมลงเมื่อประมาณ 9560 ปี ก่อนคริตกาล ครับ... ทวีปนั้นก็คือแอตแลนติสนั่นเอง

"ถัดจากเสาหินของเฮอร์คิวลิส? มันก็อเมริกาน่ะสิ ที่แท้แอตแลนติสก็หมายถึงทวีปอเมริกานี่เอง..." ยังครับ ยัง.. อย่าเพิ่งสรุปอะไรง่ายๆอย่างนั้น ดูจากแผนที่โลกโบราณมันก็ดูเหมือนจะใช่อยู่หรอก แล้วถ้าเทียบเคียงความเจริญของหลายๆชนเผ่า เช่น อินคา มายา แอสเท็ค มันก็ยิ่งเข้าเค้าว่า แอตแลนติสตามคำบรรยายของเพลโต ปัจจุบันคือทวีปอเมริกา แต่เปล่าหรอกครับ... มันไม่ง่ายขนาดนั้น อย่างแรก เพลโตมิได้สับสนเรื่องทวีปอย่างแน่นอน เพราะในงานเขียนของเขากล่าวว่า ถัดจากแอตแลนติสออกไปทางตะวันตกยังมีทวีปใหญ่อยู่ด้วย (นั่นแหละ อเมริกา) และมหาสมุทรในความหมายของเพลโต คือมหาสมุทรที่เป็นมหาสมุทรจริงๆ มิใช่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่เป็นเพียงทะเลท้องถิ่นแถบบ้านเกิดของเพลโต

รายละเอียดของแอตแลนติสในงานเขียนของเพลโต กล่าวไว้อย่างน่าสนใจทีเดียวครับ เพลโตกล่าวถึงแอตแลนติสว่า เป็นเกาะขนาดอนุทวีป มีที่ราบแห้งแล้งในใจกลางเกาะ แนวเขาสูงเป็นปราการธรรมชาติกั้นลมอยู่ทางเหนือ สภาพอากาศอยู่ในแบบกึ่งเขตร้อน พืชผลอุดมสมบูรณ์พลเมืองสามารถเก็บเกี่ยวได้ปีละสองครั้ง ประเทศของแอตแลนติสมั่งคั่งด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีความรุ่งเรืองด้านอุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้น แอตแลนติสยังมีอู่ต่อเรือ คลองสำหรับคมนาคม พวกเขาติดต่อกับโลกภายนอกด้วยเรือเดินสมุทรครับ...

ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการล่มสลายของแอตแลนติส

ครับ... พูดกันหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า แอตแลนติสน่าจะล่มสลายลงในยุคน้ำแข็ง หรือเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นกว่าปีก่อน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ การที่อาณาจักรใหญ่ที่เจริญด้วยเทคโนโลยีเกิดประสบเข้ากับสิ่งที่ถึงขั้นทำให้สิ้นอารยธรรมนั้น มันต้องเป็นภัยพิบัติรุนแรงถึงขั้นกระเทือนไปทั้งโลกสิ และถ้าถึงขั้นกระเทือนไปทั่วโลกจริงๆ หลักฐานต่างๆที่บ่งชี้เกี่ยวกับอาณาจักรนี้ ก็น่าจะยังเหลืออยู่บ้าง ดังนั้น นักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงได้ทุ่มกายทุ่มใจ เพื่อหาหลักฐานมายืนยันข้อสงกาของพวกเขา ฟ้าดินไม่กลั่นแกล้งคนตั้งใจครับ อย่างน้อยๆ ความพยายามของพวกเขาก็ได้หลักฐานมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจมากทีเดียว มาดูกันสักส่วนสองส่วนไหมครับ ว่ามีอะไรบ้างที่ว่าน่าสนใจน่ะ...

. เอ็น เลดเนฟ นักวิทยาศาสตร์และนักฟิสิกข์ชาวมอสโกได้ทำวิจัยเรื่องของแอตแลนติสมานับสิบปี ท้ายที่สุด เขาสรุปงานของเขาเพียงสั้นๆว่า แอตแลนติสในตำนานมิใช่เพียงนิทานปรัมปรา แต่เอกสารทางประวัติศาสตร์โบราณ และอนุสรณ์สถานทางวัฒนธรรมหลายแห่ง บ่งชี้ว่า แอตแลนติสเคยเป็นเกาะมหึมาที่มีอยู่จริงมาก่อน

ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกคน ที่เสนอแนวคิดเกี่ยวกับแอตแลนติสเอาไว้อย่างน่าสนใจโดยเฉพาะเกี่ยวกับที่ตั้งของมันเอาไว้ว่า หากเราพิจารณาถึงกระแสน้ำอุ่นที่ไหลไปถึงมหาสมุทรอาร์คติกเมื่อระหว่างหมื่นถึงหมื่นสองพันปีที่แล้ว แอตแลนติสจะต้องคอยเป็นแนวกั้นที่คอยเบี่ยงเบนกระแสน้ำไปทางใต้ "เพราะแอตแลนติสไปขวางกระแสน้ำ แอตแลนติสจึงเป็นาเหตุของการทำให้เกิดยุคน้ำแข็ง และมันก็เป็นสาเหตุของจุดจบนั้นด้วย" เขาสรุป

ครับ เมื่อเราพิจารณาจากซากพืชพันธุ์ ซากสัตว์ทะเลที่พบในบริเวณทิศทางของกระแสน้ำดังกล่าวไหลผ่าน ก็เป็นไปได้มากทีเดียวว่าเมื่อหลายหมื่นปีก่อน มีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศและธรณีวิทยาอย่างรุนแรงในมหาสมุทรแอตแลนติค และมีผลทำให้เกาะๆหนึ่งซึ่งขวางทางไหลของกระแสน้ำอุ่นนั้นจมลง

ประเด็นนี้ดูจะเห็นพ้องต้องกันล่ะครับว่า แอตแลนติสคืออนุทวีปที่จมลงเพราะภัยพิบัติบางประการ

จากการสำรวจใต้น้ำของสมาคมธรณีวิทยาของสหรัฐเมื่อปี 1949 เกี่ยวกับจานหินปูนนับตันที่ถูกยกจากท้องมหาสมทุรแอตแลนติค ทางตอนใต้ของหมู่เกาะอาซอเรส จานเหล่านี้มีขนาดโดยเฉลี่ย 6 นิ้ว หนา 2 นิ้ว ซึ่งตรงกลางมีรูเจาะไว้อย่างน่าแปลก ขอบนอกดูเรียบแต่รูดังกล่าวถูกเจาะไว้อย่างหยาบๆ จานเหล่านี้ดูเหมือนไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แถมไม่มีใครตอบได้ด้วยว่าจะเอามันไว้ใช้ทำอะไร หอสังเกตการณ์ทางธรณีวิทยาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียให้ข้อสันนิษฐานว่า "สภาพการโค้งงอได้ของหินปูนเหล่านี้ บ่งชี้ว่าอาจเกิดขึ้นในสภาพใต้ดิน และภูเขาใต้น้ำอาจเคยเป็นเกาะในอดีตเมื่อหมื่นสองพันปีก่อนก็ได้..."

อีกตัวอย่างเบ้อเริ่มของการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา คือหุบเขาไนแองการา(อย่าบอกนะครับว่า ไม่รู้จัก)ที่เก่าถึง 12,500 ปี ข้อพิสูจน์บ่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การยกตัวของเทือกเขาคอร์ดิลเลราที่ยกขึ้นถึง 19,000 ฟุตนั้น เกิดขึ้นเมื่อหมื่นปีเศษๆมาแล้ว

แล้วยังมีตัวอย่างยิบย่อยอีกมากมาย ที่เราเห็นได้ชัดว่า เกิดธารน้ำแข็งจำนวนมากมายขึ้นเมื่อ 11,000 - 12,000 ปีมาแล้ว หลังจากธารน้ำแข็งเคลื่อนตัวลงจากขั้วโลก สภาพอากาศก็ดูจะอบอุ่นขึ้น และในสมัยเมื่อ 8000 ปีก่อน ค.. ในสมัยที่นักโบราณคดีเรียกว่ายุคหินกลางนั้น แผ่นน้ำแข็งก็เคลื่อนออกเปิดทางสายใหม่สู่แผ่นดินใหม่ให้กับสัตว์และมนุษย์ ความสอดคล้องกันของหลักฐานเหล่านี้ สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีการกั้นขวางของเกาะที่จมลง ซึ่งกันมิให้กระแสน้ำอุ่นไหลไปทางเหนือ ฟังดูแล้วงงดีไหมครับ ลองหาแผนโลกโลกหรือวาดประกอบไปด้วยก็ได้ครับ จะได้นึกภาพออก

คิดดูดีๆอีกแง่แล้ว การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาเป็นสิ่งที่ค่อยเป็นค่อยไป หากมันเกิดขึ้นจริงมันก็น่าจะมีลางบอกเหตุให้มนุษย์(ถ้ามีอยู่จริงนะครับ)ที่เจริญแล้วในยุคหมื่นกว่าปีก่อนโน้น ได้หาทางรับมือหรือแก้ไข(เหมือนที่เรากำลังวิตกเรื่องสภาวะเรือนกระจก) กันได้บ้างสิน่า... แต่ถ้าหากภัยพิบัตินั้นเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เหมือนกับจู่ๆมันก็หล่นลงมาจากบนฟ้าเสียอย่างนั้น การจจะรับมือคงเป็นไปได้ยาก... เหตุผลอันนี้ค่อยดูฟังเข้าท่าหน่อย จริงไหมครับ?

มหาภัยจากฟากฟ้า

ว่ากันว่าร่องรอยของความเจริญของมนุษย์ในทวีปต่างๆ โดยเฉพาะทวีปอเมริกา ได้หายหรือชะงักไปอย่างไม่มีใครคาดคิดเมื่อ 10,400 ปีก่อน อะไรกันแน่ครับที่เป็นสาเหตุของการหยุดชะงักทางอารยธรรมแบบนี้ คำตอบทั้งหมดดูเหมือนจะชี้ไปยังจุดเดียวกัน นั่นคือ "น้ำท่วมโลก" ในตำนาน

ปริศนาของชาวบาสค์

บาสค์คือชนเผ่าที่เคยอาศัยอยู่ในทวีปยุโรป พวกเขามีตำนานเรื่องน้ำท่วมใหญ่ ไฟไหม้และภัยพิบัติจากสงคราม บรรพบุรุษของพวกเขาได้ซ่อนตัวหลบภันอยู่ในถ้า จนรอดชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นมาได้ เรื่องราวที่น่าสนใจของชนเผ่านี้คือห่วงครับ ห่วงที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆที่ชี้ทำให้นักโบราณคดีเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ทำไมชนเผ่าเล็กๆในทวีปยุโรป จึงไปมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับอารยธรรมโบราณในอเมริกาได้อย่างน่าทึ่งขนาดนี้

ตัวอย่างเช่น ภาษาของชาวบาสค์มีความใกล้เคียงกับภาษาถิ่นอินเดียนอเมริกันอย่างยากจะอธิบายได้ มิชชันนารีชาวบาสค์ได้เทศนาชาวอเมริกันอินเดียนในกัวเตมาลาด้วยภาษาของตน และผู้คนเหล่านั้นก็ดันเข้าใจเสียด้วยสิ

แม้จะอยู่กันคนละด้านของมหาสมุทร พวกเขากลับมรความเชื่อทางศาสนาที่ใกล้เคียงกัน ชาวบาสค์นับถือพญางูเจ็ดเศียรที่ชื่อ เอเรน ซูเก คล้ายกับชาวแอซเท็คโบราณที่นับถือพญางูบิน การนับของชาวบาสค์โบราณก็เป็นจำนวนนับแบบยี่สิบไม่ใช่สิบ ซึ่งก็ตรงกับการนับของชาวอเมริกากลางโบราณอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะชาวมายา ในทำนองเดียวกันชาวบาสค์ได้มีการละเล่นลูกบอลที่ชื่อ "ไจ อะไล" โดยการผูกตะกร้าติดกับแขนคล้ายคลึงกันกาบเล่นของชาวมายาที่เรียกกันว่า "โพลอะโทก"

ชาวบาสค์ยังนับเป็นชาวยุโรปตะวันตกพวกเดียวที่ไม่ล่าสัตว์ และรักษาวัฒนธรรมการเต้นรำดั้งเดิมของบรรพชนเอาไว้ พวกเขายังเชื่อในความอมตะของร่างที่ไม่ได้ฝัง อันเป็นความเชื่อที่สอดคล้องกันกับชีวิตหลังความตายของชาวอินคาและชาวอียิปต์โบราณ ซึ่งเหล่านี้ยังไม่รวมถึงวัฒนธรรมเล็กๆน้อยๆเช่นการโพกศีรษะ ที่มีอยู่เหมือนกันทั้งในชาวบาสค์และคนโบราณในทวีปอเมริกากลาง

น่าคิดไหมครับว่า พวกเขาอาจมีจุดกำเนิดหรือบรรพบุรุษร่วมกัน?

บาลเบ็ค อารยธรรมก่อนหน้ากรีกและโรมันที่ไม่มีใครทราบที่ไปที่มา

วันพิพากษาและวันโลกาวินาศ

จากบันทึกของชาวอียิปต์โบราณทำให้เราทราบว่า "นู" เทพเจ้าแห่งน้ำทรงแนะนำให้โอรสของพระองค์คือ "รา" ให้ทำลายล้างมวลมนุษย์เมื่อชาติต่างๆหันมารวมหัวกันทรยศเทพเจ้า (รายละเอียดอยู่ในเรื่องของหอคอยบาป - - บาเบล และสงครามปิระมิด ที่ผมกำลังหาเวลาเรียบเรียงอยู่ครับ) เราอาจสรุปเรื่องราวจากเทพตำนานเหล่านั้นออกมาได้ว่า การทำลายล้างมนุษย์สามารถสำเร็จลงง่ายๆด้วยน้ำท่วมโลกจาก "นู" เทพแห่งมหาสมุทรนี่เอง

ปาปิรัสโบราณสมัยราชวงศ์ที่ 12 ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ที่เลนินกราด ได้ระบุถึงเกาะแห่งหนึ่งนามว่าเกาะงูใหญ่ ความว่า "เมื่อเจ้าจากที่แห่งนี้ไปแล้ว เราจะไม่พบเกาะนี้อีก เพราะที่แห่งนี้จะมลายหายไปกับคลื่นในมหาสมุทร" ปาปิรัวนี้ยังบรรยายถึงอุกกาบาตที่ตกลงมาและน้ำท่วมใหญ่ ความว่า "เมื่อดาวร่วงจากสวรรค์และเปลวไฟลามเลียทุกสิ่งอัน สิ่งทั้งมวลก็ไหม้ไฟ แต่กระนั้น... ข้าฯรอดพ้นมาได้แต่ผู้เดียว เมื่อข้ามองเห็นศพกองเป็นภูเขา ข้าก็แทบจะสิ้นใจด้วยความโศกาอาลัย..."

แม้ว่าเราๆท่านๆ จะยังนึกภาพของมหาภัยพิบัติซึ่งทำลายอารยธรรมแอตแลนติสลงอย่างฉับพลันไม่ออก แต่นิทานพื้นบ้านและจารึกของคนโบราณหลายชาติก็พูดถึงเรื่องราวเหล่านี้อย่างถูกต้องตรงกัน จนยากที่เราจะมองเพียงแค่ว่านี่คือผลพวงของคำๆหนึ่งซึ่งสะกดว่าบังเอิญ หรือถูกเล่าขานสืบต่อกันมาจากชาติสูชาติภายใต้กระบวนการของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เอาแค่ตัวอย่างง่ายๆที่เรารู้จักกันดีสักสองสามตัวอย่างก็ได้ครับ

มหากาพย์กิลกาเมชของชาวสุเมเรียน มีรายละเอียดของน้ำท่วมโลกและความวินาสของอารยธรรมโบราณ สิ่งหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงอย่างน่าสนใจและน่าจะถูกต้องตามความเป็นจริงก็คือ "ความอดอยากทำลายโลกมากกว่าน้ำท่วมใหญ่" ส่วนในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้นเล่า มีเรื่องของโนอาห์และเรืออาร์คที่ถูกกล่าวถึงอย่างถูกต้องตรงกัน และที่น่าสังเกตมากก็คือเรื่องราวของ เอโนช ผู้มาเตือนโนอาห์ถึงภัยพิบัติที่กำลังจะมาและภายหลังได้ขึ้นสวรรค์ไปทั้งๆที่ยังมีชีวิตอยู่ (Book Of Enoch เป็นหนังสือโบรารอีกเล่มหนึ่งที่ฮือฮากันมากครับ เพราะว่ากันว่าเนื้อหาของหนังสือโบราณเล่มนี้นั้น กล่าวถึงเรื่องมนุษย์ต่างดาวและการเดินทางสู่ห้วงอวกาศอย่างชัดเจน) โดยเอโนชได้ให้ข้อคิดกับโนอาห์ถึงบางสิ่งบางอย่างที่เป็น "ไฟทางตะวันตก" และ "ทะเลอันกว้างใหญ่ทางตะวันตก"

หลังจากน้ำท่วม สิ่งที่ตามมาก็คือความอดอยากและโรคระบาด

เมื่อประมาณพันแปดร้อยปีก่อน ลูเซียนได้บันทึกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งซึ่งแสดงว่า เรื่องน้ำท่วมใหญ่นั้นมีอยู่อย่างแน่นอนในโลกยุคโบราณ กล่าวคือนักบวชแห่งบาลเบ็ค ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเลบานอน มีพิธีศักดิ์สิทธิ์เป็นการรินน้ำจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสู่รอยแตกใกล้วิหาร เพื่อตรึงความทรงจำเรื่องการช่วยชีวิตของเทพดูคาเลียนไว้ตลอดไป พิธีกรรมนี้อาจเป้นวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือความทรงจำพื้นบ้านเกี่ยวกับน้ำท่วมใหญ่ก็เป็นได้

นิทานของพวกบุชเมนได้กล่าวถึงเกาะขนาดมหึมาอยู่ทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา แต่ต่อมาก็จมอยู่ใต้น้ำ นี่เป็นหนึ่งในตำนานจำนวนมากหลายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของแอตแลนติส ตำนานของน้ำท่วมโลกมีอยู่ในทุกทวีป โดยเฉพาะทั้งสองฝั่งของมหาสมทุร ซึ่งมันก็น่าจะเป็นเรื่องปกติถ้าหากเราถือเอาว่า ครั้งหนึ่งแอตแลนติสนั้น เคยเป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้าและวัฒนธรรมระหว่าง ยุโรป แอฟริกา และอเมริกา

ชนชาติที่เจริญก้าวหน้าอย่าน่าพิศวงของโลกโบราณเช่นชาวมายาหรืออียิปต์ ล้วนแล้วแต่มีตำนานเรื่องน้ำท่วมโลกนี้ และจากการศึกษานิทานพื้นบ้านของชาวอเมริกันอินเดียนโลยละเอียดแล้ว ทำให้เราทราบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า มีชนเผ่าอเมริกันอินเดียนกว่า 130 เผ่าเลยทีเดียวที่มีตำนานเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกที่คล้ายคลึงกัน ถูกเล่าสืบต่อกันมาจากยุคบรรพบุรุษ

แล้วตำนานเหล่านี้มันเชื่อถือได้แค่ไหน? เป็นแค่นิทานหรือเปล่า?

คำถามทำนองนี้มีขึ้นอยู่บ่อยๆ และคงเป็นคำถามที่ได้รับคำตอบมาแล้วหลายๆครั้งว่า นิทานนั้นมันไม่ใช่แค่นิทาน นับตั้งแต่การค้นพบเมืองโบราณโมเฮนโจ ดาโร และ ฮารัปป้า บริเวณลุ่มน้ำสินธุ หรือการค้นพบเกาะครีต พบนครทรอย สิ่งเหล่านี้ไม่เคยย้ำเตือนใจพวกเราเลยหรอกหรือว่า ในบางครั้งนิทานกลับเป็นประวิติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นจริงๆ ในกรณีของแอตแลนติสนั้นจะจัดเข้าแนวเดียวกับเคสดังๆในอดีตเหล่านี้ได้หรือไม่ การค้นคว้าและเวลาอาจจะให้คำตอบที่น่าพอใจกับพวกเราได้ในไม่ช้านี้(มั้ง...)


แค่น้ำท่วม อาจจะยังไม่พอ...

หมายความว่าอย่างไรงั้นหรือครับ ผมอยากจะสะกิดความทรงจำของพวกเราอีกสักนิดว่า จริงอยู่ทฤษฎีเรื่องการเคลื่อนที่ของแกนโลกและธารน้ำแข็ง จะสามารถอธิบายเรื่องของแอตแลนติสในอดีต ได้อย่างสมเหตุสมผลอยู่บ้าง แต่... แค่นี้จะเพียงพอหรือครับ? สำหรับภัยพิบัติที่แทบทำลายอารยธรรมโบราณลงจนไม่เหลือซาก และสาเหตุของมันล่ะ? เกิดจากอะไรกันแน่ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังกังขากับข้อนี้อยู่ เนื่องจากแม้จะรู้อาการแต่กลับไม่รู้สาเหตุว่างั้นเหอะ ที่ตั้งทฤษฎีกันไปส่วนใหญ่ก็จะมองขึ้นไปบนฟ้า มองหาอุกกาบาตหรือดาวหางที่พุ่งตรงลงมาชนโลกในตอนนั้นพอดีครับ

เรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงเหมือนกัน อย่างน้อยๆการชนกับอุกกาบาตก็นับเป็นสาเหตุการเคลื่อนของเปลือกโลกได้เหมือนกัน และในความเป็นไปได้ทางดาราศาสตร์ โอกาสที่วัตถุแปลกปลอมสักชิ้นจะพุ่งเข้ามาชนโลกของเรานั้น มันก็มีอยู่สูงมากๆเสียด้วยสิ ภัยพิบัติในครั้งกระโน้นทำเอาโลกถึงกับพลิกกลับ (ลองหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับ Pole Shift หรือ Pole Round มาอ่านกันนะครับ) หรืออย่างน้อยก็เสียศูนย์ไปพอสมควร เราลองมาดูกันหน่อยดีไหมครับว่า นักวิทยาศาสตร์เค้าเอาหลักฐานที่ไหนมายืนยันสมมุติฐานข้อนี้ของพวกเขา

ศาสตราจารย์ เอ็น. เอช. เวตชินกิน ได้ให้ข้อสงเกตเกี่ยวกับสาเหตุของการล่มสลายของอาณาจักรแอตแลนติส และการเกิดน้ำท่วมโลกเอาไว้ว่า "สาเหตุของการเกิดภัยพิบัติครั้งนั้น น่าจะมาจากการที่มีอุกกาบาตขนาดมหึมาพุ่งเข้ามาชนโลก มากกว่าการที่เปลือกโลกจะเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ที่เราไม่เห็นร่องรอยการชนของมันในปัจจุบัน เพราะมันไม่ได้ตกลงในที่ที่เราสามารถมองเห็นได้" ท่านโปรเฟสเซอร์กล่าว "ร่องรอยของอุกกาบาต เราสามารถเห็นได้ชัดเจนบนดวงจันทร์ ปล่องอุกกาบาตที่ใหญ่ที่สุดมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึงสองร้อยกิโลเมตร ในขณะที่บนโลกร่องรอยที่ใหญ่ที่สุดกลับกว้างเพียงสามกิโลเมตรเท่านั้น มีความเป้นไปได้สูงที่อุกกาบาตจะตกลงในทะเล ทันทีที่มันตกกระทบมหาสมุทร จะก่อให้เกิดคลื่นสูงที่ไม่เพียงทำลายล้างสัตว์และพืชเท่านั้น แต่ยังสามารถกวาดภูเขาสูงต่างๆให้ราบพณาสูรไปได้อีกด้วย"

มหันภัยจากอุกกาบาตยักษ์คราวนั้น คงรุนแรงเหลือที่จะเอ่ย..

นึกภาพออกกันไหมครับ? ถ้านึกไม่ออกขอให้ลองทบทวนถึงภาพของมหันตภัยทำลายโลกจากหนังของ สปีลเบิร์กที่ชื่อ Deep Impact สิครับ คลื่นยักษ์ที่เกิดจากอุกกาบาตหรือดาวหางสามารถสร้างความเสียหายกับโลกได้ราวๆหรือมากกว่าภาพยนตร์นั่นแหละ และหากเรานำมาผนวกกับเรื่องราวแบบปรำปรา ที่ถูกถ่ายกันผ่านปากต่อปากอย่า.ื่อสัตย์ของคนโบราณแล้ว ความเสียหายที่เกิดมันตรงกับขอบเขตและคุณลักษณะตามที่นักวิทยาศาสตร์คาดคะเนไว้พอดีเลย

เนื้อหาของน้ำท่วมโลกยังสามารถนำมาปะติดปะต่อได้อีก หากเราขยายขอบเขตการศึกษาไปยังโซนตะวันออกของโลก คลื่นยักษ์ในแอตแลนติคจะมีผลทำให้เกิดน้ำลดในอีกฟากของโลก นั่นคือบริเวณที่เป็นมหาสมุทรแปซิฟิคในปัจจุบัน ในบันทึกเก่าแก่ของชาวจีนกล่าวถึงเวลาที่ท้องฟ้าตกลงในทางทิศเหนืออย่างฉับพลัน พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาวบนท้องฟ้าต่างพากันเปลี่ยนวิถีโคจรหลังโลกสั่นสะเทือน ซึ่งแน่นอนว่า เราสามารถเอาคำอธิบายทางดาราศาสตร์มาอธิบายเหตุการณ์เหล่านี้ได้อย่างตรงเป๊ะ ว่ามันเกิดขึ้นเพราะสาเหตุใดกัน ในอียิปต์ แผนที่ดาวสองชิ้นในหลุมศพของเซนเมาธ์ สถาปนิกของราชินีฮัตเซปชูต ได้กล่าวถึงแผนที่ดาวอันแปลกประหลาด โดยทิศหลักนั้นอยู่ตรงกับแผนที่ทางดาราศาสตร์ แต่ทิศอื่นๆนั้นกลับตาลปัตกันหมด ราวกับว่าโลกเราได้เคยเคลื่อนตัวมาก่อนเสียอย่างนั้น และในบันทึกเก่าแก่อื่นๆเช่น ฮาร์รืส ปาปิรัส, เฮอร์มิเทจ ปาปิรัส, รวมไปถึง อิปูเวอร์ ปาปิรัส ที่ ดร.อิมมานูเอล เวลิคอฟสกี้นำมากล่าวอ้าง (อ่านรายละเอียดได้ ที่นี่ ครับ)ก็ล้วนกล่าวตรงกันว่าโลกเคยสั่นสะเทือนอย่างใหญ่หลวงจะแทบจะกลับพลิกด้านมาแล้ว

ครับ... ไม่ว่าจะเกิดจากอุกกาบาตหรือดาวหาง ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นก็น่ากลัวเกินกว่าจะจินตนาการถึง แม้ในปัจจุบันความเสี่ยงดังกล่าวก็ยังมีอยู่ สมมุติแค่อุกกาบาตลูกเท่าเกาะภูเก็ตตกลงในมหาสมุทร เพียงเท่านั้นก็พอแล้วล่ะครับที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ล้างโลก อย่าว่าแต่ลูกที่มันใหญ่กว่านั้น...


ภาคที่สอง: การอพยพและอาณานิคม

ว่าด้วยเรืออาร์ค และอากาศยานอื่นๆ

นิทานปรำปราว่าด้วยน้ำท่วมโลก มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกวัฒนธรรม มีมากเสียเกินกว่าจะเกิดจากความบังเอิญ หรือเกิดจากการถ่ายทอดทางวัฒนธรรม เพราะชนชาติที่อยู่กันคนละซีกโลกอย่างชาวบุชเมนในแอฟริกา หรือชาวเอสกิโมในแถบขั้วโลก ยังมามีตำนานที่ต้องตรงกันได้ เรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นความทรงจำในอดีตที่ถุกถ่ายทอดกันมามากกว่าอย่างอื่น และที่สำคัญ ความทรงจำในช่วงนั้นคงน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ความทรงจำของคลื่นลูกเท่าภูเขา พายุและภูเขาไฟที่ปะทุขึ้นพร้อมกันทั่วโลก

... รวมทั้งอารยธรรมที่มาถึงจุดหยุดนิ่ง และมนุษยชาติที่เหลืออยู่ก็ได้กลับสู่ความป่าเถื่อนอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่าสูงสุดกับคืนสู่สามัญแบบในหนังจีนนั่นเองครับ

ว่าจะไม่เอาเรื่องเก่าๆมาพูดซ้ำ แต่ก็ต้องเล่ากันอีกจนได้ เพราะไม่มีตัวอย่างใดที่ดีกว่านี้มาสนับสนุนแล้ว เรื่องที่ว่าก็คือตำนานของ"น้ำท่วมโลก" ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องจริงกันล่ะครับ เพราะ"ทั่วโลก"มีตำนานเรื่องนี้ตรงกันหมด เช่นตำนานของชาวสุเมเรียน - มหากาพย์กิลกาเมช กล่าวถึงอุตนาปิชทิมบรรพบุรุษคนแรกของมนุษยชาติ เขาและครอบครัวเป็นผู้รอดตายจากน้ำท่วมครั้งนั้น โดยได้ช่วยชีวิตของคน สัตว์ และนก ขึ้นเรืออาร์คหนีภัยจากน้ำท่วมโลก

"อาร์ค เรืออาร์คของโนอาห์น่ะเรอะ?"

แม่นแล้วครับ เรืออาร์คลำเดียวกันนั่นแหละ เพราะเรื่องของโนอาห์ในไบเบิ้ลเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงเขียนขึ้นมาภายหลังจากยุคสมัยของชาวสุเมเรียน เอาหลักฐานอีกสักเรื่องไหม? คัมภีร์ "เซ็นต์อเวสตา" ของอิหร่าน กล่าวถึงผู้อาวุโสแห่งเปอร์เซียที่ได้รับคำสั่งจากเทพอาหุรมาซดา (เทพโบราณแห่งลัทธิบูชาไฟโซโรอัสเตอร์) ให้เตรียมพร้อมการอพยพภัยจากน้ำท่วมโลก ดังนั้นจึงมีการสร้างอุโมงค์ใหญ่ บรรจุสัตว์และพืชที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์และปิดเอาไว้ในช่วงมีภัยพิบัติ ด้วยเหตุนี้ อารยธรรมจึงยังคงหลงเหลืออยู่ได้ภายหลังน้ำท่วมใหญ่ได้จบลง

ในมหาภารตะของอินเดีย ได้เล่าถึงพระพรหมแปลงกายเป็นปลา เตือนพระมนูเรื่องน้ำท่วมโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยคำแนะนำที่พระมนูได้รับนั้นคือการ "พาฤาษีทั้งเจ็ด และเมล็ดพันธุ์นาๆชนิดลงเรือ เก็บรักษาไว้ให้จงดี" พระมนูทำตามคำสั่งของพระพรหมและลงเรือใหญ่ผ่านมหันตภัยนับเป็นปีๆ จนกระทั่งจอดบนเทือกเขาหิมาลัย โดยจุดที่พระมนูขึ้นฝั่งนั้นเรียกว่าอารยวรรต (คิดถึง Ararat ยอดเขาที่โนอาห์ขึ้นฝั่งกันบ้างไหม?)

เป็นไงครับ ความคล้ายคลึงกันของเรื่องราวเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เพียงแค่ เรื่องของความบังเอิญเสียแล้ว แต่น่าจะเป็นเรื่องจรงิที่ชัดเจนที่ถูกถ่ายทอดต่อๆกันมา ถึงมหันตภัยครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นบนโลก

ว่าแต่ว่า มนุษย์นั้นหนีจากน้ำท่วมโลกครั้งนั้นได้อย่างไรกัน? สองสิ่งที่จะหนีพ้นกระแสน้ำได้ก็คือทางเครื่องบินและเรือเดินทะเล ครับ... ฟังดูแล้วอาจจะเพ้อฝันไปหน่อย แต่หลักฐานทั้งหลายที่คนรุ่นหลังได้ค้นพบมันชี้นำไปว่า มีความเป้นไปได้ที่สมัยโบราณนั้น มนุษย์มีอากาศยานใช้กันแล้ว และใช้เป็นวิธีการหลักในการหนีน้ำท่วมโลกเสียด้วยสิครับ เช่นตำนานของชาวเอสกิโม กล่าวถึงนกเหล็กขนาดยักษ์ที่พาพวกเขาหนีน้ำไปทางเหนือ สู่ดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง นี่มิได้หมายถึงการบอกเล่าเรื่องราวของอากาศยานก่อนยุคประวัติศาสตร์ดอกหรือครับ?

เมื่อน้ำลดลง "โนอาห์" ของแต่ละชาติก็ขึ้นฝั่งกันบนยอดเขา...

ชาวพื้นเมืองของดินแดนทางตอนเหนือของออสเตรเลีย มีเรื่องของน้ำท่วมโลกและคนกึ่งนก คะวันผู้เป็นหัวหน้าได้ให้ปีกแก่วาร์คและไวร์ เมื่อ"น้ำเต็มลำธารและทะเลเอ่อสูง น้ำท่วมหมดทั้งแดนดิน ภูเขา ต้นไม้และทุกสิ่ง" จากนนั้นคะวันก็บินจากไป

มหากาพย์กิลกาเมชกล่าวถึงเทพผู้กลัวน้ำท่วม และอพยพหนีภัยขึ้นไปบนสวรรค์ ว่ากันว่าตำนานนี้ตีความออกมาได้ลึกล้ำน่าพิศวงมาก หากสวรรค์เบื้องบนน่าจะหมายถึงอวกาศและเทพทั้งหลายก็ไม่ใช่เทพจริงๆ พวกเขาน่าจะเป็นชนชั้นปกครองของแอตแลนติสที่หนีภัยน้ำท่วมมากกว่า ...ภายใต้คำเตือนและความช่วยเหลือของ Anunnaki หึ หึ หึ...

ว่าด้วยเรืออาร์คและอากาศยาน(ต่อ)

ในการหนีจากน้ำท่วมนั้นคงไมใช่ทุกคนหรอกนะครับ ที่จะมีสิทธิขึ้นนาวาฉุกเฉินนี้เพื่อลี้ภัยไปได้ ซึ่งก็ไม่ต่างกันกับปัจจุบัน ที่เครื่องบินหรือเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ ผู้มีปัญญาพอที่จะเป็นเจ้าของได้ก็คือรัฐหรือบริษัทองค์กรใหญ่ๆเท่านั้น คนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆหมดสิทธิขอรับ

ชาวบาบิโลเนียนโบราณยังคงเก็บรักษาความทรงจำในเรื่องของการบินดังที่ผมเขียนถึงไปแล้วหลายตอนในชุด "นักบินอวกาศยุคโบราณ" พวกเขากล่าวถึงเอทานา นักบินที่ทรงพาหนะเป็นทรงกระบอกปิดผนึก แสดงภาพเอทานาเหินหาวอยู่บนหลังนกอินทรี และอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ และพี่พาเลงกอ ประเทศแม็กซิโก มีแบบลายที่น่าสนใจบนโลงหินที่นักโบรารคดี รุซ-ลิลเลียร์ได้ค้นพบ มันเป็นลายแบบมายาแสดงภาพคนกำลังนั่งอยู่ในเครื่องยนต์คล้ายจรวด เป็นกรวยจรวดที่ประกอบไปด้วยกลไกอันน่ามหัศจรรย์และชิ้นส่วนจำนวนมหาศาล ผลสรุปจากนักโบราณคดีคือ ภาพนั้นแสดงแนวคิดตามแบบมายา อันเป็นความทรงจำเกี่ยวกับนักบินอวกาศครับ

ภาพสุดคลาสสิคของปากัล กษัตริย์นักบินชาวมายา

ระเบิดปรมาณู ยานรบ และสงครามก่อนน้ำท่วมโลก

แอตแลนติสเป็นอย่างไรก่อนสมัยน้ำท่วมโลก เราคงซึมซาบกันดีอยู่แล้วจากงานเขียนของเพลโต ลัทธิจักรวรรดินิยมของแอตแลนติส การล่าเมืองขึ้น สงคราม ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นนำไปสู่ความหายนะของอารยธรรมนี้ ยังคงเหลือร่องรอยหลักฐานมาถึงพวกเราคนรุ่นหลังในปัจจุบันอยู่ไม่น้อย

ในคัมภีร์ "สัมสัปตะกะพธะ" ของอินเดียกล่าวถึงยานอวกาศที่ได้รับแรงขับจากพลังสวรรค์ กล่าวถึงขีปนาวุธที่มีฤทธาและระเบิดเป็นแสงสว่างเจิดจ้าราวกับอาทิตย์นับพันดวง ส่วนใน "เมาโสละปุราวะ" ในภาษาสันสกฤต ยังอ้างถึงอาวุธที่พวกเราไม่รู้จัก สายฟ้าเหล็กทูตมรณะยักษ์ซึ่งทำลายล้างเผ่าพันธุ์ทั้งปวงของ วฤศนิส และ อังหกะ ศพของผู้ตายถูกเผาเป็นตอตะโก ผมและเล็บกลายเป็นสีเทา ตึกรามบ้านช่องแตกสลาย ฝูงนกการ่วงหล่นจากท้องฟ้าด้วยขี้เถ้าสีขาว และภายในเวลาไม่ช้านานแหล่งน้ำคลังเสบียงก็ปนเปื้อนด้วยพิษจนไม่สามารถใช้การได้สิ้น

อเล็กซานเดอร์ กอร์โบฟสกี้ ให้ข้อคิดเกี่ยวกับโครงกระดูกที่พบบริเวณเมืองโบราณ โมเฮนโจดาโร และ ฮารัปปา ว่า ล้วนแล้วแต่มีกัมมันตรังสีปนเปื้อนอยู่มากจนน่าตกใจ ครับ... มันมีค่ามากถึงห้าสิบเท่าจากที่ควรจะมีตามธรรมชาติ ราวกับชาวเมืองทั้งหลายตายด้วยระเบิดปรมาณูเสียอย่างนั้น เขาสรุปว่าเรื่องราวใน "เมาโสละปุราณะ" คงเป็นเรื่องจริงมากกว่าจินตนาการของผู้รจนา ซึ่งทั้งหมดนี้ผมเคยกล่าวถึงไปแล้วในเรื่องของวิมานะอากาศยานของชาวภารตะโบราณครับ (และคงไม่ว่าอะไรหากจะเอามาขยายรายละเอียดอีกใน Ancient Astronaut Revivited ที่กำลังจะนำมาลง) โดยเล่าถึงเรื่องสงครามในสมัยมหาภารตะที่มีฟากฟ้าเป็นสมรภูมิ รวมทั้งผู้รุกรานที่คัมภีร์เล่มนี้เรียกกันว่าเผ่า Asvin - อัศวิน - แอนแลนติส? สนใจก็หารื้ออ่านกันเองนะครับ ฉายซ้ำบ่อยนักคงไม่ดี

 

ภาคสาม: เทพโบราณที่นำมาซึ่งแสงสว่างและอารยธรรม

เทพแท้หรือเทียม ตำนานหรือประวัติศาสตร์

เพลโตผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการปรัชญาเมธีกล่าวไว้ว่า เขาเคยได้ยินนักบวชอียิปต์กล่าวถึงภัยพิบัติทำลายโลก มีผู้รอดตายจากน้ำท่วมมากมายเหมือนกัน หากแต่ยังขาดบันทึกยืนยันที่ชัดเจน ในไม่ช้า เรื่องราวทั้งหลายจึงหายสาบสูญไปพร้อมๆกับการล้มหายตายจากของผู้คนเหล่านั้น

ย้อนมองไปถึงเรื่องของแอตแลนติส ภัยพิบัติระดับนั้นย่อมทำให้ผู้คนแตกสานซ่านเซ็นไปทั่วโลก ศูนย์กลางของอารยธรรมองค์ประกอบทางวัฒนธรรมล้วนสูญสิ้น แหงสิครับ เจออีแบบนี้ใครจะมีกะใจมานั่งทำบันทึก จารึก หรือภาพเขียนในช่วงเวลาร้อยสองร้อยปีแห่งการเอาตัวรอดเช่นนั้น คงเหลือเพียงเรื่องราวเล่าผ่านปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น จนแม้ข้อเท็จจริงบางประการก็ได้ถูกบิดเบือนไปตามกาลเวลา สุดท้าย รายละเอียดที่คนรุ่นหลังอย่างพวกเราได้พบ ก็มีเพียงแต่ศิลปะการเขียนที่บันทึกตำนานเอาไว้อย่างถาวรบนแผ่นหิน หรือ ปาปิรัสเท่านั้นเอง

เป็นธรรมดาใช่ไหมล่ะครับว่า เรื่องเล่าตกทอดที่นานจนกลายเป็นนิทานปรัมปรานั้น ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อเร้าความสนใจของผู้ฟังนั้นก็คืออภินิหาร เป้นไปได้ไหมว่ากลุ่มคนหลังน้ำท่วมโลกนี้ได้กระจายกลายไปเป็นเทพเจ้าในสายตาของคนรุ่นหลัง สิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่งของพวกเขาคือ อยู่ในฐานะของผู้ให้แสงสว่างทางอารยธรรม หลายๆชนชาติมีจุดร่วมที่คล้ายกันมากๆเช่น การปลูกฝังให้บูชาพระอาทิตย์ การสั่งสอนศาสตร์ทั้งปวงอันได้แก่ เกษตรกรรม สถาปัตยกรรม การแพทย์ และศาสนา โดยหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดนั้น เราได้มาจากจารึกแผ่นดินเหนียวของดินแดนทางตะวันออกกลาง หลักฐานดังกล่าวคือพงศาวดารของซูเมอร์หรือชาวสุเมเรียน ซึ่งพงศาวดารดังกล่าวได้ให้รายนามของกษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดินหลังสมัยน้ำท่วมโลก แน่นอนครับ พงศาวดารนี้ถูกนักโบราณคดีเยาะเย้ยถากถางว่าเป็นรายชื่อที่อิงมาจากนิทาน จะเอาไปอ้างอิงเชิงประวัติศาสตร์อะไรได้

ในบรรดารายชื่อทั้งหลายของกษัตริย์สุเมเรียนนั้น มีอยู่หลายองค์ที่มีเครื่องหมายกำกับว่าทรงเป็นเทพหรือกึ่งเทพ นอกจากนี้ช่วงเวลาของพงศาวดาร ยังครอบคลุมถึงกษัตริย์ทุกองค์ในราชวงศ์แรกหลังน้ำท่วม อันเป็นระยะเวลายาวนานถึงสองหมื่นสี่พันกว่าปี เหอะ เหอะ อย่าว่าแต่นักโบราณคดีเลยครับ กับคนช่างฝันบางคนก็ยังเหลือเชื่อจนอดที่จะคลางแคลงใจไม่ได้กับหลักฐานเหล่านั้น

ต่อมา เซอร์เลียวนาร์ด วูลลีย์ นักโบราณคดีได้ค้นพบอารามแห่งหนึ่งที่ภูเขาอัลอูไบด์ ใกล้กับนครโบราณอูร์ ซึ่งพบหลักฐานและข้อความแสดงการมีอยู่จริงของกษัตริย์แห่งราชวงศ์ที่ 3 ของนครอูร์ ข้อความนั้นกล่าวถึงการอุทิศอารามให้กับเทพเจ้าและปวงชน ซึ่งสิ่งนี้สอนให้เรารู้ว่าการละเลยหลักฐานบางอย่างเช่น ตำนานหรือนิทานพื้นบ้านนั้น อาจทำให้เราพลาดห่วงโซ่สำคัญในการโยงใยประวัติศาสตร์ยุคก่อน รวมถึงการค้นพบสิ่งที่มีอยู่จริงหลายๆสิ่งที่เมื่อก่อนเข้าใจกันว่ามีอยู่เพียงแต่ในนิทานเท่านั้น กรุงทรอยและนครไมซินี่ รวมถึงสุสานของมหาจักรพรรดิ์จิ๋นซีฮ่องเต้เป็นตัวอย่างที่ดีของกรณีดังกล่าวครับ

เทพผู้นั่งเรือมาจากทางตะวันออก นำมาซึ่งแสงสว่างและปัญญา..เรื่องราวที่มีอยู่ในตำนานของทุกชนชาติ

ยูโฟเทมุส(ปราชญ์สมัย 2 BC) กล่าวถึงนครบาบิโลนว่า นครนี้เป็นหนี้บุญคุณการสร้างของเทพเจ้ากลุ่มหนึ่ง ซึ่งรอดชีวิตจากภัยพิบัติในอดีตโดยกษัตริย์แห่งซูเมอร์ ถือกันว่าเป็นทายาทโดยตรงของผู้รอดชีวิตจากน้ำท่วมใหญ่ และจากนั้นพระเจ้าก็ส่งกษัตริย์ลงมาเพื่อกอบกู้เผ่าพันธุ์มนุษย์ กษัตริย์เทพองค์รแกที่ได้รับการจารึกพระนามคือ คันกิ โอรสของเทพเจ้านินซันครับ

ว่ากันว่าผู้รอดตายจากน้ำท่วมใหญ่ได้กระจัดกระจายไปตามส่วนต่างๆของโลก และมักกลายเป็นเทพเจ้าผู้ปกครองดินแดนนั้นๆอยู่เสมอ พวกเขากลายเป็นโอรสแห่งสวรรค์ ถูกยกย่องโดยชนพื้นเมือง เช่นชาวอินคาบูชากษัตริย์ว่าเป็นโอรสแห่งพระอาทิตย์ หรืออียิปต์โบราณที่เชื่อว่าในอดีตถูกปกครองโดยพระเจ้า ที่ลงมาอาศัยอยู่บนผืนดินกับเหล่ามนุษย์ และมีโฮรัสโอรสของโอสิริสเป็นกษัตริย์เทพองค์สุดท้ายที่นั่งบัลลังก์อียิปต์

โดยปาปิรัสตูรินบันทึกเอาไว้ว่า กษัตริย์เทพของราชวงศ์ที่หนึ่งแห่งอียิปต์ ได้ขึ้นครองราชย์เมื่อ 9850 ปีก่อนคริสตกาล

เทพแท้หรือเทียม ตำนานหรือประวัติศาสตร์(ต่อ...)

ส่วนในจีน ได้มีการบันทึกกล่าวถึงราชาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามอันได้แก่ เทียนหวง ตี้หวง และเหยินหวง อันหมายถึงราชาแห่งสวรรค์ ราชาแห่งผืนดิน และราชาแห่งมนุษย์ตามลำดับ ราชาเหล่านี้หอบเอาอารยธรรมสูงส่งอันมีที่มาที่ไปไม่แน่ชัดมาสู่ชาวจีน และหายไปกับคลื่นแห่งประวัติศาสตร์อย่างไร้ร่องรอย (โปรดดูเรื่องปิระมิดในจีนประกอบด้วยนะครับ)

เรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าและทายาทแห่งพระเจ้าที่มีอยู่ทั่วไปในขอบข่ายและช่วงเวลาอันยาวนานไร้ที่สุดของกาลเวลา เสียดายครับที่เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวทั้งหลายได้ถูกเอาไปปะปนกับเทพนิยายและไสยศาสตร์ ความทรงจำอันรางเลือนจากบรรพชนเหล่านี้ มีทางที่จะฟื้นขึ้นมาให้ความกระจ่างแก่พวกเราหรือไม่หนอ...

ตัวอย่างของเทพแห่งวัฒนธรรม

ใครที่ดู The Mummy คงจำคัมภีร์ที่ชื่อ The Book Of The Dead ได้นะครับ ในคัมภีร์แห่งความตายเล่มนี้กล่าวถึงบันทึกของธ็อธ - - เทพแห่งวรรณคดีและความรู้ อันมีสถานที่กำเนิดอยู่ในดินแดนห่างไกลทางตะวันตก ที่นั่นมีนครริมทะเลและมีภูเขาไฟขนาดใหญ่ 2 ลูก วันหนึ่งมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในดินแดนของธ็อธ ที่จู่ๆพระอาทิตย์ก็ได้ดับมืดลง แม้แต่เทพอย่างธ็อธก็ยังอับจนปัญญากับสถานการณ์เช่นนี้ พระองค์ทรงนำประชากรข้ามน้ำไปยังดินแดนทางตะวันออก เนื้อหาของคัมภีร์โบราณของชาติที่เจริญผิดยุคอย่างอียิปต์นี้ อ่านแล้วพอจะคิดถึงแอตแลนติสกันบ้างไหมครับ?

Thot เทพบรรพชนแห่งอียิปต์โบราณ

เอล. ฟิลิโบฟฟ์ นักดาราศาสตร์แห่งหอดูดาวอัลเจียรส์ ได้พบข้อเท็จจริงอย่างใหม่ในข้อความในปิระมิดระหว่างราชวงศ์ที่ 5-6 เป็นเรื่องของเทพธ็อธผู้ทรงเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ราศีพิจิก พิลิโบฟฟ์จึงสรุปว่า ในยุคที่อารยธรรมของพระเจ้าปรากฏขึ้นในอียิปต์เป็นเวลาเมื่อเวอร์นัลอิควิน็อกซ์อยู่ในราศีพิจิก หรือเมื่อประมาณ 7,256 BC (ใกล้เคียงกับที่ Sitchin คาดการณ์เอาไว้ครับ แต่ขัดแย้งกันทางแนวคิด หนึ่งว่ามาจากแอตแลนติส หนึ่งว่ามาจากอวกาศ อ่านรายละเอียดได้ในเรื่องพระเจ้าจากอวกาศนะครับ) นอกจากอียิปต์แล้ว เฮอร์เมสแห่งกรีก(เมอร์คิวรี่นั่นแหละครับ ในภาษาโรมัน) ก็เป็นเทพผู้นำวัฒนธรรมมาสู่มวลมนุษย์ เฮอร์เมสได้สอนมนุษยชาติให้รู้จักกระบวนการทางตรรกะ การดูดาว เล่นพิณ วิชาแพทย์ และการหลอมโลหะ เฮอร์เมสมักจะมีปีก หมวกและถือคาดูซิอุสหรือคทาที่มี"งูสองตัวพันกันและมีปีก" อันเป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสารจากทูตแห่งเทพเจ้าบนสวรรค์

ตามตำนานแล้ว เฮอร์เมสเป็นบุตรของเซอุสและไมอา คำว่า Hermes ในภาษากรีกหมายถึงผู้ตีความ และเป็นที่น่าสังเกตนะครับที่เฮอร์เมสเป็นหลานของเทพแอตลาส(ซึ่งเป็นบรรพบุรุษแห่งแอตแลนติส?)

สรรพสิ่งกำเนิดจากห้วงน้ำ

อารยธรรมของมนุษย์ มักจะเดินหน้าแบบก้าวกระโดดไปในทิศทางที่คาดไม่ถึงเสมอๆ สมัยโบราณก็เช่นกัน ท่ามกลางความป่าเถื่อนและไฟสงคราม ยังมีอารยธรรมที่แสดงถึงภูมิปัญญาอันลึกล้ำของคนโบราณ


อารัมภบท

ในอดีตที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องยากที่สาวกทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศจะถูกมองว่าบ้า เพราะเมื่อพูดถึงแนวคิดนี้ มันทำให้คนส่วนใหญ่นึกไปถึงภาพเอเลี่ยนในชุดนักบินที่นั่ง U.F.O. ร่อนไปร่อนมาทั่วโลกยุคโบราณ บางคนได้ยินแล้วก็แค่ส่ายหน้า แต่บางคนถึงขั้นพะอืดพะอมไปเลยก็มี เนื่องจากมันค้านกับสามัญสำนึกและความเชื่อในแบบเดิมๆ เพราะงั้นก็ไม่แปลกครับที่บางเค้าจะรับไม่ได้กับแนวคิดนี้

หัวเรี่ยวหัวแรงที่จุดประการให้ Ancient Astronaut Hypothesis ได้รับความสนใจจากมหาชนเห็นจะเป็นกระทาชายนาม อีริค ฟอน ดานิเก้น ครับ นักเขียนเจ้าของหนังสือเบสต์เซลเลอร์อันลือชื่อ Chariot of the Gods ซึ่งเนื้อหาหนังสือเป็นอย่างไรผมคงไม่อธิบายนะครับ เนื่องจากทราบกันดีอยู่ ในช่วงที่เขาพิมพ์หนังสือออกมานั้น มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่เห็นว่าไอเดียของดานิเก้นน่าสนใจและยอมรับมันได้ (หมายถึงเก็บมาคิดนะครับ ไม่ใช่ได้ยินได้อ่านแล้วก็เชื่อตามนั้นเลย) แต่ไม่ใช่สำหรับคนส่วนใหญ่แน่ๆล่ะ อีริค ฟอน ดานิเก้น ได้รับการต่อต้านจากมหาชนเนื่องจากไอเดียของเขานั้นหลุดโลกเกินไป หลายประเทศจับดานิเก้นขึ้นบัญชีดำและห้ามตีพิมพ์หนังสือของเขา ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ ดานิเก้นได้รับอานิสงส์จากพระเจ้าจากอวกาศมิน้อย เขาได้รับเชิญให้ออกรายการทีวีตามประเทศต่างๆ ได้จัดรายการ ได้ทำนู่นทำนี่อีกมากมาย นักอ่านผู้แสวงหาของแปลกที่ลองหนังสือของเขาและชื่นชอบก็มีอยู่ไม่น้อย สำหรับนายโซนิคเองตอนที่เริ่มก้าวเข้าสู่วงการนี้ใหม่ๆ หนังสือหนังหาที่พอจะเอามาอ้างอิงได้ ก็ล้วนมาจาก Source ที่ดานิเก้นเขียนไว้แทบทั้งนั้นครับ (ถ้าอยากเห็นหน้าตาของคุณพี่คนนี้ก็ในรูปเล็กนั่นนะครับ เขาล่ะ อีริค ฟอน ดานิเก้น)

ดานิเก้นทำให้โลกหันมาสนใจพระเจ้าจากอวกาศก็จริงครับ แต่ขณะเดียวกันเขาก็เป็นตัวทำลายความเชื่อถือเกี่ยวกับพระเจ้าอวกาศเสียเองด้วย นักวิชาการตลอดจนสื่อมากมายพากันรุมกระหน่ำโจมตีเขา สาเหตุนั้นก็เนื่องมาจากจุดอ่อนสองสามประการที่เขามีนั่นแหละครับ ทำให้น้ำหนักของทฤษฎีที่เขาเสนอนั้นตกกระป๋องไป

จุดอ่อนอย่างแรกของดานิเก้นนั้นได้แก่ การที่เขาเป็นเพียงมือสมัครเล่นครับ ไม่ได้มีดีกรีพ่วงท้ายพอที่จะทำให้วงการวิชาการเชื่อถือได้ แม้ว่าแนวคิดของพี่แกจะดูน่าสนใจ แต่ก็เปล่าประโยชน์ที่จะเรียกร้องการเหลือบแลจากวงวิชาการ เนื่องจากความไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ทางวิชาการของดานิเก้นนั่นเอง อีกประการหนึ่ง แนวคิดเรื่องพระเจ้าผู้มาจากห้วงอวกาศอันแสนไกลนั้น ไม่ได้ถึงกับไม่มีผู้สนใจหรอกนะครับ แต่ดานิเก้นผู้ริเริ่มนั้น แกมีไสตล์การเขียนและตีความแบบค่อนข้างมั่ว คลุมเครือ และเลื่อนลอยไร้น้ำหนัก แถมหลักฐานบางชิ้นที่เขาเที่ยวแบกโชว์สาธารณชนนั้นก็เป็นหลักฐานที่ฝรั่ง เรียกกันว่า fake หรือไม่อย่างนั้นมันก็มีน้ำหนักน้อยมาก เช่น การที่เขายืนยันหัวชนฝาว่าที่ราบ Nazca นั้นคือตัวสนามบินโบราณของเทพเจ้าจากต่างดาวของชาวอินคาในอเมริกาใต้ (ถ้าเป็นจุดสังเกตการล่ะพอรับได้ใช่ไหมครับ ถ้าเป็นตัวสนามบินล่ะก็ ยานอวกาศที่ร่อนลงจะจมผืนทรายอันแสนร่วนของบริเวณนั้นภายในเวลาไม่กี่นาทีน่ะซีครับ)

เพราะจุดอ่อนเหล่านี้ที่ดานิเก้น defend ไม่ได้นั่นแหละครับ ทำให้นักวิชาการที่พอจะสนใจ งานเขียนของเขาพากันส่ายหน้าเพราะความเอือมระอา ถึงกระนั้นก็เหอะ Chariot of the Gods ก็ติดอันดับเบสต์เซลเลอร์อยู่หลายปี และมีคนติดตามอ่านนับเป็นล้านๆคน(รวมทั้งตัวผมด้วย)แหละน่า

พระเจ้าของตะวันออกกลางโบราณ เห็นแล้วนึกถึงชุดนักบินอวกาศนะครับ

เรื่องของพระเจ้าอวกาศถูกถกเถียงกันอยู่อีกหลายปี เนื้อหาส่วนใหญ่วนเวียนอยู่กับอียิปต์และอเมริกาใต้ จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง ปราชญ์ผู้แตกฉานอักษรคิวนิฟอร์มของตะวันออกกลางนามว่า Zacharia Sitchin เริ่มเสนอแนวคิดพระเจ้าจากอวกาศในแบบฉบับของเขาบ้าง และโลเกชั่นของมันก็แหวกวงการออกไปมากเลยล่ะครับ จากที่เคยพูดถึงกันแต่อียิปต์ มหาปิระมิด อินคา มายา และอะไรแถบๆนั้น Sitchin ได้เจาะลึกเรื่องของอารยธรรมสุเมเรียนอันเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และจากการศึกษาค้นคว้าในปัจจุบัน อารยธรรมแถบนั้นเป็นอารยธรรมที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งที่สุดกับพระเจ้าจากอวกาศเลยก็ว่าได้ครับ (เขาได้เปรียบดานิเก้นตรงที่ทั่วโลกยอมรับครับ ว่าเขาคือผู้แตกฉานอักษรคิวนิฟอร์มอย่างไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน แถมตัวเขาเองยังมีลูกศิษย์ลูกหาระดับเอ้อยู่มากมาย จึงเปิดตัวได้เกรียวกราวกว่าดานิเก้นผู้สร้างชื่อจากพื้นหลังที่เป็นเพียงนักเขียนโนเนมคนหนึ่งเท่านั้น)

Sitchin สร้างความฮือฮาให้กับวงการด้วยหนังสือในซีรี่ส์ 12th Planet ติดตามมาด้วย Alan F. Alford เจ้าของหนังสือ Gods of New Milenium (ซึ่งผมใช้เป็นเอกสารอ้างอิงหลักในบทความชิ้นนี้) และนักเขียนผู้ผันตัวมาจากนักบินอวกาศคนสำคัญขององค์การ NASA คือ Tom Van Flandern ก็เข้ามาร่วมสร้างความตรึกครื้นด้วยอีกคน

ครับ... Expertist เหล่านี้เองที่ทำให้วงการพระเจ้าจากอวกาศหวนกลับสู่ความคึกคักอีกครั้ง หลังจากนั้น หลังสือและบทความต่างๆอีกจิปาถะก็ตามติดออกมาเป็นจำนวนมาก แนวทางในการนำเสนอก็เปลี่ยนไปด้วย จากแนวคิดแบบคลาสสิคที่เพียงแต่เสนอว่า ครั้งหนึ่งในโลกยุคโบราณ มีนักท่องอวกาศกลุ่มหนึ่งเดินทางมายังโลกด้วยจุดประสงค์บางอย่าง พวกเขาพบมนุษย์โลกที่ยังด้อยพัฒนาคงความเป็นอนารยชนอยู่มาก ดังนั้นจึงถ่ายทอดศิลปวิทยาการบางส่วนให้ จนได้รับการยกย่องจากคนเหล่านั้นให้เป็นพระเจ้าไป ครับ... นั่นคือแนวคิดแบบคลาสสิค แต่สิ่งที่นักคิดเขียน นักเขียนรุ่นหลังจาก Zacharia Sitchin เป็นต้นมาได้เสนอเอาไว้มันโลดโผนกว่านั้น นั่นคือ พระเจ้าจากอวกาศเหล่านั้นไม่เพียงแต่บังเอิญเดินทางมายังโลกมนุษย์ ถ่ายทอดความรู้ และเสด็จจากไปน่ะซีครับ แต่พระเจ้าเหล่านั้นได้ลงมายังโลกด้วยความจงใจ แถมรังสรรค์มนุษย์สายพันธุ์ใหม่คือพวกเราโฮโมเซเปี้ยนด้วยกรรมวิธีทางพันธุวิศวกรรมเสียด้วยสิ ชักจะเลอะเทอะกันไปใหญ่ใช่ไหมล่ะครับ?

โอเคครับ... อย่าเพิ่งส่ายหน้ากันสิ ผมว่าไอเดียของพวกเขามีบางประเด็นที่น่ารับฟังอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับพวกเรา คือตัวมนุษย์เองนั้น ยังมีปริศนาที่ขบไม่แตกอยู่อีกมากว่า พวกเรานั้นมาจากไหน วิวัฒนาการหรือการรังสรรค์กันแน่...

นับจากย่อหน้านี้เป็นต้นไป นายโซนิคขอเสนอแนวคิดหลุดโลกของนักเขียนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอุทิศตนให้กับการค้นคว้าเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จนได้ข้อสรุปอย่างต้องตรงกันว่า มนุษยชาติมิได้วิวัฒนาการมาตามครรลองอย่างที่พวกเราเคยร่ำเรียนกัน หากแต่เกิดจากการรังสรรค์ของสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีวิทยาการสูงส่งเพียงพอที่จะทำตนเยี่ยงพระเจ้าของมนุษย์ได้

ครับ... ยินดีต้อนรับสู่ An Origin of Human Special: มนุษยชาติ ทายาทของมนุษย์ต่างดาว


เปิดประเด็น

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา ผมขอสรุปและทำความเข้าใจเบื้องต้นกับสิ่งที่เพิ่งกล่าวมา เคยกล่าวมา(อย่างน้ำท่วมทุ่ม ^^) และกำลังจะกล่าวถึง ดังต่อไปนี้นะครับ

  • ทุกตำนานของชาติเก่าแก่ที่เจริญอย่างผิดยุค ล้วนมีมูลแห่งข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ปะปนอยู่ เพียงกาลเวลา กลวิธีในการถ่ายทอดเรื่องราว ทำให้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์หลายต่อหลายชิ้นกลายเป็นเทพนิยายไป

  • แหล่งอ้างอิงหลักของเรา คัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเก่าและบันทึกของชาวอียิปต์ฏโบราณ กล่าวถึงพระเจ้าในลักษณะของพหูพจน์ มีเลือดเนื้อและวิญญาณ แตกต่างไปจากพระเจ้าทางจินตภาพที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน และจากเรื่องราวที่ตกทอดมา ดูเหมือนว่าพระเจ้าเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่ใช้เทคโนโลยีที่เทียบเท่าหรืออาจจะเจริญก้าวหน้ากว่ามนุษย์เราในยุคปัจจุบัน

  • ถ้าคุณเป็นสาวกดาร์วิน หรือเชื่อในเรื่องการเลือกสรรจากธรรมชาติ (Natural Selection) ขอให้เตะมันทิ้งไปก่อน หรือไม่ก็เลิกอ่านบทความต่อไปนี้เสียนะครับ เพราะเราจะยืนอยู่บนแนวคิดที่ว่า หลักการนี้ใช้ได้ในทางทฤษฎีเท่านั้น มันอาจใช้อธิบายเรื่องของวิวัฒนาการได้ดีในสัตว์ทุกๆตระกูลยกเว้นมนุษย์! ซึ่งปัจจัยสารพัดประการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดๆไปครับ

  • คำว่า "พระเจ้า" ในบทความของผม หมายถึงตัวแทนแห่งเทคโนโลยีโบราณ นักท่องอวกาศผู้มีชีวิตและเลือดเนื้อ หาใช่พระเจ้าจริงๆไม่ พระเจ้าที่เรากำลังจะพูดถึงกันนี้มิได้พูดถึงในเชิงดูหมิ่น แต่ถกถึงความน่าจะเป็นในการที่สิ่งมีชีวิตจากห้วงอวกาศกลุ่มหนึ่ง ได้ทำตนเป็นพระผู้สร้าง(หรืออย่างน้อยก็ดัดแปลง)เผ่าพันธุ์มนุษย์เรา ตามคำที่มาจากไบเบิลครับ สร้างมนุษย์จาก "their own image"

เอาล่ะครับ ต่อไปนี้ก็ได้เวลาโชว์ไทม์ละ มาดูจิ๊กซอที่ผมจะเอามาอวดซักชิ้นสองชิ้นกันดีกว่า อ่านด้วยสติ(สตังค์ไม่ต้อง)ซักนิด แล้วท่านจะเห็นเองว่า เมื่อนำจิ๊กซอหลายๆชิ้นเหล่านี้มาต่อเข้าด้วยกันแล้ว ภาพรวมที่สนับสนุนทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศนั้น มันเด่นชัดจนน่าเก็บไปคิดพอสมควรเลยทีเดียว

The Dangerous Ideas

ในเดือนกันยายน ปี ค.. 1859 ชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้ตีพิมพ์หนังสือสะท้านโลกที่นำเสนอแนวคิดที่ว่า สิ่งมีชีวิตในโลกล้วนแล้วแต่มีวิวัฒนาการโดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "การเลือกสรร/คัดสรรของธรรมชาติ" แนวคิดนี้มีรายละเอียดอย่างไรนายโซนิคคงไม่พูดถึงนะครับ (เพื่อเป็นการกันการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน) สิ่งที่อยากจะกล่าวถึงก็เพียงแต่ ไอเดียของดาร์วินนั้นเป็นการตัดสินใจที่บ้าดีเดือดโดยแท้ ฝรั่งเค้าเรียก Dangerous Ideas ครับ เพราะทั้งท้าทายอำนาจของศาสนจักรรวมทั้งความเชื่อของมหาชนในสมัยนั้น ซึ่งเชื่อกันว่าจักรวาลนี้ โลก รวมทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงล้วนแล้วแต่เกิดจากการสร้างของพระเจ้าตามบทเยเนซิสในไบเบิล

ชาร์ลส์ ดาร์วิน โชคดีกว่านักวิทยาศาสตร์หลายคน เพราะเขาอยู่รอดปลอดภัยมาได้โดยไม่โดนลากไปทำเสต็กเหมือนนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนๆ กาลเวลาและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ดูเหมือนจะเน้นให้ผู้คนเห็นชัดในภายหลังว่า ดาร์วินถูกส่วนไบเบิลนั้นผิด ทว่าทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน ดูเหมือนจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเมื่อนำมาอธิบายถึงกระบวนการวิวัฒน์ของสิ่งมีชีวิตผู้เป็นต้นคิดทฤษฎีนี้ สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่า... มนุษย์

อย่าว่าแต่คนอื่นเลยครับ แม้แต่ตัวดาร์วินเองก็ยังตระหนักถึงความแปลกประหลาดของวิวัฒนาการของมนุษย์ชาติว่า มาถึงจุดปัจจุบันในสายพันธุ์ของโฮมินิดเดินสองขาที่เรียกกันว่าโฮโมเซเปี้ยนได้อย่างไร อัลเฟรด วอลเลซ หนึ่งในสาวกคนสำคัญของดาร์วินก็เช่นกันครับ หลังจากค้นคว้าวิจัยอย่างหนัก เขาประหลาดใจจนถึงกับต้องเขียนบันทึกออกมาอย่างสงกาว่า

"มีพลังอันน่าอัศจรรย์ใจบางอย่างชี้นำวิวัฒนาการของมนุษยชาติอยู่"

แม้กระทั่งหลายร้อยปีต่อมา วงการวิทยาศาสตร์ก็ยังหาอะไรมาค้านไม่ได้ว่าคำพูดของวอลเลซนั้นผิด วิวัฒนาการของพวกเรานั้นแปลกประหลาดดำมืด จนแม้กระทั่งแสงสว่างของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่สามารถให้ความกระจ่างแจ้งได้จริงๆนั่นแหละครับ

หรือมนุษยชาติคือผลพวงจากการสร้างสรรค์ของพระเจ้า ตามที่บทเยเนซิสกล่าวเอาไว้จริงๆ?

Dangerous Ideas ของจริงมันอยู่ตรงนี้ครับ ถ้าสมมุติว่าเราแทนที่พระเจ้าซึ่งเป็นอภินิหารเหนือธรรมชาติ ด้วยกรรมวิธีทางพันธุศาสตร์ของนักท่องอวกาศกลุ่มหนึ่งล่ะ ไอเดียนี้ดูจะเพ้อฝันเกินไปหรือไม่?

มาตั้งโจทย์กันเล่นๆนะ ถ้าเราลองถามคนทั่วไปในยุคปัจจุบันว่า พวกเขาคิดว่ามนุษย์มีกำเนิดมาจากไหน แปดในสิบคนคงตอบอย่างไม่ลังเลว่า "มาจากลิง" นั่นก็ไม่แปลกอะไร หากเรามองว่าพวกเขาตอบตามที่ได้ร่ำเรียนมาและเชื่อต่อๆกันมาอย่างนั้น ในลักษณะของกระบวนทัศน์รูปแบบหนึ่งซึ่งผมได้กล่าวถึงไปแล้วในเบื้องต้น โอเคครับ... ถ้ามนุษย์มาจากลิงก็ควรจะมีอะไรๆใกล้เคียงกับลิงจริงไหม? ลองมาดูผลการวิจัยของ เซอร์ อาร์เธอร์ คีธ ผู้ทำการศึกษาความต่างของสิ่งที่เรียกว่า genetic charcters ของสิ่งมีชีวิตประเภท primate ดูสิครับ ในงานวิจัยของเซอร์ คีธ ได้ให้ตัวเลขที่เป็นผลสรุปของความต่างออกมาคือ

กอริลลา 75; ชิมแปนซี 109; อุรังอุตัง 113; ตัวกิ๊บบอน(gibbon) 116; ส่วนมนุษย์นั้นอยู่ที่ 312

แหม... ห่างกันสามเท่าแน่ะ ช่างใกล้เคียงกันเหลือเกินนะครับเนี่ย ^^

แต่เนื่องจากเซอร์คีธได้ทำวิจัยเอาไว้ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ดังนั้นบางท่านจึงอาจหาว่าผมเอาข้อมูลเชยๆมาขาย งั้นลองมาดูผลงานวิจัยใหม่ๆใกล้ยุคของพวกเราก็ได้ครับ เอาเรื่องของ DNA นี่แหละ คงทราบกันดีว่ามนุษย์มีโครงสร้างของ DNA ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับลิงชิมแปนซี ซึ่งวงการวิทยาศาสตร์นับให้มีความใกล้เคียงกันกับมนุษย์อยู่ 98% ห่างกันแค่ 2% ว่างั้นเถอะครับ ไอ้คำว่าสองเปอร์เซ็นต์นี่ดูไม่แตกต่างกันนักถ้ามองในเชิงของตัวเลข แต่ถ้ามองในภาพของสปีชี่ส์แล้วมันบอกความเป็นญาติได้ไม่มากนัก ยกตัวอย่างเช่น สุนัขบ้านกับสุนัขจิ้งจอก(โปรดนึกภาพสัตว์ทั้งสองประเภทตามนะครับ) DNA ของพวกมันก็มีความแตกต่างกันแค่ 2% เช่นเดียวกันครับ ดังนั้นสัตว์ที่ในตระกูลใกล้เคียงกันที่มี DNA ต่างกัน 2% จึงไม่ใช่เรื่องแปลกพอที่จะเอามากล่าวอ้างอะไรได้ว่า มันเป็นบรรพบุรุษหรือวิวัฒนาการกลายมาเป็นอีกแบบในภายหลัง

ี่สำคัญที่สุดคือ DNA นั้นเป็นเรื่องซับซ้อน ถ้าเรามองในแง่ของมิติตัวเลขแค่ 2% นั้นก็โอเคล่ะครับ ว่ามนุษย์และชิมแปนซีแทบไม่มีความต่าง แต่ว่าไหมล่ะว่ามูลค่าใน 2% นั้นกลับทำให้ญาติทั้งสองมีความแตกต่างกันอยู่อย่างมากมาย ทั้งขนาดสมอง ภาษาพูด พฤติกรรมการกิน ลักษณะเด่นทางเพศ และอื่นๆอีกร้อยแปด ประการสำคัญที่สุดก็คือ มนุษย์(Homo sapiens) มีโครโมโซมอยู่ 46 เมื่อเทียบกับชิมแปนซีหรือกอริลลาที่มีถึง 48 การเลือกสรรโดยธรรมชาติชนิดไหนกันครับที่ก่อให้เกิดการผ่าเหล่าได้ขนาดนี้?

โอเคครับ... แนวคิดนี้อาจฟังดูเหลวไหลเลอะเทอะสำหรับหลายๆท่าน การสร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยวิธีดัดแปลงพันธุกรรมโดยมนุษย์(?)อีกกลุ่มนั้นฟังดูแล้วมันเหลือเชื่อเกินไป อันนี้ผมอยากให้ท่านคิดย้อนเวลาไปข้างหลังซักประมาณ 5-60 ปีก่อนดู ในตอนนั้นพวกเราแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ genetic เลย แล้วปัจจุบันล่ะครับ พวกเราก้าวหน้ากันไปขนาดไหนแล้ว ทราบกันไหมล่ะครับว่า หลายองค์กรใหญ่ๆมีอำนาจของ"พระเจ้า"ที่สามารถสร้างหรือดัดแปลงชีวิตอยู่ในมือกันเรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่ติดที่ศีลธรรมหรือกฏหมายองค์กรเหล่านั้นก็พร้อมเสมอที่จะสร้างสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงใดก็ได้ ตราบเท่าที่สภาวะแวดล้อมบนดาวดวงนั้นจะเอื้ออำนวย

บทความต่อจากนี้ไปก็เป็นเพียงอีกส่วนของซีรี่ส์มหายาวชุดนี้ ที่นายโซนิคอยากให้ท่านแลเห็นว่า มนุษยชาตินั้นแปลกประหลาดมาตั้งแต่ต้นกำเนิดเลยทีเดียว

ความผิดพลาด(โดยไม่ตั้งใจ)ของ Darwinism

ในยุคที่ชาร์ลส์ ดาร์วิน นำเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการที่ว่าด้วยการเลือกสรรของธรรมชาตินั้น มีกลไกของวิวัฒนาการบางอย่างที่ดาร์วินและคนอื่นไม่ล่วงรู้เลยจนกระทั่งถึงปี ค.. 1953 เมื่อ James Watson และ Francis Crick ค้นพบกลไกการทำงานของ DNA โมเลกุล และสิ่งที่เรียกกันว่าการสืบทอดทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต Watson และ Crick คือผู้ที่วงการวิทยาศาสตร์ยกให้เป็นผู้ค้นพบโครงสร้างแบบเกลียวคู่ของ DNA โมเลกุล ซึ่งเป็นที่เก็บรหัสทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ ต้องขอบคุณทั้งสองท่านนี้แหละครับ ที่ทำให้ทุกวันนี้แม้แต่เด็กๆก็ยังบอกเราได้ว่ามนุษย์มีโครโมโซมกี่คู่ และในนั้นประกอบด้วยยีนส์ (genes) ที่ทำหน้าที่พื้นฐานอะไรบ้างเกี่ยวกับการกำหนดลักษณะทั่วไปของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ เรายังรู้ไปมากกว่ายุคของดาร์วินว่า กฏของการสืบทอดทางพันธุกรรมทำงานอย่างไร การผสานระหว่างยีนส์ของตัวพ่อและตัวแม่ทำงานกันในลักษณะไหน

พันธุศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจและมองแนวคิดวิวัฒนาการของดาร์วินไปในอีกแง่มุมหนึ่ง ผมขอสรุปให้ท่านฟังนะครับว่าแนวคิดอย่างคร่าวๆเกี่ยวกับ "การเลือกสรรโดยธรรมชาติของดาร์วิน"นั้นขึ้นอยู่กับการเอาตัวรอดในธรรมชาติ พูดง่ายๆคือ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายจำต้องปรับตัว เปลี่ยนพฤติกรรม จนกระทั่งถึง"กลายพันธุ์"เพื่อเอาตัวรอดจากสภาวะบีบคั้นจากธรรมชาติ เพื่อที่ตัวเองจะได้ดำรงเผ่าพันธุ์สืบต่อไปได้โดยไม่ดับดิ้นไปเสียก่อน (ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่รอดได้) ไคลแม็กซ์มันอยู่ตรงนี้เองขอรับท่าน...

มนุษย์ (Homo Sapiens) ได้กลายพันธุ์จากญาติพี่น้องของตนเองไปอย่างไม่เห็นฝุ่น กลายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนหาลำดับวิวัฒนาการไม่เจอ เกิดอะไรขึ้นหรือครับ? ภาวะวิกฤตชนิดไหนที่ทำให้มนุษย์เปลี่ยนไปจากบรรพบุรุษและเครือญาติได้ขนาดนี้...

ไม่รู้ว่ะ...

นี่คือคำตอบของผม (และอาจจะเป็นคำตอบในใจของนักวิทยาศาสตร์อีกหลายท่าน ที่แถลงออกมาอย่างสุภาพความหมายของคำตอบก็อยู่ประมาณนี้) แต่คำตอบคงออกมาไม่ต่างเหมือนกันถ้าคุณไปถามคนอื่นๆ เหตุที่คำตอบออกมาเช่นนี้ก็เพราะผลพวงของการวิวัฒน์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ดำรงชีวิตในช่วงเวลาอันสงบสุขมาแล้วนานมาก มันขัดแย้งในตัวเองที่จะบอกว่า สิ่งมีชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบเพื่อเอาตัวรอด และขัดกับหลักฐานบางชิ้นที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบกันในช่วงหลังๆ Thomas Huxley นักชีววิทยาผู้โด่งดังได้กล่าวว่า

"ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆที่เกิดขึ้นในแต่ละสปีชี่ส์กินเวลาอย่างน้อยพันล้านปีขึ้นไป ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆจะกินเวลาสิบถึงร้อยล้านปี ซึ่งกรณีของมนุษยชาติ มันแหกกฏเกณฑ์ดังกล่าวอย่างไม่แยแส ระยะเวลาที่ควรใช้ในการวิวัฒน์ผิดไปจากทฤษฎีราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว"

เรื่องราวเหล่านี้ผมเล่าไปแล้วหลายรอบ ใครที่ยังไม่เคยอ่านหรือลืมไปแล้วก็อ่านกันได้ ที่นี่ ครับ ณ บทนี้ผมอยากเน้นในข้อมูลส่วนที่ยังไม่เคยพูดถึงมาก่อนมากกว่า อาจจะวกไปเวียนมาหรือต้องทำความเข้าใจในสำนวนของผมสักนิด ตรงนี้ต้องขออภัยมากๆ เนื่องด้วยตัวเองก็เป็นแค่"มือสมัครเล่น"คนหนึ่ง ที่ต้องการถ่ายทอดเรื่องราวที่สนใจให้แก่คอเดียวกันฟังเท่านั้นเอง ผิดพลาดประการใดถ้าชี้แนะมา นายโซนิคจะถือเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ

To be continue

เป็นที่ทราบกันดีว่าของถนัดและวิชาหากินของนายโซนิคคนนี้คืออารยธรรมโบราณ บางใน All-final.com เรียกผมว่าปู่โซนักประวัติศาสตร์ ทั้งที่ประการแรกผมไม่ใช่ปู่(และยังเอ๊าะๆอยู่มาก) และประการที่สองผมไม่ใช่นักประวัติศาสตร์หรือจบโบราณคดีมาแต่อย่างใด ผมเติบโตมาทางสาย IT ตะหากเล่า... แต่เอาเถอะครับจะยังไงก็เหอะ พอถึงเวลาจวนตัวหาอะไรมาอัพเดทเว็บไม่ได้ ผมก็ได้เรื่องราวของอารยธรรมโบราณนี่แหละ มาขายผ้าเอาหน้ารอดไปอีกหนึ่งครั้ง

ครั้งนี้เราจะมาคุยเรื่องอะไรกันดี? จับฉ่ายดีไหมครับ? เพราะนึกขึ้นได้ว่าผมนำเรื่องราวของอารยธรรมโบราณมาเสนอท่านก็มากแล้ว แบบว่าที่ไหนพอมีชื่อ(เกี่ยวข้องกับพระเจ้าจากอวกาศ)หน่อยพ่อกวาดมาซะเรียบ ไล่ตั้งแต่ทะเลทรายโกบีมาจนถึงโบลิเวีย กวาดตั้งแต่โมเฮนโจดาโรในอินเดียจนกระทั่งถึงบาลเบคในเลบานอน โบราณสถานต่างๆเหล่านี้บางที่ก็ชัดเจนว่าเคยมีเทคโนโลยีระดับสูงใช้กัน บางที่ก็ออกมาในลักษณะของซากที่เหลือรอดจากมหันตภัยลึกลับเมื่อนานแสนนานมาแล้ว เราลองมาจัดลำดับกันดูสักหน่อยไหมครับว่า อารยธรรมโบราณทั้งหลายทั้งปวงที่เล่าๆกันมานี่ ถ้าเอามาจัด Top Ten ตามความรุ่งเรืองและกาลเวลาแล้ว เราจะได้อันดับออกมาอย่างไรและใครจะได้เป็นขวัญใจนักลึกลับศาสตร์กันบ้าง... อ้อ อย่าลืมเสียนะครับว่าผมไม่ใช่นิตยสาร Asia Week อันดับที่ออกมาผิดถูกอย่างไรมาว่าผมทีหลังไม่ได้นะเอ้อ...

I. มู ทวีปแห่งมารดร (Ancient Mu or Lemuria)

ก็เห็นพ้องต้องกันในวงการลึกลับศาสตร์แหละครับว่า อาณาจักรที่เก่าแก่ยืนนานที่สุดในโลกที่เป็นอารยธรรมของ"มนุษย์โลก"จริงๆนั้น คือ มู:ทวีปแห่งมารดร ระยะเวลาของอาณาจักรนี้ว่ากันว่าย้อนหลังไปถึง 78,000 ปีที่แล้ว บนทวีปขนาดใหญ่ที่มีชื่อตามภาษาโบราณว่า มู หรือที่คนสมัยใหม่เรียกเลมูเรียตามชื่อของลิงชนิดหนึ่ง และเจริญรุ่งเรืองอย่างยาวนานมาอย่างน้อยก็ถึง 52,000 ปีที่ผ่านมา แต่ก็มีบางแหล่งเหมือนกันครับที่ระบุว่า มูไม่ได้มีอายุยืนยาวถึงขนาดนั้น แต่ก่อตัวเมื่อประมาณ 26,000 ปีก่อนและพังพินาศลงด้วยภัยพิบัติ Pole shift หรือขั้วโลกพลิกเมื่อ 24,000 ปีที่ผ่านมาแล้ว สาเหตุประการหลังนี่แฟนๆเรื่อง MMR คงคุ้นๆกันอยู่

อย่างไรก็ตาม มูมิได้สูงส่งด้วยวิทยาการไฮเทคดังอาณาจักรหลังๆที่รุ่งเรืองตามมา แต่อารยธรรมของมูเป็นอารยธรรมด้านจิตวิญญาณ สังคมของอาณาจักรนี้บูชาความรู้และศัรทธาโดยเฉพาะ ซึ่งต่างจากแอตแลนติสที่สัญลักษณ์ของอาณาจักรนี้คือเทคโนโลยีและนวัตกรรม เรื่องราวของมูผมเรียบเรียงเอาไว้แล้ว (และก็ยังไม่จบ -_-")ถ้าสนใจก็หาอ่านกันได้ ถ้าใครที่อยากอ่านจนจบก็รออีกหน่อยนึงนะครับ เอาเป็นว่า นางงามผู้ครองมงกุฏ Top Ten ของเราก็คืออาณาจักรมูนี่แหละ

II. แอตแลนติสโบราณ (The Ancient Atlantis)

ว่ากันว่าไม่นานนักหลังจากที่ทวีปมูจมลง ความเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาได้ทำให้แผ่นดินแห่งนึงผุดขึ้นบริเวณคาบสมุทรแปซิฟิค อารยธรรมที่รุ่งเรืองของมูได้หายไปกับภัยพิบัติครั้งนั้น แต่ไม่ได้รวมถึงอาณาจักรอีกแห่งที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นในช่วงปลายยุคของมู

ดินแดนที่ว่าเป็นเสมือนอาณาจักรในม่านหมอกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติครับ เพราะจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามันตั้งอยู่บนดินแดนไหนของโลก อย่าว่าแต่ที่ตั้งเล๊ย... อาณาจักรนี้จะมีตัวตนอยู่จริงหรือเป็นเพียงตำนานก็ยังหาคนมายืนยันไม่ได้ด้วยซ้ำ ถึงกระนั้น คนส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อครับ ว่าครั้งหนึ่งโลกของเรา เคยมีอาณาจักรที่สูงส่งด้วยวิทยาการแต่ประสบความพินาศเพราะภัยสงครามนามว่าแอตแลนติสอยู่จริงๆ เชื่อกันว่าอาณาจักรแอตแลนติสมีความก้าวหน้าทางวิทยาการเอามากๆ ก้าวหน้าชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนนับแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการทำลายล้างเป็นเทคโนโลยีที่เป็นตัวแทนของแอตแลนติสเลยทีเดียวครับ เหตุผลที่อาณาจักรโบรารแห่งนี้เน้นเทคโนโลยีด้านสงครามก็อาจเป็นเพราะ ต้องปกครองอาณานิคมที่กระจัดกระจายอยู่รอบโลก แถมยังต้องทำสงครามกับทวีปอื่นๆที่รุ่งเรืองมาในยุคไล่ๆกัน ตำราบางเล่มกล่าวถึงการรบกันระหว่างแอตแลนติสกับอาณาจักรทางฝั่งอินเดียโบราณไว้อย่างน่าดูชม ดูเหมือนภาษาสันสกฤตโบราณจะขนานนามของชาวแอตแลนติสว่า อัศวินหรือนักรบ อืมห์... ก็ตรงตัวดีอยู่แหละ

หลายตำนานกล่าวตรงกันว่า แอตแลนติสมาถึงจุดหายนะเพราะภัยสงคราม เนื่องจากการใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอย่างไม่ยั้งคิดนั่นเอง จุดจบของแอตแลนติสน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับมนุษย์เราในปัจจุบันได้ไม่มากก็น้อย ตราบที่เรายังไม่ยุติการแก้ปัญหาด้วยกำลัง หรือกระหายสงครามอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

III. อาณาจักรโบราณแห่งชมพูทวีป (Rama Empire of India)

นับว่าฟ้ายังเข้าข้างอยู่ไม่น้อย ที่ตำรับตำราโบราณของทางอินเดียไม่ได้ถูกม้วนหายไปกับวังวนทางประวัติศาสตร์มากนัก หลายๆชาติต้องพบกับความเจ็บปวดใจ ที่บันทึกโบร่ำโบราณถูกทำลายไปเสียหมดสิ้น ถ้าไม่เพราะภัยพิบัติก็ฝีมือมนุษย์ด้วยกันนี่แหละครับ การเผาตำรา-ฆ่านักปราชญ์ของฉินสื่อหวง(จิ๋นซีฮ่องเต้) การเผาคัมภีร์สำคัญของอียิปต์ตามคำสั่งของผู้นำอิสลาม หนังสือโบรารของมายา อินคา หรือแม้แต่ชาวเกาะอีสเตอร์ก็ถูกชาวตะวันตกเผาทำลายสิ้น เคราะห์ดีที่ทางอินเดียยังมีสิ่งเหล่านี้เหลืออยู่อีกเยอะ อย่างน้อยก็เยอะมากพอที่จะให้คนรุ่นหลังอ้าปากค้างอย่างอัศจรรย์ใจ ในความเป็นมาและเป็นไปของอาณาจักรโบราณแห่งดินแดนภารตะนี้ได้แหละน่า

ทเรียนในวิชาประวัติศาสตร์สอนเราว่า อารยธรรมอินเดียเริ่มขึ้นประมาณห้าพันปีที่ผ่านมา แท้ที่จริงอารยธรรมแห่งนี้ยาวนานย้อนหลังไปกว่าที่เรารู้จักมากนักครับ ก่อนหน้านี้ วงการประวัติศาสตร์รู้จักอินเดียโบราณในแง่ของอาณาจักรใหญ่ ที่เคยรบพุ่งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย กับกองทัพของอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซีโดเนีย มีอารยธรรมที่รุ่งเรืองอย่างน่าทึ่ง ครั้นพอมีการตั้งไซต์ทางโบราณขึ้นที่หุบแห่งความตาย เฮนโจ ดาโร นักประวัติศาสตร์จึงเริ่มเอะใจเกี่ยวกับอาณาจักรโบราณแถบลุ่มน้ำสินธุแห่งนี้ เพราะหลักฐานทั้งหลายแหล่ที่พบล้วนบ่งบอกว่า ดินแดนแห่งนี้มีความเป็นมาและเป็นไปที่ไม่ธรรมดาเอาเสียจริงๆ

ที่ว่าไม่ธรรมดาคือ การสร้างเมืองโมเฮนโจ ดาโร กับ ฮารัปปา (Harappa) นั้นดูเหลือกำลังของคนโบราณจะทำได้ เมืองทั้งเมืองถูกวางผังเอาไว้อย่างดีก่อนสร้าง ด้วยแปลนที่เหมือนกับวิศกรหย่ายสมัยศตวรรษที่ 20 เป็นคนเขียน แถมด้วยระบบระบายน้ำที่อัศจรรย์เหลือเชื่อ มัน advance ถึงขั้นที่ว่าทันสมัยและดีเยี่ยมกว่าเมืองหลวงของหลายชาติในเอเชียปัจจุบันเสียด้วยซ้ำ

เรื่องของอาณาจักรนี้ที่ผมเล่าไปแล้วก็เช่น วิมานะ รวมถึงสงครามนิวเคลียร์ยุคโบราณในมหาภารตะครับ :-)

IV. อาณาจักรโอสิเรียน (Osirian civilization of the Mediterranean)

ในยุคสมัยของแอตแลนติสและ Rama Empire (ครั้นจะเรียกอาณาจักรแห่งราม ก็กลัวจะนึกถึงรามเกียรติกันอีก) มีอีกอาณาจักรนึงครับ ที่รุ่งเรืองมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ท่ามกลางหุบเหวที่อุดมสมบูรณ์และพื้นที่ที่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อาณาจักรโบราณนี้นับเวลาย้อนหลังไปได้ไกลกว่าราชวงศ์เก่าของอียิปต์เสียอีก นักประวัติศาสตร์เรียกขานชื่อของอาณาจักรลึกลับนี้ว่าโอสิเรียน หรือ Osirian civilization ครับ

ูพื้นกันนิดสำหรับความเป็นมาของอาณาจักรนี้ อารยธรรมโอสิเรียนจะเกิดขึ้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด หากขาดแม่น้ำไนล์ไป เอ๊ะ... แม่น้ำไนล์มาเกี่ยวอะไรด้วยงั้นเหรอครับ เรื่องมันเป็นงี้ แม่น้ำไนล์(ซึ่งในบางครั้งเรียกแม่น้ำ Styx)นั้นมีต้นกำเนิดจากทวีปอาฟริกา มีส่วนที่ไหลลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ทางตอนเหนือของอียิปต์ กระแสน้ำได้พัดดินตะกอนทับถม (รวมทั้งกร่อนส่วนที่กร่อนได้) จนเกิดเป็นหุบและทะเลสาบขนาดใหญ่ขึ้น ตรงบริเวณพื้นที่ระหว่างมัลต้าและซิซิลีในปัจจุบัน ครอบไปถึงซาร์ดิเนียในมหาสมุทรแอตแลนติคตรงบริเวณที่เรียกว่าเสาหินของเฮอร์คิวลิส (ช่องแคบยิบรอลตานั่นล่ะครับ ^.^ ) หลังจากที่แอตแลนติสจมลงสู่ก้นมหาสมุทร กระแสน้ำที่เปลี่ยนทิศจากมหาสมุทรแอตแลนติค ก็ได้ทำให้ดินแดนบริเวณอ่าวเมดิเตอร์เรเนียนจมลงอย่างช้าๆ กวาดเอาซากแห่งความรุ่งเรืองของอาณาจักรโอสิเรียนลงไปเฝ้าเทพโปเซดอนที่ก้นมหาสมุทรด้วย

(ด้านซ้ายมือคือภาพของรางยาวเหยียดบนพื้นหิน ลักษณะเหมือนรางสำหรับยานพาหนะบางประเภท อายุอานามก็หลายพันปีอยู่ครับ)

ในวงการโบราณคดีแล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่ามีซากเมืองจำนวนมาก(อย่างน้อยๆก็ 200 เมือง)ที่จมอยู่ใต้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อารยธรรมของอียิปต์เก่า, มิโนอันกับไมซีเนียนแห่งครีต รวมไปถึงเมืองน้อยใหญ่ของชาวกรีกก็รวมอยู่ในจำนวนนั้นด้วย มาถึงตรงนี้บางท่านก็อาจจะงงว่าทำไมตูข้าไม่เคยได้ยินชื่อของอาณาจักรหรืออารยธรรมที่ว่านี้มาก่อน อันนี้มีสาเหตุครับ เรื่องของเรื่องมันอยู่ที่นักคิดนักเขียนเป็นจำนวนมาก ได้เหมารวมเอาอารยธรรมโอสิเรียนให้เป็นหนึ่งในอารยธรรมของแอตแลนติส ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่ หลักฐานที่หลงเหลือของอาณาจักรโอสิเรียนคือสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมา ที่มีขนาดไม่แพ้มหาวิหารในบาลเบ็คของเลบานอน เสาที่หลงเหลือจากแผ่นดินไหว แนวกำแพงยาวเหยียดใต้ก้นมหาสมุทร รวมไปถึงร่อยรอยของสิ่งก่อสร้างลึกลับในเกาะมัลต้าด้วยครับ

V. อารยธรรม ณ ทะเลทรายโกบี (Uiger Civilization of Gobi Desert)

เรายังไม่ได้ไปจากช่วงเวลาของแอตแลนติสและ Rama Empire นะครับ แต่ย้ายโลเกชั่นไปแถวทะเลทรายโกบี ที่ซึ่งมีทั้งเมืองโบราณและท่าเรือขนาดใหญ่ซุกอยู่ใต้ผืนทรายอันไพศาล นักโบราณคดีหลายกลุ่มได้พบเครื่องยนตร์โบราณอายุหลายพันปีในถ้ำบริเวณทะเลทรายโกบี เชื่อกันว่าเครื่องยนตร์เหล่านี้คือซากของยานบินวิมานะในตำนานโบราณของชาวภารตะ นิโคลาส โรเอริช นักสำรวจชาวรัสเซียเคยรายงานถึงการพบเห็นยานบินรูปร่างคล้ายแผ่น CD ในน่านฟ้าทางตอนเหนือของประเทศธิเบตเมื่อทศวรรษที่ 40 บางทีอาจเป็นไปได้ว่า ทายาทของอาณาจักรนี้ยังคงหลงเหลือแต่ซ่อนกายอยู่ที่ไหนสักแห่งใน Uiger area อันไพศาลทางตอนเหนือของทะเลทรายโกบีนี้ก็ได้นะครับ

แถวธิเบตยังมีนครในตำนานเช่น ศัมภาลา(Chamberla หรือที่การ์ตูนญี่ปุ่นชอบอ่านว่า จัมบารา) รวมทั้งตัวของมหาปราชญ์แห่งจีนผู้รจนาคัมภีร์ เต๋าเต็กเก็ง อย่างท่านเล่าจื้อ ก็เคยกล่าวถึงอาณาจักรลึกลับที่เต็มไปด้วยผู้ทรงความรู้ เป็นดินแดนในตำนานที่เล่าขานกันว่าอยู่ทางตะวันตกของจีน โดยดินแดนนี้เรียกกันว่าดินแดนของ ชิหวังมู่ ครับ ว่ากันว่าในการท่องเที่ยวอันยาวนานของท่านเล่าจื้อนั้น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ท่านได้ไปพำนักในดินแดนนี้ และในบั้นปลายของชีวิตท่านก้ได้เดินทางออกจากแผ่นดินจีน เพื่อใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายในดินแดนโบราณดังกล่าวด้วย

VI. เทียฮัวนาโค (Tiahunaco)

ทียฮัวนาโคแห่งอเมริกาใต้ ดินแดนของชนเผ่าลึกลับที่ไม่ทราบที่มาหลายคนว่ากันว่า ชาวพื้นเมืองของเทียฮัวนาโคสืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรมูครับ บ้างก็ว่าน่าจะเป็นแอตแลนติสเพราะดูจากสภาพภูมิศาสตร์แล้วมันเอื้อกว่า ใครจะถูกจะผิดเรายังไม่รู้ แต่หลักฐานที่เหลืออยู่อันประกอบด้วยโบราณสถานที่สร้างจากหินขนาดมหึมา รวมทั้งสถาปัตยกรรมการสร้างกำแพงจากหินหลายเหลี่ยม ซึ่งออกแบบไว้สำหรับป้องกันแผ่นดินไหวนั้น บอกกับเราว่า ชาวเทียฮัวนาโคมีความรู้เรื่องธรณีวิทยาและแนวแผ่นดินไหวใน Ring of Fire เป็นอย่างดี หรือความรู้เหล่านี้ได้รับมาจากบรรพชนชาวมูที่ล่วงลับไปแล้วครับ?

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของเทียฮัวนาโคก็คือสถาปัตยกรรมครับ ทุกอย่างดูมโหฬารอลังการไปหมด ลำพังแค่ขนาดก็น่าทึ่งพออยู่แล้ว พอนักโบราณคดีศึกษาลึกลงไปอีก ก็ยิ่งทึ่งหนักเข้าไปใหญ่กับเทคนิคการก่อสร้างของพวกเขา การตัดหินขนาดใหญ่ เทคนิคการใช้คอนกรีตแบบโบราณเอย ปูนพลาสเตอร์แบบผสมเอย และเขียนแปลนที่ยอดเยี่ยมอดทำให้นักโบราณคดีงุนงงไม่ได้ว่า นี่เป็นผลงานของคนเมื่อหลายพันปีที่แล้วแน่หรือ? พูดถึงเรื่องนี้ก็อดงงไม่ได้นะครับ ว่าทำไมคนโบราณชอบสร้างอะไรที่มันใหญ่โตเกินจำเป็นนัก แล้วไอ้สิ่งที่สร้างขึ้นน่ะมันก็ขัดกับเทคโนโลยีและความเป็นอยู่ของพวกเขาเสียเหลือเกิน แหละดูเหมือนว่าคนโบราณจะเป็นยังงี้กันไปซะหมด เพราะนอกจากเทียฮัวนาโคแล้ว สิ่งก่อสร้างในอียิปต์ เกาะมัลต้า หรือส่วนอื่นๆในเปรู ก็ล้วนแต่โอ่อ่าอลังการไปเหมือนๆกันหมดซะอย่างนั้น

นอกจากตัวเทียฮัวนาโคเองแล้ว โบราณสถานอีกหลายแห่งในประเทศโบลิเวียล้วนแต่ชี้ให้เห็นว่าได้รับอิทธิพลจากเทียฮัวนาโค เช่นโบราณสถานทางตอนใต้ของคุซโกที่เป็นที่ตั้งของเมืองแห่งพระเจ้าโบราณ Puma Punku ซึ่งสวยงามและโอ่อ่าเอามากๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมีขนาดใหญ่โตเสียจนอดคิดไม่ได้ว่าคนงานที่สร้างเมืองแห่งนี้น่าจะเป็นยักษ์เสียกระมัง เพราะหินแต่ละก้อน เสาแต่ละต้นมันใหญ่โตเสียจนเหลือเชื่อว่าลำพังแรงงานมนุษย์จะจัดการกับมันได้ เสาบางต้นมีขนาดร้อยกว่าตัน บางต้นมากกว่านั้น แถมแปลนของวิหารที่นั่นก็ดูทันสมัยต่างไปจากวิหารของคนโบราณเสียด้วยนะครับ ลองทัศนารูปกำแพงและซากที่เหลือของ Puma Punku จากภาพด้านล่างดูสิ แล้วเห็นด้วยกับผมหรือเปล่า?

กำแพงอันใหญ่โตและราบเรียบ ไม่งงกันเหรอครับว่าคนโบราณเค้าเอาอะไรตัด แล้วเอาอะไรยก?

VII. อารยธรรมายา(The Mayans)

หากจะนับปิระมิดที่สวยงามมีชื่อเสียงนอกจากมหาปิระมิดแห่งอียิปต์แล้ว ก็มีปิระมิดของชาวมายานี่แหละครับที่พอจะทาบรัศมีได้ เป็นเรื่องน่าแปลกที่ปิระมิดของชาวมายาในอเมริกากลางดันไปเหมือนกับปิระมิดที่พบกันในแถบบ้านเรา คือปิระมิดน้อยใหญ่ในชวาตอนกลาง ชาวมายามาทำอะไรแถวบ้านเราหรือคนอินโดนิเซียไปหว่านอะไรไว้แถวอเมริกากลางตอนนี้ยังไม่มีคำตอบ เพราะลำพังแค่ปริศนาของปิระมิดนับแสนแห่งที่ซุกซ่อนอยู่ตามป่าของชาวมายานั้น ก็เป็นปัญหาที่นักโบราณคดีขบไม่แตกกันมากพออยู่แล้ว

บรรพบุรุษชาวมายากล่าวได้ว่าปราดเปรื่องในศาสตร์สำคัญหลายๆแขนง เป็นต้นว่า ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ พวกเขามีวิชาความรู้ด้านวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยม มีการสร้างคลองส่งทำ การทำชลประทานดังที่เหลือหลักฐานอยู่ในคาบสมุทรยูคาทาน ตลอดไปจนมีสิ่งแปลกๆผิดยุคในครอบครองอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น เครื่องประดับที่เป็นรูปเครื่องบินปีกสามเหลี่ยม กล่องสมบัติที่รูปร่างเหมือนเครื่องส่งวิทยุ หรือแม้แต่แผนที่ดาวซึ่งระบุตำแหน่งของดวงดาวเอาไว้เมื่อสองหมื่นกว่าปีก่อนไว้อย่างแม่นยำไม่มีผิดเพี้ยน น่าทึ่งดีนะครับ

นักคิดนักเขียนหลายเชื่อว่าอารยธรรมมายาคือสิ่งที่หลงเหลือมาจากแอตแลนติส เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์เอื้ออำนวยให้เชื่อเช่นนั้น แต่บางกระแสก็ว่าไม่ใช่ เพราะระยะเวลาของอารยธรรมทั้งสองห่างกันมากโข หากชาวมายาได้รับความรู้จากอารยธรรมที่สูงส่งกว่าจริง แหล่งความรู้ดังกล่าวควรจะมาจากนอกโลกมากกว่า เพราะตำนานของชาวมายาเองก็ระบุเอาไว้เช่นนั้น (ใครยังไม่เคยอ่านก็นี่นะครับ มายามืด เรื่องราวของชาวมายาที่ผมเก็บมาจากบทความของคุณ ไอคิว'45 เมื่อนานมาแล้ว)

เชื่อกันว่าชาวมายาเองมีสถานที่ที่เรียกว่า ห้องแห่งความรู้ ที่เก็บสรรพวิทยาของชาวมายาเอาไว้ น่าเสียดายที่ไม่มีใครทราบว่ามันอยู่ตรงไหน บางทีอาจอยู่ในปิระมิดซักลูก(ในบรรดานับแสนลูก)หรือสุสานใต้ดินซักแห่งนึง รอให้เราขุดพบและตีความเหมือนที่เคยทำกันมาแล้วกับสุสานของกษัตริย์นักบินปากัลในภาพด้านล่าง ห้องแห่งความรู้ของชาวมายาจะเก็บความรู้ไว้ในลักษณะใดยังไม่มีใครบอกได้ อาจจะเป็นจารึกภาษามายาหรือภาพวาดบนฝาผนัง หรือยิ่งไปกว่านั้นคือเก็บไว้ในสื่อลักษณะอื่นซึ่งเคยมีการกล่าวถึงบ่อยๆในตำนานของชาวมายา สื่อที่ว่ามีลักษณะคล้ายคริสตัลที่สามารถเข้ารหัสเก็บข้อมูลได้อย่างมหาศาลในทำนองเดียวกับ CD/DVD ในปัจจุบัน

ภาพเปรียบเทียบยานยุคปัจจุบัน และภาพของของปากัลกษัตริย์โบราณของชาวมายา กับ"พาหนะ"ที่ทรงใช้เดินทางเพื่อไปพบกับพระเจ้า

VIII. อาณาจักรของมังกรตะวันออก (Ancient China)

ชนชาติจีนที่เรียกตนเองว่าชาวฮั่นนั้น ถือเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งของโลก นอกจากประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายพันปีแล้ว จีนในปัจจุบันยังนับเป็นมหาอำนาจชาติหนึ่งซึ่งนับวันจะมีอิทธิพลต่อประชาคมโลกมากขึ้นตามวันและเวลา เช่นเดียวกับอารยธรรมอื่นๆ โบราณสถาน, โบราณวัตถุ ตลอดจนบันทึกทางประวัติศาสตร์ของชาวฮั่นนั้น มีอยู่ไม่น้อยที่เชื่อมโยงกับอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ ดูเหมือนว่าชาวจีนโบราณจะคุ้นเคยกันดีกับเรือที่สามารถลอยลำได้บนท้องฟ้า สนามพลังลึกลับจากพื้นโลก รวมทั้งหลักฐานสำคัญอีกสองสามชิ้น เช่น ประติมากรรม,หยก, ถั่วลิสง ซึ่งเชื่อมอารยธรรมจีนโบราณและอารยธรรมมายาเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น พวกเขามีอะไรหลายอย่างเหมือนๆกันทั้งที่อยู่กันคนละซีกโลก

ปิระมิดในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งคล้ายกับปิระมิดของชาวมายาเอามากๆ ปัจจุบันค้นพบกันแล้วนับพันลูก

นักมานุษยวิทยาหลายชุดได้ตีพิมพ์ผลงานการวิจัยเรื่องความเกี่ยวพันของอารยธรรมจีนและมายาเอาไว้ว่า คติความเชื่อของทั้งสองอารยธรรมมีส่วนคล้ายกันอย่างน่าประหลาด แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นคนเผยแพร่หรือใครเป็นคนรับถ่ายทอด เพราะถ้าดูจากระยะเวลาแล้วมายาอ่อนกว่าจีนอยู่โข แต่ก็นั่นแหละครับไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนมายืนยัน ทุกสิ่งจึงเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน(แม้ว่ามันเข้าเค้ามากๆจนเกือบนับเป็นข้อสรุปได้ก็ตามที) เป็นต้นว่าสัญลักษณ์ทางศาสนาของราชวงศ์ฉางที่ไปคล้ายกับศิลปะของชาวมายา การนิยมใช้เครื่องประดับที่ทำจากหยก ตลอดจนการบูชาเทพเสือดาวซึ่งเสือดาวของทั้งสองชนชาติไม่มีขากรรไกรล่างเหมือนกัน เป็นต้น นักมานุษยวิทยาบางท่านถึงกับระบุลงไปเลยว่า ชาวจีนเป็นผู้เผยแพร่อารยธรรมบางส่วนให้กับมายาในช่วง 500-300 B.C. โดยอ้างอิงช่วงเวลาจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ของจีน อันเป็นช่วงที่นักบวชชาวจีนจำนวนมากเดินทางไปทั่วแผ่นดิน เพื่อหายาอายุวัฒนะให้กับฮ่องเต้

ต่อให้ตัดเรื่องของพระเจ้าจากอวกาศหรืออารยธรรมก่อนน้ำท่วมโลกออกไป จีนก็ยังนับเป็นผู้คนพบนวัตกรรมหลายๆอย่างของโลกอยู่ดี ชาวจีนโบราณรู้จักการทำกระดาษจากเยื่อไม้, มีการใช้แว่นสายตา, เลนส์ขยาย, ธนบัตร มานับเป็นพันปี พวกเขามีเทคโนโลยีทางสงครามที่น่าทึ่ง เช่น รู้จักใช้ประโยชน์จากดินปืนมาทำปืนใหญ่, จรวด, การนำน้ำมันดิบมาทำเชื้อเพลิงในแถบซินเกียง ที่ร้ายไปกว่านั้นคือราวปี 1960 นักโบราณคดีได้ขุดพบชิ้นส่วนเครื่องโลหะจำนวนมากที่ทำจากอลูมินัม ชิ้นส่วนเหล่านี้มีอายุหลายพันปีอยู่ครับ อ้อ... ชิ้นส่วนเหล่านี้ทำมาจากโลหะซึ่งได้มาจากกรรมวิธีที่ต้องใช้ไฟฟ้า!! หรือว่าชาวจีนก็เป็นเช่นเดียวกับอาหรับโบราณ ที่รู้จักการชุบโลหะด้วยไฟฟ้าก่อนหน้าวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ตั้งหลายพันปี เรื่องราวของแบตเตอร์รี่โบราณอายุสามพันปีหาอ่านกันได้ ที่นี่ ครับ

IX. อิสราเอลกับเอธิโอเปียโบราณ (Ancient Ethiopia & Israel)

จากหนังสือโบราณของอิสราเอลคือไบเบิลและตำราเก่าแก่ Kebra Negast ของเอธิโอเปีย เราได้ทราบเรื่องราวของอารยธรรมโบราณที่มีเทคโนโลยีสูงส่ง ซึ่งเคยตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว แม้ปัจจุบันเองก็ตามนะครับ ถ้ารื้อวิหารของยิวหรือมุสลิมออกดู(ชวนโดนฆ่าไหมเนี่ย คำพูดมัน) เราก็จะเห็นว่า วิหารหลายแห่งได้สร้างทับของเดิมในลักษณะของการต่อยอดเยอะแยะไปหมดเลยครับ ขนาดของวิหารเหล่านั้นพอๆกะบาลเบ็คในเลบานอนเลยทีเดียว นักโบราณคดีหลายคนให้ข้อสังเกตว่า อารยธรรมบริเวณนี้อาจมีต้นตอเดียวกับอาณาจักรโอสิเรียนซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันก็เป็นได้

สถาปัตยกรรมโดยรวมของอาณาจักรดังกล่าวคล้ายกับของชาวฟินิเชียนมากครับ และว่ากันว่ามีวิหารขนาดยักษ์แห่งหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการเก็บหีบอาร์ค ช่ายครับ Ark of the Covenant ในตำนานนั่นเอง ว่ากันว่าคิงโซโลมอนทรงลงมือควบคุมการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง แหม...นะ พระเจ้าประทานมาให้ทั้งทีนี่นา สำหรับใครที่เพิ่งเคยได้ยินชื่อของหีบอาร์คลองไล่หาอ่านในบทความเก่าๆของผมดูนะครับ สรุปให้ย่อๆแค่ว่า หีบดังกล่าวคืออุปกรณ์สื่อสารที่ชาวยิวโบราณใช้ติดต่อกับพระเจ้า (โมเสสคือหนึ่งในจำนวน User ของระบบสื่อสารโบราณดังกล่าวนี้ครับ อะแฮ่ม) จากคำบรรยายในคัมภีร์ หีบอาร์คมีลักษณะเหมือนเครื่องส่งวิทยุกำลังสูงที่มีขนาดใหญ่ ไม่แน่นะครับ เมื่อหลายพันปีก่อน อาจมีโบราณสถานซักแห่งในเอธิโอเปียที่ติดตั้งเครื่องส่งขนาดมหึมา และมีหีบอาร์คต่ออยู่ในลักษณะของเทอร์มินัลนับเป็นร้อยๆเครื่องก็ได้ ทำนองเดียวกับในวิหารของชาวอินคาที่มีท่อส่งสายสัญญาณอิเล็คทรอนิกส์ แต่นักโบราณคดีรุ่นก่อนๆไปสรุปว่ามันคือรางน้ำอย่างไรล่ะครับ

ดูโครงสร้างของโบราณสถานนี้สิครับ ทันสมัยดีนะ

X. อาณาจักรมหาสุริยาแห่งแปซิฟิค (Aroi Sun Kingdom of the Pacific)

ะ ฮะ รู้สึกจะติดสำนวนลิเกยังไงไม่ทราบสิครับหมู่นี้ เอ่ยคำว่า Aroi หลายๆคนคงไม่คุ้น แต่ถ้าพูดถึงเกาะอีสเตอร์นี่รับรองว่าต้องคุ้นกันแน่ๆ เพราะจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า รูปสลักโมอายอันลือชื่อบนเกาะนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ อาณาจักร Aroi นั้นไม่เคยถูกกล่าวถึงในวงการประวัติศาสตร์สากลเลยครับ เนื่องด้วยหลักฐานที่ออกจะเลื่อนลอย การขาดโบราณวัตถุหรือโบราณสถานต่างๆมาบ่งชี้ ดังนั้น อาณาจักรดังกล่าวจึงเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกันอย่างแพร่หลายในแถบหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิคเท่านั้น

เชื่อกันว่าเมื่ออาณาจักรมูล่มสลายลงราว 24,000 ปีก่อน เหล่าทายาทแห่งมูได้กระจัดกระจายออกตั้งรกรากกันทั่วโลก และจุดหนึ่งคือหมู่เกาะในบริเวณนี้นั่นเอง เรื่องราวของอาณาจักรสุริยาแห่งนี้ถูกเล่าขานสืบเนื่องกันมาในชนชาติ โพลินีเซีย, มาลานีเซีย, และไมโครนิเซีย โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ชาวโพลินีเซียนที่ให้ข้อมูลกับนักมานุษยวิทยาถึงอาณาจักรเก่าแก่ ซึ่งปกครองแถบนั้นมาหลายพันปีก่อนหน้าที่ชาวยุโรปคนใดจะมาถึง ซึ่งก็ท่าจะมีเค้าครับ เพราะนักสำรวจเองก็ได้พบปิระมิดตามเกาะเล็กเกาะน้อยเป็นจำนวนมาก บางเกาะมีวิหารรูปร่างประหลาดตั้งอยู่ บางแห่งที่พิสูจน์อายุด้วยคาร์บอน 14 แล้วพบว่ามีอายุย้อนหลังไปหกถึงเจ็ดพันปี เทคนิคที่ใช้ในการสร้างก็เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าชาวอินคาเหมือนกัน สิ่งที่น่าสังเกตประการหนึ่งคือ ชาวเกาะโบราณพวกนี้นิยมสร้างถนนขนาดใหญ่จากกลางเกาะมาสู่ชายหาดด้านใดด้านหนึ่ง จากนั้นก็สร้างรูปสลักมหึมาตามขอบถนนหรือไม่ก็บริเวณชายฝั่ง ลักษณะเดียวกับสนามบินในสิงคโปร์หรือฮ่องกงซะอย่างนั้น อ้อ... เมื่อเจาะลึกลงไปอีกนิด นักโบราณคดีพบว่า ชาวโพลินีเซียนในนิวซีแลนด์ เกาะอีสเตอร์ ฮาวาย และตาฮิติ ล้วนมีตำนานเกี่ยวกับมนุษย์ปักษีที่สามารถเหินฟ้าเดินทางไปมาระหว่างเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งได้ ไว้ว่างๆผมจะเอาเรื่องมนุษย์ปักษีมาเขียนให้อ่านนะครับ น่าสนใจทีเดียวแหละ

เก๊าะเป็นอันว่าเอวัง แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปได้อีกงาน เนื้อหาอาจน้อยไปนิดแต่ก็ทำไปตามวาระและโอกาสจะอำนวย ไว้พบกันเดือนหน้านะคร๊าบ

17/02/2003


James Churchward นายพันผู้สนใจปรัชญาตะวันออก ได้เดินทางไปพำนักที่อินเดีย โดยอาศัยอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งใกล้เมือง Rishi ด้วยความสนใจด้านตำนานโบราณ เชิร์ชวาร์ดได้สนิทสนมกับนักบวชผู้ใหญ่รูปหนึ่งอย่างรวดเร็ว ความใฝ่รู้ของเขาทำให้นักบวชเกิดความพอใจ และถ่ายทอดตำนานเร้นลับที่สาปสูญมานานนับพันปีเรื่องหนึ่งให้กับเขา ไม่เพียงแต่ตำนานครับ นักบวชท่านนั้นยังได้ถ่ายทอดภาษาโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภาษาดั้งเดิมของมนุษยชาติให้กับเชิร์ชวาร์ด นายพันหนุ่มใหญ่รู้สึกทึ่งระคนกับอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับเรื่องราวที่เขาได้ศึกษามาหลังจากนั้น ยิ่งแกะรอยลึกเข้าไปเขาก็ยิ่งงงงัน เพราะเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงที่เขาเรียนรู้มา มันเพียงพอที่จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้เลยทีเดียว เจมส์ เชิร์ชวาร์ดตั้งปณิธานไว้กับตัวเองว่า เขาจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะทั่วโลกยังทีดินอดนต่างๆอีกมากมายที่รอให้เขาบุกเบิก เพื่อศึกษาเข้าไปถึงแก่นลึกของอาณาจักรโบราณที่ล่มสลายไปแล้วเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ทวีปแห่งมารดร... มู เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.. 2411 ครับ

นี่แหละครับ หน้าตาของนักโบราณคดีคนเก่ง เจมส์ เชิร์ชวาร์ด

หลักฐานที่ค้นพบทั้งหลายแหล่นำมาสู่คำถามที่ว่า ทวีปแห่งมารดรหรือมูนี้ได้สูญหายไปในอดีตกาลหรือไม่ หรือว่าเป็นเพียงแค่ตำนานของคนรุ่นก่อนเท่านั้น หากมีจริง มู ตั้งอยู่ที่ไหน ควรจะมีลักษณะของภูมิศาสตร์หรืออารยธรรมเป็นเช่นไร?

ว่ากันว่าทวีปมู ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งประสบภัยพิบัติคล้ายกับแอตแลนติส และปัจจุบันคงเหลือเพียงหมู่เกาะเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปให้เราเห็นเท่านั้น เป็นเรื่องน่ากลัวเหมือนกันนะครับ เพราะในตำนาน มู เป็นดินแดนที่กว้างใหญ่มหาศาล แต่กลับหายไปจนแทบไม่เหลือร่องรอย ทั้งที่ตามหลักฐานที่เราพอจะมีอยู่ ตำนานของอาณาจักรนี้ บอกกับเราว่า ครั้งหนึ่ง ที่นี่เป็นจุดกำเนิดอารยธรรมของมนุษยชาติ มีอายมากกว่า 50,000 ปี ซึ่งแน่นอนว่า เก่าขนาดนี้ร่องรอยอะไรก็คงไม่เหลือแล้ว เราจะเอาอะไรไปศึกษา แล้วเรื่องนี้มันน่าเชื่อถือได้ไหม? อารยธรรมโบราณต่างๆสืบทอดมาจากมูใช่หรือไม่ และประการสำคัญ มูกับแอตแลนติส เป็นดินแดนเดียวกันหรือเปล่า เดี๋ยวเราจะค่อยๆมาค้นหาคำตอบกันครับ

มากล่าวถึงเชิร์ชวาร์ดกันต่อ จากการศึกษาทำให้นักโบราณคดีผู้นี้สนใจเรื่องของมูเป็นอย่างมาก เขาได้เดินทางสำรวจไปทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปออสเตรเลียและหมู่เกาะในทะเลใต้ ซึ่งเชิร์ชวาร์ดเองเชื่อว่าเคยเป็นที่ตั้งของมูมาก่อน หลักฐานที่ทำให้เขาปักใจเรื่องของดินแดนโบราณนี้ อย่างแรกคือแผ่นจารึกที่เขาได้ทำการศึกษาในอินเดียครับ เราเรียกกันว่าจารึกนาอะคัล(Naacal) อย่างที่สองก็คือ เมื่อนำเอาเรื่องราวจากจารึกนี้ไปโยงใยกับอารยธรรมโบราณ ที่มีความเจริญแบบผิดยุคสมัยและมีที่มาที่ไปอันมืดมน(สำหรับนักโบราณคดีน่ะนะ) เช่น อียิปต์ แอซเท็ค อินคา จะพบว่า มันมีความสัมพันธ์กันอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีโบราณ หรือตำนานอันน่าทึ่งที่บังเอิญมาพ้องต้องกัน จนเราอาจจะยืนยันได้ว่า ทวีปซึ่งครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางของโลก เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมของมนุษยชาตินั้นมีอยู่จริง

แต่จะใช่อันเดียวกับแอตแลนติสไหม หลักฐานของใครหนักแน่นกว่า เพราะหลายคนก็มีแนวคิดที่ไม่เหมือนกัน ประการสำคัญ นักคิดนักเขียนพวกนี้ไม่มีใครยอมใครด้วย ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านและเลือกที่จะเชื่อ (หรือรับฟังไว้ก่อน)ก็แล้วกันนะครับ



 

แผนที่โบราณซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของอาณาจักรมู

เมื่อกล่าวถึงอาณาจักรมูแล้วไม่กล่าวถึงคนๆนี้ก็ดูดหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่างครับ บุคคลที่ว่าเป็นนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสชื่อ ชาร์ลส-เอเตียน บราสเซอร์ เดอ บอร์บอร์ก ซึ่งนับเป็นคนแรกเลยที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับทวีปมูขึ้นมา

เดอ บอร์บอร์ก เคยศึกษาอยู่ในอเมริกาครับ ระหว่าที่เขากำลังศึกษาเรื่องราวของชาวมายาอยู่นั้น (.. 2407) เขาได้แปลเอกสารโบราณส่วนหนึ่งของชาวมายาออกมา โดยเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดที่รอดจากการเผาทำลายของชาวสเปนมาได้ ผลจากความพยายามของบอร์บอร์กทำใหอนุชนรุ่นหลังอย่างพวกเราได้ทราบว่า ครั้งหนึ่งเคยมีนครโบราณที่ต้องมีอันเป็นไป ด้วยการจมลงสู่ก้นมหาสมุทรเพราะการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟ เดอ บอร์บอร์กพบอักษรภาพคู่หนึ่งในเอกสารโบราณนั้น ซึ่งการออกเสียงของอักษรดังกล่าวตรงกับตัวเอ็มและตัวยูในภาษาอังกฤษ เขาจึงอนุมานว่า นครโบราณที่จมหายลงสู่ใต้น้ำนั้น น่าจะมีชื่อว่านครมูหรืออาณาจักรมูครับ

การค้นพบของเดอบอร์บอร์กสร้างความตื่นตัวให้วงการโบราณคดีอยูไม่น้อยครับ นักโบราณคดีหลายคนพยายามแกะรอยอาณาจักรดังกล่าวจากเอกสารต่างๆที่พอจะหาได้ ซึ่งผลงานที่ออกมาก็มีทั้งตั้งอกตั้งใจและแหกตา เนื่องมาจากมูลเหตุอยู่ที่เอกสารโบราณของชาวมายา ดังนั้นหลักฐานเพิ่มเติมที่ควรสนใจจึงน่าจะอยู่ที่แหล่งอารยธรรมของมายา ซึ่งก็โชคดีอีกนั่นแหละ ที่นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสอีกทีมได้ค้นพบหลักฐานน่าสนใจที่โยงใยถึงอาณาจักรมูอีกชิ้นหนึ่ง นักโบราณคดีชุดนี้นำทีมโดย ออกัสตัส เลอพอง กีออง ครับ

เลอพอง กีออง แถลงว่า สิ่งที่พวกเขาค้นพบคือหลักฐานที่ว่าด้วยตำนานของชาวมายาครับ กล่าวถึงนครโบราณที่มีนามว่า มู มีผู้ปกครองเป็นราชินีนามเหมือนชื่อนครนั่นคือ ราชินีมู(Moo) พระนางมีสวามีเป็นพี่น้องกันแต่ต่อมาได้สิ้นพระชนม์ลงด้วยการแย่งอำนาจ จนนางต้องอภิเษกกับน้องชายอีกคนหนึ่ง กระทั่งเมื่อนครนี้ประสบภัยจากภูเขาไฟระเบิด ราชินีมู ได้พาผู้คนอพยพไปตั้งรกราก ณ ดินแดนแห่งใหม่ ซึ่งนักโบราณคดีกลุ่มนี้ตีความว่าน่าจะเป็นดินแดนอียิปต์ เพราะตำนานไปสอดพ้องต้องกันกับเรื่องราวของ เทวีไอซิส อย่างเหลือเชื่อ - - สวามีของไอซิสคือโอสิริสซึ่งสิ้นชีพไปเพราะการกระทำของเซธผู้เป็นน้องชาย สุดท้ายเซธก็ต้องมารบกับโฮรัสบุตรของโอสิริสซึ่งมาล้างแค้นแทนบิดา ส่งผลให้ทะเลทรายซาฮาร่ากลายสภาพจากป่าดงดิบเป็นทะเลทรายอันไพศาลไป รายละเอียดของเรื่องราวนับว่าคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะครับ?

นักโบราณคดีชุดนี้เชื่อว่า ทวีปมูน่าจะตั้งอยู่ในอ่าวเม็กซิโก และอยู่ทางตะวันตกของทะเลแคริบเบียน โดยทวีปมูมีการแบ่งดินแดนในปกครองออกเป็นนครเล็กๆสิบแห่ง ซึ่งนับว่าคล้ายคลึงกับเรื่องแอตแลนติสของเพลโตเป็นที่สุด และที่สำคัญ ชาวมายากล่าวถึงมูว่า ทวีปนี้ได้จมหายสู่ก้นมหาสมทุรเมื่อราว 8 พันปีมาแล้ว อันเป็นระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกันกับการล่มสลายของแอตแลนติสภายใต้สมมติฐานของนักโบราณคดีปัจจุบัน

หรือว่า... มูกับแอตแลนติสนั้นคือดินแดนเดียวกัน แต่ถูกเรียกต่างกันไปตามภาษาต่างๆ?

หลายคนว่ามันไม่น่าจะใช่ ลืมเจมส์ เชิร์ชวาร์ดไปแล้วหรือยังครับ นักโบราณคดีผู้แปลตัวอักษรที่มีการจารึกไว้บนศิลาโบราณในอินเดีย เชิร์ชวาร์ดได้พบเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับมู เขาบรรยายว่าดินแดนแห่งมูนั้นราวกับสวนสวรรค์บนโลกมนุษย์ก็มิปาน เป็นอาณาจักรใหญ่ที่มีประชากรอยู่มากถึง 64 ล้านคน เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ทำให้ดินแดนนี้ถึงแก่การล่มสลาย มีประชาชนเพียงส่วนน้อยที่อพยพหนีออกมากันได้ และต้องเริ่มต้นตั้งอารยธรรมมนุษย์กันใหม่หมด ดังนั้นพวกเขาจึงจารึกเรื่องราวทั้งหลาย เพื่อถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลังให้รับทราบ

... เอ ชักจะยังไงแล้วสิ เพราะเรื่องราวของทั้งสองดินแดนนี้ดูคล้ายคลึงกันมาก เรามาดูรายละเอียดกันต่อสักนิดดีไหมครับ ว่า "มู" คงหลงเหลือหลักฐานอะไรไว้ให้พวกเรารุ่นหลังได้ศึกษากันอีก

ที่มาของคำว่า เลมูเรีย

ปัจจุบัน ทฤษฎีของ ชาร์ลส ดาร์วิน ที่ว่าด้วยเรื่องวิวัฒนาการก็ยังถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกรณีศึกษาของเขาที่เกาะกาลาปากอสนั้น สามารถอธิบายถึงแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์และผลพวงของการวิวัฒนาการได้เป็นอย่างดี เพราะการศึกษาของดาร์วิน จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดพืชแบบนี้จึงมีถิ่นฐานอยู่ในภูมิภาคนี้ สัตว์จำพวกไหนควรอยู่ที่ภูมิภาคใดได้บ้าง แต่ยังมีสัตว์อีกชนิดหนึ่งครับ ซึ่งสร้างความสับสนงงงันให้แก่วงการวิทยาศาสตร์มาก เป็นสัตว์ที่เรียกกันว่า ลิงเลมูร์ (Lemur) ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายลิงแต่เล็กกว่า

นักวิชาการพบว่า ลิงเลมูร์นี้อาศัยอยู่เป้นจำนวนมากบนเกาะมาดากัสก้า ที่อยู่ห่างออกไปทางทิศใต้ของทวีปแอฟริกา และมีอยู่อีกจึ๋งนึงที่ปรากฏกระจัดกระจายอยู่ในประเทศอินเดียและมาเลเซีย จุดนี้เองทำให้นักวิชาการสันนิษฐานว่า ในอดีตน่าจะมีเกาะแห่งหนึ่งตั้งอยู่ และน่าจะเป็นเกาะที่เชื่อมดินแดนทั้งสองแห่งนี้เข้าด้วยกัน ฟิลลิปป์ สคาเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษเป็นคนแรกครับ ที่ตั้งสมมติฐานว่า น่าจะมีเกาะขนาดใหญ่ซักแห่งเคยตั้งอยู่นอกชายฝั่งทะเลของแอฟริกา และได้จมหายไปเนื่องจากสาเหตุบางประการ เขาศึกษาสภาพภูมิศาสตร์และการกระจายตัวของลิงเลมูร์ ในที่สุด เขาได้ให้ชื่อเกาะที่ไม่มีอยู่เสียแล้วในปัจจุบันว่า เลมูเรีย ตามชื่อของลิงเลมูร์ที่ถูกค้นพบในบริเวณนั้นนั่นเอง...

หมายเหตุ - - เรื่องการกระจายถิ่นฐานของสัตว์และแนวคิดของดาร์วิน หาอ่านได้ใน กาลาปากอส ปริศนาแห่งวิวัฒนาการที่ผมเพิ่งเอาลงเว็บไปเร็วๆนี้นะครับ

ภาพวาดของลิงเลมูร์ครับ

ลิงเลมูร์ไม่ใช่สัตว์ชั้นสูงที่ชาญฉลาดนัก แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องกุมขมับปวดหัวกับลักษณะการกระจายตัวของมัน นั่นหมายความว่าไงงั้นหรือครับ ก็หมายความว่าลิงพวกนี้สามารถข้ามมหาสมุทรและขยายเผ่าพันธุ์ออกไปในดินแดนที่อยู่ห่างไกลกันปานนั้นได้น่ะสิ นักชีววิทยาจำนวนหนึ่งจึงพากันตั้งข้อสันนิษฐานว่า ดินแดนที่เคยเป็นต้นกำเนิดของตัวเลมูร์พวกนี้ ครั้งหนึ่งน่าจะเป็นดินแดนที่ติดกับทวีปใหญ่ จึงทำให้เลมูร์สามารถเดินทางขยายเผ่าพันธุ์ออกมาได้ไกลถึงขนาดนั้น เมื่อโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลง จึงทำให้ทวีปต่างๆค่อยเคลื่อนออกจากกัน จึงทำให้เราพบตัวเลมูร์พวกนี้อยู่ในบางส่วนของทวีปอื่นๆด้วย

ถ้าเคยมีดินแดนดังกล่าว - - ที่เรียกว่าเลมูเรียอยู่จริง ถ้าอย่างนั้นจะเป็นไปได้ไหมที่ดินแดนดังกล่าว เคยเป็นแหล่งอารยธรรมที่มีมนุษย์อาศัยอยู่?

ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้หรอกครับ เนื่องมาจากดินแดนดังกล่าวน่าจะจมหายลงสู่ก้นมหาสมุทรหลายหมื่นปีมาแล้ว แต่ถ้ามันเคยมีอยู่จริง เลมูเรีย ก็นับเป็นดินแดนแรกที่เป็นต้นกำเนิดอารยธรรมของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบมา ไฮริช ฮัคเกิล นักวิชาการชาวเยอรมันผู้ปักอกปักใจเกี่ยวกับการศึกษาค้นหาเลมูเรียได้กล่าวไว้ว่า หลักฐานหลายประการบ่งชี้ว่า ดินแดนนี้น่าจะเคยมีอยู่จริง มันคั่นกลางระหว่าง เอเชีย แอฟริกา และ อเมริกา โดยทอดเป็นแนวยาวขนานไปกับฝั่งทะเลแอฟริกา (แต่ผมเปิดแผนที่โลกดูแล้วไม่ get กะแกเหมือนกันนะครับ ว่ามันควรจะตั้งอยู่ที่ไหน) ฮัคเกิล เรียกเลมูเรียว่า สรวงสวรรค์ (Paradise) เพราะเขาเชื่อมั่นเอามากๆว่านั่นคือต้นกำเนิดแห่งอารยธรรมทั้งปวงของมนุษยชาติ เหมือนกับที่หลายๆคนเรียกเลมูเรียหรือมูว่า ทวีปแห่งมารดร เนื่องจากเป็นต้นกำเนิดอารยธรรมมนุษย์นั่นเอง

ร่องรอยบนเกาะอีสเตอร์

ในเย็นวันหนึ่งของเทศกาลอีสเตอร์ (.. 2265) หนึ่งในกองเรือของดัทช์ได้ค้นพบเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งที่อยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิค พวกเขาอ้างการค้นพบนี้ให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์แห่งการครอบครองเกาะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ผู้บังคับการกองเรือ ยาคอบ ร็อกเกเวเอน และลูกเรือของเขาเดินทางมาถึงเกาะนี้ในตอนเช้ามืด เป้าหมายของชาวดัทช์เหล่านี้คือการออกหาสัตว์และแหล่งน้ำจืดเพื่อเป็นเสบียง รวมทั้งร่องรอยของชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้ (ถ้ายังมีอยู่) ในระหว่างที่ทอดสมอรอจะขึ้นฝั่งนั้น ลูกเรือชาวดัทช์เห็นกองไฟปรากฏเป็นกลุ่มๆบริเวณชายฝั่งของเกาะ ทำให้มั่นใจได้ว่า เกาะนี้ต้องมีผู้คนอาสัยอยู่อย่างแน่นอน

ครั้นเมื่อถึงยามอรุโณทัย ลูกเรือชาวดัทช์ต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากกับภาพที่พวกเขาได้เห็น เพราะตลอดความยาวของชายฝั่ง ผู้คนผิวสีต่างๆกันกำลังทำพิธีสักการะและบวงสรวงรูปสลักหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า

ร็อกเกเวเอนตั้งชื่อเกาะนี้ตามภาษาดัทช์ว่า พาชช์ อีลันด์ (Paasch Ey land) หรือในภาษาอังกฤษว่า Easter เนื่องจากค้นพบเกาะแห่งนี้ในวันอีสเตอร์นั่นเอง พวกดัทช์ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงในการสำรวจเกาะเล็กๆแห่งนี้ โดยเฉพาะประติมากรรมรูปหัวคนขนาดใหญ่ ร็อกเกเวเอนสรุปในปูมเรือของเขาว่า ประติมากรรมเหล่านี้สูงต่ำต่างกัน แต่ลักษณะโดยรวมเหมือนกันมาก จากการสำรวจเศษหินบริเวณนั้น เขาคิดว่ามันน่าจะถูกสร้างขึ้นจากดินเหนียวผสมดินธรรมดาและก้อนกรวด โดยหารู้ไม่ว่าประติมากรรมหัวคนเหล่านั้น (ที่ภายหลังเรารู้จักกันในนามของโมอาย) ทำมาจากหินสุดแข็งชนิดหนึ่ง และเกาะนี้ได้กลายมาเป็นแหล่งศึกษาทางอารยธรรมของมนุษย์อีกแหล่งหนึ่ง ซึ่งยังมีการถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบในภายหลัง

แม้ในปัจจุบัน ปริศนาต่างๆบนเกาะอีสเตอร์ก็ยังไม่มีผู้ใดคลี่คลายออกมาได้หมด เรามาดูกันไหมครับว่า เกาะเล็กๆแห่งนี้ ที่ใครๆเชื่อกันว่า มันคือกุยแจอีกดอกที่จะไขสู่ความลับของอารยธรรมโบราณที่ล่มสลายไปแล้วนั้น มันมีอะไรน่าสนใจบ้าง

ในปี พ.. 2313 ฟิลิเป้ กอนซาเลส นักสำรวจชาวสเปนได้ดั้นด้นไปถึงเกาะอีสเตอร์เพื่อพิสูจน์คำร่ำลือเกี่ยวกับเกาะแห่งนี้ ฟิลิเป้เดินท่อมๆสำรวจตรงนู้นทีตรงนี้ที และฉงนฉงายอย่างมากกับรูปปั้นขนาดใหญ่เหล่านั้น ซึ่งนักสำรวจรุ่นก่อนๆบอกว่ามันถูกทำมาจากดินปั้น

ฟิลิเป้ กอนซาเลส ลงทุนเอาพลั่วทุบรูปปั้นเหล่านั้นและพบว่ามันแข็งแถมมีสะเก็ดไฟแลบเสียด้วย หมายความว่าอะไรหรือครับ ก็หมายความว่า รูปปั้นโมอายเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากดินเหนียวอย่างที่คิดกันไว้แต่แรกน่ะสิครับ มันถูกสร้างขึ้นจากหินแข็งแท้ๆ ถ้ามันเป็นดินเหนียวปั้นป่านนี้ก็ไม่มีใครสนใจมันแล้วล่ะครับ แต่ในเมื่อสร้างจากหินแท่งมหึมาขนาดนี้ มันก็เกิคำถามขึ้นแล้วล่ะครับว่า ชาวพื้นเมืองไปเรียนวิธีสกัดหินเหล่านี้จากไหน ใช้เครื่องมืออะไรสกัดและขนย้าย ประการสำคัญที่สุด พวกเขาเอาหินพวกนี้มาจากไหน นั่นเป็นคำถามที่แม้ปัจจุบันก็ยังถกเถียงกันไม่จบเลยครับผม

แม้บางส่วนจะผุพังไปกับกาลเวลา แต่ความยิ่งใหญ่และมนขลังของประติมากรรมเหล่านี้ก็ยังคงอยู่จบจนปัจจุบัน

ดูขนาดของโมอายแต่ละตัวและน้ำหนักของมันสิครับ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือแบบยังชีพของชาวเกาะ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะสกัดรูปออกมาให้ได้ในลักษณะดังกล่าว ไหนจะลากมาตั้งไว้ริมหาดและรั้งรูปเหล่านั้นให้ตั้งตรงได้อีก ดูแล้วออกจะเหลือเชื่อมากๆครับ...

ในระยะต่อมามีนักสำรวจชาวยุโรปเดินทางมาที่เกาะอีสเตอร์เรื่อยๆ แม้จะพยายามขบกันจนหัวแตก แต่ก็ได้เรื่องราวออกมาน้อยเต็มที กระทั่งชั่วระยะเวลาหนึ่งผ่านไป ปริศนาชิ้นใหม่ๆก็เกิดขึ้นมาอีกพอกับการสะสมศิลาใน Dragon Quest VII ปริศนาดังกล่าวคือไม้กระดานที่ใช้ปักหลุมศพของชาวพื้นเมือง ซึ่งเรารู้จักกันในปัจจุบันว่า รองโกรองโก้ (RongoRongo) เป็นอักษรภาพที่แม้ปัจจุบันก็ไม่มีใครอ่านออก ชาวพื้นเมืองปัจจุบันเองก็ให้ข้อมูลได้แค่มนอยู่อย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้นักโบราณคดีในปัจจุบันจะพอแะอักษรนี้ได้บางส่วน แต่ก็ยังมืดมนนักหากต้องการจะอ่านอักษรภาพเหล่านี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

จารึกรองโกรองโก้มาจากไหน ใครเป็นผู้จัดทำมันขึ้นมา และมันบันทึกเรื่องราวอะไรเอาไว้บ้าง เรื่องนี้ยังคงติดค้างอยู่ในใจของนักโบราณคดีมานานกว่า 200 ปี นับจากครั้งแรกที่มีการค้นพบ เอาล่ะครับ ตีไม่แตกก็ช่างมันก่อน เราลองมาสำรวจดูสภาพรอบๆเกาะกันดีกว่าครับ เผื่อจะพบร่องรอยอะไรที่น่าสนใจบ้าง

ดูขนาดและน้ำหนักสิครับ คนพื้นเมืองเค้าสร้างขึ้นมาด้วยเครื่องมือง่ายๆอย่างสิ่ว ค้อน และเชือกฟั่นงั้นรึ?

เกาะเล็กๆแห่งนี้มีภูเขาไฟอยู่สามลูกด้วยกันครับ เรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า ราโน รากาก(Rano Rakaku) ราโน กาโอ(Rano Kao) และ ราโน อาโรย(Rano Aroi) ตัวเกาะมีความยาว 21 กิลเมตรและกว้างเพียง 11 กิโลเมตรเท่านั้น มันเป็นเกาะที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทรแปซิฟิค เกาะที่ใกล้ที่สุดกับอีสเตอร์ชื่อปิตการินก็อยู่ไกลออกไปทางทิศตะวันตกประมาณพันกิโลเมตร นอกนั้นก็มีแต่ทะเลกับทะเลรายรอบ อะไรกันครับ ที่ดลใจให้บรรพบุรุษแห่งเกาะอีสเตอร์มาตั้งรกรากบนเกาะที่แร้นแค้นและโดดเดี่ยวเช่นนี้?

สภาพภูมิศาสตร์บนเกาะนั้นเล่าก็ประหลาดนัก นักสำรวจพบว่าบนเกาะไม่มีแหล่งน้ำจืดเลยครับ พวกต้นน้ำลำธารไม่มีเลย แถมลมทะเลยังหอบเอาความเค็มและเกลือจากมหาสมุทรมาเป็นระลอกๆ ทำให้ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่และพืชผลไม่สามารถเจริญเติบโตได้เป็นป่าอย่างเต็มที่ เมื่อไม่มีป่าก็ไม่มีสัตว์ให้ล่ากันล่ะครับทีนี้ การอยู่กินของชาวเกาะจึงนับได้ว่าแร้นแค้นยิ่ง

เดาได้เลยว่า บรรพบุรุษของชาวเกาะที่มาตั้งรกรากในตอนแรกๆคงเลือดตากระเด็นกันไปเป็นแถบๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น มีการพัฒนาภาษาเขียนเป็นของตัวเอง รู้จักสร้างถนนและวิศวกรรมโยธาอย่างง่าย มีการตั้งสถานบวงสรวงสำหรับสังเกตดวงอาทิตย์ และที่สำคัญ พวกเขาสร้างโมอายขนาดยักษ์เหล่านี้ขึ้นมาถึง 600 กว่าตัว มันน่าประหลาดไหมล่ะ?

ประติมากรรมเหล่านี้จะถูกนำมาวางเรียงรายยาวไปตามชายฝั่ง ส่วนที่เหลือเป็นจำนวนมากถูกนำไปตั้งเพื่อบอกความยาวและตำแหน่งของถนน งานประติมากรรมชิ้นที่ใหญ่ที่สุดนั้นสูงกว่า 10 เมตรและหนักถึง 80 ตัน รวมหมวกครอบหัวเข้าไปด้วยก็บวกเข้าไปอีกเถอะครับ 12 ตัน หรือหมื่นสองพันกิโลกรัม รูปที่เหลือก็ขนาดย่อมลงมาแต่ก็ใหญ่อยู่ดี

สิ่งที่ทำให้นักโบราณคดีท้อแท้ที่สุดก็คือชาวพื้นเมืองบเกาะนั่นแหละครับ พวกเขาไม่รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับโมอายเล่านั้นเอาเสียเลย ดูเหมือนว่าชาวพื้นเมืองบนเกาะเป็นพวกที่เพิ่งอพยพมาตั้งรกรากได้ไม่นานด้วยซ้ำ พวกเขาไม่สนใจใยดีโมอายเหล่านั้นเหมือนกับว่าต่างคนก็ต่างอยู่ ผู้เฒ่าผู้แก่ของชาวพื้นเมืองเคยให้ข้อมูลกับนักโบราณคดีว่า บรรพบุรุษของพวกเขาเคยเล่าว่าหินพวกนี้มันเดินขึ้นมาจากทะเลครับ แหม... พอๆกับที่ชาวเขมรแถบนครวัดเล่าให้นักสำรวจฟังว่า นครวัดนครธมมันงอกขึ้นมาจากดิน บรรพบุรุษของชาวเขมรไม่ได้สร้างเอาไว้ ก็ประมาณว่ามันใหญ้โตอลังการเสียจนไม่มีชาวบ้านคนเชื่อแหละครับว่าเกิดจากฝีมือของมนุษย์

นักคิดนักเขียนหลายคนเชื่อกันว่า อีสเตอร์ คือร่องรอยที่เหลืออยู่ของทวีปบางทวีปที่สูญหายไปแล้ว เนื่องมาจากอารยธรรมอันแปลกประหลาดของมัน รวมทั้งตำนานของมนุษย์ปักษีหรือมนุษย์นกที่เล่าขานกันในกลุ่มชนพื้นเมือง ยิ่งทำให้นักคิดนักเขียนหลายคนตีความไปถึงมนุษย์อวกาศโน่นเลยครับ เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมค่อยจะย้อนมาเล่าถึงรายละเอียดส่วนนี้กันในภายหลัง สำหรับตอนนี้เราไปดูหลักฐานอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับทวีปมูเพิ่มเติมกันก่อนดีกว่านะครับ

ยังมีต่อครับ กำลังเรียบเรียงอยู่

แอตแลนติสในแวดวงโบราณคดี

ว่ากันว่าที่เกาะแอตแลนติสอันมั่งคั่ง เป็นที่อยู่อาศัยของพลเมืองผู้ทรงคุณธรรม กำแพงเมืองเป็นทองคำและวิหารสร้างด้วยเงิน มีอุทยานหย่อนใจและสนามแข่งม้า ทว่ามันถูกทำลายพังพินาศด้วยความพิโรธของเทพเจ้าผู้เนรมิตรมันขึ้นมา เรื่องราวขงแอตแลนติสเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่ทว่า... ดินแดนในฝันนี้มันมีอยู่จริงหรือไม่ อยู่แห่งหนใด และเมื่อในช่วงเวลาใด ที่อาณาจักรนี้ตั้งตระหง่านท้าทายอำนาจภูตเทพอยู่

ตำนานเกี่ยวกับทวีปอันมั่งคั่งโอ่อ่าที่พลเมืองอาศัยอยู่อย่างสุขสันต์ทว่าถูกกวาดทำลายสิ้นเพียงชั่วข้ามคืน ได้ติดตรึงอยู่ในใจของชาวตะวันตกมานานกว่า 2000 ปีแล้ว เพลโตปรัชญาเมธีชาวกรีกได้พรรณนาถึงการอุบัติและวิบัติของแอตแลนติสไว้ คำพรรณนาของเขาดลบันดาลใจให้มีคนพากันเขียนเรื่องเกี่ยวกับดินแดนนี้ประมาณ 2000 เล่ม มีการค้นหาแอตแลนติสเป็นเวลานับไม่ถ้วนจำนวนปี บางคนทั้งนักวิชาการและวิชาเกินต่างพากันเสนอว่า ดินแดนนี้ควรจะอยู่ตรงนั้นตรงนี้บ้างต่างๆกันไป เบ็ดเสร็จจนถึงปัจจุบันแล้วก็ราวๆ 40 กว่าแห่ง แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดว่ามันมีอยู่จริง

ภาพจำลองแอตแลนติสตามคำบรรยายของเพลโต

ที่มาของแอตแลนติสที่พวกเรารู้จักกันดีนั้น มาจากงานเขียนของเพลโตที่ชื่อ ทิไมอุส และ ครีติอัส ในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ซึ่งกล่าวถึงเรื่องราวของเกาะที่"ใหญ่กว่าลิเบียและเอเชียไมเนอร์รวมกัน" กับพลเมืองที่อาศัยอยู่บนเกาะอันอุดมสมบูรณ์ โดยท้าวความถึงเทพนิยายกรีกที่เมื่อแรกมีการแบ่งดินแดนกัน โปเซดอนเทพแห่งห้วงสมุทรและแผ่นดินไหวได้รับแอตแลนติสมาเป็นสมบัติ ชาวแอตแลนติสทุกคนจึงเป็นเชื้อสายของโปเซดอนกับเคลริโอ ชายาซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวโลก

ตามที่เพลโตกล่าวเอาไว้นั้น แอตแลนติสเป็นชาติที่กุมอำนาจทางทะเลเอาไว้ มีที่ตั้งอยู่ ณ ที่ซึ่งเลยเสาหินของเฮอร์คิวลิส หรือช่องแคบยิบรอลต้าในปัจจุบันออกไป อาณาจักรนี้ครอบคลุมน่านน้ำทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจรดอียิปต์และตุรกี เป็นดินแดนอันอุดมด้วยทรัพยากรและอาหารนานาชนิด ทิวเขาสูงกำบังลมจากทางเหนือ สรรพสัตว์ทั้งช้างและม้าเล็มหญ้าอยู่ในท้องทุ่ง ดื่มกินน้ำจากทะเลสาบและลำธาร มีกษัตริย์สิบองค์ครองดินแดนสิบแคว้น พลเมืองทั้งหมดอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคีและสันติสุข "พวกเจารังเกียจทุกอย่างนอกจากคุณธรรมอันดีงาม ไม่สนใจใยดีต่อสมบัติพัสสถาน ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือทรัพย์สมบัติอื่นๆ" ชาวแอตแลนติสเป็นทั้งพลเมืองตัวอย่างและนักขี่ม้าที่เก่งกาจ นอกจากนั้นพวกเขายังเชี่ยวชาญด้านการเดินเรืออีกด้วย

ต่อมาชาวแอตแลนติสไม่พอใจกับโชคลาภที่มีและพยายามจะแผ่ขยายอาณาเขต เพื่อทำการครอบครองโลก เกิดสงครามที่รุนแรงตามมาหลายต่อหลายครั้ง ชาติเล็กชาติน้อยย่อยยับกับการกรีฑาทัพของแอตแลนติสไปเป็นแถวๆ มีนครเอเธนส์ของเทพีอาเธน่าเพียงแห่งเดียวที่ยืนหยัดต่อต้านแอตแลนติสเอาไว้ได้ โปเซดอนพิโรธชาวแอตแลนติสมาก และประมาณ 9,500 ปีก่อน คริสตกาลก็เกิดภัยพิบัติร้ายแรงขึ้นบนตัวทวีป ทำให้แอตแลนติสจมหายไปใต้เกลียวคลื่น ไม่เหลือร่องรอยใดๆเอาไว้จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

เทพสมุทรโปเซดอน ผู้ปกครองแอตแลนติสในสมัยแรกเริ่ม

เพลโตยืนยันว่าแอตแลนติสเป็นเรื่องจริง และอ้างว่าเขาได้รับฟังเรื่องนี้มาจากรัฐบุรุษโซลอน ซึ่งรับฟังมาอีกทอดจากนับวชก่อนหน้านั้น เรื่องราวได้รับการบอกเล่าสืบทอดกันมาเป็นรุ่นๆ พูดแล้วน่าเศร้าครับ ในแง่ของประวัติศาสตร์ปัจจุบัน แม้กระทั่งท่านอริสโตเติลลูกศิษย์ของเพลโตเองก็ไม่ยอมรับว่าแอตแลนติสเป็นเรื่องจริง การอุบัติและวิบัติของแอตแลนติสนั้นมีปัญหาอยู่สองประการ นั่นคือเรื่องของระยะเวลาและสถานที่ตั้ง ครับ... นั่นคือมุมมองและบทสรุปของวิชาประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน ซึ่งนายโซนิคอ่านดูก็ออกจะขัดใจอยู่ไม่น้อย เพราะพวกเขาเพิกเฉยต่อหลักฐานหลายๆอย่างที่พอจะเอามาอ้างอิงได้ แต่ก็เอาเถอะครับ ลองมาดูกันดีกว่าว่า ประวัติศาสตร์และโบราณคดีในปัจจุบัน สรุปเรื่องของแอตแลนติสเอาไว้อย่างไรกันบ้าง


แอตแลนติสในแวดวงโบราณคดี II

แอตแลนติสเป็นอาณาจักรเจ้ากรรมที่มีข้อขัดแย้งกับนักประวัติศาสตร์ปัจจุบันอยู่มากครับ หลายๆท่านค้านว่าอาณาจักรนี้น่าจะเป็นเพียงอาณาจักรในนิทานมากกว่าที่จะมีอยู่จริงๆ เพราะอะไรน่ะหรือครับ เรามาดูมุมมองของนักประวัติศาสตร์กันดีกว่า

อารยธรรมแห่งแรกเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสตกาลหรือราวๆห้าพันปีก่อน ในดินแดนแถบตะวันออกกลางที่เป็นที่ตั้งของประเทศอิรัคในปัจจุบัน ครับ ดินแดนเมโสโปเตเมียนั่นเอง ถ้าจะอิงตามตำราประวัติศาสตร์มันก็ใช่อยู่หรอก เพราะไม่มีชุมชนถาวรของมนุษย์ตั้งอยู่เลยก่อนหน้าอารยธรรมสุเมเรียนจะบังเกิด และก่อนหน้า 7,000 ปีก่อนคริสตกาล ไม่มีร่องรอยของชุมชนมนุษย์ที่เป็นเมืองใหญ่เลยด้วยซ้ำ และประการสำคัญนครเอเธนส์ก็ยังไม่มีขึ้นบนโลกนี้ แล้วเอเธนส์ที่ทำศึกกับแอตแลนติสนั้นมาจากไหนเล่าครับ?

ในยุค 9,500 B.C. ที่เพลโตอ้างถึงนั้น มนุษย์ยังไม่รู้จักใช้ม้ากันเลย เพิ่งมาเริ่มใช้กันตอนเริ่มยุคสำริดเมื่อประมาณ 300 BC. แต่ในเรื่องของเพลโตนั้นกลับกล่าวถึงม้าเอาไว้หลายต่อหลายครั้ง และที่เพลโตย้ำว่าเกาะแอตแลนติสตั้งอยู่เลยเสาหินของเฮอร์คิวลิสออกไปนั้น ยิ่งทำให้ระบุสถานที่ได้ลำบากเข้าไปใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าอะไรต่อมิอะไรมันอยู่ตรงนั้นบ้าง ที่ตั้งที่พอจะใกล้เคียงกันกับแอตแลนติสของเพลโตนั้นก็มีเกาะธีราหรือซานโตริโนของกรีก (แต่มันไม่ยักกะตรงกันเลยในความเป็นจริง) แล้วก็เมืองทรอย ซึ่งอาจถูกเล่าลือกันว่ามันคือแอตแลนติส ในปี 1992 ดร.เอเบอร์ฮาร์ท ซังเงอร์ นักธรณีโบราณคดีผู้โยงโบราณคดีเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาได้ตีพิมพ์ผลงานการค้นคว้า ซึ่งว่าด้วยเรื่องการค้นหาตำแหน่งของแอตแลนติส ซึ่งกินเวลาศึกษานานนับสิบปีในหนังสือชื่อ The Flood from Heaven เขาเสนอว่าเมืองทรอยบนผืนแผ่นดินใหญ่ของตุรกีนั้นตรงกับคำบรรยายของเพลโตเกี่ยวกับแอตแลนติส เมืองทรอยตั้งอยู่ทางเหนือของที่ราบติดกับช่องแคบ มีลมจากทางเหนือพัดกระหน่ำเข้าใส่ รวมทั้งมีบ่อน้ำร้อนน้ำเย็นอยู่ใกล้ๆ ยิ่งไปกว่านั้นเขาเชื่อว่า "เสาหินของเฮอร์คิวลิส" เพิ่งจะเอามาเรียกช่องแคบยิบรอลต้าเมื่อราวๆ 500 ปีก่อนคริสตกาลนี่เอง ก่อนหน้านั้นคำนี้ใช้เรียกช่องแคบดาร์คาแนลซึ่งคั่นระหว่างทวีปยุโรปและเอเชีย ช่องแคบดังกล่าวเชื่อต่อไปถึงทะเลดำ ส่วนเรื่องการจมหายไปของทวีปแอตแลนติสนั้น(อย่าลืมนะครับว่า กรุงทรอยไม่ได้จมหายไปไหน) ดร.ซังเงอร์กล่าวว่า เมื่อประมาณ 1,200 BC. มีอุทกภัยฉับพลันทำให้น้ำท่วมในดินแดนทรอยส่วนที่เป็นที่ราบ และมันกลายไปเป็นตำนานน้ำท่วมแอตแลนติสไป เฮ้อ...


 

บทแทรกและแผนที่

ภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาไฟและหน้าผาสูงชัน เป็นข้อพิสูจน์ถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแก่เกาะธีราหรือซานโตริโน เมื่อประมาณ 1500 BC. นับแต่ปี ค.. 1967 เป็นต้นมามีการขุดพบซากอารยธรรมอันรุ่งเรืองยุคสำริด ซึ่งมีภาพเขียนปูนเปียกและโบราณวัตถุคล้ายคลึงกับที่พบบนเกาะครีตของพวกไมโนอัน ที่อยู่ห่างออกไปทางทิศใต้ 120 กม. มีข้าวของเครื่องใช้ของลัทธิบูชาวัว ซึ่งตรงกับคำบรรยายของเพลโตเกี่ยวกับควมเชื่อทางศาสนาของแอตแลนติส

ตาภูเขาไฟอันโด่งดัง มันคือชอนิมปล่องภูเขาไฟซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 80 ตารางกิโลเมตร เป็นซากของภูเขาไฟที่เคยตระหง่านอยู่บนเกาะธีรา มีหลักฐานบ่งว่าแรงระเบิดแผ่ไปไกลถึงเกาะครีตและชายฝั่งตะวันตกของตุรกี และเป็นไปได้มากว่าเถ้าจากภูเขาไฟระเบิดครั้งนี้ บดบังแสงอาทิตย์ทั่วทั้งแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกไปหลายวัน ยิ่งไปกว่านั้น ภูเขาไฟระเบิดที่ธีรายังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการล่มสลายของอารยธรรมไมโนอัน ซึ่งกำลังเรืองอำนาจอยู่บนเกาะครีตอีกด้วย

ซานโตริโนในปัจจุบันครับ


แอตแลนติสในแวดวงโบราณคดี III.

แล้วอะไรมันเกิดขึ้นหรือครับ? นอกเหนือจากการไม่ยอมรับกันในเรื่องแอตแลนติสแล้ว คนอีกกลุ่มหนึ่งที่เชื่อเรื่องการคงอยู่ของทวีปนี้กลับมองไปที่เกาะธีร่า เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันหลายประการระหว่างคำบรรยายของเพลโตกับซากโบราณคดีบนเกาะนั้น โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีในยุคสำริดรอบๆทะเลอีเจียน เมื่อประมาณ 3000-1500 ปีก่อนคริสตกาล นักโบราณคดีชาวกรีกชื่อศาสตรจารย์มารินาทอสขุดค้นที่อ่าวอะโคทิรีบนเกาะธีรา และพบซากเมืองใหญ่ในยุคสำริด มารินาทอสสันนิษฐานว่าเมืองที่ขุดพบเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของอารยธรรมไมโนอัน บ้านเรือนสูงสองสามชั้นซึ่งถูกตบแต่งอย่างงดงามด้วยภาพเขียนปูนเปียกนั้น บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปะ เมื่อประมาณ 1500 BC. เกาะธีราก็ถึงแก่การพินาศ ๓ุเขาไฟบนเกาะระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงทำให้ทั้งเกาะถูกกลืนหายลงสู่ท้องทะเล...

ทว่านะครับ เมืองทรอยและธีราไม่ได้ตรงกับคำอธิบายของเพลโตว่าแอตแลนติสมีอยู่จริงเมื่อ 9000 ปีก่อนสมัยของโซลอน มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดการเผลอเติมเลขศูนย์เข้าไปอีกตัวนึง หากเพลโตหมายถึงสมัย 900 ปีก่อนสมัยของโซลอน ระยะเวลาก็จะตรงกับที่ภูเขาไฟระเบิดพอดิบพอดี

ถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีคำตอบใดๆมายืนยันชัดแจ้งว่า แอตแลนติสที่เพลโตเขียนเอาไว้นั้นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง หากมีการพิสูจน์ได้ว่าเกิดการคลาดเคลื่อนของเวลา และว่าเสาหินของเฮอร์คิวลิสนั้นไม่ได้หมายถึงช่องแคบยิบรอลต้าเสมอไป ปริศนาเรื่องแอตแลนติสก็อาจจะคลี่คลายไปก็ได้

นี่คือบทสรุปจากนักโบราณคดี ว่าด้วยเรื่องราวที่"เป็นไปได้"ของอาณาจักรแอตแลนติสครับ ก็ลองใช้ความคิดใช้วิจารณญาณดูนะครับ ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด แต่โดยส่วนตัวแล้วนายโซนิคไม่ค่อยยอมรับเรื่องของเกาะธีราหรือทรอยเท่าไหร่ เพราะหลักฐานที่ว่าด้วยอาณาจักรปริศนานี้ยังมีอยู่อีกมาก ซึ่งก็ติดตามอ่านได้จากเรื่องราวของการค้นหาอาณาจักร "แอตแลนติส" ในซีรีส์ที่ผมกำลังปั่นอยู่ละกันนะครับ

ร่องรอยอารยธรรมยุคสำริดบนเกาะธีราและรอบทะเลอีเจียน


บทแทรก 2.

คำพรรณนาอันวิจิตรพิสดารของเพลโตเกี่ยวกับแอตแลนติส บันดาลใจให้หลายคนจำลองภาพของแอตแลนติสออกมาตามจินตนาการเมืองหลวงประกอบด้วยลำคลองยาว 22.5 กิโลเมตร กำแพง อุทยาน ที่ตั้งกองทหารและสนามแข่งม้า ทุกอย่างที่กล่าวมาอยู่รอบๆพระราชวังและวิหารอันใหญ่ใจกลางของอาณาจักร โดยแอตแลนติสมีจุดสำคัญดังต่อไปนี้

  1. เกาะศูนย์กลางซึ่งมีพระราชวังและวิหารของเทพโปเซดอน กำแพงรอบนอกทำด้วยออริชอล์กซึ่งเป็นโลหะมีค่าชนิดหนึ่ง

  2. ท่าเรือภายใน

  3. เกาะวงแหวนเล็ก เป็นที่ตั้งสถานเล่นกีฬาและวิหาร กำแพงรอบนอกเป็นดีบุก

  4. เกาะวงแหวนขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามแข่งม้าและกองทหาร

  5. ท่าเรือใหญ่

  6. คลอง ลอดใต้เกาะวงแหวนไปสู่ท่าเรือภายใน

  7. บริเวณนอกเมือง

  8. กำแพงหินรอบเมือง

  9. ทางเข้าสู่คลองจากทะเล บริเวณที่ประเทศอื่นๆใช้ติดต่อค้าขายกับ แอตแลนติส



So God said to Noah, "I am going to put an end to all people, for the earth is filled with violence because of them. I am surely going to destroy both them and the earth. So make yourself an ark of gopher wood; make rooms in it and coat it with pitch inside and out. This is how you are to build it: The ark is to be 300 cubits long, 50 cubits wide and 30 cubits high. Make a roof for it and finish the ark to within one cubit of the top. Put a door in the side of the ark and make lower, middle and upper decks. I am going to bring floodwaters on the earth to destroy all life under the heavens, every creature that has breath of life in it..." Genesis 6:13-17

ข้อความข้างต้นมาจากพระคัมภีร์ เป็นสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับโนอาห์ ก่อนที่น้ำท่วมโลกครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นตำนานที่รู้จักกันดีกับเรื่องของโนอาห์และเรืออาร์ค แน่ล่ะครับ เรื่องน้ำท่วมโลกนี้ มีจริงแท้แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะหลักฐานทางธรณีวิทยานั้น ระบุไว้ชัดเจนมากๆ ถึงกระนั้นเราก็แน่ใจไม่ได้หรอกว่า น้ำท่วมโลกนั้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ หรือการดลบันดาลจากพระผู้เป็นเจ้ากันแน่ จะอย่างไหนก็ช่าง ถ้าเคยน้ำท่วมโลกมาแล้วจริงๆ เรือของโนอาห์ก็น่าจะมีอยู่จริงเหมือนกันสิน่า... นักคิดหลายคนเคยคิดกันอย่างนั้น และนั่นก็เป็นต้นตอของการค้นหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างหนึ่งของชาวคริสต์ วัตถุสำคัญชิ้นมหึมาที่หลายคนคาดกันว่า มันต้องซุกซ่อนอยู่มุมใดมุมหนึ่งของโลกนี้อย่างแน่นอน...

ในปี ค.. 2959 นักบินที่ทำหน้าที่ทำแผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศของ NATO ได้บังเอิญไปพบสิ่งประหลาดบริเวณที่สูงขึ้นมาจากตีนเขา ของเทือกเขา Ararar ราวๆ 15 ไมล์ ร้อยเอก Ilhan Durupinar แห่งกองทัพอากาศตุรกีรู้สึกพิศวงกับสิ่งประหลาดที่ค้นพบนั้น เขาจึงศึกษามันด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า stereoscopic และพบว่า สิ่งประหลาดดังกล่าว มีรูปทรงคล้ายกับเรือลำหนึ่ง เรื่องนี้ได้รับการตรวจสอบอีกทีโดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ Dr. Arthur Brandenberger

ท่านด็อกเตอร์ยืนยันว่า ภาพถ่ายดังกล่าวเป็นของจริง และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของแสงเงาแต่ประการใด ดูเหมือนว่าวัตถุที่รูปทรงคล้ายเรือลำนั้น จะเป็นอะไรที่ไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมของเทือกเขามาตั้งแต่ต้น เพียงแต่ว่า... เรือลำเบ้อเริ่มลำนั้น ขึ้นไปทำธุระอะไรบนเทือกเขาสูงชันและหนาวเหน็บของตุรกีกันเล่าครับ?

จากสถานที่ที่พบ สิ่งเดียวที่จะเชื่อมโยงปริศนาชิ้นดังกล่าว และเป็นสิ่งเดียวที่ผู้คนพอจะหวนระลึกถึงได้นั้นก็คือ เรืออาร์คของโนอาห์ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล...
เดือนกันยายน ปี
1960 นิตยสาร LIFE ได้ลงภาพของเรือลำดังกล่าว พร้อมพาดหัวข่าวอย่างน่าสนใจว่า "Noah's Ark?" มีสกู๊ปพิเศษเกี่ยวกับโครงสร้างของเรือ โดยพิจารณษจากด้านหน้าและหลังขอตัวเรือ โครงสร้างหยาบๆรวมทั้งขนาดของมันคล้ายกับเรืออาร์คของโนอาห์ในพระคัมภีร์มากทีเดียว ด้วยเหตุนี้ กลุ่มนักวิชาการที่ชื่อว่า Archaeological Research Foundation จึงได้ส่งนักสำรวจกลุ่มหนึ่งเดินทางไปสำรวจเรือลำดังกล่าวในระยะใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากการสำรวจ ได้ผลสรุปออกมาว่า วัตถุคล้ายเรือดังกล่าวเป็นวัตถุที่แข็งเอามากๆ กล่าวคือสร้างจากวัสดุที่คล้ายโคลนหรือดินเหนียวที่ผ่านการเผาหรืออบด้วยอุณหภูมิสูงๆมาก สูงขนาดลาวาจากภูเขาไฟประมาณนั้นแหละครับ อีกประการคือ คณะสำรวจไม่พบชิ้นส่วนของไม้ หรือ ไม้ที่กลายเป็นหินแต่อย่างใด

การค้นพบของนักบินชาวตุรกีผู้นั้น หาได้เป็นการค้นพบเรือปริศนาจากยุคสมัยแห่ง Genesis ตามพระคัมภีร์เป็นครั้งแรกไม่ เอกสารและบันทึกตั้งแต่สมัยโบราณหลายชิ้น ได้กล่าวอ้างถึงการพบเห็นเรือ(ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเรือ)อาร์คอยู่หลายต่อหลายครั้ง Epiphanius บิชอปแห่งซาลามิส ได้ทรงบันทึกส่วนพระองค์เป็นข้อสังเกตเอาไว้ว่า เรืออาร์ค น่าจะยังคงอยู่ในบริเวณที่เรียกกันว่า "mountains of the Gordians," แต่บรรดานักท่องเที่ยวที่ไปที่นั่น ก็ไม่ได้เห็นอะไรที่สื่อไปถึงโนอาห์เลยแม้แต่น้อยนอกจากดินที่แห้งผาก นักท่องเที่ยวในสมัยศตวรรษที่ 12 Benjamin of Tudela กล่าวว่า Omar Ben al-Khatab เป็นผู้ทรงสั่งเคลื่อนย้ายวัตถุดังกล่าว เพื่อทำตามพระประสงค์ของพระองค์ที่ทรงจะสร้างมัสยิด



จากหลักฐานและบันทึกที่ได้พบดังกล่าว นำมาซึ่งข้อโต้เถียงมากมาย เกี่ยวกับเรืออาร์คของโนอาห์ลำนี้ ว่ามันควรจะตั้งอยู่ในสถานที่ใดกันแน่ ก็เพราะว่าส่วนนึงในไบเบิลระบุว่า เรืออาร์คของโนอาห์อยู่ในเทือกเขา Ararat นี่เองแหละ นักศาสนวิทยาและนักโบราณคดีในสมัยก่อน จึงเล็งความสนใจไปที่ตัวภูเขา Ararat เอง ซึ่งสมัยนั้นไม่มีหรอกครับชื่อภูเขานี้ เพราะฉะนั้นต่อให้พลิกแผ่นดินหา เหมือนคิงอาร์เธอร์ตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังหาไม่เจออยู่ดี

ทำไมน่ะหรือครับ? ก็เพราะว่า สมัยก่อนภูเขาดังกล่าวไม่ได้ชื่อนี้น่ะสิ ชื่อของมันที่เป็นที่รู้จักกันดีในสมัยโบราณก็คือ Amenia แถมข้อความในไบเบิลยังระบุเอาไว้แบบคลุมเคลือ จนแทบจะตีความไปได้ว่า เรืออาร์ค อาจจะจอดนิ่งอยู่บริเวณไหนเทือกเขาใดก็ได้ในแถบนั้น สำหรับในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งมีอีกเวอร์ชั่นหนึ่งของโนอาห์กับเรืออาร์ค ระบุเอาไว้ว่า เรือของโนอาห์จอดอยู่บนยอดเขาที่ชื่อ Judi

บุคคลปัจจุบัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนปีนขึ้นไปพบเรืออาร์คอย่างเป็นทางการ มีชื่อว่า James Bryce แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด Bryce ใช้กิจกรรมยามว่างทำโดยการปีนภูเขา Ararat เล่นในปี 1876 ที่ใกล้ๆกับบริเวณยอดเขา เข้าได้พบแท่งอะไรบางอย่างยาว 4 ฟุตโผล่ขึ้นมาจากน้ำแข็ง และอย่างไม่มีเหตุผลกลใดมาดลใจ ตัวเขาเองคิดว่า เจ้าสิ่งที่โผล่ขึ้นมานั้น น่าจะเป็นเรืออาร์คในตำนานอย่างแน่นอน ถัดมาในปี 1892 John Joseph Nouri นักสำรวจอีกผู้หนึ่งประกาศต่อสาธารณชนว่า เขาก็เคยพบเรืออาร์คลำดังกล่าวเช่นเดียวกัน หลังจากสำรวจและเข้าไปดูบางส่วนของลำเรือ เขาพบว่า ลำเรือมีความยาว 300 ศอกดังที่บันทึกไว้ในไบเบิลทุกประการ


ภาพถ่ายจากเหนือชั้นบรรยากาศ ของเทือกเขา Ararat

ก่อนหน้าศตวรรษที่ 20 จะมาถึง มีนักสำรวจและทีมนักโบราณคดีมากมาย ได้ปีนภูเขาดังกล่าว เพื่อขึ้นไปดูสิ่งที่เชื่อกันว่าเป็นเรืออาร์คให้เห็นกับตา มีหลายทีมที่ได้สำรวจวัตถุดังกล่าวอย่างใกล้ชิด แต่แล้ว... เรื่องน่าเศร้าที่เกิดกับวงการโบราณคดี ที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับวัตถุทรงค่าชิ้นนี้เป็นครั้งแรกก็เกิดขึ้น ใช่แล้วครับ เหตุผลทางด้านการเมือง และสงคราม ทำให้ทางรัฐบาลสั่งยุติการสำรวจบริเวณเทือกเขา Ararat และอนุญาตเฉพาะทีมสำรวจบางทีที่รัฐบาลเห็นว่าไว้ใจได้ เข้าไปด้อมๆมองๆได้ แต่ก็ต้องอยู่ในสายตาของทางทหารตลอดเวลา น่าเศร้าไหมล่ะครับ

ในปี 1984 Ron Wyatt ได้ชักชวน Jim Irwin และเพื่อนร่วมทีมอีกหายคน กลับไปยังไซต์ขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งเคยเลิกราการขุดไปเมื่อปี 1959 ที่ผ่านมา การขุดค้นและสำรวจในครั้งนั้น มีการประกาศผลออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1960 หรือหนึ่งปีถัดมาว่า พบเรื่องราวคืบหน้า เกี่ยวกับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นเรืออาร์คของโนอาห์ ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล Wyatt ใช้เวลาหลายครั้งในการเทียวสำรวจไซต์ขุดเจาะดังกล่าว และได้พบหลักฐานบางชิ้นที่น่าสนใจคือ แผ่นหินขนาดใหญ่ที่มีรูและรอยตัดถึง 11 ชิ้น แต่ละชิ้นหนักตั้งแต่ 4-10 ตัน หินเหล่านี้ทำหน้าที่ผูกติดเป็นสมอเรือ เพื่อยึดเรืออาร์ค (ขอเรียกแบบนี้ไปก่อนนะครับ) เอาไว้ โดยอาศัยเชือกและรูหรือรอยตัดดังกล่าว ก็มีไว้เพื่อให้เชือกลอดผ่านนั่นเอง หินเหล่านั้นอยู่ห่างจากบริเวณลำเรือราวๆ 10 ไมล์ ในตอนที่ค้นพบนั้น Wyatt เชื่อว่า โนอาห์คงเป็นคนตัดมันออกเมื่อเขาค้นพบว่า เข้าใกล้จะมองเห็นแผ่นดินที่ไม่ได้ถูกน้ำท่วมแล้ว

David Fasold หนึ่งในนักสำรวจที่ไปกับ Wyatt ได้อาศัยวิทยาการสมัยใหม่สำรวจเรืออาร์คอย่างยากลำบาก ด้วยเหตุที่เกือบทั้งหมดของมันจมไปกับน้ำแข็งแล้ว สิ่งที่ทำได้ จึงมีเพียงแต่ใช้เรดาร์มาสำรวจ และเก็บเอาชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆ ที่พอจะพบได้ ส่งไปที่ห้อง Lab เพื่อทำการวิจัยเท่านั้นเอง สิ่งที่เรดาร์บอกพวกเขาก็คือ มีวัตถุขนาดใหญ่บางอย่าง ฝังตัวอยู่ในเทือกเขา Ararat เจ้าวัตถุที่ว่ามีปฏิกิริยาของโลหะ และมีโครงสร้างกลวงอยู่ภายใน ดูคล้ายกับว่า มันถูกเจาะให้มีลักษณะคล้ายห้องยังไงยังงั้นล่ะครับ

ดูเหมือนใกล้ความจริงแล้วสินะครับ สำหรับการค้นหาเรืออาร์ค แต่ปัญหาสำคัญมันอยู่ที่สิ่งที่เป็นผลการสำรวจจากห้อง Lab ต่างหาก ชิ้นส่วนของสิ่งที่เชื่อว่าเป็นลำเรือนั้น ดูเหมือนไม้ที่กลายเป็นหินก็จริงครับ แต่มันขาดสิ่งที่ไม้ทั่วไปตามธรรมชาติมี นั่นคือวงแหวนการเจริญเติบโตนั่นเอง เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่งงเต็ก เพราะในไบเบิ้ลระบุว่า ลำเรือทำมาจากไม้ Gopher แต่เจ้าเรืออาร์คลำนี้ ดูยังไงก็ไม่ได้ทำจากไม้เลยครับ แต่ก็อีกนั่นแหละ ไบเบิ้ลถูกเล่าขานกันมานานปากต่อปาก บางทีการแปลจากต้นฉบับก็ต้องมีผิดเพี้ยนบ้าง บางที ไม้ Gopher ที่เอามาใช้สร้างเรือ อาจมาจากข้อมูลที่บันทึกผิดๆต่อกันมาก็ได้ มันอาจจะทำจากหินหรือวัสดุคล้ายโลหะอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

Fasold เจ้าเดิม ให้ข้อสังเกตุว่า เรืออาร์คลำดังกล่าว ไม่น่าจะใช่เรืออาร์คดังที่คิดกันไว้เสียแล้ว เพราะทั้งวัสดุที่ใช้สร้าง รวมไปถึงลักษณะของลำเรือ มันผิดไปจากแบบของเรือในยุคก่อนเมโสโปเตเมียเอามากๆครับ ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันก็น่าจะมีเศษเสี้ยวอะไรที่เชื่อมเข้ากับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์บ้าง แต่นี่ไม่เลย...

ลองมาอ่านต่อกันดูนะครับ หน้าต่อไปเราจะมาเฉลยกันว่า เรือศักดิ์สิทธิ์ลำนี้ ใช่เรืออาร์คในไบเบิ้ลจริงหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ เรือลำจริงไปอยู่เสียที่ไหนกัน?



จากหลักฐานและบันทึกที่ได้พบดังกล่าว นำมาซึ่งข้อโต้เถียงมากมาย เกี่ยวกับเรืออาร์คของโนอาห์ลำนี้ ว่ามันควรจะตั้งอยู่ในสถานที่ใดกันแน่ ก็เพราะว่าส่วนนึงในไบเบิลระบุว่า เรืออาร์คของโนอาห์อยู่ในเทือกเขา Ararat นี่เองแหละ นักศาสนวิทยาและนักโบราณคดีในสมัยก่อน จึงเล็งความสนใจไปที่ตัวภูเขา Ararat เอง ซึ่งสมัยนั้นไม่มีหรอกครับชื่อภูเขานี้ เพราะฉะนั้นต่อให้พลิกแผ่นดินหา เหมือนคิงอาร์เธอร์ตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังหาไม่เจออยู่ดี

ทำไมน่ะหรือครับ? ก็เพราะว่า สมัยก่อนภูเขาดังกล่าวไม่ได้ชื่อนี้น่ะสิ ชื่อของมันที่เป็นที่รู้จักกันดีในสมัยโบราณก็คือ Amenia แถมข้อความในไบเบิลยังระบุเอาไว้แบบคลุมเคลือ จนแทบจะตีความไปได้ว่า เรืออาร์ค อาจจะจอดนิ่งอยู่บริเวณไหนเทือกเขาใดก็ได้ในแถบนั้น สำหรับในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งมีอีกเวอร์ชั่นหนึ่งของโนอาห์กับเรืออาร์ค ระบุเอาไว้ว่า เรือของโนอาห์จอดอยู่บนยอดเขาที่ชื่อ Judi

บุคคลปัจจุบัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนปีนขึ้นไปพบเรืออาร์คอย่างเป็นทางการ มีชื่อว่า James Bryce แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด Bryce ใช้กิจกรรมยามว่างทำโดยการปีนภูเขา Ararat เล่นในปี 1876 ที่ใกล้ๆกับบริเวณยอดเขา เข้าได้พบแท่งอะไรบางอย่างยาว 4 ฟุตโผล่ขึ้นมาจากน้ำแข็ง และอย่างไม่มีเหตุผลกลใดมาดลใจ ตัวเขาเองคิดว่า เจ้าสิ่งที่โผล่ขึ้นมานั้น น่าจะเป็นเรืออาร์คในตำนานอย่างแน่นอน ถัดมาในปี 1892 John Joseph Nouri นักสำรวจอีกผู้หนึ่งประกาศต่อสาธารณชนว่า เขาก็เคยพบเรืออาร์คลำดังกล่าวเช่นเดียวกัน หลังจากสำรวจและเข้าไปดูบางส่วนของลำเรือ เขาพบว่า ลำเรือมีความยาว 300 ศอกดังที่บันทึกไว้ในไบเบิลทุกประการ


ภาพถ่ายจากเหนือชั้นบรรยากาศ ของเทือกเขา Ararat

ก่อนหน้าศตวรรษที่ 20 จะมาถึง มีนักสำรวจและทีมนักโบราณคดีมากมาย ได้ปีนภูเขาดังกล่าว เพื่อขึ้นไปดูสิ่งที่เชื่อกันว่าเป็นเรืออาร์คให้เห็นกับตา มีหลายทีมที่ได้สำรวจวัตถุดังกล่าวอย่างใกล้ชิด แต่แล้ว... เรื่องน่าเศร้าที่เกิดกับวงการโบราณคดี ที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับวัตถุทรงค่าชิ้นนี้เป็นครั้งแรกก็เกิดขึ้น ใช่แล้วครับ เหตุผลทางด้านการเมือง และสงคราม ทำให้ทางรัฐบาลสั่งยุติการสำรวจบริเวณเทือกเขา Ararat และอนุญาตเฉพาะทีมสำรวจบางทีที่รัฐบาลเห็นว่าไว้ใจได้ เข้าไปด้อมๆมองๆได้ แต่ก็ต้องอยู่ในสายตาของทางทหารตลอดเวลา น่าเศร้าไหมล่ะครับ

ในปี 1984 Ron Wyatt ได้ชักชวน Jim Irwin และเพื่อนร่วมทีมอีกหายคน กลับไปยังไซต์ขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งเคยเลิกราการขุดไปเมื่อปี 1959 ที่ผ่านมา การขุดค้นและสำรวจในครั้งนั้น มีการประกาศผลออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1960 หรือหนึ่งปีถัดมาว่า พบเรื่องราวคืบหน้า เกี่ยวกับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นเรืออาร์คของโนอาห์ ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล Wyatt ใช้เวลาหลายครั้งในการเทียวสำรวจไซต์ขุดเจาะดังกล่าว และได้พบหลักฐานบางชิ้นที่น่าสนใจคือ แผ่นหินขนาดใหญ่ที่มีรูและรอยตัดถึง 11 ชิ้น แต่ละชิ้นหนักตั้งแต่ 4-10 ตัน หินเหล่านี้ทำหน้าที่ผูกติดเป็นสมอเรือ เพื่อยึดเรืออาร์ค (ขอเรียกแบบนี้ไปก่อนนะครับ) เอาไว้ โดยอาศัยเชือกและรูหรือรอยตัดดังกล่าว ก็มีไว้เพื่อให้เชือกลอดผ่านนั่นเอง หินเหล่านั้นอยู่ห่างจากบริเวณลำเรือราวๆ 10 ไมล์ ในตอนที่ค้นพบนั้น Wyatt เชื่อว่า โนอาห์คงเป็นคนตัดมันออกเมื่อเขาค้นพบว่า เข้าใกล้จะมองเห็นแผ่นดินที่ไม่ได้ถูกน้ำท่วมแล้ว

David Fasold หนึ่งในนักสำรวจที่ไปกับ Wyatt ได้อาศัยวิทยาการสมัยใหม่สำรวจเรืออาร์คอย่างยากลำบาก ด้วยเหตุที่เกือบทั้งหมดของมันจมไปกับน้ำแข็งแล้ว สิ่งที่ทำได้ จึงมีเพียงแต่ใช้เรดาร์มาสำรวจ และเก็บเอาชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆ ที่พอจะพบได้ ส่งไปที่ห้อง Lab เพื่อทำการวิจัยเท่านั้นเอง สิ่งที่เรดาร์บอกพวกเขาก็คือ มีวัตถุขนาดใหญ่บางอย่าง ฝังตัวอยู่ในเทือกเขา Ararat เจ้าวัตถุที่ว่ามีปฏิกิริยาของโลหะ และมีโครงสร้างกลวงอยู่ภายใน ดูคล้ายกับว่า มันถูกเจาะให้มีลักษณะคล้ายห้องยังไงยังงั้นล่ะครับ

ดูเหมือนใกล้ความจริงแล้วสินะครับ สำหรับการค้นหาเรืออาร์ค แต่ปัญหาสำคัญมันอยู่ที่สิ่งที่เป็นผลการสำรวจจากห้อง Lab ต่างหาก ชิ้นส่วนของสิ่งที่เชื่อว่าเป็นลำเรือนั้น ดูเหมือนไม้ที่กลายเป็นหินก็จริงครับ แต่มันขาดสิ่งที่ไม้ทั่วไปตามธรรมชาติมี นั่นคือวงแหวนการเจริญเติบโตนั่นเอง เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่งงเต็ก เพราะในไบเบิ้ลระบุว่า ลำเรือทำมาจากไม้ Gopher แต่เจ้าเรืออาร์คลำนี้ ดูยังไงก็ไม่ได้ทำจากไม้เลยครับ แต่ก็อีกนั่นแหละ ไบเบิ้ลถูกเล่าขานกันมานานปากต่อปาก บางทีการแปลจากต้นฉบับก็ต้องมีผิดเพี้ยนบ้าง บางที ไม้ Gopher ที่เอามาใช้สร้างเรือ อาจมาจากข้อมูลที่บันทึกผิดๆต่อกันมาก็ได้ มันอาจจะทำจากหินหรือวัสดุคล้ายโลหะอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

Fasold เจ้าเดิม ให้ข้อสังเกตุว่า เรืออาร์คลำดังกล่าว ไม่น่าจะใช่เรืออาร์คดังที่คิดกันไว้เสียแล้ว เพราะทั้งวัสดุที่ใช้สร้าง รวมไปถึงลักษณะของลำเรือ มันผิดไปจากแบบของเรือในยุคก่อนเมโสโปเตเมียเอามากๆครับ ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันก็น่าจะมีเศษเสี้ยวอะไรที่เชื่อมเข้ากับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์บ้าง แต่นี่ไม่เลย...

ลองมาอ่านต่อกันดูนะครับ หน้าต่อไปเราจะมาเฉลยกันว่า เรือศักดิ์สิทธิ์ลำนี้ ใช่เรืออาร์คในไบเบิ้ลจริงหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ เรือลำจริงไปอยู่เสียที่ไหนกัน?


- - ไม่เคยมีผู้ใดพิชิตยอดเขาอารารัตอันสูงตระหง่านจนกระทั่งเมื่อคริสตศตวรรษที่ 19 เนื่องจากว่าบรรดานักบวชและศาสนิกชนต่างเชื่อกันว่า มนุษย์มิควรจะเหยียบย่างไปที่ "ยอดบรรพตศักดิ์สิทธิ์" ซึ่งเป็นที่สถิตของซากเรือแห่งโนอาห์ - -

อารารัตเป็นยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดกาล ตระหง่านชูยอดเทียบท้องฟ้าราวกับนกปากสีเงินที่งามสง่า ชาวพื้นเมืองบริเวณนั้นเรียกภูเขานี้ว่า อากรี ดากี หรือ อารี ดาอี อันหมายความว่า "ภูเขาแห่งความเจ็บปวด" ภูเขานี้ผุดขึ้นโดดเด่นจากลุ่มแม่น้ำอาราสทำให้เกิดเป็นภาพภูเขาหิมะตัดกับภูมิทัศน์รอบๆ ซึ่งเป็นผืนดินขรุขระเต็มไปด้วยฝุ่น แต่ทราบไหมครับว่า กิตติศัพท์ของภูเขาอารารัตนี้มิได้เกิดจากรูปทรงสมมาตร แนวลาดที่ดูเรียบ และเกร็ดหิมะขาวที่ปกคลุม หากชื่อเสียงของอารารัตมาจากพระคัมภีร์ที่พวกเราคุ้นเคยกัน คัมภีร์ไบเบิลครับ...

ตามพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า เมื่อน้ำท่วมโลกได้ลดลง ภูเขาอารารัตนั้นคือภูเขาลูกแรกที่ยอดโผล่พ้นผิวน้ำ และเป็นที่ๆเรืออาร์คของโนอาห์ได้ลงจอด ซึ่งอันที่จริงนะครับ อารารัตเป็นภูเขาที่มีสองยอดโดยมีระยะทางห่างกันประมาณ 11 กิโลเมตร ยอดทั้งสองที่ว่าประกอบด้วย ยอดเขาเกรต อารารัต สูง 5,137 เมตร ซึ่งถือเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศตุรกี กับอีกยอดเขาหนึ่งคือ ลิตเติล อารารัต ซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 3,896 เมตร ยอดเขาทั้งคู่เดิมเป็นภูเขาไฟและประกอบด้วยเถ้าลาวาหลายชั้น แม้ปัจจุบันจะไม่ร่องรอยภูเขาไฟให้เห็นที่ยอดทั้งสอง แต่รายรอบตามลาดยังมีกรวยและรอยแยกอันเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟให้เห็นอยู่ ก้อนหินที่พื้นรอบๆเขาก็ยังมีร่องรอยของภูเขาไฟให้เห็นอยู่บ้าง

ภูเขาอารารัตเป็นภูเขาที่บริเวณส่วนใหญ่ไร้พืชพันธุ์ขึ้น และถึงจะมีหิมะปกคลุมแทบตลอดทั้งปีแต่ภูเขานี้ก็ขาดแคลนน้ำอย่างหนัก มีพืชตระกูลเบิร์ชบางต้นเท่านั้นที่ยังคงขึ้นอยู่ได้ ทว่าบริเวณช่วงกลางของลาดเขาที่สูงประมาณ 1,500 - 3,000 เมตรนั้นยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่บ้าง ชาวไร่เคอร์ดิชสามารถเลี้ยงแกะได้บนทุ่งหญ้าบริเวณนี้ และในอดีตเคยมีสัตว์มากมายอาศัยอยู่ตามแนวรายรอบบริเวณ น่าเสียดายที่ปัจจุบันเราพบกันไม่กี่ชนิดเท่านั้น เคยมีบันทึกของนักการทูตอังกฤษสมัยศตวรรษที่ 19 รายงานว่า พบหมี เสือภูเขา และสิงโตอยู่ด้วย ในสมัยกลางดินแดนแถบนี้เล่าลือกันว่าเป็นที่อยู่อาศัยของมังกร รวมทั้งตำนานของหนอนน้ำแข็งพิศดาร ที่ลำพังด้วยตัวเล็กกระจิ๋วของมันกลับทำให้น้ำผลไม้ชามใหญ่กลายเป็นน้ำแข็งไปได้ (ยังกะแปดเทพอสูรมังกรฟ้าเลยแฮะ ^^!)

เพราะตำนานเหล่านี้กระมังครับ ทำให้นักไต่เขาและนักผจญภัยพากันหวั่นหวาดไม่อยากขึ้นมาบนเขาลูกนี้ นอกจากเรื่องเล่าลือแล้ว อันตรายอันเกิดจากอุปัทวเหตุต่างๆเช่น หิมะถล่ม หมอกมืดอันปกคลุมอยู่ชั่วนาตาปี และภูมิอากาศที่มักเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ทำให้นักไต่เขาพากันเข็ดขยาดไม่อยากยุ่งกับภูเขาอารารัตมากนัก จนกระทั่งปี ค.. 1829 เมื่อ โยฮัน ยาคอบ ฟอน ฟาโรท ศาสตราจารย์ชาวเยอรมันวัย 37 ปี ไต่ขึ้นยอดเขาจนสำเร็จหลังจากที่พยายามมาสามครั้ง เขาฉลองความสำเร็จโดยปักไม้กางเขนที่ยอดเขา และนับจากนั้นเป็นต้นมา สาวกนักพิชิตภูเขาก็แห่กันตามรอยของฟาโรท (ไม่ใช่ตาฟาโรห์ ขาประจำของเว็บนี้นะครับ -_-" )เป็นการใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ เจมส์ ไบรซ์ รัฐบุรุษผู้มีชื่อเสียงของอังกฤษ ซึ่งพิชิตยอดเขานี้สำเร็จในปี ค.. 1876 ไบรซ์รู้สึกซาบซึ้งอย่างประหลาด เมื่อเขามองจากยอดเขาข้ามที่ราบอันปกคลุมไปด้วยฝุ่นไปยังดินแดนต่างๆที่เคยเป็นบรรดาอาณาจักรของ ซาร์ ชาห์ และสุลต่าน เขาปรารภไว้ในงานเขียนของเขาภายหลังว่า...


"ถ้า ณ ที่นี้เป็นที่แรกซึ่งมนุษย์ย่างเหยียบพื้นโลกอันปราศจากผู้คน เราก็คงจินตนาการได้ว่าการกระจายของมนุษย์นานาเผ่าพันธุ์จากยอดเขาอันศักดิ์สิทธ์นี้จะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่มีที่แห่งใดจะเหมาะเป็นศูนย์กลางโลกมากกว่าที่แห่งนี้อีกแล้ว..."

เจ้ายักษ์ผู้อ่อนโยน ฉายาหนึ่งของภูเขาอารารัต บ่งบอกถึงขนาดของมันว่าเป็นยักษ์แห่งอาร์เมเนีย ภูเขาลูกนี้ตั้งเด่นอยู่ท่ามกลางผืนดินรอบๆ ดูมโหฬารทั้งความสูงและขนาดซึ่งวัดโดยรอบได้ถึง 40 กิโลเมตร อารารัตไม่เพียงแต่จะดูสวยงาม แต่ยังสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ตลอดแถบที่ราบอนาโตเลีย ชาวเปอร์เซียพากันเรียกภูเขาลูกนี้ว่า โคอินูห

ถ้าจะว่าไป กิตติศัพท์ของอารารัตคงเริ่มมาจากพระคัมภีร์บเบิล ในตอนนั้นพระเจ้าอิดหนาระอาใจกับความใจบาปของมนุษย์บนโลก พระองค์จึงตัดสินพระทัยที่จะกำจัดให้หมดสิ้นโดยการบันดาลให้น้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ เหลือไว้แต่โนอาห์ผู้มีคุณธรรม รวมทั้งนกและสัตว์ทุกชนิดอีกจำนวนหนึ่งคู่ พากันไปหลบภัยอยู่ในเรือลำใหญ่ และในวันที่สิบเจ็ดของเดือนเจ็ด นาวาก็ค้างอยู่บนเทือกเขาอารารัต เมื่อน้ำลดลงหมดแล้ว โนอาห์ ครอบครัวของเขาและสัตว์ทั้งหลายก็ค่อยพากันออกจากเรือ

*** ในเรื่องราวของสุเมเรียนและบาบิโลเนียน มีเรื่องราวที่เหมือนกับของโนอาห์อยู่ด้วย เมื่อเทพ Enki ประสงค์จะกวาดล้างมนุษย์ วีรบุรุษผู้พาสิ่งมีชีวิตและครอบครัวหนีตายจากน้ำท่วมชื่อ อุชนาปิชทิม ส่วนในเรื่องราวของอินเดีย พระมนูหนีน้ำท่วมและลงเรือที่ยอดเขาชื่อ "อารยวรรต" ซึ่งเพี้ยนมาจาก"อารารัต" หรือไม่ก็ยังไม่มีผู้ใดบอกได้

ไบเบิ้ลมิได้ระบุอย่างชัดเจนว่าภูเขาลูกใดในดินแดนอารารัตโบราณที่เรือของโนอาห์มาเกยตื้นอยู่ ตำนานของชาวอาร์เมเนียและชาวเปอร์เซียผู้มีถิ่นฐานอยู่ในแถบตุรกีด้านตะวันออกนี้ตั้งแต่ก่อนคริสตกาลระบุว่า เรือมาเกยตื้นที่ อากรี ดากี ชาวอาร์เมเนียเชื่อว่าตนคือมนุษย์พวกแรกหลังน้ำท่วมโลก และชาวเปอร์เซียเรียกแผ่นดินรอบๆอารารัตว่าเป็น "อู่กำเนิดของมนุษยชาติ"

นับตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาลเป็นต้นมา มีผู้รายงานว่าเห็นเรือของโนอาห์อยู่บนยอดเขานี้หลายต่อหลายครั้ง รายงานครั้งแรก(เท่าที่มีการค้นพบ)นั้นกล่าวว่า มีนักบวชชาวคาลเดียน(บาบิโลน)ขูดคราบถ่านออกจากตัวเรือ ผู้คนในสมัยกลางต่างก็บอกเล่าว่ามีหลายคนเคยเห็นซากเรือ ตัวไบรซ์เองเล่าครับ เขาก็บอกว่าเคยเห็นบางสิ่งที่อาจเป็นส่วนประกอบของซากเรือ "ท่ามกลางก้อนลาวา มีไม้ชิ้นหนึ่งยาวประมาณ 4 ฟุตและกว้าง 5 นิ้ว ซึ่งเห็นได้ชัดว่าถูกถากด้วยเครื่องมือ" ในปี ค..1916 นักบินชาวรัสเซียผู้หนึ่งเคยบินข้ามเขาแถบนี้และรายงานว่าได้พบเห็นซากเรือขนาดใหญ่ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 จึงได้ส่งทีมงานออกค้นหา คณะสำรวจของรัสเซียกลับมาพร้อมบันทึกและรูปถ่ายมากมาย ซึ่งยังไม่ทันได้เปิดเผยต่อโลกก็ดันมาเกิดการปฏิวัติรัสเซียเสียก่อน และหลักฐานทุกอย่างหายเรียบครับ


การตรวจสอบเศษไม้ที่อ้างว่ามาจากลำเรือด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ปรากฏว่า ไม่มีไม้ชิ้นใดที่เก่าแก่พอที่จะย้อนไปถึงยุคของโนอาห์ได้เลย มีทฤษฎีหนึ่งเสนอว่า ที่พบเห็นกันนั้นคงไม่ใช่ซากเรือ หากแต่เป็นซากอารามที่เคยเป็นที่จาริกแสวงบุญของเหล่านักบวชมาหลายศตวรรษ แต่ถูกทำลายไปด้วยแผ่นดินไหวเมื่อราวๆปี 1840

ภาพการสร้างเรืออาร์คของโนอาห์ตามบัญชาของพระเจ้าครับ

ครับ... ไม่ว่าเรือของโนอาห์จะมีอยู่จริงหรือไม่ ภูเขาอารารัตก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง มันยังคงตระหง่านท้าทายสายตามนุษยชาติไปอีกแสนนาน สมกับคำที่เจมส์ มอร์เรีย เขียนบรรยายถึงอารารัตเอาไว้ว่ามัน "ช่างงดงามสมบูรณ์ไปเสียทุกส่วน ทุกสิ่งดูกลมกลืนรับกันไปหมด"

*** ห้อยท้าย1. การสร้างเรือของโนอาห์ตามบทเยเนซิสกล่าวเอาไว้ว่า พระเจ้าทรงเลือกให้โนอาห์ผู้มีอายุ 600 ปีเป็นผู้อยู่รอดเนื่องจากว่าเขาเป็นคนยุติธรรม พระเจ้าทรงแจงวิธีสร้างเรือให้กับโนอาห์อย่างละเอียดทำให้โนอาห์กับภรรยา และบุตรชายทั้งสามคือ ฮาม เชม และ ยาเฟท รอดจากน้ำท่วมโลกมาได้
ห้อยท้าย 2. พระเจ้าจากอวกาศทำการดัดแปลงโนอาห์ มนุษย์รุ่นเก่าผู้มียีนอัจฉริยะคนสุดท้ายบนเรืออาร์ค บุตรทั้งสามของโนอาห์ที่กำเนิดขึ้น แทนมนุษย์สามเผ่าพันธุ์บนโลกนี้คือ คอร์เคซอยด์ นิกรอยด์ และ มองโกลอยด์ กระนั้นหรือ?


"เขาเป็นคนที่มีกระดูกยาวผิดปกติ แต่จากกระโหลก เขาคือมนุษย์อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่เขาจะมีไหล่ที่กว้างกว่าคนปกติ ที่มีความสูง 175 เซนติเมตร ศีรษะของเขาเป็นบริเวณหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมันไม่มีอะไรที่แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทลิง Ape สมองของเขาจะต้องมีขนาดใหญ่เอามากๆ เพราะหน้าผากของเขาค่อนข้างสูง และคางที่ยื่นออกมาก็มีลักษณะเหมือนกับคนในยุคปัจจุบันมาก"

คำกล่าวนี้เป็นคำกล่าวของศาสตราจารย์ จอร์จิต เดบิต จากสถาบันการศึกษาในโซเวียต เขากำลังพูดถึงโครงกระดูกที่ถูกค้นพบใกล้ๆกับเมืองวลาดิเมีย โดยการสำรวจของศาสตราจารย์ อ็อตโต บาร์เดอร์ ในสถาบันเดียวกัน

โครงกระดูกดังกล่าว เป็นโครงกระดูกของชายที่มีอายุราว 50 ปี พวกเขาคาดว่าชายดังกล่าวน่าจะมีชีวิตอยู่เมื่อห้าหมื่นสองพันปีที่แล้ว โดยน่าจะมีอาชีพเป็นนายพรานล่ากวางเรนเดียร์และช้างแมมมอธในใจกลางทวีปยุโรป

ในการค้นพบครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพของกระดูกอยู่ในสภาพดี แต่ก็ดันไปขัดแย้งกับแนวคิดของนักวิชาการบางกลุ่ม ซึ่งเชื่อว่า มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกเมื่อห้าหมื่นกว่าปีที่แล้ว ควรจะมีลักษณะที่คล้ายกับลิงเอป หรือมนุษย์ยุคต้น มากกว่าจะมีลักษณะคล้ายมนุษย์ปัจจุบันอย่างที่เป็นอยู่ โครงการนี้ท้าทายทั้งความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ว่าด้วยการสร้างโลกของพระเจ้า และทฤษฎีที่ว่าด้วยวิวัฒนาการของ ชาร์ล ดาร์วิน ดังนั้น ใครบางคนจึงเรียกการค้นพบทำนองนี้แบบติดตลกว่า Forbidden archeology หรือโบราณคดีต้องห้ามครับ

มีสิ่งที่นักวิชาการผู้ค้นพบถึงกับตาโตด้วยความงงงันด้วยนะครับ มันคือ เสื้อผ้าที่โครงกระดูกดังกล่าวสวมใส่ เพราะมีลักษณะเช่นเดียวกับเสื้อผ้าของมนุษย์ปัจจุบันสวมใส่อยู่แทบทุกประการ เครื่องแบบของโครงกระดูกโบราณท่านนี้ เป็นกางเกงขายาวสีดำ และเสื้อแจ็คเก็ตเหมือนแจ็คเก็ต ร... ในปัจจุบัน ตัดเย็บด้วยกรรมวิธีที่เหมือนออกมาจากโรงงานทอผ้า โดยเฉพาะกระดุมสีขาวนวลงาช้างนั้น ยังอยู่ในสภาพดีทุกเม็ดแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาถึงห้าหมื่นกว่าปี

แต่เรื่องเสื้อผ้าที่พบ นักโบราณคดียังไม่แปลกใจมากนัก เพราะอย่างน้อย คนทั่วโลกจำนวนมากต่างรู้จักภาพวาดมนุษย์โบราณ เมื่อราวๆหมื่นห้าพันปีที่แล้ว วาดไว้บนหินที่ถ้ำ Lascaux (ลาส์โกซ์) ประเทศฝรั่งเศส ภาพที่ผมกล่าวถึงนี้เป็นภาพของผู้ชายสวมหมวก เสื้อแจ็คเก็ต กางเกงขายาว และชุดอะไรบางอย่างที่คล้ายกับซับในของสตรี มีรูปคนอื่นๆที่บางคนก็สวมรองเท้าบู้ต บางคนสวมรองเท้าธรรมดา แปลกดีไหมครับที่มีรูปแบบนี้ในถ้ำ เพราะจากการสำรวจ บรรดามนุษย์โบราณเจ้าของรูปวาด ยังไม่รู้จักแม้แต่จะใส่เสื้อผ้าหรือสวมรองเท้าเลยด้วยซ้ำ มนุษย์ถ้ำโบราณเค้าไปเอาแบบมาจากไหนกันครับ งงไหม?

เรื่องนี้ทำให้กระแสการถกเถียงในวงการมานุษยวิทยาเริ่มมีรสชาติอีกครั้ง นั่นคือเรื่องทฤษฎีของดาร์วิน ที่ปัจจุบันเราก็ยังถกเถียงกันอยู่ไม่รู้จบ กับแนวคิดของเขาที่ว่า มนุษย์ วิวัฒนาการมาจากลิง...

ศาสตรจารย์ จีอูเซฟ มองทาเลนต์ แห่งมหาวิทยาลัย เจนเนติค ในกรุงโรมกล่าวว่า "เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการศึกษาถึงสายพันธุ์ของมนุษย์ พบว่า ลิง ape, ออสตรัลโลพิทธิคัส, พิธีคันโทรปัส, พรี-มอนสเตอร์เรียน (เหล่านี้คือชื่อสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ครับ) และมนุษย์ในปัจจุบันคือ โฮโมซาเปี้ยนนั้น นักวิชาการเชื่อว่าสายพันธุ์ที่น่าจะเป็นไปได้ตามทฤษฎีของดาร์วินที่สุดคือ มนุษย์น่าจะสืบเชื้อสายมาจาก ออสตรัลโลพิทธิคัส หรือไม่ก็ พิธิคันโทรปัส แน่นอนครับว่าการศึกษาในครั้งนี้ ยังไม่ถึงกับพลิกโฉมหน้าวงการมานุษยวิทยา แต่ก็สร้างความตื่นตัวพอสมควร เพราะไม่แน่ เราอาจจะได้พบห่วงโซ่ที่หายไปตามทฤษฎีของดาร์วิน และได้ทราบคำตอบที่พวกเราเฝ้าถามกันมานานตั้งแต่ครั้งบรรพชนว่า จริงๆแล้ว มนุษย์เรา ถือกำเนิดมาจากไหนกันแน่?

ข้อมูลที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ไม่รู้...

ณ บริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบวิคตอเรีย บริเวณที่เรียกว่าช่องแคบโอลดูไว นักโบราณคดีได้พบข้อมูลที่ก่อให้เกิดความประหลาดใจแก่วงการอย่างมาก พวกเขาค้นพบมนุษย์ที่เรียกว่า Zinjanthopus ซึ่งยังจัดอยู่ในกลุ่มของ ออสตรัลโลพิทธิคัสอยู่ มนุษย์กลุ่มนี้รู้จักการใช้เขากวาง และกระดูกของสัตว์ใหญ่มาเป็นอาวุธ แต่พวกเขาไม่สามารถสร้างอาวุธหรือเครื่องมือชนิดอื่นๆด้วยตนเองได้ ศาสตราจารย์ มองทา เลนติ กล่าวว่า มีมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน ภายในระยะเวลาเดียวกัน พวกเขามีลักษณะที่ค่อนข้างเหมือนมนุษย์ในปัจจุบันมาก พวกเขารู้จักกการทำเครื่องมืออย่างหยาบๆจากก้อนดินและเศษหิน เช่นเครื่องขุด ในปี พ.. 2507 มนุษย์กลุ่มนี้ได้รับการขนานนามว่า โฮโฒ อบิลิส และดูเหมือนว่า พวกเขาน่าจะเป็นมนุษย์ในกลุ่มออสตรัลโลพิทธิคัส ที่น่าแปลกก็คือ ไม่มีการพบมนุษย์กลุ่มนี้ในชั้นดินที่สูงขึ้นไปเลย ราวกับว่า จู่ๆพวกเขาก็สูญพันธุ์ไปอย่างไร้สาเหตุเสียอย่างนั้น

โฮโม อะบิลิส เป็นสิ่งมีชีวิตที่เจริญที่สุดในกลุ่มนี้ นอกจากนี้ ในชั้นดินอื่นๆ ยังมีการพบมนุษย์ที่มีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์บางคนมองว่า พวกเขามีลักษณะคล้ายพิธิคันโธปัส เลยตั้งชื่อกลุ่มนี้ว่า Homo Erectus และสุดท้ายพวกเขาก็สามารถพัฒนาตนเองมาเป็น โฮโม ซาเปี้ยน หรือมนุษย์ปัจจุบันอย่างเราท่านในที่สุด

การค้นพบฟอสซิลดังกล่าว มีความสำคัญต่อวงการวิทยาศาสตร์มาก เพราะโฮโม อะบิลิส ทำให้วงการวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นจุดต่อ หรือ Link ที่ผิดพลาดในสายพันธุ์มนุษย์ที่พวกเขาคิดไว้แต่แรกเป็นอย่างดี หรืออย่างน้อยก็พบว่า พวกเขาเป็นสายพันธุ์ที่เหมือนกับลิง เหมือนออสตรัลโลพิทธิคัสที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ และทั้งหลายทั้งปวงที่ผมกล่าวมา ต่างมีชีวิตอยู่ในยุคพลิโอเซเนครับ (Pliocene)

ออสตรัลโลพิทธิคัส โฮโม อะบิลิส และ โฮโมแกสเตอร์ ตามลำดับครับ

ยิ่งไปกว่านั้น จากการตรวจสอบอายุดินแต่ละชั้นที่ช่องแคบโอลูไว นักโบราณคดีพบว่า ดินที่อายุมากที่สุดมีอายุประมาณห้าแสนปี ขณะที่น้อยที่สุด มีอายุเพียงสองพันปีเท่านั้น

นักวิชาการฝรั่งเศสที่ท่าทางจะเป็นสาวกดาร์วินคนหนึ่งกล่าวว่า มันไม่จำเป็นจะต้องพิสูจน์อะไรเลย มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิงอย่างแน่นอน เพราะสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์และลิง มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ช่ายครับ หากมองตามทฤษฎีของดาร์วินแล้ว เราจะพบว่า มนุษย์สืบทอดมาจากบรรพบุรุษหลยชั่วคน ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของมือที่มีลักษณะคล้ายลิงนั้น ก็ค่อยๆเปลี่ยนตามการใช้งานของมันตามกาลเวลา อุปมาเหมือยีราฟ วิวัฒนาการคอของมันให้ยาวขึ้น เพื่อจะได้กินใบไม้จากกิ่งไม้ที่อยู่สูงๆได้ แต่จริงๆแล้วมันไม่เป็นอย่างนั้นสิครับ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันพากันค้นพบว่า มือของมนุษย์มีอายุไม่ยาวนานเหมือนสัตว์บางชนิด หากแต่มีอายุและระยะเวลาวิวัฒน์ที่น้อยมาก น้อยจนเดาไม่ออกเอาเลยว่า มันวิวัฒนาการออกมาในรูปมือของเราได้อย่างไร...

นอกจากนี้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเองก็มีความแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น เมื่อเปรียบเทียบมือของเรากับม้า เราจะพบว่าเท้าของม้าดูหยาบ และอยู่ในยุคแรก หรือขาดการวิวัฒนาการมากกว่ามือของคนเรา และผลจากการวิวัฒนาการนั่นแหละ จึงทำให้เท้าของมันมาอยู่ในรูปที่เราเห็นอยู่ในทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตคือ มือและขาของสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์ ล้วนแต่มีวิวัฒนาการในขั้นสูงด้วยกันทั้งสิ้น ครั้นมาเปรียบเทียบดูลักษณะของฟัน นักวิทยาศาสตร์พบว่า ฟันของสัตว์เลื้อยคลานมีลักษณะพุ่งออกมาด้านนอก ฟันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีลักษณะหุบเข้าด้านใน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวตามความจำเป็นของสัตว์แต่ละชนิด แต่มนุษย์เราซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทหนึ่ง กลับมีฟันที่มีลักษณะตรง ไม่บิดเข้าหรืองอออกเหมือนฟันของสัตว์ชนิดอื่นๆ

วอลเตอร์ โดแมน นักมานุษยวิทยาคนสำคัญกล่าวว่า "ดาร์วิน ไม่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวบางส่วน หรือบางทีเขาอาจรู้ แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมัน แต่การศึกษาของเขาก็ได้ช่วยให้วงการวิทยาศาสตร์ สามารถมองเห็นขั้นตอนการกำเนิดและวิวัฒนาการของมนุษย์ได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ดาร์วินยังได้เลือกใช้คำว่า primitive, Specialized และ Original โดยไม่ได้ตระหนักถึงความแตกต่างที่ปรากฏอยู่ตรงนี้เลย ดังจะเห็นได้จากแขนขาของพวก Primate นั้น ดาร์วินได้ใช้คำว่า ชั้นต้นมาประกอบการอธิบาย แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราทราบกันแล้วว่ามันจัดอยู่ในวิวัฒนาการขั้นสูงเลยทีเดียว เพราะมันมีการปรับตัวตามสภาพแวดล้อม และไม่มีทางเลยที่จะกลายมาเป็นมือที่เหมือนกับมือของมนุษย์เราในทุกวันนี้"

"สิ่งหนึ่งที่มีวามสำคัญมาก และสังเกตได้ง่ายคือ เมื่อเปรียบเทียบโครงกระดูกของมนุษย์กับโครงกระดูกของสัตว์ชนิดอื่นๆจะพบว่า โครงประกอบของมนุษย์มีแร่ธาตุเป็นส่วนประกอบที่น้อยมาก แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ องค์ประกอบของแร่ธาตุดังกล่าว จะเป็นตัวบ่ง ที่บอกถึงความแก่ชรา ยิ่งมีมากก็ยิ่งบ่งบอกว่ามีอายุมาก เมื่อมนุษย์คลอดออกมาจากครรภ์ของมารดานั้นจะพบว่า อัตราการเจริญเติบโตจะช้า และช้าเอามากๆเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์ชนิดอื่นๆ การที่อัตราการเจริญเติบโตช้าในช่วงแรก แสดงให้เห็นว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกายเป็นพิเศษ และหากมนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิงจริง มนุษย์ก็น่าจะมีลักษณะสมบูรณ์แบบมากกว่าลิงในทุกๆด้าน และเขาควรจะเรียนรู้ และเจริญเติบโตสามารถช่วยตัวเองได้ในเวลาไม่กี่เดือน (เหมือนลิง)"

แต่อย่าลืมว่า ดินแดนในแถบอเมริกาใต้นั้น ยังมีมนุษย์หรือสัตว์คล้ายมนุษย์อีกมากมาย ที่นักมานุษยวิทยาไม่สามารถจำแนกให้เข้ากับกลุ่มอื่นๆที่วงการวิทยาศาสตร์รู้จักกันได้ "การกำจัดสิ่งมีชีวิตที่ไม่พึงประสงค์ โดยการบันดาลให้น้ำท่วมโลกของพระเจ้า ไม่สามารถกำจัดมนุษย์กลุ่มได้ไปได้หมดกระมัง เราจึงยังพบกลุ่มเล็กๆของพวกเขากระจัดกระจายกันอยู่ทั่วโลก" นี่เป็นคำติดตลกของผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง ซึ่งก็แฝงข้อคิดให้เราได้ฉุกใจเหมือนกัน มนุษย์มีกำเนิดมาจากไหน? จากพระเจ้าบนสวรรค์ดังที่คำสอนในศาสนาต่างๆกล่าวไว้ หรือจากพระเจ้าที่มาจากดาวดวงอื่น ตามทฤษฎีของนักวิชาการสมัยใหม่บางคน สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นที่ค้างคาใจใครต่อหลายคน และยังไม่มีใครให้คำตอบที่แน่ชัดได้ในขณะนี้

Sonic
05/02/01

เอาล่ะครับ ในที่สุดก็เริ่มกันเสียทีกับซีรี่ส์มหายาว ที่ผมตั้งใจจะทำมานานแสนนานแล้ว เนื่องจากว่ามัน "--" เอามากๆ ดังนั้นอาจต้องใช้เวลาหน่อยกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งระหว่างนั้นอาจมีเรื่องราวเล็กๆมาแทรกบ้างเป็นการสลับฉาก หวังว่าแฟนเก่าคงไม่ว่าอะไร อ้อ... การอัพเดทอาจจะทิ้งระยะสักนิด เพราะช่วงนี้ผมกำลังจะสอบเรียนต่อครับ MIT ในเมืองไทยนี่แหละ ก็คงต้องอ่านตำราบ้างสักหน่อย เวลาที่มีให้ Mysterious World ก็อาจจะน้อยลงบ้าง แต่นายโซนิคสัญญาครับ ว่าจะพยายามหาเวลานำเอาเรื่องดีๆมาเล่าสู่กันฟังเหมือนเคยอย่างแน่นอน ก็คอเดียวกันนี่น๊า จะทิ้งกันไปไหนได้

มีผู้สนใจบางท่านเคยให้คำแนะนำกับนายโซนิคว่า เรื่องที่ผมเขียนนั้น ออกมาค่อนข้างหลายหลายแนว แต่ที่น่าสนใจที่สุด(แฮะๆ ตรงกับความคิดผมเลย)ก็คือเรื่องของพระเจ้าจากอวกาศ บังเอิญว่าพระเจ้าของนายโซนิคเนี่ยรู้สึกจะมาจากหลายแหล่งหลายดวงเหลือเกิน แถมอารยธรรมที่พวกเขาสร้างนั้นก็กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วโลก บางอารยธรรมเช่นอียิปต์กับสุเมเรียนนั้น น่าจะมารวมกันนับเป็นแหล่งเดียวได้อยู่ แต่บางอารยธรรมนั้นก็แตกต่างกันจนสุดกู่ ทำให้เชื่อถือได้ลำบากว่ามาจากต้นตอหรือพระเจ้ากลุ่มเดียวกัน

ครั้นผมจะอ้อมแอ้มว่า มาจากดาวคนละดวงหรือคนละขอบจักรวาลมันก็ออกจะกำปั้นทุบดินไปหน่อย ทั้งที่ความเป็นจริงนั้นเป็นไปได้ค่อนข้างสูง หลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันก็บ่งชี้ไปอย่างนั้น ผมนั่งคิดนอนคิดอยู่นานพอสมควรว่าจะเก็บสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ มาร้อยให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ยังไง ซึ่งก็พอดีมีเพื่อนเค้าส่ง document ซึ่งเอามาจากเว็บไซต์ของฝรั่งมาให้ เจ้าเอกสารดังกล่าวมีแนวคิดที่น่าสนใจมากครับ แถมตรงกับสิ่งที่ผมกำลังจะทำเสียด้วยสิ อย่ากระนั้นเลย ลอกเค้าโครงของเขามาแล้วใส่รายละเอียดของเราลงไปดีกว่า ว่าแต่เราจะเริ่มกันตรงไหนดีล่ะ?

First Step

"คนเราเลือกเกิดไม่ได้", "ชีวิตที่เลือกไม่ได้", "มันคือพรหมลิขิต คือพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า" คำพูดพวกนี้ดูจะไม่มีปัญหาเสียแล้วสำหรับปัจจุบัน ในยุคที่วงการวิทยาศาสตร์สามารถทำให้มนุษย์สามารถเลือกที่เกิดได้ สามารถทำให้มนุษย์ได้เลือกเป็นอย่างสิ่งที่เขาอยากเป็น มีรูปร่างอย่างที่อยากมี มีสติปัญญาที่เฉียบแหลมตามต้องการ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด ที่สะเทือนทั้งโลกทั้งวงการวิทยาศาสตร์(และอาจจะรวมไปถึงสวรรค์...ถ้าสวรรค์มีจริง) มนุษย์ได้อำนาจหลายๆที่จะครองโลกมาจากวิทยาศาสตร์ แต่ทว่า ไม่เคยมียุคไหนเลยที่มนุษย์จะมีอำนาจที่ทรงพลานุภาพและยิ่งใหญ่ขนาดนี้อยู่ในมือ มันเป็นอำนาจที่สงวนไว้ในมือของพระเจ้าโดยเฉพาะ อำนาจที่จะจัดการแล้วก็ลิขิตชีวิต หลายๆคนกำลังวิตกว่า เราเดินไปถูกทางหรือไม่ในขณะนี้ และอะไรจะเกิดขึ้นหากราแตะต้องอำนาจที่ไม่ควรแตะ มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวซ้ำสองหลังจากเรื่องแรกสุดอุบัติมาเมื่อกว่าห้าสิบปีที่แล้ว เรื่องของความลับแห่งพลังของอะตอม

ผมกำลังพูดถึงเทคโนโลยีทางชีววิทยาด้านพันธุวิศวกรรม การตัดต่อและตบแต่งดัดแปลง DNA หลายๆคนคงคุ้นเคยกับคำนี้แบบสั้นๆว่า Clone (ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพันธุวิศกรรมก็ตาม) ความรู้แขนงนี้จะมีประโยชน์หรือโทษกับมนุษย์อย่างไรบ้างผมคงไม่ต้องพูดถึง เนื่องจากหลายวงการได้พูดกันอย่างกว้างขวางและถกเถียงชี้แจงกันไปหลายตลบแล้ว ถ้าสนใจน่าจะหาหนังสือหรือบทความอ่านได้ไม่ยาก ผมจะไม่ชี้ลงไปล่ะนะครับว่าถูกหรือผิด เพราะบรรทัดฐานในการวัดความถูก-ผิดของเรื่องนี้ มันขึ้นอยู่กับจุดยืนของมนุษย์ว่าจะยืนมองมันจากมุมไหน ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับผมและเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเราโดยตรงก็คือ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง กำลังจะเจริญรอยตามภาพยนต์เรื่อง Jurassic Park นั่นคือ Clone มนุษย์โบราณขึ้นมา เพื่อเสาะหาต้นกำเนิดที่แท้จริงของมนุษย์ โครงการนี้กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ซึ่งก็คงได้คำตอบออกมาให้พวหเราได้ในไม่ช้า เพียงแต่ว่าปัญหาที่มีก็คือ แม้ในวงการโบราณคดีก็ยังยุ่งเหยิงกับเรื่องราวของกำเนิดมนุษย์อยู่ ในขณะที่กลุ่มหนึ่งกำลังศึกษาโฮโมเซเปี้ยนรุ่นแรกซึ่งอายุไม่แสนปี อีกกลุ่มก็ไปขุดพบซากมนุษย์โบราณที่ดูเหมือนจะพัฒนาไปมากกว่ากลุ่มแรกแต่อายุดันย้อนหลังไปมากกว่าสามล้านปี

มันหมายความว่ายังไงกันครับ? เกิดอะไรขึ้นกับการวิวัฒน์ของมนุษย์กันแน่ มิหนำซ้ำจากเทคโนโลยีนี้ เราก็ได้พบความกับปริศนาที่ดำมืดเข้าไปใหญ่ นั่นก็คือกำเนิดของมนุษย์น่าจะมีที่ไปที่มาจากเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันเสียด้วย มีใครบางคนเล่นตลกกับข้อมูลใน DNA ของบรรพบุรุษเราเมื่อนานแสนนานมาแล้ว เรื่องนั้นเราจะค่อยๆพูดถึงกันทีหลังนะครับ ขอสรุปพัฒนาการด้านพันธุวิศวกรรมศาสตร์แบบย่อๆให้ท่านฟังกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะหาว่านายโซนิคเอาแต่พล่าม หาสาระไม่ได้ :-)

|||

A Brief History of Assisted Reproduction and Nuclear Transfer

  • 1790: มนุษย์เริ่มเข้าใจกลไกลโดยสมบูรณ์ของการสืบพันธุ์

  • 1866: มีการนำแนวคิดของธนาคารอสุจิออกมาใช้

  • 1940: ทดลองเพาะไข่ของเพศหญิงในห้องปฏิบัติการ

  • 1952: Robert Briggs และ T. J. King แห่ง Institute for Cancer Research ทดลองโคลนเนื้อเยื่อของมนุษย์ซึ่งประสบผลสำเร็จในเบื้องต้น แต่เนื้อเยื่อนั้นมีอายุได้ไม่นาน

  • 1953-60's: ประสบความสำเร็จในการศึกษา พัฒนา และรักษาเชื้ออสุจิจากเพศผู้

  • 1962: ประสบความสำเร็จเบื้องต้นในการโคลนเซล โดยอาสัยเซลจากกบตัวผู้ แต่เหมือนเคยคือเนื้อเยื่อที่โคลนออกมามีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก

  • 1978: เริ่มมีการทดลองการเพาะเนื้อเยื่อ การเร่งอัตราเติบโตของเนื้อเยื่อ แต่คราวนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

  • 1981: มีรายงานของการประสบความสำเร็จในการโคลนหนูทดลองจากเอมบริโอของหนู

  • 1986: Steen Willadsen แห่ง the Institute of Animal Physiology ในอังกฤษ ทำการทดลองโคลนแกะ และสัตว์ชนิดอื่นเช่น วัว แพะ ในเวลาต่อมา

  • 1997: เวลาที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ เดือน ก.. เจ้าแกะดอลลี่ สัตว์โคลนนิ่งตัวแรกที่โคลนขึ้นมาจากเซลที่ไม่ใช่เอมบริโอได้ถือกำเนิดขึ้น ความสำเร็จนี้มีเบื้องหลังของการลองผิดลองถูกและความล้มเหลวอยู่มากมาย และความสำเร็จนี้พึงได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้องเพื่อสรรเสริญความพยายามของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้

  • 1997: The Oregon Regional Primate Center ประสบความสำเร็จในการโคลนลิงฝาแฝดสองตัวขึ้นมาจากตัวอ่อนเพียงตัวเดียว นี่คือความสำเร็จครั้งแรกในการพยายามโคลนสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ขั้นตัวอ่อน

  • 1997: ตุลคาคม - British scientists สร้างตัวอ่อนของกบที่ไม่มีหัวได้สำเร็จ และทำให้หัวของมันงอกออกในเวลาต่อมา.. เทคนิคนี้อาจนำไปสู่การสร้างโคลนของมนุษย์ไร้หัว ที่สามารถงอกหัวออกมาใหม่เหมือนกับหางจิ้งจกอันเป็นคุณสมบัติพิเศษที่มีในสัตว์เลื้อยคลาน เหตุการณ์ชักจะเหมือนปาฏิหารย์ขึ้นทุกทีๆ

ฯลฯ

ครับ จะเห็นแล้วว่าอำนาจของวิทยาศาสตร์นี่ไม่ใช่ธรรมดาๆเลย จากข้างล่างนี้ เรื่องของซุนหงอคงที่สามารถดึงขนมีร่างแปลงถึง 72 ร่าง และบรรดาสัตว์ประหลาดในตำนานทั้งหลายแหล่ที่ถูกเนรมิตรขึ้นโดยเทพเจ้า ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอีกแล้ว เพราะในปัจจุบัน มนุษย์เรา-(ผู้พยายามจะทำตัวเป็น)พระเจ้ารุ่นใหม่ ก็ทำอะไรๆได้ไม่แพ้พระเจ้าในตำนานเหมือนกัน

  • 1998: กรกฎาคม - นักวิจัยจาก the University of Hawaii ประกาศผลสำเร็จของการโคลนหนูทดลองออกมากว่า 50 ตัว ที่สำคัญก็คือมีหนูทดลองต้นฉบับเพียงหนึ่งตัวที่เอาเซลของมันมาโคลนเป็นหนูรุ่นที่สอง และจากเซลของโคลนรุ่นที่สองพวกเขาก็สามารถโคลนหนูรุ่นที่สามออกมาได้ อะไรมันจะปานนั้นครับ? และแน่นอนว่า โคลนทุกตัวเหมือนต้นฉบับทุกประการที่เหลือก็การศึกษานิสัยและพฤติกรรมล่ะครับ ว่าจะเหมือนตัวต้นฉบับไหม

  • อย่างที่เราทราบกันว่า เรื่องของโคลนนิ่งถูกคัดค้านอย่างรุนแรงในหลายๆวงการ เพราะชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับสัตวทดลองนั้นไม่มีใครรับรองได้ว่ามันจะออกดีหรือสวยงามอย่างที่หวัง นั่นคือกับสัตว์..แต่ถ้าเป็นคนล่ะครับ? คนที่มีชีวิตจิตใจที่เกิดขึ้นมาจากการโคลนนิ่ง จะยังมีอะรมารับประกันชะตากรรมของเขาหรือไม่ ถ้าการทดลองผิดพลาดจะเกิดอะไรขึ้น? ทำลายทิ้งเหมือนสัตว์ในห้องทดลองยังงั้นรึ? หรือว่ากวาดล้างแบบที่พระเจ้ากระทำกับมนุษย์ - มนุษย์ที่ไร้คุณสมบัติที่พระองค์ต้องการโดยการบันดาลให้น้ำท่วมโลก แล้วก็คัดเอาเฉพาะตัวอย่างที่ดีๆ(เช่น โนอาห์)เก็บเอาไว้ ภาพด้านล่างเป็นสัตว์ทดลองที่เกิดจากการทดลองทางะพันธุกรรมของ NASA แพะที่มี 8 ขา!!!

  • 1999: Dr. Richard Seed ได้ประกาศว่า ขณะนี้ห้องแล็บของเขา (และเชื่อว่าอีกหลายๆที่ในโลก) มีความพร้อมที่จะดำเนินการโครงการโคลนนิ่งมนุษย์แล้ว ซึ่งในช่วงนั้นสหรัฐได้ออกกฏหมายเกี่ยวกับการโคลนนิ่งขึ้นมาเช่นกัน ถึงกระนั้นองค์กรเอกชนก็ได้ประกาศตูมเรื่องการโคลนนิ่งเชิงธุรกิจออกมามากมาย นี่ยังไม่นับรวมไปถึงหน่วยงานของรัฐบาลแต่ละประเทศซึ่งกำลังเร่งดำเนินการทดลองอยู่อย่างลับๆอีกด้วย


Evolution of Grandchild of ADAM and EVE

สองชื่อที่เราคุ้นเคยกันดีในฐานะบรรพบุรุษของมนุษย์ตามที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ ปัญหาถกเถียงกันมานานว่าเรื่องของการสร้างมนุษย์ในบทเยเนซิสนั้นเป็นเรื่องจริงหรือแค่ความเชื่อทางศาสนามีมานานแล้ว นักวิทยาศาสสตร์บางกลุ่มหลีกเลี่ยงการตอบปัญหานี้เนื่องมาจากมันกระทบความรู้สึกของมหาชนเกินไป ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มผู้ไม่สนใจอะไรนอกจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ก็ได้เริ่มงานของพวกเขา นักวิทยาศาสตร์แห่ง University of Munich และ Pennsylvania State University ได้รายงานถึงการวิจัยของพวกเขาว่า จากการศึกษาข้อมูลที่ได้มาจากการสกัด DNA จากโครงกระดูกของมนุษย์นิแอนเดอร์ธัล ที่ขุดได้จากเขต Dusseldorf ในปี 1856 พบว่า มีความไม่เกี่ยวเนื่องกันหลายประการในข้อมูลที่อยู่ใน DNA ของมนุษย์โบราณและโมเดิร์นแมนเช่นพวกเรา และดูเหมือนว่าหากทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินเป็นจริง มันก็มีห่วงโซ่ทางวิวัฒนาการที่หายไปอยู่อีกหลายเปลาะกว่าที่คิดกันไว้ในอดีต เพราะจากข้อมูลที่ออกมา เราและมนุษย์โบราณเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าเป็นญาติห่างๆกันเท่านั้น ไม่ได้มีทีท่าว่าจะสามารถวิวัฒนาการตามธรรมชาติจนออกมาเป็นมนุษย์ยุคใหม่อย่างพวกเราได้เลย หรือ(ขอเน้นคำนี้หน่อยเหอะ)ถ้ามี เราก็ยังไม่พบเจ้าห่วงโซ่ที่ว่านั้นแม้กระผีกริ้น ซึ่งคงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์และนักมานุษยวิทยาล่ะครับ ว่าคำตอบที่เราต้องการทราบกันนั้นจะออกมาในรูปแบบใด

ความรู้เกี่ยวกับ DNA เข้ามาช่วยตรงนี้ได้มากครับ อย่าเพิ่งตกใจไป ผมจะไม่สาธยายทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ให้ยาวยืดหรอกน่า ปูพื้นแค่นิดนึง(ไม่รู้จะเป็นการสอนหนังสือสังฆราชไหม เพราะเรื่องพวกนี้ผมคิดว่าทุกท่านคงจะทราบกันดี หลายท่านอาจจะรู้มากกว่านายโซนิคด้วยซ้ำ)ว่า ในโครงสร้างของ DNA นั้น จะมีส่วนที่ใช้เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมอยู่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะสามารถถ่ายทอดต่อผ่านไปให้ลูกหลานได้ ซึ่งแน่นอนครับหากว่าเราสามารถแกะเอาข้อมูลที่เก็บไว้ออกมาอ่านหรือตีความได้ เราก็จะสามารถทราบเส้นทาง รายละเอียดของการวิวัฒนาการได้เช่นกัน และสามารถบอกได้ด้วยซ้ำว่าบรรพบุรุษคนแรกของสายพันธุ์ที่เราศึกษานั้นมีชีวิตอยู่ในช่วงไหน สูงเท่าไหร่ ฟันผุกี่ซี่ อ้าว... ไม่ได้ล้อเล่นนะครับนี่เรื่องจริง นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ข้อมูลใน mitochondria ใน DNA ของเพศหญิงเพื่อตามรอยของบรรพบุรุษของเรา พวกเขาเรียกโค้ดเนมของบรรพบุรุษชายและหญิงว่า อาดัมกับอีฟ อย่างที่ปรากฏอยู่ในไบเบิล และได้พบว่า "อีฟ" น่าจะมีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณหนึ่งแสนปีที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่อาดัมมาเกิดในช่วงหลังเล็กน้อยประมาณหมื่นถึงสองหมื่นปีหลังจากอีฟ อ้าว... นี่มนุษย์ผู้ชายไม่ได้เกิดก่อนอย่างที่ระบุไว้ในไบเบิลหรอกรึ?

ันก็ไม่แน่นัก อีฟอาจจะเป็นผู้หญิงคนสุดท้ายในสายพันธุ์ที่เราศึกษาอยู่ที่เหลือรอดมาในขณะนั้น หล่อนอาจมาพบกับอาดัม(ซึ่งเป็นเพศผู้ที่อยู่อีกสายพันธุ์หนึ่ง)และมีความสัมพันธ์กันจนผสมผสานมีลูกมีหลานเป็นพวกเรา เพียงแต่ว่าอาดัมเป็นสายพันธุ์ที่อายุน้อยกว่าเท่านั้นเอง จากการศึกษาบอกรายละเอียดเรามากขึ้นว่า สายพันธุ์ของมนุษย์เพศชายมีอายุน้อยกว่าหญิงประมาณสองหมื่นเจ็ดพันปี และถือกำเนิดขึ้นในช่วงประมาณ 37,000 - 49,000 ปีที่ผ่านมาแล้ว เอาล่ะครับถ้าเราจะเอาตรงนี้มาเป็นบรรทัดฐานในการสาวรอยบรรพบุรุษของเรา เราก็น่าจะได้เวลาอย่างคร่าวๆที่บรรพบุรุษเราถือกำเนิดขึ้นมาคือประมาณไม่เกินห้าหมื่นปี นับว่าใกล้เคียงกับที่นักมานุษยวิทยาประมาณเอาไว้ มาดูกันนะครับว่าเค้าประมาณเอาไว้อย่างไร

ภาพด้านซ้ายเป็นผังวิวัฒนาการของมนุษย์ครับนับช่วงเวลาเป็นล้านปี นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเมื่อประมาณ 3-4 ล้านปีมาแล้ว สัตว์คล้ายมนุษย์ หรือ โฮมินิด ที่ชื่อ ออสตรัลโลพิทธิคัสมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแอฟริกา(เพราะเป็นร่องรอยที่เก่าที่สุดที่ค้นพบ) จากฟอสซิลที่ศึกษาทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่าออสตรัลโลพิทธิคัสมีลักษณะคล้ายกับมนุษย์มากกว่าลิง จากการศึกษานี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงตามมาว่าโฮมินิดเหล่านี้จะเป็นบรรพบุรุษสายตรงของมนุษย์หรือไม่ (Hominid = คล้ายมนุษย์ ส่วนคล้ายลิงเราจะเรียกว่า Pongid) ดังนั้นนักวิทยศาสตร์บางท่านจึงได้แต่สันิษฐานว่า ออสตรัลโลพิทธิคัสอาจมีบรรพบุรุษร่วมกันในอดีตกับมนุษย์ กล่าวคือวิวัฒนาการมาจากสายทางเดียวกัน และเมื่อประมาณสองล้านปีก่อน ปรากฏว่ามีโฮมินิดพันธุ์ใหม่ค่อยๆแผ่ขยายตัวอย่างช้าๆ เรียกว่าพันธู์โฮโมอาบิลิสและวิวัฒนาการไปเป็นโฮมินิดอีกพันธุ์หนึ่งในช่วงประมาณล้านถึงสองล้านปีก่อน เรียกว่าโฮโม อิเลคตัส ซึ่งเรื่องราวของมนุษย์ทั้งสองพันธุ์นี้ปัจจุบันก็ยังมีรายละเอียดที่ไม่ชัดเจนนัก แต่ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างโฮโมอิเล็คตัส กับสัตว์คล้ายมนุษย์ในยุคก่อนๆเช่น ออสตรัลโลพิทธิคัสกับ โฮโมอาบิลิส ได้แก่เรื่องของสมองและรูปร่าง ในช่วงเวลาไม่เกินสองล้านปีก่อน มีโฮมินิดพันธุ์หนึ่ง(ซึ่งอาจเป็นต้นตระกูลของมนุษย์โดยตรง) กลับมีสมองขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งโตกว่าสมองของออสตรัลโลพิทธิคัสถึงสองเท่าตัว รูปร่างก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สมองของโฮมินิดสายนี้โตขึ้นและรูปร่างเปลี่ยนไป ปัจจุบันยังเป็นเรื่องที่ขบไม่แตกในวงการวิทยาศาสตร์ ซึ่งเราก็ได้แต่คำตอบที่อ้อมแอ้มของพวกเขาว่า องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สมองของโฮมินิดขยายตัวขึ้น ก็คงมาจากการกินเนื้อและระบบย่อยอาหารที่ดีขึ้น แต่กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาม----กและย---วนานมากครับ กว่าจะเป็นอย่างที่ว่า เพราะฉะนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่า จะมี"อะไร"หรือ"ใคร"ที่เข้ามาสอดแทรกตัวกลางขั้นตอนวิวัฒนาการของมนุษย์เรา

  • Homo Sapien - ประมาณ 250,000 ปีถึงปัจจุบัน
    โฮโม เซเปี้ยนหรือมนุษย์ฉลาดวิวัฒนาการมาจากโฮโม อิเล็คตัส ดังนั้นมนุษย์จึงเริ่มเกิดมาไม่นานเมื่อเทียบกับโฮมินิดสายอื่นๆ และมนุษย์ในแบบปัจจุบันจริงๆมีประวัติศาสตร์ความเป็นมา เริ่มต้นเมื่อประมาณห้าหมื่นกว่าปีมาแล้ว ซึ่งอยู่ในช่วงกลางๆยุคน้ำแข็งยุคสุดท้ายของโลกและเริ่มประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่แท้จริงเป็นลำดับขั้นดังนี้

  • 50,000 ก่อน ค.. กำเนิดมนุษย์แบบปัจจุบัน

  • 50,000-10,000 ก่อน ค.. เป็นยุคสังคมอนารยะของมนุษย์(ป่าเถื่อน)

  • 10,000 ก่อน ค.. เริ่มต้นเกษตรกรรมและอารยธรรม

  • 5,000 ก่อน ค.. เริ่มใช้ตัวอักษรเขียนหนังสือและบันทึกเรื่องราว อันเป็นผลพวงความก้าวหน้าของอารยธรรมทางการเกษตร

นี่คือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่พวกเราร่ำเรียนกันมา ณ จุดนี้ผมขอให้ทุกท่านวางมันลงหรือปาทิ้งไปก่อนก็ได้ เพราะจากนี้ไปจะเป็นหลักฐานหรือเงื่อนงำประหลาดๆ ที่ส่อให้เห็นว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์นั้นมันผิดโดยสิ้นเชิง บอกกล่าวเอาไว้ก่อนว่า ผมจะลากเอามนุษย์ต่างดาวและพระเจ้าจากอวกาศเข้ามาเกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด หลักฐานที่เอามาก็รับรองความน่าเชื่อถือได้โดยนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นักลึกลับศาสตร์ที่ผมชอบเอามาอิงเหมือนที่ผ่านๆมา ดูกันไปทีละชิ้นไหมครับ ว่าหลักฐานเหล่านี้มันชวนให้สังคายนาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติกันใหม่หรือเปล่า

Skulls from Ica, Peru and Merida, Mexico

ภาพถ่ายที่ท่านจะได้เห็นต่อไปนี้ เป็นฝีมือของ Robert Connolly ผู้มีโปรเจ็คที่จะเดินทางท่องเที่ยวไปรอบโลกเพื่อหาหลักฐานของอารยธรรมโบราณ ผมยังไม่มีข้อมูลโดยละเดียดเกี่ยวกับกะโหลกที่จะนำมาให้ท่านชม แต่จากภาพเราน่าจะเห็นถึงความพิเศษของตัวอย่างที่นำมา จากลักษณะของกระโหลกเราสามารถบอกได้ทันที่ว่า เจ้าของกระโหลกเหล่านั้นจัดอยู่ในสายพันธุ์ Homo เช่นเดียวกับพวกเรา เพียงแต่รูปร่างของกระโหลกศีรษะเท่านั้นที่ดูแปลกออกไป กระโหลกที่มีความยาวและลักษณะเป็นโคนเช่นนี้ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าเป็นกระโหลกของมนุษย์สายพันธุ์ใด เนื่องจากเรายังไม่มีตัวอย่างที่มากกว่านี้ มีนักวิทยาศาสตร์บางเสนอไอเดียว่า กระโหลกนี้อาจจะเป็นของมนุษย์ที่ชาวอียิปต์โบราณยกย่องเป็นเทพเจ้า ลองมองดูลักษณะของกระโหลกแล้วนึกถึงภาพทรงผมหรือหมวกของชาวอียิปต์ที่มีลักษณะยาวเป็นโคนดูสิครับ รับกับกระโหลกเหล่านี้เป๊ะๆ

 

เป็นไงครับ เป็นไปได้ไหมว่าที่ผู้นำบางคนหรือเทพบางองค์ของอียิปต์โบราณมีหวกและทรงผมเก๋ๆแบบนี้ เพราะพวกเขามีลักษณะของกระโหลกอย่างในรูป?


สำหรับภาพที่ท่านเห็นทางซ้ายมือนี้ เป็นภาพที่ได้จากแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีที่ Al Ubaid ในประเทศอิรัค มีอายุประมาณ 5900-4000 ปีก่อน ค.. หรือเกือบแปดพันปีมาแล้ว นักโบราณคดียังไม่สามารถเชื่อมต่อสิ่งที่ค้นพบในแหล่งโบราณคดี Al Ubaid กับอารยธรรมส่วนอื่นของชาวสุเมเรียนได้ แต่คาดว่ารูปดังกล่าวน่าจะหมายถึงเทพเจ้าหรือกษัตริย์ของพวกเขา ซึ่งศิลปินผู้สร้างนั้นอาจจะจงใจทำออกมาให้เป็นรูปสัญลักษณ์ แต่ผมว่าไม่น่าจะใช่ เพราะดูลักษณะของหัวแล้วก็อะไรบางอย่างที่เหมือนหมวกแล้ว มันทำให้นึกถึงนักบินอวกาศยังไงก็ไม่รู้ ที่สำคัญก็คือลักษณะศีรษะของกษัตริย์หรือเทพเจ้าดังกล่าว ก็ทำให้เราอดเชื่อมโยงมันเข้ากับกระโหลกศีรษะที่พบในเปรูดังภาพด้านบนไม่ได้

น่าเสียดายที่กระโหลกดังกล่าวมีการขุดพบอยู่ไม่กี่ชิ้น มิฉะนั้นเราอาจได้เพิ่มสายพันธุ์ใหม่ของมนุษย์เข้าไปในสารบบมานุษยวิทยาก็เป็นได้ มานึกอีกแง่หนึ่ง ถ้าสายพันธุ์ดังกล่าวเคยดำรงชีวิตเป็นสังคมอยู่บนโลกเราจริง เราก็น่าจะพบหลักฐานมากชิ้นกว่านี้ในบริเวณใกล้เคียง ถ้าไม่พบก็เป็นไปได้ว่าพวกเขามีกันอยู่เพียงไม่กี่คนและไม่ได้มีถิ่นฐานอยู่บนโลกพระเคราะห์ใบนี้ หน้าต่อไปจะเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์ความรู้สึกสักนิด ย้ำกันอีกหนว่าอ่านเรื่องของนายโซนิคเนี่ยต้องใช้วิจารณญาณกันสักหน่อยนะครับ อย่าเชื่อโดยไม่ทันคิด(แต่หลักฐานของผมเชื่อได้นา ผ่านการพิจารณาแล้วว่าไม่ใช่เรื่องที่เมคขึ้น)หรือปฏิเสธทันที่ที่ได้ฟัง ว่าแล้วก็คลิกไปหน้าต่อไปเลยสิ...


Footprints From The Dawn Of Man

หน้าที่แล้วเราได้พูดถึงวิวัฒนาการโดยคร่าวๆของมนุษย์ ซึ่งหาอ่านจากตำราเล่มไหนส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆแบบนี้ เอาเป็นว่าถ้าเราเชื่อตามทฤษฎีเดิมว่ามนุษย์(หรือสิ่งมีชีวิตจำพวกมนุษย์) ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อ 2- 3 ล้านปีก่อน ผมก็คงจะมีคำถามสักหนึ่งข้อสำหรับใครก็ได้ ที่จะช่วยเฉลยให้นายโซนิคหายข้องใจว่า...

นี่มันรอยเท้าของใครฟะ?
รู้จักไทรโลไบต์ไหมครับ
? มันเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่อาศัยอยู่ในน้ำในยุคดึกดำบรรพ์นู้น ปัจจุบันไทรโลไบต์สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว คงเหลือแต่ทรากฟอสซิลให้มนุษย์รุ่นหลังได้ศึกษา นักวิทยาศาสตร์บอกกับพวกเราว่าไทรโลไบต์ นับเป็นหนึ่งในจำนวนสิ่งมีชีวิตโบราณที่สุดกลุ่มหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่บนโลก มันเป็นบรรพบุรุษของสัตว์จำพวกปูและกุ้ง มีชีวิตอยู่ในช่วง 320 ล้านปีก่อนและสูญพันธุ์ไปจากโลกเมื่อราวๆ 280 ล้านปีมาแล้ว นานจนจินตนาการไม่ออกใช่ไหมล่ะครับ แน่นอนว่านานก่อนหน้าที่มนุษยชาติจะถือกำเนิดขึ้นมาโขนัก(3 ล้านปีก่อนหน้านี้)

William J. Meister มีงานอดิเรกคือสะสมฟอสซิลของไทรโลไบต์ซึ่งอยู่ในภูเขาบริเวณรัฐยูทาห์ เมื่อวันที่ 1 มิ.. 1968 เขาบังเอิญได้พบรอยเท้ามนุษย์ซึ่งฝังอยู่ในดินบริเวณที่เขาขุด มันเป็นหินซึ่งมีรอยเท้ามนุษย์โบราณพิมพ์ติดอยู่ และเซอร์ไพรส์ครับท่าน... มีซากของไทรโลไบต์ติดอยู่ด้วย!! สถานที่ที่เขาพบรอยเท้ามนุษย์ดังกล่าวอยู่ที่ Antelope Springs ประมาณ 43 ไมล์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเดลต้า มลรัฐยูทาห์

ด้วยความตื่นเต้นแบบสุดๆ เขาใช้ค้อนและเครื่องมือขุด กระเทาะหินออกมาอย่างระมัดระวัง แทบไม่น่าเชื่อเลย สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเขาก็คือ รอยเท้าประทับเท้าข้างขวาของมนุษย์พร้อมด้วยตัวไทรโลไบต์ในหินก้อนเดียวกัน รอยประทับนี้คาดว่าเป็นรอยที่เจ้าของเท้าเหยียบลงไปในดินโคลน ซึ่งภูเขานี้เคยเป็นทะเลมาก่อน เวลาที่ผ่านไปก็ได้ทำให้ดินนี้แข็งเป็นหินและฝังรอยประทับเอาไว้ นี่มันอะไรกันครับคนที่ไหนถึงได้ไปมีชีวิตอยู่ในช่วงเดียวกับตัวไทรโลไบต์ 300 - ล้านปีก่อน... และที่มหัศจรรย์ไปยิ่งกว่านั้น อย่างที่ท่านสามารถเห็นได้ด้วยตาของท่านเองจากในภาพ เท้าข้างนั้นดันสวมรองเท้าเสียอีกแน่ะ

รอยเท้าดังกล่าวยาวประมาณ 10 นิ้ว เป็นเท้าขวาอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะรูปทรงของส่วนส้นเท้ามันชี้อยู่เห็นๆ แถมด้วยซากของตัวไทรโลไบต์ที่กับฝ่าเท้าอีก ไม่ว่าใครจะเป็นเจ้าของรอยเท้าข้างนี้ เขาได้ทำกรรมขนานใหญ่คือเหยียบตัวไทรโลไบต์จนแบนแต๋ติดเท้า กลายเป็นหลักฐานรุ่นเก๋ากึ๊กให้คนรุ่นใหม่อย่างเราฉงนใจกันเล่นๆ

จากนั้นเมื่อวันที่ 20 .. 1968 Antelope Spring ได้ถูกนักธรณีวิทยานาม Dr. Clifford Burdick เข้ามาสำรวจบ้าง ด้วยเวลาไม่นานนัก ดร.คลิฟฟอร์ด ก็ได้พบรอยเท้าของเด็กประทับอยู่ในหินเช่นกัน ท่านด็อกกล่าวว่า มันเป็นเรื่องน่าสนใจมากที่ได้พบรอยเท้าเช่นนี้ นี่เป็นรอยเท้าเด็กมีความยาวประมาณ 6 ฟุต ถือเป็นการค้นพบครั้งใหญ่ทางโบราณคดีเลยทีเดียว
ครั้งสุดท้ายที่ค้นพบหลักฐานสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ เดือน กันยายน
1968 Mr. Dean Bitter แห่ง Salt Lake City public schools system ได้พบรอยประทับเท้าแบบเดียวกันอีกสองรอยในบริเวณ Antelope Spring คราวนี้ไม่ยักกะมีไทรโลไบต์แบนแต๋ติดอยู่ครับ แต่พบไทรโลไบต์และสัตว์น้ำตัวเล็กๆอีกหลายชนิดกลายเป็นหินฝังอยู่ในก้อนเดียวกัน ...คนจากโลกนี้หรือโลกไหนครับที่มาฝากรอยเท้าเอาไว้บนโลก ในสมัยที่มนุษย์ยังไม่ถือกำเนิดขึ้นมาด้วยซ้ำ หึ หึ อย่าบอกนะว่าพี่หนุ่ยอำพล...

"It happened after the sons of men had multiplied...that daughters were born to them...and when the angels beheld them...they took wives...and they conceiving brought forth giants."


~ The Book of Enoch ~

"There is an infinite variety of ways in which, since 1859, the general concept of evolution might have been demolished. Any topsy-turvy sequence of fossils would force us to rethink our current theory."


~ Steven M. Stanley ~

ในปี 1908 ณ ไซต์ขุดค้นทางโบราณคดีที่ Glen Rose มลรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นแหล่งขุดค้นหลักฐานที่สำคัญในยุคครีเตเชียส (Cretaceous; dating from 135 million to 65 million years ago) นักสำรวจได้ค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้โลกต้องหันมาทบทวนทฤษฎีวิวัฒนาการเสียใหม่ มันเป็นรอยเท้าของมนุษย์โบราณขนาดมหึมา ซึ่งประทับอยู่บนพื้นที่กลายเป็นหิน นั่นคงไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่ถ้าหากว่า บริเวณใกล้ๆรอยประทับเท้านั้นไม่มีรอยเท้าของกิ้งก่าโบราณบางชนิด ที่เราเรียกว่าไดโนเสาร์รวมอยู่ด้วย...

 

ไม่รู้เหมือนกันว่ารอยตีนใคร แต่ที่แน่ๆไม่ใช่พี่หนุ่ย อำพล ^^

Clifford L. Burdick และ Roland T. Bird นักโบราณคดีได้ทำการสำรวจรอยเท้าดังกล่าวอย่างใกล้ชิด Bird เป็นนักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสัตว์ยุคโบราณ หลังจากทำงานอย่างหนักถ้อยแถลงที่ทีมสำรวจนี้มีต่อ American Museum of Natural History ได้ทำให้ใครต่อใครพากันอึ้งไปหมดครับ เพราะตรงรอยประทับเท้าดังกล่าว นอกจากรอยเท้ามนุษย์แล้วยังมีรอยขนาดใหญ่ที่เจ้าของเท้ามีนิ้วเท้าสามนิ้วประทับซ้อนกันอยู่ ครับ มันเป็นรอยเท้าของสัตว์โบราณไดโนเสาร์ไม่ผิดแน่ และจากการวัดอายุ รอยเท้าทั้งสองอยู่ในยุคสมัยเดียวกันครับไม่ได้เกิดจากการทับรอยเมื่อเวลาผ่านไปอย่างที่หลายๆคนกำลังคิดอยู่ แปลกดีแฮะ

จะไม่แปลกได้อย่างไรเล่าครับ ในเมื่อไดโนเสาร์น่ะมีอยู่ในยุคครีเตเชียสและจูราสสิค ตั้ง 135-65 ล้านปีที่ผ่านมาแล้วนะครับ ส่วนมนุษย์นั้นเพิ่งจะมามีตัวตนเมื่อประมาณ 4 ล้านปีที่ผ่านมานี่เอง ไกลกันจนสุดกู่ การพบว่ามนุษย์(หรืออย่างน้อยก็สัตว์จำพวกมนุษย์)กับไดโนเสาร์เป็นสิ่งมีชีวิตร่วมสมัยกันเนี่ย แทบจะหักล้างทฤษฎีวิวัฒนาการไปจนหมดสิ้น นักวิทยาศาสตร์จากหลายวงการคิดกันหัวแทบแตกเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะยิ่งนานวันหลังฐานที่พบก็สร้างความงุนงงให้กับพวกเขามากขึ้นทุกที (หลักฐานทั้งหลายผมจะค่อยๆเอามาให้ชมในบทถัดๆไปครับ) นายโซนิคก็อยากจะบอกพวกเขาล่ะนะครับว่าอย่าคิดมาก ให้ปลงแล้วก็หันหน้าเข้าวัดซะอะไรๆอาจจะดีขึ้น ปู้โธ่... ศาสนาพุทธของเรารู้มาตั้งนานแล้วสำหรับเรื่องนี้ พระพุทธองค์เองก็ยังเคยตรัสไว้ว่า โลกของเรานี้เคยมีอารยธรรม เคยมีมนุษย์ที่เจริญรุ่งเรืองจนถึงขีดสุดแล้วก็แตกดับถึงแก่กาลล่มสลายมานับไม่ถ้วน หัดไปศึกษาเรื่องวัฏสงสารมั่งนะท่านด็อกทั้งหลาย เผื่อจะได้เห็นทางสว่างขึ้นมาบ้าง

 


เทคโนโลยีดึกดำบรรพ์

Max Han ใช้เวลาในวันหยุดไปตกปลากับครอบครัวของเขาที่ Texas เขาได้พบกับหินก้อนหนึ่งโดยบังเอิญบริเวณริมตลิ่งHan รู้สึกประหลาดใจกับอะไรบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายกับแท่งไม้ที่โผล่ออกมาจากหินก้อนหนึ่ง มันดูเก่าและเหมือนฟอสซิลของไม้ ด้วยความอยารู้เขาจึงงัด ขุด และนำเอาหินก้อนนั้นออกมา เมื่อเจาะหินออกมาได้ Han ก็พบกับเครื่องมือโบราณชิ้นหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายฆ้อนอย่างที่เห็นในภาพ Han นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเพราะเขาเองก็ไม่สันทัดกรณีมากนัก แต่คิดว่ามันน่าจะเป็นของเก่า ครับ... เขาคิดไม่ผิดเลย เพียงแต่ว่าอายุของฆ้อนนั้น มันดันเก่ากว่าที่ Hanจินตนาการเอาไว้มาก

ด้ามของฆ้อนมีลักษณะคล้ายไม้ที่กลายเป็นควอทซ์ ส่วนตัวหัวนั้น ผลการวิจัยจาก ห้อง Lab Betel บอกว่า มันมีส่วนประกอบของแร่ที่ดูแปลกไปจากปัจจุบัน คือ เหล็ก 96% คลอรีน 2.6% กับกำมะถัน 0.74 % แต่ไม่ยักกะมีคาร์บอน สิ่งที่แปลกเอามากๆก็คือ ภายใต้กาลเวลาที่เปลี่ยนไป หัวของฆ้อนไม่ปรากฏสนิมเหล็กให้เห็นเลย เพราะว่าโลหะที่ใช้ทำผ่านการถลุงจนกลายเป็นโลหะผสมที่บริสุทธิ์มาก แถมในเนื้อโลหะก็แน่นไม่มีฟองอากาศแม้สักกระผีกริ้น

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า เจ้าฆ้อนโบารณด้ามนี้แม้จะเป็นอุปกรณ์ง่ายๆ แต่มันถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีสูงมาก แม้แต่การหลอมหัวฆ้อนให้บริสุทธิ์และปราศจากฟองอากาศ ปัจจุบันเทคโนโลยีในวงการอุตสาหกรรมยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วฆ้อนด้ามนี้มีอายุเท่าไหร่กันนะ? คำตอบไม่ยากเลยครับเพราะหินที่ฆ้อนนี้ฝังอยู่ เป็นดินที่กลายเป็นคอนกรีตที่วัดอายุได้ง่ายมากมันอยู่ในยุคครีเตเชียสตอนปลาย ซึ่งตำราเรียนของเราบอกว่า อยู่ในช่วงเวลา 140ล้านปีที่ผ่านมาแล้ว ในช่วงที่ไดโนเสาร์ยังครองโลกอยู่... ในเมื่อ 140ล้านปีก่อนยังไม่มีมนุษย์หน้าไหนเกิดขึ้นมาในโลก ถ้าอย่างนั้นใครเป็นคนทำฆ้อนอันนี้ขึ้นมาล่ะครับ? ไดโนเสาร์เหรอ? คงเป็นภาพที่ดูไม่จืดจริงๆถ้าเวโลซีแรพเตอร์ เที่ยวไล่ล่าหาอาหารด้วยการแบกฆ้อนยักษ์อันนี้ไปไล่ทุบหัวเหยื่อ ว่าแต่นิ้วแบบนั้นของไดโนเสาร์จะแบกฆ้อนได้ยังไงก็ไม่รู้สินะ ส่วนคำตอบที่ว่าฆ้อนอันนี้ใครเป็นคนทำและใครเป็นคนใช้นั้น นายโซนิคคิดว่าทุกท่านน่าจะได้คำตอบเลาๆอยู่ในใจบ้างแล้ว

 

เทคโนโลยีจิ๋วอายุแสนปี

เอาล่ะครับ ดูฆ้อนยักษ์กันมาแล้วทีนี้เราลองมาดูของขี้ปะติ๋วกันสักหลายๆชิ้นดีไหมครับ เป็นวัตถุโบราณที่คาดอายุว่าจะอยู่ในยุคเพลสโตซีน (Pleistocene: ประมาณ 2 ล้านปีที่ผ่านมาแล้ว) วัตถุในภาพที่เห็นขุดพบบริเวณเทือกเขายูราลในรัสเซีย จากรายงานเท่าที่ได้ในปัจจุบันโดยสถาบัน Central Scientific Research Institute for Geology and Prospecting for Precious and Non-Ferrous Metals (ZNIGRI) (ชื่อยาวจริงๆ..) ในมอสโคว์กล่าวว่า ชิ้นส่วนต่างๆที่ขุดพบนั้นน่าจะเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีที่มาจากต่างดาว หลังจากต้นปี 1990 เป็นต้นมา ได้มีการสำรวจบริเวณนั้นอย่างกว้างขวางและพบวัตถุปริศนาอีกมากมายหลายชิ้น โดยเฉพาะริมฝั่งแม่น้ำ Narada, Kozim, และ Balbanyu ในบริเวณเทือกเขายูราลด้านตะวันออก วัตถุเล็กๆดังกล่าวถูกขุดพบมากมายนับพันชิ้น โดยมากจะพบในชั้นดินที่ลึกลงไปประมาณ 10 -40 ฟุต

วัตถุประหลาดดังกล่าวมีขนาดที่น่าทึ่งมากครับ คือตั้งแต่ใหญ่สุดประมาณ 3 เซ็นติเมตรจนถึงเล็กสุดซึ่งมีขนาดเพียง 0.003 มิลลิเมตร หรือ 1/10,000 นิ้วนั่นเชียว ก็ดังที่เห็นในภาพแหละครับ วัตถุพวกนี้มีลักษณะเป็นเกลียวจิ๋วและตอนแรก นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่แน่ใจนักว่ามันใช้ทำอะไรได้ มีนักโบราณคดีบางคนตั้งทฤษฎีว่าน่าจะเป็นเครื่องประดับอย่างหนึ่ง โธ่เอ๋ย... ใครกันครับจะทำเครื่องประดับจิ๋วมหาจิ๋วแบบนี้ออกมาใส่กัน ครั้งจะเป็นเครื่องกลหรืออะไรเทือกนั้นมันก็เล็กไปอีกนั้นแหละ หลายชิ้นมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น นับเป็นนาโนแม็คคานิคส์โดยแท้เลยครับ วัตถุดังกล่าว ทำมาจากโลหะผสมหลายประเภทส่วนใหญ่จะเป็นทังสเตน โมลิบดินัม และทองแดง ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าทังสเตนและโมลิบดินัมเป็นโลหะที่มีน้ำหนักอะตอมมาก มีจุดเดือดสูง การจะหลอมและผสมนำมาใช้งานจำต้องใช้ความร้อนมหาศาลและเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรมที่สูงมาก เพราะแม้ในปัจจุบันเราก็ยังใช้โลหะสองประเภทนี้ในอุตสาหกรรมบางอย่างเท่านั้น (เช่นในอุตสาหกรรมหลอดไฟฟ้า หรือ การผลิตยุทโธปกรณ์) Dr. Valerii Ouvarov แห่ง the Russian Academy ofSciences ในเซนต์ปีเตอสเบิร์กได้ทำการวิเคราะห์วัตถุลึกลับเหล่านี้ และก็ได้แต่ส่ายหน้าเนื่องจากความสนเท่ในที่ไปที่มาของมัน

ปัจจุบันเราทราบกันเพียงว่า วัตถุชิ้นจิ๋วดังกล่าว น่าจะเป็นส่วนประกอบของเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ประเภทหนึ่ง ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงหรือสูงกว่าในปัจจุบัน เราไม่ทราบว่ามันถูกนำมาใช้ทำหน้าที่อะไรเมื่อครั้งกระโน้น แต่อายุอานามของมัน ถูกแถลงจากนักวิทยาศาสตร์รัสเซียว่า มีช่วงอายุอยู่ราวๆเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนอย่างแน่นอน

ภาพขยายของชิ้นส่วนเกลียวลึกลับพวกนี้ ซึ่งปัจจุบันเราก็ยังไม่ทราบว่าใช้ทำอะไรได้บ้าง

 

ขั้วไฟฟ้าสมัยครึ่งล้านปีที่แล้ว

เป็นวัตถุประหลาดอีกชิ้นหนึ่งที่ไม่ทราบที่มาของมัน มันถูกห่อหุ้มด้วยดินที่กลายเป็นหินมากว่าครึ่งล้านปี เจ้าวัตถุชิ้นนี้เป็นที่รู้จักกันในนามของ the Coso artifact ถูกค้นพบที่ยอดเขาในแคลิฟอร์เนีย ลักษณะของมันเหมือนขั้วไฟฟ้าหรือปลั๊กอะไรสักอย่างหนึ่ง ทำมาจากโลหะแข็งและเปล่งประกาย นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยมันบอกว่า เจ้าวัตถุชิ้นนี้ ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีเดียวกับการสร้างซูเปอร์คอนดัคเตอร์ หรือตัวนำยิ่งยวดในปัจจุบัน เป็นที่น่าเสียดายครับ ที่บริเวณนั้นไม่มีใครพบหลักฐานอย่างอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่อย่างนั้นเราอาจจะได้เงื่อนงำพอที่จะคลำทางไปสู่ต้นกำเนิดของขั้วไฟฟ้าอายุห้าแสนกว่าปีนี้ได้

 

 

นาซก้า อารยธรรมยุคพระเจ้าครองโลก

Ica Stone แห่งเปรู

บนแถบยอดเขาแอนดีสแห่งทวีปอเมริกาใต้ ณ ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในบริเวณที่แห้งแล้งที่สุดในโลก มีที่ราบขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของปริศนาชิ้นเบ้อเริ่มชิ้นหนึ่งของโลก ปริศนาที่ว่าเราๆท่านๆจะคุ้นเคยกันดีกับภาพอันมหึมาของลายเส้นบนพื้นโลก นาซก้า คือชื่อของที่ราบแห่งนั้น

ที่ราบนาซก้าปัจจุบันอยู่ในดินแดนของทวีปเปรู ซึ่งประเทศนี้ได้มีปริศนามากมายทิ้งเหลือไว้ให้โลกได้ขบคิด เช่นเรื่องของอารยธรรมอินคา ที่มีเทวสถานอันโอฬารและมั่งคั่งไปด้วยทองคำ ความเจริญก้าวหน้าทางอารยธรรมของชนเผ่านี้เรียกได้ว่าคือหนึ่งในความมหัศจรรย์ของอารยธรรมมนุษย์ ซึ่งนอกจากเมืองของชาวอินคาแล้ว ก็มีที่ราบนาซก้านี่แหละครับที่นักโบราณคดีพากันสนใจ เพราะที่ราบดังดังกล่าว ได้ปรากฏคลองหรืออะไรบางอย่างที่มีลักษณะเป็นเส้นตรงยาวเหยียด ลากไปมากลายเป็นรูปเรขาคณิตหน้าตาท่าทางประหลาด และที่สำคัญคือรูปพวกนี้ สามารถมองเห็นได้เฉพาะจากทางอากาศเท่านั้น เรียกว่าต้องอยู่บนเครื่องบินนั่นแหละครับ ถึงจะพอมองเห็นเป็นรูปร่าง ข้อนี้เองที่ทำให้หลายต่อหลายคนสงสัยกันว่า คนโบราณ(ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าใคร)ที่สร้างลายเส้นเหล่านี้ขึ้นมา เขามีจุดประสงค์ใดหนอ ถึงได้สร้างภาพลายเส้นที่มองเห็นได้จากเฉพาะทางอากาศนี้ขึ้นมา ทั้งที่สมัยนั้นพวกเขาก็ไม่น่าจะมีเครื่องบินใช้สักนิด นักโบราณคดีบางคนเรียกลายเส้นเหล่านี้ว่าสนามบินโบราณครับ เพราะมันคล้ายกับรันเวย์ของสนามบินเสียจริงๆ

เรื่องของลายเส้นนาซก้านี้ ผมจะเอาข้อมูลมาสาธยายให้ท่านฟังจนเอียนทีเดียวล่ะครับ แต่ขอยกยอดไปทำในอีกบทหนึ่ง สำหรับตอนนี้เรามาดูปริศนาเล็กๆที่พบในบริเวณนั้นกันดีไหมครับ แม้จะไม่ใหญ่โตกินพื้นที่มากอย่างที่ราบนาซก้า แต่ก็สร้างความปวดหัวให้กับนักโบราณคดีได้ไม่แพ้กันเลยทีเดียว

ดินแดนดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างกันดาร แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีฝนตกเอาเสียเลยนี่ครับ ในช่วงปี 1960 ได้เกิดอุทกภัยขึ้นบริเวณแม่น้ำแถบนั้น เป็นผลให้ตลิ่งและบริเวณริมฝั่งแม้น้ำ Ica ถูกกัดเซาะ ตอนนั้นเองแหละครับที่หินจำนวนหนึ่งถูกกระแสน้ำพัดขึ้นมาบริเวณฝั่ง นักโบราณคดีคาดว่าหินเหล่านี้อาจถูกฝังอยู่เมื่อนานแสนนานมาแล้ว และโผล่หน้าออกมาเพราะแรงเซาะจากกระแสน้ำ พวกเขาเรียกมันว่า Ica Stones ตามแหล่งที่ค้นพบครับ

แล้วหินพวกนี้มันน่าสนใจยังไงเหรอ? อืมห์... จะว่าไปมันก็ไม่น่าสนใจเท่าไหร่หรอกครับ ก็แค่หินก้อนกลมเกลี้ยงที่มีภาพสลักของคนโบราณสลักเอาไว้อย่างที่ท่านเห็นในรูปเท่านั้นแหละ แต่ว่านะครับ เจ้ารูปที่อยู่บนก้อนหินพวกนี้ มันก็พิลึกกึกกือผิดยุคอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เพราะส่วนหนึ่งเป็นรูปของกิจกรรมทางการแพทย์ เช่นผ่าตัด มีรูปของคนขี่ไดโนเสาร์ รูปกล้องโทรทัศน์ แล้วก็แผนที่โลกที่มองลงมาจากทางอากาศเมื่อ 13,000,000 ปีก่อนเท่านั้นเอง หา? ให้ผมทวนตัวเลขของปีเหรอครับ ได้สิ 13 ล้านปีไงครับ ก่อนหน้ายุคหินในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติตั้งนานนมเลยคุณ เห็นไหมล่ะ ว่าก้อนหินพวกนี้มันพิลึกอย่างที่ผมบอกจริงๆ

 


(ซ้าย)คนขี่ Pterodactyl กำลังล่าไดโนเสาร์ (กลาง)ภาพทวีปต่างๆของแผนที่โลก (ขวา)ภาพการผ่าตัดศัลยกรรมอะไรบางอย่าง

ภาพเล็กเป็นรูปของดาวหาง และคนที่คงจะเป็นนักวิทยาศาตร์กำลังใช้อุปกรณ์ประเภทกล้องดูดาวอยู่ ส่วนสองภาพด้านซ้ายขยายให้ดูกันจะๆครับ ว่าเหมือนหรือไม่

ปัจจุบันยังไม่มีนักโบราณคดีคนใดอธิบายเรื่องนี้ได้ Ica Stone นับเป็นก้อนหินที่น่าพิศวงอย่างมาก ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนแกะสลักมันเอาไว้เมื่อไหร่ และแกะเอาไว้ทำไม โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นทฤษฎีการเคลื่อนตัวของทวีป ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งยอมรับแล้ว ว่าเมื่อหลายล้านปีก่อน ทวีปแอฟริกา เอเชีย อเมริกา ไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็น และการที่มันไปปรากฏในมรดกของคนโบราณเช่น แผนที่ปีเรรีส หรือ ไอก้า สโตน ก็แสดงให้เห็นว่า เมื่อก่อน ยังมีมนุษย์ส่วนหนึ่งที่อาจจะอาศัยอยู่ก่อนหรือ รอดจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ในครั้งกระโน้น แต่ว่า ครั้งกระโน้นมันตั้งหลายล้านปีที่ผ่านมาแล้วเชียวนา...

ดร.Javier Cabrera นักฟิสิกข์ชาวเปรูผู้เป็นหนึ่งในทีมศึกษาไอก้าสโตนได้พบภาพของปลาที่สูญพันธุ์ไปแล้วบนหินก้อนหนึ่ง เขาสนใจมันเอามากๆ จนชาวเมืองในแถบนั้นคนหนึ่งรู้เข้า ก็เลยเชิญ ดร.Cabrera ไปดูสิ่งที่เขาสะสมเอาไว้ Javier Cabrera เรียกสิ่งนั้นว่าพิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุดครับ เพราะมันเป็นคอเล็คชั่นสะสมก้อนหินและรูปปั้นโบราณนับหมื่นชิ้น มีขนาดนับตั้งแต่มะเขือเทศลูกเล็กๆไปจนถึงลูกบาสเก็ตบอลนั่นเชียว

ในบรรดาคอลเล็คชั่นที่ Javier Cabrera ได้ไปศึกษาส่วนหนึ่งเป็นรูปปั้นของสัตว์หน้าตาประหลาดๆอย่างที่เห็นในภาพ เขาคิดว่าสัตว์พวกนี้ น่าจะเป็นรูปของสัตว์ที่เคยมีตัวตนมากกว่าจะทำออกมาในรูปของงานศิลปะ มันเหมือนไดโนเสาร์เอามากๆ นอกจากรูปปั้นดินเผาแล้ว หินแกะสลักลักษณะเดียวกับไอก้าสโตน ก็มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แล้วก็มีลวดลายที่เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเสียด้วยสิครับ

Dr. Cabrera ได้ร่วมมือกับนักธรณีวิทยาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ของแผนที่ที่เขาพบในส่วนหนึ่งของหินดังกล่าว เพราะเขาต้องการพิสูจน์ว่า ภาพแผนที่โลกที่อยู่บนหินไอก้าแห่งเปรูนั้น เป็นของจริงแท้แน่นอนหรือไม่ Dr. Don Patton นักธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยกรุงลิมา ประเทศเปรู ได้ร่วมมือกับ Cabrera ในการศึกษาแผนที่ดังกล่าว เขารู้สึกประหลาดใจกับทวีปต่างๆที่แสดงบนแผนที่ มันเป็นส่วนของแผ่นดินที่คุ้นเคยเอามากๆ แต่ตำแหน่งผิดไปจากปัจจุบันอยู่บ้าง แน่นอนครับ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้จึงลงความเห็นหลังจากที่ค้นคว้าอยู่นานว่า เป็นปรกฏการณ์ที่อธิบายได้ยาก เขาให้คำอธิบายไม่ได้ รู้แต่ว่าภาพแผนที่นั้น คือสภาพของโลกเมื่อ 13 ล้านปีก่อนอย่งแน่นอน

จากการศึกษาอย่างยาวนานของ Dr.Cabrera เกี่ยวกับไอก้าสโตนและรูปปั้นดินเผา เขาได้ข้อสรุปออกมาโดยสังเขปดังนี้

  • คอลเล็คชั่นที่เขาเรียกว่าห้องสมุดนั้น สะสมไปด้วยบันทึกบนก้อนหินที่แตกต่างกันไป มีหลากหลายหัวเรื่องและสาขาวิชา เช่น การแพทย์ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์โบราณ เป็นต้น

  • มันมาจากอารยธรรมโบราณที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการอย่างเหลือเชื่อ ความรู้ของอารยธรรมนี้สร้างหลายๆสิ่งที่ใกฃ้เคียงกับปัจจุบัน เช่น พาหนะที่เป็นนกเหล็ก ซึ่งน่าจะหมายถึงเครื่องบินหรืออากาศยาน ความก้าวหน้าทางการแพทย์ มีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ การศัลยกรรมสมอง พวกเขามีความรู้ทางดาราศาสตร์ที่ก้าวหน้า รวมไปวิชาธรณีวิทยาที่รวบรวมเอาแผนที่ สภาพทางภูมิศาสตร์โลกและการเกษตรกรรมบางประการ

  • อย่างเหลือเชื่อ โลกในคำบรรยายจากคอลเล็คชั่นเหล่านั้นมีดวงจันทร์สองดวง ดวงหนึ่งมีลักษณะเหมือนดาวเทียมมากครับ มีหินอยู่สี่ก้อนที่แสดงสภาพภูมิประเทศของทวีปต่างๆที่มองลงมาจากที่สูง(หรืออาจจะเป็นชั้นบรรยากาศ) น่าแปลกใจมากครับเพราะนอกจากทวีปที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันแล้ว ยังมีส่วนของทวีปที่ไม่มีใครรู้จักรวมอยู่ด้วย เป็นไปได้ไหมว่ามันคือทวีปแอตแลนติส หรือ มู ที่เรากำลังตามรอยอยู่ในปัจจุบัน

  • ผู้คนในอารยธรรมดังกล่าวรู้ถึงหายนะที่จะมาถึงโลก (ไม่แน่ใจว่าจะมาจากสาเหตุอะไรครับ เพราะท่านด็อกได้คอลเล็คชั่นไม่ครบพอที่จะทราบเรื่องราวอย่างสมบูรณ์ได้ อาจจะเป็นดาวหางหรือน้ำท่วมโลก แผ่นดินไหว อะไรประมาณนั้น) พวกเขาอาจจะทั้งหมดหรือชนชั้นปกครองบางส่วนได้อพยพไปจากโลกนี้ มีส่วนหนึ่งของบันทึกที่กล่าวถึงกลุ่มดาวที่ปัจจุบันเรารู้จักกันในนามของดาว Pleiades ดร.Cabrera ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ภาพแกะสลักบนไอก้า สโตน อาจเป็นตัวอย่างที่ดีของหลักฐานที่ว่า เมื่อหลายล้านปีก่อนมีอารยธรรมอันรุ่งเรืองตั้งอยู่บนโลกนี้ พวกเขาได้ทิ้งหลักฐานให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบว่า สมัยก่อนมนุษยชาติดำรงชีวิตอยู่อย่างไร มีอารยธรรมที่รุ่งเรืองขนาดไหนและสุดท้ายล่มจมลงด้วยวิธีใด

  • รูปปั้นดินเผาบางส่วน มีลักษณะคล้ายมนุษย์ สันนิษฐานว่าอาจเป็นผู้ปกครองหรือเทพเจ้าที่คนในดินแดนนี้เคารพนับถือ และรูปร่างของรูปปั้นมีลักษณะของกระโหลกที่ยาวผิดปกติ จนทำให้นักโบราณคดีอดที่จะเอาไปเชื่อโยงกับหัวกระโหลกแบบ Cone Head ที่กล่าวถึงมาแล้วด้วย

ข้อสรุปของท่านด็อกเตอร์อาจจะฟังดูเหลือเชื่อสักหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะหลักฐานทางวัตถุก็ยืนยันอยู่ มีบางคนแย้งว่า ไอก้าสโตนอาจจะเป็นฝีมือของอนุชนรุ่นหลัง ซึ่งแกะสลักขึ้นมาจากความทรงจำ ภาพบางภาพมีรายละเอียดที่ไม่ชัดเจนและชวนให้เข้าใจผิดๆ เช่น ภาพของการศัลยกรรมสมองเป็นต้น มันอาจเป็นพิธีกรรมทางศาสนาสักอย่างหนึ่ง เช่น การทำมัมมี่หรือพิธีศพ ซึ่งก็ไม่เหมาะนักที่เราจะสรุปอะไรลงไปตรงนี้ก่อนได้หลักฐานที่ละเอียดกว่าที่เป็นอยู่ ถึงกระนั้น หากเอาอารยธรรมนาซก้า ไอก้าสโตน และความรุ่งเรืองทางด้านอารยธรรมของชาวอินคา(เช่นความรู้ทางดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสถาปัตยกรรม) มาเชื่อมโยงกันเข้าแล้ว ไม่ต้องให้ถึงมือนักวิทยาศาสตร์ห-ย่--ยหรอก คนธรรมดาอย่างพวกเราก็พอจะมองเห็นรอยต่อของสิ่งเหล่านี้อยู่รางๆเหมือนกัน ใช่ไหมล่ะครับ?

 

 

|||

(ซ้าย)การผ่าตัดศัลยกรรมสมอง (ขวา)ภาพกายวิภาคแสดงรายละเอียดหัวใจของมนุษย์และการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ

|||

ดูดีๆสิครับ ว่านี่เป็นอะไรถ้าไม่ใช่ไดโนเสาร์ไทรเซอร์ราท็อปที่สูญพันธุ์ไปเมื่อหลายล้านปีก่อน

นาซก้า อารยธรรมยุคพระเจ้าครองโลก 2

ลายเส้นบนพื้นราบ
ในที่ราบนาซก้าประเทศเปรู มีภาพวาดที่กว้างใหญ่และมีเบาะแสที่น้อยยิ่ง คนแรกที่ทำการศึกษารายละเอียดของมันเป็นชาวอเมริกันชื่อ พอล โคซอค ผู้ที่ได้ยินเรื่องลายเส้นนี้ขณะออกทำการสำรวจระบบชลประทานโบราณอยู่ เช่นเดียวกับผู้คนที่มาพิสูจน์เรื่องราวที่ได้ยินเกี่ยวกับลายเส้นนี้ โคซอครู้สึกตกตะลึงกับสิ่งที่เขาเห็น มีเส้นที่ลากแตกแขนงออกไปเป็นรูปพัดนับพันเส้นลากข้ามทะเลทราย บางเส้นสิ้นสุดที่ตีนเขา ขณะที่อีกลายเส้นลากยาวไปไกลพาดข้ามภูเขา มันถูกสร้างอย่างง่ายๆด้วยการเจาะผิวดินชั้นบนออกจากดินบนทะเลทรายและเผยให้เห็นดินชั้นล่างที่สีอ่อนกว่า หลังจากที่เขาพยายามจะตามรอยเส้นบนพื้นดินเขาก็เปลี่ยนไปเป้นใช้เครื่องร่อนแทน มีเพียงบนอากาศเท่านั้นที่เขาสามารถชื่นชมการแผ่ขยายของมันได้อย่างแท้จริง นอกจากลายเส้นชุดนี้ก็ยังมีรูปภาพอื่นๆอีกมากมาย เช่นนก ปลา แมลง และเป็นที่น่าพิศวงที่สุดที่แต่ละรูปถูกวาดอย่างต่อเนื่องบนเส้นเดียว มันเริ่มต้นและสิ้นสุดลงที่จุดเดียวกัน นาซก้าไลน์ มีหลายรูปแบบ ชนิดท ี่เป็นทรงเรขาคณิตก็มี ทรงสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม สี่เหลี่ยมคางหมู วงกลมเส้นหยัก เส้นแคบ ยาวกว่า 5 ไมล์ นอกจากนั้นยังมีรูปนก สัตว์เลื้อยคลาน ปลาวาฬ ลิง แมงมุม บางภาพก็คล้าย เครื่องปั้นดินเผาโบราณของชาวเมืองนาซคาที่อาศัยอยู่ริมฝั่งทะเล

นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นงานของชาวเมืองนี้อายุลานเส้นสันนิษฐานว่าตกอยู่ในยุค 100 ปีก่อนคริสตศักราชถึงคริสตศักราช 700 นาซก้าไลน์ แม้จะดูทำขึ้นแบบง่ายๆ แต่คำนวณแล้วว่าต้องใช้เวลามาก ไม่ว่าจะเป็นการเกลี่ยหินหน้าทรายการจัดแนวหินให้เป็นเส้นตรง การออกแบบหาไอเดียเพื่อให้เหมาะกับภูมิประเทศ ซึ่งไม่มีฝนตกเลย อย่างน้อยก็พันปีมาแล้ว มีการเดาไปต่างๆ นานา บ้างว่าเป็นถนนก่อนประวัติศาสตร์ ฟาร์ม สนาม ยานอวกาศ เครื่องหมายหรือสัญญาณบอกเรื่องราวแก่สิ่งที่อยู่บนท้องฟ้า เช่น มนุษย์ต่างดาว หรือพระเจ้าในความเชื่อถือทางศาสนา แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครรู้จริง นอกจากจะสันนิษฐานว่าเป็นผลงานทางศิลปะของอินเดียนแดงโบราณ ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่าชาวอินเดียนแดงโบราณสร้างมันขึ้นมาทำไม ? ในปี ค..1968 สถานบันเนชั่นแนลจีโอกราฟฟีค ฝ่ายสังคมศึกษาพบว่า ลายเส้นต่างๆ ในพื้นที่เหล่านี้ตั้งอยู่ในจุดระหว่างกลางดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ขึ้นและตกในวันเวลาที่มันอยู่ห่างไกลจากเส้นศูนย์สูตรโลกที่สุดตั้งแต่ในสมัยโบราณ แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่มีใครคาดคิดได้ว่ามันจะเป็นประโยชน์อะไรขึ้นมากับการศึกษาลายเส้นนาซก้า ความประหลาดลึกลับของลายเส้นต่างๆ ในทะเลทรายเปรูยิ่งดูเหมือนท้าท้ายคำถามต่างๆ อาทิ ทำไมชาวนาซก้าโบราณจึงทุ่มเทเวลาสร้างสรรค์ลายเส้นมโหฬารเหล่านี้มากมาย ทั้งที่บางอย่างพวกเขาอาจจะไม่เคยเห็น และผู้คนจะเห็นนาซก้าไลน์ก็ต่อเมื่อมองลงมาจากอากาศเท่านั้น

นอกจากตัวลายเส้นเองแล้ว อารยธรรมและชุมชนมนุษย์ยุคนาซก้า ก็ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้

คนสำคัญที่สุดที่ทุ่มเทเวลาศึกษานาซก้าไลน์ถึง 25 ปีคือ มาเรีย ไรเช่ เธอได้ถ่ายภาพและทำแผนที่งานของเธอเรียกว่า ลาส ลีเนียร์ รูปเครื่องหมายลายเส้นต่างๆ เป็นร้อยๆภาพ ซึ่งปรากฏอยู่บนทรายสูงทะเลทรายแห่งนี้ กินเนื้อที่สำรวจถึง 30 ไมล์ โดยอาศัยแผนที่จากสายการบินแพนแอมซึ่งทำไว้ก่อน กับความสนับสนุนจากสถาบันเนชั่นแนลจีโอกราฟิคช่วยเหลือในงานของเธอ ซึ่งมาเยือนโลกเมื่อสมัยก่อนยุคประวัติศาสตร์ ลายเส้นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูนี้ ถ้าจะสันนิษฐานว่าเกิดจากความคิดของนักเรขาคณิตบ้าๆ คนหนึ่งก็อาจเป็นข้อสันนิษฐานที่น่าฟัง เพราะจากลายเส้นที่ใหญ่โตและที่เล็กๆ ทอดก่ายกัน แม้จะมีระเบียบแต่ก็อ่านจุดประสงค์ไม่ได้ว่า เขาต้องการจะบอกอะไร และดูเหมือนว่าเขาไม่สู้จะคำนึงถึงลักษณะภูมิประเทศด้วยรูปทรงเรขาคณิตแบบสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่าอีกบริเวณหนึ่ง

ในหุบเขาใหญ่ใกล้ที่ทำการกสิกรรมของนาซก้าซึ่งสามารถยืนมองจากหุบเขาอินเกนิโอ ก็เป็นสิ่งที่น่าประหลาดที่ว่ามันถูกขีดขึ้นประกอบด้วย รูปสี่เหลี่ยมและสามเหลี่ยมไม่สับสนจากที่ลาดต่ำไปสู่ที่ลาดสูง และก็เช่นเดียวกันเช่นรูปทรงเรขาคณิตแบบต่างๆ ที่ค้นพบคือไม่ทราบจุดประสงค์ นอกจากสันนิษฐานว่าอาจเป็นแบบฟอร์มของระบบการชลประทาน “ ลายเส้นทั้งหมด “ มิสไรเช่ให้ข้อสังเกต “ เป็นเส้นตรง ยาวเป็นไมล์ๆ ข้ามหุบเขาและภูเขา ไม่มีสักเส้นเดียวที่จะคดเคี้ยว มันเป็นแนวตรงอย่างน่าประหลาดทุกเส้น “

ชาวนาซก้าจะได้ประโยชน์อะไรจากลายเส้นเหล่านี้ เส้นตรงบางเส้นมีร่องรอยคล้ายเป็นจุดของยามทุกๆ 1 ไมล์ สงสัยกันว่าจะเป็นจุดสังเกตการณ์สำหรับการส่งข่าวแบบอินเดียนแดง แต่เหตุผลนี้ก็แทบนับไม่ได้ว่าเป็นเหตุผลลายเส้นที่น่าทึ่งอีกภาพหนึ่งคือ ลายเส้นของลิงในท่าคว้าจับอะไรบางอย่าง แขนซ้ายของมันวัดได้ยาวถึง40 ฟุต สังเกตลักษณะรูปร่างของมันคล้ายลิงหลายชนิด ขนดกเป็นปุย อาจเป็นลิงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า คาปูชินซึ่งอยู่ในป่าเขตร้อนทางทิศตะวันออกของเทือกเขาแอนดิส ห่างไปจากจุดที่นั่นถึง 200 ไมล์ ศิลปินชาวนาซก้าซึ่งคงจะรู้จักลิงชนิดนี้จากการบอกเล่าของพ่อค้าชาวป่า โดยที่ไม่รู้เรื่องทางสรีระของลิงชนิดนี้อย่างละเอียดออกมาเป็นว่าลิงตัวนี้มี 4 นิ้วจากมือข้างหนึ่ง และอีกข้างหนึ่งมี 5 นิ้วและหางซึ่งเกาะเกี่ยวกิ่งไม้ได้กลับม้วนขึ้นไป แทนที่จะห้อยลงตามธรรมชาติวิสัยของลิงชนิดนี้

บริเวณทุ่งหญ้า ซึ่งมีนก รูปปลาวาฬว่ายน้ำ และสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆโครงสร้างหลายภาพคล้ายคลึง กับเครื่องปั้นดินเผา ของชาวนาซก้าโบราณดังกล่าว มากมาย ปลาวาฬเคลือบซึ่งสร้างในปลายสมัยคริสตวรรษที่ 3ก็มีรูปคล้ายคลึงกับลายเส้นปลาวาฬซึ่งพบในทะเลทราย ต่างกันตรงที่ลายเส้นปลาวาฬที่พบมีห่วงห้อยไว้ด้วยคงคล้าย เป็นการประกาศความเป็นผู้พิชิต เช่นเดียวกับปลาวาฬเคลือบ ซึ่งสร้างไว้เป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ความเก่งกล้าของผู้พิชิตปลาวาฬ นอกจากนั้นยังมีรูปคนเขียนไว้บนเนินเขา คล้ายคลึงกันกับเครื่องปั้นดินเผาโบราณของอินเดียนแดงนาซก้าที่นี้มาถึงรูปนก ซึ่งสันนิษฐานตอนแรกๆ ว่าอาจเป็นรูปยานอวกาศ อย่างไรก็ดีลักษณะลายเส้นบ่งชัดว่าเป็นรูปนกต่างๆ กันถึง 18 ภาพที่แจ่มชัดเป็นลายเส้นนกฮัมมิ่งเบิร์ด นกเป็นน้ำและนกทะเลซึ่งยาวถึง 450 ฟุต แต่ภาพกลับเขียนไม่เต็มตัว

 

อลัน ซอว์เยอร์ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ให้ความเห็นว่า “ เราแน่ใจว่ามันมีความหมาย แต่ก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามันมีความหมายว่ายังไง เส้นต่างๆ โดยเฉพาะลายเส้นของนกประกอบด้วยเส้นลายเพียงเส้นเดียว ซึ้งไม่มีการลากตัดกันเลย บางทีอาจจะเป็นลายเส้นเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นอาจสันนิษฐานได้ว่าพวกเขาคงยอมรับนับถืออะไรก็ได้ที่ศิลปินเขียนขึ้น เช่นอย่างอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ ยึดถือกัน โดยเขียนภาพขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น “เครื่องหมายเคลือบดินเผาที่มีอยู่หมายถึงที่คล้ายคลึงภาพลายเส้นซึ่งปรากฏในทะเลทราย ส่วนใหญ่จัดได้ว่ายังเป็นงานฝีมือระดับต่ำ แต่ว่างานเหล่านี้บอกถึงความอุดมสมบูรณ์ หลักประกันในเรื่องอาหารและชีวิต

ดร. ซอว์เยอร์กล่าวว่า “ ถ้าจะคิดตามแนวทางความคิดของศิลปินจากงานที่ค้นพบมันก็เป็นการแสดงออกถึงความคิดของผู้แร้นแค้น สะท้อนสภาวะความรู้สึกออกมาจากวิญญาณ “ อีกแนวความคิดหนึ่งที่ได้มาจากภาพลายเส้นแมงมุมที่มีความยาวถึง 150 ฟุต ที่ถ่ายภาพไว้ตั้งแต่ปี ค..1963 เปรียบเทียบกับภาพถ่ายลายเส้นนี้ในปัจจุบัน คล้ายกับว่าเป็นซากแมงมุมยักษ์ซึ่งนอนตาย และซากของมันค่อยๆ เลือนหายไป ลายเส้นนี้กำลังถูกทำลายในปัจจุบัน จากพายุทรายบ้าง รถจิ๊บของนักท่องเที่ยว รอยย่ำบ้างนาซก้าไลน์ ในไม่ช้าก็เร็วคงจะถูกทำลายไปดังกล่าว มันอาจเป็นสนามยานอวกาศอาจเป็นงานของนักเรขาคณิตผู้บ้าคลั่ง อาจเป็นโครงร่างของระบบชลประทาน อาจเป็นงานศิลป์ของชาวอินเดียนแดง อาจเป็นอะไรก็ได้ด้วยเหตุผลซึ่งสันนิษฐานจากข้อมูลต่างๆ เท่าที่มีอยู่ แต่ความจริงเกี่ยวกับความเป็นมาของมัน คงจะยังเป็นสิ่งประหลาด ที่ท้าทายการพิสูจน์ไปอีกนานเท่านาน

 


อากาศยานยุคโบราณ

จุดประสงค์การสร้างนาซก้าไลน์จะถูกไขกระจ่าง หากพิสูจน์ได้ว่าคนโบราณเคยใช้เครื่องบิน!!!

ฟังดูเหลวไหลดีใช่ไหมครับ แต่ก็อย่างที่จั่วหัวเอาไว้ สมมุติฐานเรื่องสนามบินโบราณนาซก้าจะสามารถไขได้กระจ่างหมดโดยไม่ต้องพึ่งคินดะอิจิยอดนักสืบ หากเราหาร่องรอยของยานอวกาศที่จะมาเชื่อมเข้ากับที่ราบนาซก้าได้

ปัญหาก็คือ บริเวณดังกล่าวไม่มีหลักฐานของอากาศยานแม้ซักกระผีกนี่สิครับ แต่ก็นั่นแหละ ใช่ว่าบนโลกอันกว้างใหญ่ของเราใบนี้ จะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับอากาศยานโบราณเอาเสียเลย ดูจากรูปที่ผมนำมาให้ท่านทัศนาดูนะครับ ว่าใช่หรือใกล้เคียงกับเครื่องบินในปัจจุบันหรือไม่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตอนนี้ก็ขออู้เล่าด้วยรูปไปซักแป๊บละกัน

ภาพจากตำนานของชาวสุเมเรี่ยน/บาบิโลเนียน เทพเจ้าพร้อมกับยานของพระองค์


ส่วนภาพเหล่านี้ มาจากส่วนหนึ่งในวิหารอาบิดอสของอียิปต์ ซึ่งดูยังไง๊ยังไงมันก็เหมือนอากาศยานยุคใหม่เอามากๆ รายละเอียดของเรื่องตามอ่านได้ ที่นี่ ครับ


อันนี้เป็นศิลปเม็กซิกันโบราณ เป็นภาพยานพาหนะของเทพเจ้าครับ

โมเดลเครื่องบินโบราณของอียิปต์

แบบจำลองของอะไรบางอย่างที่เรียกกันว่าเครื่องร่อน ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ณ กรุงไคโร มันมีความยาวประมาณ 6 นิ้ว และความยาวปีกวัดได้เจ็ดนิ้วเศษ ทำจากไม้ไซคามอร์ที่มีน้ำหนักเบา มันสามารถร่อนได้จริงๆเป็นระยะทางพอสมควร เมื่อเราร่อนมันด้วยมือ เจ้าแบบจำลองนี้พบได้ในอียิปต์และบางส่วนของอเมริกาใต้ครับ

มันคือความบังเอิญ? มันเป็นเครื่องประดับ? ผมว่าไม่ใช่หรอก เพราะบางชิ้นที่พบในอเมริกาใต้มีลักษณะของเครื่องเจ็ทปีกสามเหลี่ยมอย่างชัดเจน โมเดลเหล่านี้ถูกค้นพบนานแล้วครับ คือตั้งแต่ปี 1898 แถบซัคคาราของอียิปต์ ประมาณว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นราว 200 ปีก่อน ค.. หรือสองพันกว่าปีมาแล้ว ในช่วงที่ค้นพบมันนั้น เป็นสมัยที่โลกยังไม่รู้จักเครื่องบินเหมือนทุกวันนี้ ดังนั้นโมเดลดังกล่าวจึงถูกผนึกใส่กล่อง แปะสลากเอาไว้ว่า "เครื่องประดับลักษณะคล้ายนก" แล้วก็เก็บมันไว้ใต้ถุนพิพิธภัณฑ์อย่างไม่มีใครแยแส

Dr. Khalil Messiha เป็นคนแรกที่นำมันมาศึกษาอีกครั้ง เขาสนใจในรูปทรงของโมเดลเหล่านี้เป็นอย่างมาก Dr. Messiha ทำให้รัฐบาลอียิปต์สนใจกับสิ่งที่เขาพบและจัดคณะทำงานเพื่อศึกษาโมเดลเหล่านี้เป็นกรณีพิเศษ ผลที่คณะทำงานแถลงออกมาก็คือ โมเดลที่ซัคคาราเป็นแบบจำลองของเครื่องบินอย่างจริงแท้แน่นอน และเมื่อทดลองสร้างเครื่องเล็กๆตามแบบแปลนของโมเดล วิศกรการบินบอกว่า มันบินได้แน่นอนไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะในลักษณะของเครื่องร่อนหรือว่าติดเครื่องยนต์

ครับ ก็เก็บเป็นการบ้านให้คิดกันเล่นๆละกัน ว่าเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ในสมัยที่ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่ามนุษย์ยังไม่รู้จักพื้นฐานของแอร์โรว์ไดนามิค แต่ดันมีโมเดลของเครื่องบินที่สร้างตามแบบของวิศวกรรมการแบบเด๊ะๆ มันมาจากไหน ชาวอียิปต์โบราณรู้จักมันได้อย่างไร สุดท้ายก็กลายเป็นปัญหาที่ขบไม่แตกไปอีกข้อล่ะครับ

อากาศยานแห่งพระเจ้าของชาวภารตะ

ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว มหาอาณาจักรเก่าแก่ในดินแดนแถบลุ่มน้ำสินธุโบราณ ซึ่งเรียกกันว่า ‘Rama Empire’ ได้เจริญรุ่งเรืองแผ่ขยายอำนาจไปทั่วดินแดนซึ่งปัจจุบันคืออินเดียตอนเหนือและประเทศปากีสถาน ประมาณว่าอาณาจักรนี้มีอายุย้อนหลังไปถึงหนึ่งหมืนห้าพันปี เก่าแก่สูสีกับแอตแลนติสนั่นเลยทีเดียว เพราะในบันทึกของอาณาจักรนี้ มีการกล่าวถึงการทำสงครามกับชนเผ่า Asvin ซึ่งน่าจะหมายถึงชาวแอตแลนติสอยู่ด้วย

แถมไม่ได้รับกันแบบธรรมดาด้วยนะครับ พวกเขามียานพาหนะที่เรียกกันว่า "วิมานะ" หรือวิมาน ซึ่งจากคำบรรยาย วิมานะมันก็ยานอวกาศเราดีๆนี่เอง เรื่องของวิมานะผมเคยเล่าเมื่อนานมากแล้ว คลิกอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ เพราะจะไม่เล่าซ้ำแล้ว จะขอสรุปเอาง่ายๆว่า ดินแดนภารตะหรืออินเดียโบราณนั้น ก็มีเรื่องราวหลักฐานของเครื่องบินอยู่ด้วยเหมือนกัน แถมยังมีบันทึกของการใช้อาวุธแบบอะตอมมิคบอมบ์เสียอีกด้วย

ตบท้ายกันด้วยรูปเครื่องบินโบราณอีกสักชุดก็แล้วกันครับ ดูเสร็จก็ตัวใครตัวมัน.. เอ่อ หมายถึงว่าแยกย้ายกันไปนั่งขบคิดนั่นแหละครับ ว่าสิ่งที่เราเห็นมันบอกอะไรกับเราบ้าง

อันนี้พบในอเมริกาใต้ เป็นโมเดลเครื่องบินปีกสามเหลี่ยมทำด้วยทองคำ

แล้วสำหรับสองรูปนี้ล่ะครับ เห็นแล้วคิดยังไง?



The Ancient Astronaut นักบินอวกาศยุคโบราณ

ผ่านมาก็หลายตอนแล้วนะครับสำหรับโบราณคดีต้องห้ามชุดนี้ แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกยาวขนาดไหนกว่าจะปิดฉากจบชุดลงได้ เพราะข้อมูลที่น่าสนใจยังจ่อคอรออยู่อีกอื้อ แถมชุดที่ยังทำไม่เสร็จอย่างไบเบิ้ล อย่าง Planet X ก็ยังอยู่ (ที่สำคัญคือ Super Robot จะออกอาทิตย์หน้านี้แล้ว จะแบ่งเวลายังไงน้อ..)

ทบทวนกันหน่อยสำหรับแฟนใหม่ที่เพิ่งแวะเวียนมาเยี่ยม อันว่าความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวและพระเจ้าจากอวกาศนั้น มีมานานนมแล้วครับผม โดยเฉพาะในหมู่ผู้สนใจประวัติศาสตร์และโบราณคดี(รวมผมเข้าไปด้วย)บางกลุ่ม ซึ่งบังเอิญไปเจอหลักฐานที่น่าสงสัยหลายประการที่ชวนให้คิดว่า ในอดีตเคยมีอาคันตุกะจากอวกาศลงมาเยี่ยมเยือนโลกมนุษย์เรา มาแล้วไม่มาเปล่า พวกเขายังได้สอนสั่งศิลปวิทยาการให้กับมนุษย์บนโลกเรา จนมนุษย์โลกสามารถสร้างถาวรวัตถุ อนุสาวรีย์หลายแห่งให้อนุชนรุ่นหลังได้ประจักษ์ด้วยสายตาที่ฉงนฉงายว่า บรพพบุรุษของพวกเราทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร

ลองย้อนไปดูในอดีตสิครับ มีร่องรอยมากมายที่เกี่ยวโยงอาคันตุกะจากอวกาศกับมนุษย์โลกของเราเข้าไว้ด้วยกัน เป็นต้นว่ามหาปิระมิดแห่งคีออปส์ สโตนเฮนจ์บนทุ่งซอลส์เบอร์รี่ เทวสถานของชนเผ่ามายา อินคา หรือลายเส้นปริศนาบนที่ราบนาซก้าที่เพิ่งผ่านตาท่านมากันหยกๆ สิ่งเหล่านี้ต้องอาสัยเทคโนโลยีและความรู้ชั้นสูงทั้งสิ้น และจากพื้นเพของชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในถิ่นๆนั้น ดูๆไปหากไม่ได้รับการชี้แนะจากครูที่เก่งกาจสักคน ชนพื้นเมืองเหล่านั้นก็ไม่น่าที่จะสรรค์สร้างสิ่งมหัศจรรย์พวกนี้ขึ้นมาได้

มีคนเชื่อก็ย่อมมีคนไม่เชื่อ ต่างกันที่คนเชื่อพยายามจะนำเสนอหลักฐานแต่พวกไม่เชื่อเค้าจะด่าเอาว่าบ้ามนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็เอเลี่ยนขึ้นสมอง(นายโซนิคก็เคยโดน แหะ แหะ..) เอาเถอะครับ กาลเวลานั่นแหละจะเป็นฝ่ายพิสูจน์ทุกสิ่งทุกอย่าง และปัจจุบันจากการศึกษาลึกลงไปในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มนุษย์ ก็นับว่าได้หลักฐานที่น่าเชื่อถือออกมามากมายแล้วว่า ในอดีตเคยมีมนุษย์ต่างดาวลงมาเยือนโลกของเราแล้วจริงๆ และบรรพบุรุษของเราก็คงมีปฏิกิริยาไม่ต่างจากคนป่าในนิวกีนี ที่เห็นนักบินก้าวลงมาจากเครื่องบินเพื่อแจกเวชภัณฑ์ นั่นก็คือทำการสักการะและยกย่องให้เป็นพระเจ้า พระเจ้า(GODS)ที่เป็นนามธรรม มีเลือดเนื้อ มีชีวิต และก็มีทายาทเหมือนมนุษย์เดินดินทุกประการ

ทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศมีมานานเท่าใดไม่ทราบได้ แต่คนที่ทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างและทำให้สาธารณชนหันมารับฟัง เป็นชาวสวิสชื่อ เอริค ฟอน ดานิเก้น หนังสือ Chariots of the Gods ของเขาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ประเด็นของดานิเก้นมุ่งไปที่ในอดีต เคยมีอาคันตุกะจากต่างดาวลงมาเยือนโลกของเรา ทำตัว(หรืออาจจะถูกยกย่องให้)เป็นพระเจ้าของคนโบราณ แนวคิดของดานิเก้นได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เรียกว่าฮือฮาจนมีการตั้งสมาคมนักบินอวกาศโบราณ (The Ancient Astronaut Society)ขึ้นมาเลยทีเดียวครับ พวกนี้จะมีหลักฐานประกอบความเชื่อคือ สิ่งที่คนโบราณได้ทิ้งเหลือเอาไว้ เป็นต้นว่าภาพเขียนของมนุษย์ถ้ำจากทั่วทุกทวีป ซึ่งมีภาพประหลาดๆที่คล้ายกับมุนษย์อวกาศกระจายอยู่ทั่วไปหมด มีเรื่องอัศจรรย์ใจที่กล่าวขานกันอย่างไม่รู้จบอยู่ก็คือ เมื่อ 30 ปีก่อนตอนที่องการ NASA ของสหรัฐออกแบบชุดนักบินอวกาศและพัฒนาจนมีรูปแบบอย่างที่เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ เป็นการออกแบบโดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก แต่เชื่อไหมครับ มันเป็นความบังเอิญอย่างเหลือเชื่อที่ชุดนักบินอวกาศกลับไปคล้ายคลึงรูปวาดของมนุษย์ถ้ำในสมัยโบราณเข้า นับไปตั้งแต่หมวก เสื้อผ้า ถุงมือ รองเท้า ใช่ครับมนุษย์โบราณที่แม้แต่เสื้อผ้ายังไม่ค่อยนิยมจะใส่กัน อย่างดีก็ผ้าเตี่ยวขนสัตว์นั่นแหละ รองเท้าเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักกันเลยในสมัยนั้น แล้วจะให้อธิบายได้อย่างไรครับ มนุษย์โบราณจินตนาการภาพพวกนั้นออกได้อย่างไร บังเอิญอย่างนั้นหรือ นายโซนิคว่าไม่น่าจะใช่นา...

อ่ะ ถ้าสมมุติว่าใช่ล่ะก็ การสัญจรทางบกหรือทางทะเลของมนุษย์โบราณ จำเป็นไหมที่จะต้องแต่งกายเต็มยศแบบเหลือเฟือขนาดนั้น ดูจากภาพที่ผมนำมาก็ได้นะครับ ว่าความคล้ายคลึงของภาพวาดมนุษย์ถ้ำกับชุดนักบินอวกาศ มันมีมากจนเกินกว่ากฏของความบังเอิญเสียด้วยซ้ำอีก

The Ancient Astronaut นักบินอวกาศยุคโบราณ II.

นอกจากภาพวาดแล้ว นักโบราณคดียังพบความน่าทึ่งเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณอีกมากมาย ยิ่งมีการศึกษาอารยธรรมของกลุ่มชนที่เจริญผิดยุคในสมัยก่อนมากขึ้นเท่าไหร่ วงการโบราณคดีก็ยิ่งได้ตระหนักถึงความสามารถของมนุษย์สมัยก่อนมากขึ้นเท่านั้น ใครเล่าจะคาดคิดว่า เมื่อหกพันปีก่อนชาวสุเมเรี่ยนรู้ว่าโลกใบนี้กลมดิกแถใยังรู้ลึกซึ้งเข้าไปอีกว่า ระบบสุริยะของเรามีดาวเคราะห์ทั้งสิ้น 12 ดวง (พวกเขานับดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์รวมเข้าไปอีก) ถึงอย่างนั้นถ้าไม่นับดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ที่ชาวสุเมเรี่ยนรู้จักก็ยังมากกว่าที่ปัจจุบันทราบกันอยู่ 1 ดวง เมื่อหกพันปีก่อนพวกเขารู้จักดาวยูเรนัส เนปจูน พลูโต ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งใช้กล่องดูดาวตรวจพบเมื่อหลังศตวรรษที่ 18 นี้เท่านั้นเอง

ชาวโลกปัจจุบันชอบมองบรรพชนของเราว่าป่าเถื่อนล้าหลัง งมงายในไสยศาสตร์ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหาศาล จำได้ไหมครับว่า เมื่อปี 1543 นิโคลัส คอปเปอร์นิคัส เป็นคนแรกที่แย้งว่าโลกมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่ก็ไม่มีใครเชื่อแถมโดนศาสนจักรหมายหัวเอาอีก จนกระทั่งปี 1610 ที่กาลิเลโอสร้างกล้องดูดาวได้สำเร็จนั่นแหละ โลกถึงได้ประจักษ์ความจริงข้อนี้ ทั้งๆที่ชาวสุเมเรียนรู้ก่อนหน้านี้มาหลายพันปี นี่ยังไม่นับชาวอียิปต์ที่รู้ว่าโลกกลมและหมุนรอบดวงอาทิตย์อีกด้วยนะ

Fresco found in the Sahara Dated 6000 BC

ปี 1659 คริสเตียน ฮิวเกนส์ ค้นพบว่าดาวเสาร์มีวงแหวนล้อมรอบ ในขณะที่จากรึกแผ่นดินเหนียวของชาวสุเมเรียนเขียนภาพนี้เอาไว้อย่างชัดเจนเลย ลองมาดูแถบอาฟริกากันดูบ้าง คนป่าผิวดำเผ่าโดกอน ซึ่งอาศัยอยู่แถบละแวกถ้ำเมืองบันเดียการา ห่างจากทิมปักตูไปทางใต้ประมาณสามร้อยกิโลเมตร เป็นคนป่าที่แสนจะยากจนและมีมาตรฐานการดำรงชีวิตต่ำ แต่เชื่อไหมครับว่า พวกเขามีความรู้เกี่ยวกับด้านดาราศาสตร์อย่างลึกซึ้ง โดยสามารถบอกได้ว่ามีดาวเล็กๆดวงหนึ่งโคจรรอบดาวซิริอุส-เอ ใช้เวลารอบละห้าสิบปี ปัจจุบันเรารู้จักดาวดวงนี้ในนามของดาวซิริอุส-บี ดาวดวงนี้ไม่มีทางจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือกล้องโทรทัศน์ทั่วไป เพราะมันอยู่ห่างไกลไปจากโลกถึง 8.7 ปีแสง และเราเพิ่งถ่ายภาพดาวดวงนี้ได้ในปี 1970 ก็เมื่อเร็วๆนี้นี่เอง แล้วชาวโดกอนเมื่อหลายร้อยปีก่อนทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร?

ชาวโดกอนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ พวกเขาถ่ยายทอดเรื่องราวเหล่านี้แบบปากต่อปาก ตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษและพูดล่วงหน้าว่า ยังมีดาวเหลืออยู่ในกลุ่มนี้อีกดวงหนึ่งโคจรอยู่ทางมุมขวาของดาวซิริอุส-บี ตอนนั้น นักดาราศาสตร์ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนกระทั่งเมื่อปี 1995 (ไม่กี่ปีนี้อีกนั่นแหละ) ก็เจอดาวดวงที่สามหรือซิริอุส-ซี ตรงตามที่ชาวโดกอนบอกเอาไว้จริงๆ โดยอยู่ห่างไกลจากโลกออกไป 325 ปีแสง (เอา 5,880,000,000,000 คูณเข้าไปนะครับ มีหน่วยเป็นไมล์) ความรู้เกี่ยวกับกลุ่มดาวซิริอุสทั้งหมด ชาวโดกอนเปิดเผยว่าจดจำมาจากพระเจ้าผู้ลงมาจากห้วงอวกาศแห่งระบบดาวซิริอุส ซึ่งมีลักษณะของคนผสมปลา อาศัยอยู่ใต้บาดาลเรียกว่า Nommos

แม้ในปัจจุบัน พวกเขาก็ยังฉลองกันเพื่อระลึกการมาเยือนของ Nommos ในทุกๆ 60 ปี ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นระยะเวลาที่ดาวแม่ของพระเจ้าของพวกเขาโคจรครบหนึ่งรอบ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ครับ)

เรื่องของมนุษย์มัจฉาผู้ถ่ายทอดวิทยาการให้แก่โลก ยังไปปรากฏอยู่ในตำนานของชนชาติอื่นที่เก่าแก่ เช่น บาบิโลเนีย ว่าทุกเช้าจะขึ้นมาจากน้ำเพื่อสั่งสอนความรู้ให้กับมนุษย์ เช่น กสิกรรม คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ระเบียบของสังคม ก่อนจะกลับลงสู่ทะเลในตอนเย็น ชาวบาบิโลเนียเทิดทูนพวกเขาเสมือนพระเจ้า และเรียกว่า Oannes ซึ่งไปตรงกับภาษาของชาวมายาในคำว่า Oaana อันหมายถึง "คนที่อาศัยอยู่ในน้ำ"

DoGu Statue From Japan

ในประเทศญี่ปุ่นนักโบราณคดีขุดพบตุ๊กตาอายุหมื่นกว่าปี เรียกกันตามภาษาญี่ปุ่นว่าโดกุ สวมเสื้อผ้าเหมือนนักบินอวกาศมากแถมยังเกี่ยวข้องกับมนุษย์ที่อยู่ในน้ำด้วยสิ

โลกที่เราอาศัยอยู่นี้มีอายุประมาณ 4.5 พันล้านปี แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพิ่งวิวัฒนาการขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ 25 ล้านปีก่อน จากซากฟอสซิลที่ขุดพบในอาฟริกา ทำให้เชื่อว่าบรรพบุรุษของตระกูลลิง Ape ได้เกิดขึ้นเมื่อ 13 ล้านปีก่อน และต่อมาอีก 3 ล้านปี จึงได้วิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์สายพันธุ์แรกหรือ Homo อย่างแท้จริง

ขอสรุปวิวัฒนาการของสายพันธุ์มนุษย์แบบย่อๆให้ฟังอีกครั้งหนึ่งนะครับ เมื่อสองล้านปีก่อน มนุษย์ดึกดำบรรพ์พวกแรกที่มีโครงสร้างกระโหลกและกระดูกคล้ายกับมนุษย์ปัจจุบันมากที่สุดแรกว่า แอดวานซ์ ออสตรัลโลพิทธิคัส เริ่มปรากฏในทวีอาฟริกา และต้องใช้เวลาอีกหลายล้านปีทีเดียว กว่าที่พวกเขาจะวิวัฒน์มาเป็นสายพันธุ์โฮโม อิเร็คตัส มนุษย์พวกแรกที่เริ่มมีภาษาใช้ในการสื่อสาร รู้จักใช้ไฟ และหินเป็นเครื่องมือในการล่าสัตว์ มีมันสมองที่โตขึ้นกว่าเดิมอีก 100 เปอร์เซ็นต์ และอีกเก้าแสนปีต่อมา พวกเขากลายเป็นมนุษย์นีแอนเดอร์ธัล (เรียกตามแหล่งที่ขุดพบครั้งแรกในประเทศเยอรมัน) มนุษย์พวกนี้จัดเป็นพวกแรกที่น่าจะเป็นวิวัฒนาการสายเดียวกับมนุษย์ปัจจุบัน และเป็นบรรพบุรุษสายตรงของมนุษย์ ที่รู้จักงานศิลปะ เชื่อถือในเรื่องไสยศาสตร์

วิวัฒนาการทางสมองของมนุษย์เป็นไปอย่างเชื่องช้ามาก บรรพบุรุษของเราทำไมใช้เวลาร่วมๆสองล้านปีพัฒนาตัวเองจากสายพันธุ์แอดวานซ์ ออสตรัลโลพิทธิคัส สู่สายพันธุ์นีแอนเดอร์ธัล โดยใช้เครื่องมือหินที่มีลักษณะไม่ต่างกันเลย แต่แล้วจู่ๆเมื่อประมาณสองแสนสี่หมื่อนกว่าปีก่อน มนุษย์สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อโฮโม เซเปี้ยน ก็ดันปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่รู้รากเหง้า เพราะไม่ได้วิวัฒนาการมาจากมนุษย์ยุคหิน มันวมองใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีกครึ่งหนึ่ง รู้จักเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ไม่เดินโทงเทงเปล่าเปลือยเพราะรู้จักใช้หนังสัตว์เป็นเครื่องนุ่งห่ม และรู้จักการมีสังคมอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน

The Ancient Astronaut นักบินอวกาศยุคโบราณ III.

ทำไมครับ? ทำไม...

ทำไมมนุษย์ใช้เวลายาวนานร่วมสองล้านปีเพื่อพัฒนาเครื่องมือหินไปสู่วัสดุอื่น แต่ไม่ต้องใช้เวลาเป็นล้านๆปีเพื่อเรียนรู้วิทยาการที่ยุ่งยากซับซ้อนกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการก่อสร้าง การคำนวณ การดูดาว การเกษตร ฯลฯ เพราะมนุษย์กลับพัฒนาตัวเองได้เร็วเหลือเชื่อ จากเกวียนเทียมวัวอันเชื่องช้า สู่จรวดความเร็วสูง จากบูมเมอแรงสู่ดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบวงโคจรโลก การเปลี่ยนแปลงจากมนุษย์ถ้ำไปสู่มนุษย์อวกาศทั้งหมดนี้บรรพบุรุษของเราใช้เวลาเพียง 35,000 ปี ที่มากระจุกตัวกันอยู่ในช่วงหลังนี้เอง

ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่า มนุษย์เราอาจจะได้รับการถ่ายทอด เปลี่ยนแปลง ทางเทคโนโลยีเฉกเช่นมนุษย์มัจฉาซึ่งมีอารยธรรมสูงกว่า?

ท่านที่ติดตามผลงานของนายโซนิคมานานก็คงพอจะให้คำตอได้นะครับ โดยเฉพาะกับผู้ที่นายโซนิคเป็นสาวกของเขา นั่นก็คือนาย Zecharia Sitchin ซึ่งนับเป็นนักวิชาการหนึ่งในไม่กี่คนของโลกที่สามารถอ่านอักษรลิ่มของภาษาสุเมเรี่ยนได้ เขาใช้เวลากว่าสามสิบปีศึกษาแผ่นจารึกสุเมเรียนร่วมสองพันแผ่น จนค้นพบกุญแจไขปริศนาสู่ดาวเคราะห์ที่ชื่อว่า Nibiru หรือ Marduk ในภาษาบาบิโลเนียน โดยสรุปการค้นคว้าของเขาว่า เมื่อครึ่งล้านปีก่อนมนุษย์จากดาวเคราะห์ดวงนี้ได้เดินทางมายังโลก และถ่ายทอดวิทยาการต่างๆให้กับมนุษย์จนมีอารยธรรมเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ชนิดชาวสุเมเรียนเรียกว่า "ของขวัญจากพระเจ้า" รวมทั้งได้แต่งงานกับผู้หญิงสายพันธุ์โฮโม อิเร็คตัส ก่อนแพร่ลูกแตกหลาน จนเป็นมนุษย์โฮโม เซเปียน อย่างทุกวันนี้ อ้อ.. ชาวสุเมเรียนเรียกพระเจ้าของพวกเขาว่า Anunnaki ครับ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ครับ

[ พระเจ้าของชาวมายา ดูดีๆนะครับว่าพระองค์กำลังทำอะไร ขับยานอวกาศ? ]

[ ภาพวาดก่อนประวัติศาสตร์ในถ้ำแถบคิมเบอร์ลี่ ออสเตรเลีย ชื่อรูปคือวอร์จิน่า เทพเจ้าไร้ปาก เป็นรูปวาดของชนเผ่าที่เก่าแก่กว่าชาวอะบอริจินส์มาก ]

พระคัมภีร์ไบเบิลเองก็พูดถึงเรื่องนี้ ว่าบุตรแห่งพระเจ้าได้แต่งงานอยู่กินกับสาวชาวโลก ในภาษาฮิบรูว์เรียกว่า Nefilim ซึ่งมีความหมายตรงกันกับคำว่า Anunnaki อย่างน่าตกใจว่า "ผู้มาเยือนจากเบื้องบน" เมื่อศตวรรษก่อนมนุษย์ยังไม่รู้ว่ามีดาวพลูโต(มารู้จักเอาปี 1930 นี้เอง) และน่าเซอร์ไพรส์มากครับ ปัจจุบันเราได้เค้าลางมาแล้วว่ามีดาวที่มีขนาดใหญ่กว่าโลก 4 เท่า โคจรอยู่ทางท้องฟ้าด้านทิศเหนือ ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส มีชื่อเรียกชั่วคราวว่า Planet X ซึ่งน่าจะปรากฏออกมาให้เราได้ยลโฉมในไม่ช้านี้ หากคำนวณจากวงโคจร

แล้วสองรูปนี้ล่ะครับ ภาพโบราณอายุหมื่นกว่าปีที่เขียนถึงพระเจ้าของพวกเขา เห็นแล้วคิดถึงอะไร?


The Yonaguni Factor

ณ บริเวณชายฝั่งของเกาะเล็กกระจ่อยร่อยในญี่ปุ่นนามว่า โยนากุนิ สิ่งก่อสร้างลักษณะคล้ายอนุสาวรีย์ยักษ์ได้จ่อมจมอยู่ใต้น้ำ มันเป็นวิหารหินขนาดมหึมาที่แม้ปัจจุบันหลายฝ่ายก็ยังถกเถียง และหาคำอธิบายที่ฟังขึ้นเกี่ยวกับมันไม่ได้ ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดก็คือว่า อนุสาวรีย์แห่งโยรากุนินี้ เกิดขึ้นจากธรรมชาติหรือเกิดจากผลงานทางอารยธรรมของมนุษย์ ถ้าเป็นฝีมือมนุษย์ เทคโนโลยีขนาดไหนถึงจะรังสรรค์มันออกมาให้เกิดขึ้นได้ในรูปลักษณ์ที่โอ่อ่าอลังการเช่นนี้ หากเกิดจากธรรมชาติ คำอธิบายเกี่ยวกับเหลี่ยมมุมและแนวกำแพงที่ตรงแหนวแม่นยำราวกับเกิดจากการวัดคำนวณของวิศวกรมือเอกนี่เล่า จะอธิบายอย่างไร?

บรรดานักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ที่ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ต่างพากันลงความเห็นว่า อนุสาวรีย์ยักษ์นี้เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ อนุสาวรีย์หินที่โยนากุนิก็นับเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ โดยเฉพาะในประเด็นของโบราณสถานใต้น้ำ แต่ก็นั่นล่ะครับ อายุอานามของอนุสาวรีย์(ขอเรียกแบบนี้ไปก่อนละกัน)แห่งนี้ เท่าที่คำนวณคร่าวๆแล้ว นักวิทยาศาสตร์หลายคนลงความเห็นว่า น่าจะอยู่ในตอนปลายของยุคน้ำแข็ง ซึ่งมันก็หมื่นสองพันกว่าปีมาแล้ว บางท่านว่าน่าจะเก่ากว่านั้นด้วยซ้ำ เอ... ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ยุคใหม่เราย้อนหลังไปไกลขนาดนั้นหรือครับ แถมถ้าเป็นอารยธรรมโบราณก่อนยุคน้ำแข็งจริง สิ่งก่อสร้างนั้นคือผลงานของอารยธรรมใดกัน? สิ่งก่อสร้างมหึมาเหล่านั้นใครเป็นผู้สร้างมันเอาไว้ให้มีขนาดใหญ่โตเกินเหตุ ในยุคโบร่ำโบราณที่อารยธรรมของมนุษย์ยังไม่ก่อกำเนิดแบบนี้

สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นข้อสรุปที่ดีสำหรับข้อถกเถียงในวงการโบราณคดีที่ว่า อารยธรรมโบราณก่อนหน้าที่มนุษย์จะรู้จักและยังคงเป็นตำนานอยู่นั้นมีจริงหรือไม่ เพราะจากหลักฐานเท่าที่มีในปัจจุบัน อารยธรรมของมนุษย์ที่พอยอมรับได้ว่าเป็นอารยธรรมมันเริ่มก่อตัวขึ้นมาเมื่อประมาณ 6000 ปีก่อนนี้เท่านั้นเอง แต่น่าประหลาดมากครับ อนุสาวรีย์ที่โยนากุนิ มีลักษณะคล้ายหรือใกล้เคียงกับอนุสรณ์สถานต่างๆในอเมริกาใต้เป็นอย่างมาก บางคนถึงกับเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "ปิระมิดใต้ทะเลแห่งเอเชีย"เลยทีเดียว



โบราณสถานแห่งนี้ อาจเป็นคำอธิบายที่ดี สำหรับอารยธรรมต่างๆในแถบอเมริกากลางและใต้ เช่น แอสเท็ค อินคา มายา นาซก้า ได้ว่า เหตุใดชนชาติเหล่านั้นจึงเจริญขึ้นอย่างไม่มีที่ไปที่มา และรังสรรค์งานสะท้านโลกออกมาให้มนุษย์ยุคใหม่อย่างพวกเราได้พิศวงกันจนถึงทุกวันนี้ ทฤษฎีที่เสนอแนะว่า บรรพบุรุษหรือผู้รอดตายจากแถบโยนากุนิ ได้เดินทางข้ามมหาสมุทรไปสู่โลกใหม่นั้น สร้างความเกรียวกราวในวงการอยู่พอสมควร มีหลักฐานจากสิ่งก่อสร้างใต้น้ำมายืนยัน ว่ามันเป็นลักษณะและไสตล์ที่เหมือนกันราวกับแหล่งเดียว แต่ว่า.. ยังมีแต่อยู่นิดนึงครับ

ปริศนาที่ยังไม่คลี่คลาย