Is owner
View only
Upload & Edit
Download
Share
Add to my account
Buy ads here


โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ (เคมี อ.อุ๊)


ข้อมูลทั่วไป

ผู้บริหาร


นายอนุสรณ์ ศิวะกุล

ศศ.(การสอนคณิตศาสตร์) .เกษตรศาสตร์
อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปกครอง

โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

<BR>

นางอุไรวรรณ ศิวะกุล

กศ.. (เกียรตินิยมอันดับ 1)

กศ.. (เคมี)


รายละเอียดการจัดตั้งโรงเรียนวรรณสรณ์
.. 2529–2531: เริ่มเปิดเป็นโรงเรียนกวดวิชาของตนเอง ครั้งแรก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว
.. 2532 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ สะพานควาย
.. 2539 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ บางกะปิ
.. 2539 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ วิสุทธิกษัตริย์
.. 2540 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ นนทบุรี
.. 2541 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ สยามสแควร์
.. 2541 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ ชลบุรี
.. 2542 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ วงเวียนใหญ่
.. 2543 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ เชียงใหม่
.. 2543 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ ขอนแก่น
.. 2543 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ หาดใหญ่
.. 2546 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ พิษณุโลก
.. 2547 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ นครราชสีมา
.. 2547 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ สุราษฎร์ธานี
.. 2547 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ ภูเก็ต
.. 2550 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ นครสวรรค์
.. 2550 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ อุบลราชธานี
.. 2550 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ นครศรีธรรมราช

.. 2551 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ พญาไท

.. 2551 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ เชียงราย

.. 2551 : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ อุดรธานี

ปัจจุบันโรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ สยามสแควร์ ได้ปิดทำการไปแล้ว

การช่วยเหลือสังคม

เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่ครูประจำการ และนักเรียน เป็นวิทยาทานในโอกาสต่าง ๆ ดังนี้


สนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการศึกษาในระดับต่าง ๆ โดยบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือ ดังนี้


บริจาคทรัพย์ เพื่อช่วยสาธารณะกุศล ในโอกาสต่าง ๆ ดังนี้




ผลงานต่างๆ

ผลงานของ อาจารย์ อนุสรณ์ ศิวะกุล

ผลงานที่ผ่านมา


ปัจจุบัน


ผลงานของ อาจารย์ อุไรวรรณ ศิวะกุล

ผลงานเด่นด้านการเขียน

1. ปริญญานิพนธ์เรื่อง “การศึกษาปริมาณของปรอทในไข่ไก่ และการถ่ายทอดปรอทไปยังลูกไก่”

2. งานเขียนตำรา ประกอบการเรียนการสอนวิชาเคมี ระดับ ม.4 , .5 และ ม.6


ผลงานดีเด่น เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในการสอนวิชาเคมี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายรางวัลที่ได้รับ ได้รับโล่เกียรติคุณ และคำชื่นชมจาก หนังสือ, นิตยสาร และสื่อวิทยุ และ โทรทัศน์ สรุปพอสังเขปดังนี้


ประเภทโล่เกียรติคุณ



วิเคราะห์กรณีศึกษา : โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ (เคมี อ.อุ๊)


1. External Factors

1. 1 ภาพรวมของธุรกิจกวดวิชา

การกวดวิชานั้นเกิดขึ้นจากภาวะการแข่งขันของระบบการศึกษา นับวันยิ่งทวีความรุนแรง ในสังคมการศึกษาไทยที่ผ่านมา โรงเรียนกวดวิชาถูกกล่าวว่าเป็นแหล่งที่หากินจากช่องว่างทางการศึกษา สร้างความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคม แต่ปัจจุบันโรงเรียนกวดวิชาเองก็ปรับตัวตามปรัชญาการศึกษาที่เปลี่ยนแปลง ปัญหาที่ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่เกิดความต้องการเรียนกวดวิชามาจากปัญหาที่เกิดขึ้นจากชั้นเรียนปกติในโรงเรียน ทำให้นักเรียนต้องขวนขวายที่จะเรียนกวดวิชา ซึ่งปัญหาที่พบก็คือ
ประการแรก เนื้อหาที่เรียนในห้องเรียนไม่สอดคล้องกับหลักสูตรการเรียนการสอน ทำให้นักเรียนไม่เข้าใจเนื้อหาได้ทั้งหมด อีกทั้งเนื้อหาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการไม่เพียงพอสำหรับความรู้ที่ใช้ในการสอบคัดเลือกในระดับต่างๆ เพราะข้อสอบคัดเลือกมักจะไม่ตรงกับแบบเรียน ทำให้เสียเปรียบนักเรียนที่ออกมาเรียนกวดวิชาที่ได้ทั้งความรู้เพิ่มเติมและเทคนิคต่างๆ และการเก็งข้อสอบจากโรงเรียนกวดวิชา ประการที่สอง สื่อและอุปกรณ์ในการเรียนการสอนที่โรงเรียนไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียน อีกทั้งหนังสือและคู่มือต่างๆ มีราคาแพง และขาดตลาดอยู่เสมอ ซึ่งโรงเรียนกวดวิชาแก้ปัญหานี้ด้วยการสรุปและเพิ่มเติมเนื้อหาต่างๆ ไว้ให้นักเรียน รวมทั้งแนะนำเทคนิคคิดเร็ว วิธีท่องจำอย่างง่าย เพื่อให้นักเรียนกลับไปทบทวนที่บ้านได้ง่ายขึ้น ประการที่สาม อาจารย์ผู้สอนในโรงเรียนปกติแต่ละท่านมีความพร้อมต่างกัน คุณภาพในการสอนจึงไม่เท่ากัน บางโรงเรียนมีอาจารย์สอนไม่ตรงกับสาขาวิชาที่จบมา ไม่มีความรู้จริง ทำให้นักเรียนได้ความรู้ไม่เต็มที่ จึงออกมาเรียนกวดวิชา

อีกทั้งอาจารย์จากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงหลายแห่งหันมารับงานในอาชีพเสริมกันมากขึ้น ทั้งในฐานะผู้รับจ้างสอน เก็งข้อสอบหรือแม้แต่เป็นเจ้าของกิจการเอง ทั้งนี้นักเรียนหลายคนที่ตามอาจารย์ในโรงเรียนออกมาเรียนเสริมในวันหยุดเสาร์
-อาทิตย์ ยืนยันว่าในวิชาเดียวกัน จากอาจารย์ผู้สอนคนเดียวกัน พวกเขามักจะได้รับความรู้ในห้องเรียนนอกระบบ ที่โรงเรียนกวดวิชามากกว่า เพราะอาจารย์เหล่านี้มักจะเตรียมหลักสูตรและเคล็ดลับไว้ให้ในการเรียนพิเศษเสมอ ซึ่งเป็นจุดวิกฤติของจริยธรรมครูที่สอนกวดวิชาในปัจจุบันเรื่องการ "กั๊ก" วิชา" ประการที่สี่ เวลาในการเรียนมีน้อย นักเรียนบางคนจึงกลัวเรียนไม่ทันเพื่อน รวมทั้งบรรยากาศในการเรียนการสอนในโรงเรียนปกติไม่ดึงดูดความสนใจของนักเรียน ปัญหาต่างๆ ข้างต้นนี้ล้วนเป็นปัญหาที่กระตุ้นให้นักเรียนจำเป็นต้องเรียนกวดวิชา ซึ่งการเรียนกวดวิชาอาจจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ให้นักเรียนได้ไม่มากก็น้อยในบางกรณี

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าการศึกษาของไทยเพื่อศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาเป็นระดับที่มีการแข่งขันกันมากที่สุด จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นให้มีการกวดวิชา เพื่อสร้างความพร้อมและสร้างความมั่นใจ เพิ่มพูนความรู้ให้กว้างขึ้นนอกเหนือจากหลักสูตรที่เรียนอยู่ ทำให้โรงเรียนกวดวิชาเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในทศวรรษที่ผ่านมา

ในภาวะการแข่งขันเช่นนี้ไม่เพียงแต่นักเรียนที่จะสอบคัดเลือกเท่านั้น แต่โรงเรียนกวดวิชาต่างๆ เองก็ต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งลูกค้าและส่วนครองตลาดมากที่สุด การแข่งขันของโรงเรียนกวดวิชาจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็ถูกสังคมมองว่า การเรียนกวดวิชาเป็นการส่งเสริมให้คนรวยเป็นต่อทางการศึกษา คือผู้ที่ได้เรียนกวดวิชามีโอกาสผ่านการสอบคัดเลือกได้มากกว่า เป็นการตัดโอกาสคนจน และผลักดันให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางสังคม อันนำไปสู่ปัญหาด้านความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษา ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ช่องว่างทางสังคมที่มีอยู่แต่เดิมกว้างขึ้นไปอีก

บริษัท นาโน เซิร์ช จำกัด ได้สำรวจเด็กนักเรียน 200 ตัวอย่าง ในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เกี่ยวกับพฤติกรรมของการเรียนพิเศษเพิ่มเติมหรือนอกเหนือจากการเรียนในช่วงเวลาเรียนปกติ

กลุ่มสำรวจเป็นเพศชาย ร้อยละ 41.0 หญิง ร้อยละ 59.0 โดยกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลือกสถานที่เรียนกวดวิชาคือ ต้องเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียง คิดเป็นร้อยละ 24.0 รองลงมาคือ อาจารย์ผู้สอนต้องมีชื่อเสียง ร้อยละ 15.0 และต้องเป็นสถานที่ที่เพื่อนเรียนกันเยอะๆ ร้อยละ 13.0 ตามลำดับ


ส่วนองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจเลือกเรียนนั้นกลุ่มตัวอย่างเห็นว่า คือ “ความมีชื่อเสียงของสถาบัน” มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 36.0 รองลงมาคือ อาจารย์ผู้สอน ร้อยละ 18.5 และการจัดคอร์ส / วิชาที่เรียน ร้อยละ 11.5 ตามลำดับ

เมื่อผู้เรียนได้เข้าไปสัมผัสกับการเรียนกวดวิชาแล้ว ได้มีข้อเสนอแนะให้มีการปรับปรุงในเรื่องของ “อุปกรณ์ / เทคโนโลยีที่ใช้ในการเรียนการสอน” เป็นเรื่องที่ต้องปรับปรุงเป็นลำดับแรก คิดเป็นร้อยละ 28.0 รองลงมาคือ ครูผู้สอน คิดเป็นร้อยละ 17.0 และ เนื้อหาในแต่ละวิชา ร้อยละ 13.0 ตามลำดับ

เมื่อการกวดวิชาในยุคปัจจุบันกำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะในการเรียนของมัธยมศึกษาตอนปลายนั้น ที่จะต้องมีการแข่งขันในการสอบถามเอนทรานซ์ในอนาคต ทำให้หลายคนให้ความสำคัญกับการเรียนกวดวิชาอย่างมาก



จากผลการสำรวจเกี่ยวกับความรู้สึกของเด็กนักเรียนว่าหากไม่ได้เรียนกวดวิชารู้สึกอย่างไร ก็พบว่าเด็ก“รู้สึกว่าตัวเองมีความรู้น้อยกว่าคนเพื่อนๆ คิดเป็นร้อยละ 23.0 แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าในสัดส่วนที่เท่ากันคือร้อยละ 23.0 เด็กก็รู้สึกธรรมดา /ไม่รู้สึกอะไรเลย  ส่วนอันดับรองๆ ลงไปจะรู้สึกประหม่า/ไม่มั่นใจ , รู้สึกว่าจะเรียนไม่ทันเพื่อน, กลัวจะทำข้อสอบไม่ได้, เชย และไม่ In Trend


1.2 โครงสร้างตลาดของธุรกิจกวดวิชา

โครงสร้างตลาดของธุรกิจกวดวิชา จัดได้ว่าเป็นแบบตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic Competition Market) คือมีผู้แข่งขันในตลาดหลายราย นั่นคือโรงเรียนกวดวิชาต่างๆ แต่ละโรงเรียนฯ ขายสินค้าที่แตกต่างกัน (คอร์สเรียน) และสามารถเข้าออกจากตลาดได้โดยเสรี ซึ่งจากคุณลักษณะข้างต้น ทำให้โรงเรียนกวดวิชาแต่ละโรงเรียนมีอำนาจในการผูกขาดสินค้าของตนมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บริหารที่จะใช้กลยุทธ์การตลาดต่างๆ ไม่ว่าจะด้านผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) ช่องทางจัดจำหน่าย (Place) หรือการส่งเสริมการขาย (Promotion) เพื่อสร้างความแตกต่างในสินค้าตนให้มากที่สุด

เคมี อ.อุ๊ ถือเป็นโรงเรียนกวดวิชาเคมีรายแรกๆ ที่ก้าวเข้าสู่ธุรกิจกวดวิชา และสั่งสมชื่อเสียงมาเป็นเวลานาน จนในปัจจุบัน ถ้าจะพูดถึงสถานที่เรียนวิชาเคมีดีๆ ที่แรกที่ทุกคนนึกถึงก็คงหนีไม่พ้นเคมี อ.อุ๊ ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าการสอนของเคมี อ.อุ๊ แตกต่างจากที่อื่น ด้วยการสอนของอาจารย์ที่เป็นกันเอง ใจดี น้ำเสียงนุ่มลึก มีวิธีการคิดและหลักการจำที่ดี ทำให้นักเรียนเกิดความภักดี (Loyalty) ต่อโรงเรียนแห่งนี้ และกลายเป็นการตลาดแบบปากต่อปาก จนเกิดเป็นประวัติศาสตร์ซึ่งมีนักเรียนนับพันคน มาต่อคิวรอเพื่อสมัครเรียน จนกระทั้งในภายหลังได้มีการปรับระบบการลงทะเบียนด้วยการเปิดให้ลงทะเบียนเรียนผ่านทางธนาคาร ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกที่ทำการลงทะเบียนออนไลน์


1.3 Five Forces Analysis



การกวดวิชาในประเทศไทยที่ดำเนินการแพร่หลายในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่าระบบการศึกษาไทยมีการแข่งขันกันอย่างค่อนข้างสูง เนื่องจากทั้งผู้เรียน และผู้ปกครอง ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา มีความเชื่อมั่นว่าหากกวดวิชาแล้วจะมีโอกาสเข้าในโรงเรียน และมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้ แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการแต่ละยุคแต่ละสมัยได้ใช้ความพยายามอย่างสูงในการปรับปรุง และพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษา แต่ก็ยังไม่สามารถลดค่านิยมในการกวดวิชาลงได้

การกวดวิชาในรูปแบบต่างๆ ในประเทศไทยจึงเกิดขึ้นทั้งในต่างจังหวัด และกรุงเทพฯ อย่างมากมาย ทั้งถูกต้องตามกฎหมาย และอาจไม่ถูกต้อง ด้วยสภาพสังคมปัจจุบัน มีการแข่งขันสูง "พ่อแม่ยุคใหม่" ต้องทำงานหนัก ไม่มีเวลาสอนหนังสือลูก แต่อยากให้ลูกเป็นเด็กเก่งปัญญาเลิศ จึงนิยมส่งลูกไปเรียนพิเศษหรือเรียนกวดวิชา พ่อแม่บางคนให้ลูกเรียนกวดวิชามากเกินไป

จะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน มีโรงเรียนกวดวิชาเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้เนื่องจาก ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูง (Capital requirements) ทำให้มีคู่แข่งขันรายใหม่ๆ ก้าวมาในธุรกิจนี้อย่างมากมาย อีกทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาเช่นนี้ ส่งผลให้คนตกงานเป็นจำนวนมาก ไม่เว้นแม้กระทั้งคนเก่ง มีความสามารถ ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจกวดวิชาอย่างเต็มตัว


จากการที่ธุรกิจกวดวิชาเป็นธุรกิจที่มีโครงสร้างตลาดแบบกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ซึ่งแม้จะมีผู้แข่งขันหลายราย แต่ก็มีเพียงไม่กี่รายที่เป็นที่รู้จัก และมีชื่อเสียง นี่จึงถือเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการเข้าสู่ธุรกิจกวดวิชา ซึ่งมีโรงเรียนกวดวิชาที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอยู่ก่อนแล้ว และผู้เรียนหรือนักเรียนก็มี brand loyalty ในโรงเรียนนั้นๆ ทำให้การจะก้าวเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดในระยะแรกนั้นเกิดขึ้นได้ยาก อย่างในกรณีของโรงเรียนกวดวิชาเคมีนั้น นอกจากเคมี อ.อุ๊ ก็มีโรงเรียนที่มีชื่อเสียงอยู่ไม่กี่ที่ อาทิเช่น เคมีเซ็นเตอร์ เคมี อ.สุธน The Brain , The Tutor และนอกนั้นก็จะเป็นโรงเรียนกวดวิชาเล็กๆ ที่ยังไม่มีชื่อเสียง


อำนาจต่อรองของ supplier แทบไม่มีผลต่อโรงเรียนกวดวิชา เพราะในธุรกิจกวดวิชา เกี่ยวข้องกับ supplier น้อยมาก เนื่องด้วยในขั้นตอนหลักของโรงเรียนจะเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ดังนั้นในส่วนของ supplier ที่สำคัญนั้นก็คือ โรงพิมพ์ ซึ่งจะเป็นผู้พิมพ์หนังสือเรียน หรือแผ่นพับประชาสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งโรงพิมพ์นั้นมีอยู่มากมายหลายแห่ง ทำให้สามารถเลือกใช้บริการตามความเหมาะสมของงานแต่ละงานได้ ไม่ต้องผูกขาดเพียงรายใดรายเดียว


ในสภาพการแข่งขันอย่างรุนแรงในธุรกิจกวดวิชานั้น ลูกค้าหรือก็คือผู้เรียนถือได้ว่ามีอำนาจในการต่อรองสูง เนื่องจากคอร์สเรียนซึ่งเป็นสินค้าของโรงเรียนกวดวิชานั้น มีอยู่มากมาย เนื่องจากปัจจุบันมีโรงเรียนกวดวิชาเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้นผู้ประกอบการโรงเรียนกวดวิชาจึงต้องมีการควบคุมคุณภาพการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งอาจต้องมีการทำการส่งเสริมการขายเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม และเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่




สินค้าของโรงเรียนกวดวิชานั้น นั่นก็คือ คอร์สเรียน หรือวิชาเรียนต่างๆ ของแต่ละโรงเรียน ดังนั้นสินค้าทดแทนในตลาดนี้ จึงเป็นหนังสือเรียนวิชาต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของผู้สอนได้ หนังสือเหล่านี้มีมากมายในท้องตลาด มีผู้เขียนหนังสือประกอบการเรียนเป็นจำนวนมากในแต่ละวิชา แต่จะเขียนได้เข้าใจ และถูกใจคนอ่านมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ขึ้นกับประสบการณ์และความรู้ของผู้เขียนที่จะสามารถถ่ายทอดในลักษณะของงานเขียนวิชาการ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นการสื่อสารทางเดียว ไม่เหมือนกับการสอนของอาจารย์ในห้องเรียน ซึ่งเป็นการสื่อสารสองทาง สามารถโต้ตอบและซักถามได้ หากมีข้อสงสัย


2. Internal Factors

2

.1. Market Mix : 4Ps


ผลิตภัณฑ์สำหรับโรงเรียนกวดวิชา ก็คือ คอร์สเรียน สำหรับโรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ หรือ เคมี อ.อุ๊ นั้น มีคอร์สเรียนที่หลากหลาย โดยมีคอร์สเรียนที่เปิดสอนทั้งหมด 20 คอร์ส ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยลักษณะการเรียนการสอนมีทั้งการสอนสดและวิดีโอ รายละเอียดดังนี้

1. วิทยาศาสตร์ เคมี ม.ต้น : สอนเนื้อหาวิทยาศาสตร์ระดับ ม.ต้น สำหรับส่วนที่เป็นเนื้อหาใช้สอบเข้าเรียนต่อในระดับ ม.4 และใช้เป็นพื้นฐานในการเรียนเคมี ม.ปลาย

2. ตะลุยโจทย์วิทยาศาสตร์ เคมี ม.ต้น : เรียนเพื่อใช้สอบเข้า ม.4 เน้นการฝึกทำโจทย์ ฝึกทักษะในการวิเคราะห์และทำโจทย์ให้รวดเร็วมากขึ้น

3. วิทยาศาสตร์ กายภาพ (เคมี) : สอนเนื้อหา ม.ปลาย สำหรับนักเรียนสายศิลป์โดยเฉพาะ เนื้อหาจะเป็นวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับวิชาเคมีทั้งหมดเหมาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการใช้ประกอบการเรียนในโรงเรียน และใช้สอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย

4. เคมี ม.4 พิเศษ : สำหรับนักเรียน ม.3 เพื่อเตรียมขึ้น ม.4 เป็นเรื่องที่มีเรียนในบางโรงเรียนเท่านั้น โดยจะเรียนควบคู่ไปกับ ม.4 เทอม 1

5. ปูพื้นฐานเคมี : สำหรับนักเรียนที่ไม่เคยเรียนเคมีกับ อ.อุ๊ มาก่อน ทุกคนจะต้องเรียนคอร์สนี้ก่อนที่จะเรียนคอร์สอื่นๆ เพราะต้องใช้เป็นพื้นฐานกับทุกๆ บท หากไม่ได้เรียนพื้นฐานนี้ จะทำให้มีปัญหาในการเรียนบทอื่นๆ เป็นอย่างมาก

6. เคมี ม. 4 เล่ม 1 : เหมาะสำหรับนักเรียน ม.3 เพื่อเตรียมขึ้น ม.4 เรื่องที่สอนเป็นไปตาม
แบบเรียนเคมี เล่ม 1 ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหา 3 บท ดังนี้ 1) อะตอมและ
ตารางธาตุ (โครงสร้างอะตอม) 2) สมบัติของธาตุและสารประกอบ (ตารางธาตุ) 3) พันธะเคมี

8. เคมี ม. 5 เเบบที่ 1-A : สำหรับนักเรียน ม.4 ที่เรียนพื้นฐานเคมีเบื้องต้นกับ อ.อุ๊ มาแล้ว ประกอบด้วยเนื้อหา 3 บท ดังนี้ 1) ปริมาณสารสัมพันธ์ I 2) ปริมาณสารสัมพันธ์ II 3) ของแข็ง ของเหลว แก๊ส

9. เคมี ม. 5 แบบที่ 2-A : สำหรับนักเรียนที่เรียนพื้นฐานเคมีเบื้องต้น และปริมาณสารสัมพันธ์ I กับ อ.อุ๊ มาแล้ว ประกอบด้วยเนื้อหา 2 บท ดังนี้ 1) ปริมาณสารสัมพันธ์ II 2) ของแข็ง ของเหลว แก๊ส

10. เคมี ม.5 แบบที่ 3-A : สำหรับนักเรียนที่เรียนพื้นฐานเคมีเบื้องต้น ปริมาณสารสัมพันธ์ I และปริมาณสารสัมพันธ์ II กับ อ.อุ๊ มาแล้ว ประกอบด้วยเนื้อหา 4 บท ดังนี้ 1) อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี 2) สมดุลเคมี 3) กรด-เบส I 4) กรด-เบส II

11. เคมี ม.5 แบบที่ 4-A : สำหรับนักเรียนที่เรียนพื้นฐานเคมีเบื้องต้น สมบัติของธาตุและ
สารประกอบ (ตารางธาตุ) กับ อ.อุ๊ มาแล้ว ประกอบด้วยเนื้อหาเคมี ม.5-.6 3 บท ดังนี้ 1) ปฏิกิริยา
ไฟฟ้าเคมี I 2) ปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี II 3) ธาตุและสารประกอบในอุตสาหกรรม

12. เคมี ม.5 แบบที่ 5-A : สำหรับนักเรียนที่เรียนพื้นฐานเคมีเบื้องต้น พันธะเคมี ปริมาณสารสัมพันธ์ I และปริมาณสารสัมพันธ์ II กับ อ.อุ๊ มาแล้ว ประกอบด้วยเนื้อหาเคมี ม.5-.6 3 บท ดังนี้ 1) เคมีอินทรีย์ 2) สารชีวโมเลกุล 3) เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์และผลิตภัณฑ์

13. สมบัติของธาตุและสารประกอบ (ตารางธาตุ) : สำหรับนักเรียน ม.5 และ ม.6

14. พันธะเคมี : สำหรับนักเรียน ม.5 และ ม.6

15. ของเเข็ง ของเหลว แก๊ส : สำหรับนักเรียน ม.5 และ ม.6

16. ปริมาณสารสัมพันธ์ II : สำหรับนักเรียน ม.5 และ ม.6

17. ปูพื้นฐานบทคำนวณ : เหมาะสำหรับนักเรียน ม.5-.6 ที่มีพื้นฐานคำนวณไม่ดี ประกอบด้วยเนื้อหา 2 บท ดังนี้ 1) ปริมาณสารสัมพันธ์ I 2) ปริมาณสารสัมพันธ์ II

18. ตะลุยโจทย์ Entrance : เพื่อใช้สอบ Entrance เน้นการฝึกทำโจทย์ เหมาะสำหรับนักเรียนที่เรียนกับ อ.อุ๊ มาครบทุกเล่มแล้ว แต่ต้องการฝึกทักษะในการวิเคราะห์และทำโจทย์ให้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งประกอบด้วยการตะลุยโจทย์ทุกบท

19. ปรับพื้นฐานเคมีก่อนเรียนคอร์ส Entrance : สำหรับนักเรียน ม.6 ที่จะลงคอร์ส Entrance แต่ไม่เคยเรียนเคมีกับ อ.อุ๊ มาก่อน เป็นการปรับพื้นฐานทุกเรื่อง เพื่อให้มีความพร้อมในการเรียนคอร์ส Entrance และเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เหมาะกับนักเรียน ม.4 และ ม.5

20. คอร์ส Entrance : นักเรียนที่จะลงคอร์ส Entrance แต่ไม่เคยเรียนเคมีกับ อ.อุ๊ มาก่อนให้ลงคอร์สปรับพื้นฐานเคมี ก่อนลงคอร์ส Entrance

ราคาของคอร์สเรียนมีตั้งแต่ระดับราคา 400 บาท ถึง 5,000 บาท โดยราคาของคอร์สเรียนที่มีการสอดสดจะมีราคาต่างจากคอร์สวิดีโอประมาณ 200 - 300 บาท รายละเอียดมีดังนี้

1. วิทยาศาสตร์ เคมี ม.ต้น : วีดีโอ 2,000 บาท

2. ตะลุยโจทย์วิทยาศาสตร์ เคมี ม.ต้น : สอนสด 1,000 บาท วีดีโอ 800 บาท

3. วิทยาศาสตร์ กายภาพ (เคมี) : วีดีโอ 2,000 บาท

4. เคมี ม.4 พิเศษ : วีดีโอ 800 บาท

5. ปูพื้นฐานเคมี : วีดีโอ 400 บาท

6. เคมี ม. 4 เล่ม 1 : สอนสด 3,400 บาท วีดีโอ 3,200 บาท

8. เคมี ม. 5 เเบบที่ 1-A : วีดีโอ 3,200 บาท

9. เคมี ม. 5 แบบที่ 2-A : วีดีโอ 2,300 บาท

10. เคมี ม.5 แบบที่ 3-A : สอนสด 3,000 บาท วีดีโอ 2, 800 บาท

11. เคมี ม.5 แบบที่ 4-A : วีดีโอ 1,400 บาท

12. เคมี ม.5 แบบที่ 5-A : วีดีโอ 2,400 บาท

13. สมบัติของธาตุและสารประกอบ (ตารางธาตุ) : วีดีโอ 900 บาท

14. พันธะเคมี : วีดีโอ 1,200 บาท

15. ของเเข็ง ของเหลว แก๊ส : วีดีโอ 700 บาท

16. ปริมาณสารสัมพันธ์ II : วีดีโอ 1,600 บาท

17. ปูพื้นฐานบทคำนวณ : วีดีโอ 2,000 บาท

18. ตะลุยโจทย์ Entrance : วีดีโอ 2,200 บาท

19. ปรับพื้นฐานเคมีก่อนเรียนคอร์ส Entrance : วีดีโอ 2,000 บาท

20. คอร์ส Entrance : สอนสด 5,300 บาท วีดีโอ 2,000 บาท


ปัจจุบันเคมี อ.อุ๊ เปิดทำการเรียนการสอนใน 19 สาขา ซึ่งครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเป็นสาขาในกรุงเทพมหานคร 5 สาขา คือ สะพานควาย บางกะปิ วิสุทธิ์กษัตริย์ พญาไท วงเวียนใหญ่ และเป็นสาขาในต่างจังหวัดรวม 14 สาขา คือ นนทบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่ พิษณุโลก นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต นครสวรรค์ อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช เชียงราย และอุดรธานี

ในช่วงแรกของการเริ่มธุรกิจนั้น คือ ช่วงปี 2532-2539 เคมี อ.อุ๊ มีการเปิดทำการเรียนการสอน
เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น ซึ่งในช่วงแรกที่มีเพียงสาขาเดียว คือ สาขาสะพานควายนั้น ทำให้ไม่สามารถรับความต้องการของนักเรียนได้ จึงได้ขยายตึกเพิ่มด้านข้าง 1 คูหา และต่อมาก็หันไปขยายอาคารฝั่งตรงข้ามแทน เนื่องจากไม่สามารถขยายพื้นที่เป็นด้านข้างได้ โดยใช้การถ่ายทอดสด วิธีการสอนซึ่งเด็กก็เรียน และให้การตอบรับดี โต้ตอบกันได้ ไม่เข้าใจก็ถาม และกลายเป็นที่มาของการสอนโดยใช้วิดีโอมาจนถึงทุกวันนี้

หลังจากช่วงปี 2540 เป็นต้นมา จึงเริ่มมีการขยายสาขาให้ครอบคลุมไปยังต่างจังหวัด โดยเน้นก่อตั้งในหัวเมืองหลักของแต่ละภูมิภาค ทั้งนี้เนื่องด้วยมีความต้องการของนักเรียนที่ต้องการเรียนกวดวิชาเคมี อ.อุ๊ เป็นจำนวนมาก ซึ่งโรงเรียนกวดวิชาเคมี อ.อุ๊ ในขณะนั้น มีไม่เพี่ยงพอ ไม่สามารถรับกับความต้องการเรียนของนักเรียนที่มีอยู่อย่างมากมาย และมีเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ เท่านั้น ด้วยข้อจำกัดด้านสถานที่ที่คับแคบ ทำให้รับเด็กได้เพียงไม่กี่ร้อยคน ขณะที่เด็กมีความต้องการเรียนนับพันคน จึงกลายเป็นที่มาของการต่อคิว บางรายมารอตั้งแต่เที่ยงคืน เพื่อรอโรงเรียนเปิด 8 โมงเช้า ทะเลาะกันบ้างก็มี ภายหลังจึงปรับระบบการลงทะเบียนด้วยการเปิดให้ลงทะเบียนเรียนผ่านทางธนาคาร รวมทั้งได้ขยายสาขาไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย รวมทั้งให้สามารถเข้าถึงนักเรียนได้ทั่วถึงในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่เฉพาะแต่นักเรียนในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น

ปัจจุบันได้มีการลงทุนก่อสร้างวรรณสรณ์ บิวดิ้ง หรือโครงการศูนย์การศึกษาอาคารวรรณสรณ์ มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท บริเวณสี่แยกพญาไท สูง 18 ชั้น รวมพื้นที่กว่า 37,000 ตรม. เพื่อให้เป็นศูนย์รวมโรงเรียนกวดวิชา และการศึกษานอกระบบระดับแนวหน้าของเมืองไทย ความโดดเด่นของอาคารวรรณสรณ์ คือ รวมสถาบันการศึกษาไว้กว่า 20 แห่ง เช่น Applies Physics โดยอาจารย์ประกิตเผ่า ทมทิชชงค์ , คณิตศาสตร์ โดย อาจารย์อรรณพ ,อาจารย์สมัย ,ภาษาอังกฤษ ของเอ็นคอนเซ็ปท์ โดยอาจารย์แนน , English Click ,สังคมศึกษา โดยอาจารย์ป๊อป , ภาษาไทย โดยอาจารย์กอล์ฟ เป็นต้น โดยพื้นที่ในชั้น 1-3 จะเป็นพื้นที่ค้าปลีก ประกอบไปด้วยศูนย์อาหาร ร้านเสริมสวย ทันตกรรม ศูนย์หนังสือ ฯลฯ ส่วนชั้น 4-15 เป็นสถาบันกวดวิชา ภาษา และดนตรี ส่วนพื้นที่เหลือจะเป็นโรงเรียน สำนักงานโรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ และศูนย์ทดลองสอนวิชาเคมี อ.อุ๊ ในรูปแบบออน ดีมานต์ โดยผู้เรียนจะเลือกลงทะเบียนและเรียนได้ตามวิชาและเวลาที่ต้องการอีกด้วย ซึ่งวรรณสรณ์ บิวดิ้งนี้ได้เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่เดือน



เคมี อ.อุ๊ ไม่เน้นการส่งเสริมการขาย หรือการทำโปรโมชั่นใดๆ เนื่องด้วยผู้บริหารยึดถือในคุณภาพเรียนการสอนเป็นหลัก ไม่มีการส่งเสริมการขายโดยการให้ส่วนลดเมื่อสมัครเรียนภายในเวลาที่กำหนด หรือแม้แต่ลงทะเบียนเรียนพร้อมกันหลายวิชา รวมทั้งเป็นนักเรียนเก่าที่ได้เคยลงทะเบียนเรียนกับเคมี อ.อุ๊ มาแล้ว

การส่งเสริมการขายสำหรับเคมี อ.อุ๊ นั้นถือได้ว่าไม่มีความสำคัญในการเชื้อเชิญหรือจูงใจเพื่อให้นักเรียนตกลงใจเพื่อจะลงทะเบียนเรียนกับเคมี อ.อุ๊ เลยก็ว่าได้ เนื่องจากมีปริมาณความต้องการของนักเรียนที่จะทำการลงทะเบียนเรียนเป็นจำนวนมาก ซึ่งในทุกๆ รอบที่ทำการเปิดสอนจะมีนักเรียนจำนวนมากที่พลาดจากการที่ไม่สามารถลงทะเบียนเรียนในคอร์สเรียนที่ตนสนใจได้ ซึ่งเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน เรียกว่าเป็นตำนานของโรงเรียนกวดวิชาในเมืองไทยเลยก็ว่าได้ เมื่อนักเรียนหลายร้อยคนออกันแน่นขนัดอยู่บริเวณสะพานควาย ซึ่งเป็นโรงเรียนกวดวิชาสาขาแรกของเคมี อ.อุ๊ เพื่อรอให้โรงเรียนกวดวิชาเคมี อ.อุ๊เปิดรับลงทะเบียนเรียน จนเกิดการวิวาทและกลายเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่หลายวัน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีการวางระบบการจัดการใหม่หมด และเป็นที่มาของการกวดวิชาโดยใช้วิดีโอในปัจจุบัน และเป็นครั้งแรกเช่นกันที่มีการลงทะเบียนเรียนกวดวิชาผ่านธนาคารพาณิชย์ ที่ใช้มาจนถึงทุกวันนี้


2.2 การวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์โดยใช้ผัง BCG Matrix



BCG Matrix เป็นกลยุทธ์ในการจัดสรรทรัพยากรโดยถือเกณฑ์ส่วนครองตลาดเปรียบเทียบ และอัตราการเจริญเติบโตของแต่ละหน่วยธุรกิจ หรือแต่ละผลิตภัณฑ์ ซึ่งจากการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ของเคมี อ.อุ๊ ซึ่งก็คือคอร์สเรียนวิชาเคมี จะพบว่าผลิตภัณฑ์ของเคมี อ.อุ๊ อยู่ในช่วง Star ซึ่งหมายถึงผลิตภัณฑ์อยู่ในตลาดที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูง และมีส่วนครองตลาดเปรียบเทียบสูงด้วย โดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 ตุลาคม 2548 ได้กล่าวว่าโรงเรียนกวดวิชาที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) เคมี อ.อุ๊ มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทต่อปี 2) แอพพลายฟิสิกส์ รายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 100 กว่าล้านบาท 3) เดอะเบรน อาจารย์เจี๋ย นีโอฟิสิกส์ Access รายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 100 ล้านบาท และศูนย์วิจัยกสิกรไทยกล่าวว่า ตลาดของสถาบันกวดวิชาสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในปี 2550 มีมูลค่าถึง 5,500 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเกือบร้อยละ 10 ซึ่งขยายตัวสูงกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา สำหรับปี 2551 นี้ คาดว่า ธุรกิจสถาบันกวดวิชาสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 5,900 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 6.8 จากปีที่แล้ว จะเห็นได้ว่าอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ยังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับเคมี อ.อุ๊ นั้น ปัจจุบันมีนักเรียนกว่า 20,000 คนต่อภาคเรียน รายได้เฉลี่ย 200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นโรงเรียนกวดวิชาที่มีรายได้สูงที่สุดของประเทศก็ว่าได้

2.3 การวิเคราะห์สถานการณ์ โดย SWOT Analysis



       




2.4. กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Strategy)

เคมี อ.อุ๊ ใช้กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจโดยเน้นการใช้กลยุทธ์ในการป้องกันคู่แข่ง (Win by Defensive Strategy) ด้วยการสร้างตราผลิตภัณฑ์ (branding) โดยให้ผู้บริโภคซึ่งก็คือนักเรียนได้รับรู้ถึงคุณภาพการสอน ภาพลักษณ์ และจุดเด่นในการสอนของ อ.อุ๊ และเกิด brand loyalty ในตัวของผู้เรียนต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการตลาดแบบปากต่อปาก และด้วยกลยุทธ์นี้เองทำให้เคมี อ.อุ๊ ไม่ต้องใช้เงินลงทุนในส่วนของการทำการตลาด ในขณะที่ก็สามารถสร้างลูกค้าใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ดังเห็นได้จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเกือบสิบปีก่อน เมื่อนักเรียนหลายร้อยคนออกันแน่นขนัดอยู่บริเวณสะพานควาย ซึ่งเป็นโรงเรียนกวดวิชาสาขาแรกของเคมี อ.อุ๊ เพื่อรอให้โรงเรียนกวดวิชาเคมี อ.อุ๊ เปิดรับลงทะเบียนเรียน จนเกิดการวิวาทและกลายเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่หลายวัน


2.5 กลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional Strategies)

เคมี อ.อุ๊ มีการใช้กลยุทธ์ในการบริหารโรงเรียนในด้านการการตลาด (Marketing Management) โดยการสร้างการรับรู้แบรนด์ และ ความภักดีต่อแบรนด์ บนพื้นฐานของสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยกลยุทธ์ 4P ดังนี้




-ด้านสินค้า (Product)

คอร์สเรียนของ เคมี อ.อุ๊ นั้น มีคอร์สเรียนที่หลากหลาย โดยมีคอร์สเรียนที่เปิดสอนทั้งหมด 20 คอร์ส ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยลักษณะการเรียนการสอนมีทั้งการสอนสดและวิดีโอ ซึ่งจากความหลากหลายของคอร์สเรียนและจากการมีการเรียนการสอนถึง 2 ลักษณะ ทำให้นักเรียนสามารถเลือกวันเวลาเรียนได้ตามความสะดวกของแต่ละคน


- ด้านราคา (Price)

กลยุทธ์ในการตั้งราคาของเคมี อ.อุ๊ นั้น มีการตั้งราคาอยู่ในระดับเดียวกับโรงเรียนกวดวิชาทั่วไป ราคาของคอร์สเรียนมีตั้งแต่ระดับราคา 400 บาท ถึง 5,000 บาท โดยราคาของคอร์สเรียนที่มีการสอดสดจะมีราคาต่างจากคอร์สวิดีโอประมาณ 200 - 300 บาท


- ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (Place)

ปัจจุบันเคมี อ.อุ๊ ได้ขยายโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เปิดทำการเรียนการสอนใน 19 สาขา ซึ่งครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อรองรับกับความต้องการของผู้เรียน ดังนั้นจึงได้ขยายสาขาไปในต่างจังหวัดให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเป็นสาขาในกรุงเทพมหานคร 5 สาขา คือ สะพานควาย บางกะปิ วิสุทธิ์กษัตริย์ พญาไท วงเวียนใหญ่ และเป็นสาขาในต่างจังหวัดรวม 14 สาขา คือ นนทบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่ พิษณุโลก นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต นครสวรรค์ อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช เชียงราย และอุดรธานี


- ด้านการสนับสนุนการขาย (Promotion)

เคมี อ.อุ๊ ไม่เน้นการส่งเสริมการขาย หรือการทำโปรโมชั่นใดๆ เนื่องด้วยผู้บริหารยึดถือในคุณภาพเรียนการสอนเป็นหลัก ไม่มีการส่งเสริมการขายโดยการให้ส่วนลดเมื่อสมัครเรียนภายในเวลาที่กำหนด หรือแม้แต่ลงทะเบียนเรียนพร้อมกันหลายวิชา รวมทั้งเป็นนักเรียนเก่าที่ได้เคยลงทะเบียนเรียนกับเคมี อ.อุ๊ มาแล้ว


2.6 ปัญหาและแนวทางการดำเนินงาน

ปัญหาที่พบในปัจจุบันได้แก่ การควบคุมคุณภาพของบุคลากรฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งไม่สามารถทำให้เจ้าหน้าที่แต่ละคนมีความสามารถในหน้าที่ได้อย่างเต็มที่




วิธีการแก้ปัญหา

1. การคัดสรรพนักงาน

ควรเลือกพนักงานที่มีความสามารถในการต้อนรับลูกค้า และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี รวมทั้งมีปฏิภาณไหวพริบ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี และที่สำคัญต้องมีความอดทน และใจเย็น เพื่อให้สามารถรับมือกับลูกค้าได้ทุกสถานการณ์


2. การฝึกอบรมพนักงาน

เคมี อ.อุ๊ ควรเพิ่มระยะเวลาการฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป และรายละเอียดคอร์สเรียนต่างๆ รวมถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในกรณีต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ ควรมีการทดสอบทักษะ และความสามารถในการต้อนรับ และให้ข้อมูลแก่ลูกค้า ก่อนที่จะส่งพนักงานเหล่านี้ไปประจำยังสาขาต่างๆ


3. การจูงใจพนักงาน

ควรให้รางวัล หรือปรับอัตราค่าจ้างแก่พนักงานที่มีผลการทำงานโดดเด่น เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่พนักงานในการทำงานต่อไป


แนวทางการดำเนินงาน

ปัจจุบันเคมี อ.อุ๊ ได้ขยายสาขาครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อีกทั้งเมื่อต้นปี 2551 เคมี อ.อุ๊ ได้มีการลงทุนก่อสร้างวรรณสรณ์ บิวดิ้ง หรือโครงการศูนย์การศึกษาอาคารวรรณสรณ์ มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท บริเวณสี่แยกพญาไท สูง 18 ชั้น รวมพื้นที่กว่า 37,000 ตรม. เพื่อให้เป็นศูนย์รวมโรงเรียนกวดวิชา และการศึกษานอกระบบระดับแนวหน้าของเมืองไทย ความโดดเด่นของอาคารวรรณสรณ์ คือ รวมสถาบันการศึกษาไว้กว่า 20 แห่ง ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่มูลค่ามากที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา ดังนั้น ในช่วงนี้จึงยังไม่มีแนวคิดที่จะขยายสาขาไปยังพื้นที่อื่น และเนื่องจากปัจจุบันมีสาขากว่า 20 สาขา ซึ่งคาดจะสามารถรองรับกับความต้องการในการเรียนของนักเรียน เพราะฉะนั้น การจะเพิ่มรายได้ของเคมี อ.อุ๊ ในขณะนี้จึงจะเน้นการสร้างลูกค้าต่อสาขาให้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มอัตราการกลับมาเรียนอีกครั้งของนักเรียนเก่า ให้มาเรียนในคอร์สเรียนอื่นๆ ของเคมี อ.อุ๊ ต่อไป


2.7 Key Success Factor

1) กลยุทธ์ที่เคมี อ.อุ๊ ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการการสร้างตราผลิตภัณฑ์ (branding) โดยให้ผู้บริโภคซึ่งก็คือนักเรียนได้รับรู้ถึงคุณภาพการสอน ภาพลักษณ์ และจุดเด่นในการสอนของ อ.อุ๊ ส่งผลให้เกิด brand loyalty ในตัวของผู้เรียน อีกทั้งยังใช้กลยุทธ์ในการบริหารโรงเรียนในด้านการการตลาด ทำให้สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อีกด้วย

2) ผู้สอน ซึ่งสำหรับเคมี อ.อุ๊ แล้ว ถือว่าเป็นผู้สอนที่มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์ในการสอน รวมทั้งมีเทคนิคในการจำ และการเรียนอย่างเป็นระบบ ทำให้นักเรียนให้ความเคารพ และยำเกรงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าโดยส่วนตัว อ.อุ๊ จะเป็นคนใจดีก็ตาม และจาการที่เคมี อ.อุ๊ เป็นโรงเรียนกวดวิชาที่สอนเพียงวิชาเดียว คือ เคมี ทำให้เป็นโรงเรียนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เกิดภาพลักษณ์ของโรงเรียนที่ชัดเจน ส่งผลให้นักเรียนรู้จักในชื่อของโรงเรียนกวดวิชาเคมี























อกสารอ้างอิง


ฐานเศรษฐกิจ ,(2550) ,เคมีอ.อุ๊ เบอร์ 1 ติวเตอร์ผูกใจวัยฮิพ รักเรียน,ธันวาคม 17 ,2551 ,from http://www.giggog.com/economic/cat5/news10913/


ฐานเศรษฐกิจ ,(2550) ,เคมีอ.อุ๊เปิดตัวคอมเพล็กซ์พันล้าน +ศูนย์รวมสถาบันกวดวิชาชั้นนำ-แหล่ง
ช็อปปิ้งความรู้ใจกลางกรุง ,ธันวาคม 17 ,2551 ,from http://www.thannews.th.com/
detialnews.php?id=M1722681&issue=2268


บิสิเนสไทย ,(2551) ,เรียนกวดวิชาจำเป็นหรือคิดไปเอง ,ธันวาคม 17 ,2551 ,from http://www.
businessthai.co.th/content.php?data=413788_Media%20Spending


ประชาชาติธุรกิจ ,(2548) ,ยุคทองกวดวิชาผุดคอมเพล็กซ์ ตะลึงซื้อที่พญาไท 256,ธันวาคม 17 ,2551 ,from http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q4/article2005oct10p7.htm


สุรชัย เทียนขาว ,(2545) ,แนวทางการพัฒนา ระบบการกวดวิชาในประเทศไทย ,ธันวาคม 17 ,2551 ,from http://www.giggog.com/education/cat7/news958/


http://www.chem-ou.com




















Pure


Chem


C

enter







การศึกษาวิเคราะห์กลยุทธ์บริษัทธุรกิจไทย



กรณีศึกษา โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ (เคมี อ.อุ๊)




เสนอ


ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์



จัดทำโดย


นายสุริยา โพธิ์โสภณ 5010211023



รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา


บธ. 800 นโยบายธุรกิจและการจัดการกลยุทธ์


ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551


คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์



ำนำ


การกวดวิชานั้นเกิดขึ้นจากภาวะการแข่งขันของระบบการศึกษา นับวันยิ่งทวีความรุนแรง ในสังคมการศึกษาไทยที่ผ่านมา โรงเรียนกวดวิชาถูกกล่าวว่าเป็นแหล่งที่หากินจากช่องว่างทางการศึกษา สร้างความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคม แต่ปัจจุบันโรงเรียนกวดวิชาเองก็ปรับตัวตามปรัชญาการศึกษาที่เปลี่ยนแปลง ปัญหาที่ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่เกิดความต้องการเรียนกวดวิชามาจากปัญหาที่เกิดขึ้นจากชั้นเรียนปกติในโรงเรียน ทำให้นักเรียนต้องขวนขวายที่จะเรียนกวดวิชา และในสภาวการณ์เช่นนี้ ไม่เพียงแต่นักเรียนที่จะแข่งกันเพื่อสอบคัดเลือกเท่านั้น แต่โรงเรียนกวดวิชาต่างๆ เองก็ต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งลูกค้าและส่วนครองตลาดมากที่สุด การแข่งขันของโรงเรียนกวดวิชาจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็ถูกสังคมมองว่า การเรียนกวดวิชาเป็นการส่งเสริมให้คนรวยเป็นต่อทางการศึกษา คือผู้ที่ได้เรียนกวดวิชามีโอกาสผ่านการสอบคัดเลือกได้มากกว่า เป็นการตัดโอกาสคนจน และผลักดันให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางสังคม อันนำไปสู่ปัญหาด้านความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษา ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ช่องว่างทางสังคมที่มีอยู่แต่เดิมกว้างขึ้นไปอีก

จากเหตุผลข้างต้น จึงทำให้ผู้จัดทำมีความสนใจที่จะทำการศึกษาธุรกิจกวดวิชา และเลือกที่จะศึกษาโรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ (เคมี อ.อุ๊) ซึ่งเป็นโรงเรียนกวดวิชาเคมีที่มีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 20 ปี และมีความโดดเด่นในด้านคุณภาพการสอนเป็นอย่างมาก โดยเนื้อหาในรายงานฉบับนี้จะกล่าวถึงตั้งแต่ประวัติความเป็นมา ภาพรวมของธุรกิจ ทิศทางการดำเนินงานของธุรกิจ ศักยภาพในการเจริญเติบโตของธุรกิจ ตลอดจนกลยุทธ์ทางการตลาดที่นำมาใช้ในการดำเนินการทางธุรกิจ รวมทั้งการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน ไม่ว่าจะเป็น Five Forces Analysis ,SWOT Analysis และสิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญที่นำพาธุรกิจสู่ความสำเร็จ (Key Success Factor) พร้อมทั้งปัญหาที่พบเจอในปัจจุบันกับวิธีการแก้ไข (Problem & Solution)

สุดท้ายนี้ ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้คงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยแก่นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไปที่สนใจ และขอขอบพระคุณอาจารย์อุไรวรรณ ศิวะกุล เป็นอย่างสูงที่เสียสละเวลาอันมีค่าในการสัมภาษณ์ และให้ความรู้แก่ผู้จัดทำ ให้สามารถทำรายงานฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี ถ้าหากรายงานฉบับนี้มีข้อผิดพลาดประการใดผู้จัดทำขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย


ผู้จัดทำ

.. 52



ารบัญ


หน้า

1. ผู้บริหาร 1


2. รายละเอียดการจัดตั้งโรงเรียนวรรณสรณ์ 1

3. การช่วยเหลือสังคม 2

4. ผลงานต่างๆ 4

5. ภาพรวมของธุรกิจกวดวิชา 6

6. โครงสร้างตลาดของธุรกิจกวดวิชา 8

7. Five Forces Analysis 9

8. Market Mix : 4Ps 11

9. การวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์โดยใช้ผัง BCG Matrix 15

10. การวิเคราะห์สถานการณ์ โดย SWOT Analysis 16

11. กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Strategy) 18

12. กลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional Strategies) 18

13. ปัญหาและแนวทางการดำเนินงาน 19

14. Key Success Factor 20

เอกสารอ้างอิง

ภาคผนวก


















ภาคผนวก